LOGINเวลาล่วงเลยมาห้าวันหลังจากการสัมภาษณ์งานในครั้งนั้น เกลเฝ้าเช็กโทรศัพท์และรอคอยข่าวดีอย่างใจจดใจจ่อ ทุกครั้งที่เสียงแจ้งเตือนดังขึ้น หัวใจของเธอจะพองโตและยุบฮวบลงสลับกันไป จนกระทั่งเช้าวันต่อมา เสียงเรียกเข้าที่คุ้นเคยก็แจ้งเตือนขึ้นอีกครั้ง
กริ๊งงงง… “สวัสดีค่ะ” เธอรีบกดรับสาย พยายามปรับเสียงให้ดูนิ่งที่สุด “สวัสดีครับ ใช่คุณเกวลิน ธนานุกุลไหมครับ” ปลายสายเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นทางการเพื่อเป็นการยืนยันตัวตน “ใช่ค่ะ ไม่ทราบว่าจากไหนคะ” เธอถามกลับ มือที่จับโทรศัพท์เริ่มชื้นไปด้วยเหงื่อ ภาวนาในใจขอให้เป็นหนึ่งในบริษัทที่เธอไปสัมภาษณ์มา “โทรจากสำนักงานตำรวจแห่งชาตินะครับ ผมพันตำรวจโ-” ตื้ด… ตื้ด… ตื้ด… “บ้าจริง! เมื่อไหร่พวกมิจฉาชีพจะหมดไปสักทีเนี่ย คนยิ่งเครียด ๆ อยู่” เกลตัดสายทิ้งทันทีด้วยอารมณ์หงุดหงิดพลุ่งพล่าน “นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วนะ ไม่มีที่ไหนติดต่อมาจริง ๆ เหรอเนี่ย สมัครไปกี่ที่ สัมภาษณ์ไปกี่บริษัท เขาก็ไม่เลือกเราเลยเหรอ… เงินเก็บที่มีอยู่ก็เริ่มเหลือน้อยลงทุกวันแล้วนะเกล” หญิงสาวพึมพำตัดพ้อชีวิตวัยทำงานที่ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ ความกดดันเริ่มกัดกินความมั่นใจจนเธอรู้สึกหมดแรง ทำได้เพียงทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างคนสิ้นหวังจนเผลอหลับไป กริ๊งงง… เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง เกลสะดุ้งตื่นด้วยอาการสลึมสลือ เธอควานหาโทรศัพท์บนหัวเตียงแล้วกดรับสายโดยไม่ทันได้ดูเบอร์ด้วยซ้ำ แม้จะยังไม่ตื่นเต็มตา แต่เธอก็พยายามบังคับโทนเสียงต่ำ ๆ ให้ดูสดใสที่สุด “คุณเกลคะ นี่พิชชาเองนะคะ” “สวัสดีค่ะคุณพิชชา!” เกลเด้งตัวขึ้นมานั่งทันทีเมื่อรู้ว่าปลายสายคือพิชชา HR บริษัทที่เธอใฝ่ฝันว่าจะได้ร่วมงาน “ชาโทรมาแจ้งข่าวดีค่ะ ทางบริษัทตกลงรับคุณเกลเข้าทำงานนะคะ ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณเกลได้งานที่อื่นไปหรือยังคะ” “ยังค่ะ! ยังเลยค่ะ… เอ่อ แล้วเกลต้องเริ่มงานวันไหนคะ ต้องเตรียมเอกสารอะไรไปบ้าง” เธอถามรัวด้วยความดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ “เนื่องจากตอนนี้เป็นช่วงปลายเดือนแล้ว ทางบริษัทให้คุณเกลเริ่มงานเป็นวันที่ 1 เดือนหน้าเลย สะดวกไหมคะ” “สะดวกค่ะ ได้เลยค่ะ“ ”งั้นวันแรกชารบกวนเตรียมสำเนาหน้าบุ๊กแบงก์มาด้วยนะคะ เดี๋ยวเราจะมีสัญญาจ้างให้เซ็นก่อนเริ่มงานค่ะ“ ”ได้เลยค่ะคุณพิชชา ขอบคุณมากจริง ๆ นะคะ“ หลังวางสาย เกลแทบจะกระโดดตัวลอย เพราะกว่าจะได้ฟังข่าวดี เธอที่ต้องรบกับสายมิจฉาชีพมาทั้งวัน ในที่สุดก็สมหวังเสียที เธอไม่รอช้ารีบต่อสายหาเพื่อนสนิททันที “ดีใจด้วยนะแก! ได้ทำงานบริษัทใหญ่ เงินดี สวัสดิการปังขนาดนี้ แกจะได้ปลดภาระไปทีละขั้นซะที” เสียงของเพื่อนรักปลายสายแสดงความยินดีอย่างจริงใจ “อ้อ... แล้วก็หวังว่าที่ทำงานใหม่จะไม่ท็อกซิกนะ ฉันอยากเห็นแกใช้ชีวิตอย่างมีความสุขจริง ๆ บ้าง ที่ผ่านมาเจอแต่อะไรก็ไม่รู้...” ‘แบม’ พูดด้วยความห่วงใย เพราะรู้ดีว่าชีวิตของเพื่อนคนนี้ไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะมรดกหนี้ก้อนโตที่เกลต้องแบกรับไว้เพียงลำพังในวัยเพียง 25 ปี ภาระที่หนักอึ้งนั้นบีบคั้นจนทำให้เกลต้องเผชิญกับโรคซึมเศร้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ … ย้อนกลับไปเมื่อสี่ปีที่แล้ว หญิงสาวในวัย 21 ปีที่เพิ่งเป็นบัณฑิตป้ายแดง เธอคือความภาคภูมิใจของครอบครัว และก้าวเข้าสู่การเป็น First Jobber แต่ชีวิตที่กำลังรุ่งโรจน์กลับถูกพายุโถมเข้าใส่ในคืนวันศุกร์ที่ฝนเทกระหน่ำ... “งานเลี้ยงจบแล้ว พ่อกับแม่กำลังกลับนะลูก” เสียงของแม่ทางโทรศัพท์ยังก้องอยู่ในหู “ค่ะแม่ ฝนตกหนักมากเลย บอกพ่อให้ขับระวัง ๆ นะคะ แล้วพ่อไม่ได้ดื่มใช่ไหมคะ” “ไม่จ้ะ พ่อเขารู้ว่าต้องขับรถกลับมาหาลูกสาว” เสียงของพ่อแทรกเข้ามาด้วยความเอ็นดู “พ่อต้องดูแลตัวเองให้ดี จะได้อยู่กับลูกไปนาน ๆ ไง” “โอเคค่า ถ้าดูท่าไม่ไหว พ่อจอดพักปั๊มก่อนก็ได้นะ หนูรอได้ ไม่ต้องรีบค่ะ” “จ้ะลูก งั้นแค่นี้ก่อนนะ แม่ช่วยพ่อดูทางก่อน ฝนตกจนมองไม่เห็นทางเลย พ่อกับแม่ก็สายตาไม่ค่อยจะดีแล้วด้วย” ใครจะคิดว่านั่นคือบทสนทนาสุดท้าย... เข็มนาฬิกาจะหมุนไปถึงเที่ยงคืน ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์สายที่เปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาลก็ดังขึ้น กริ๊งงง... “สวัสดีครับ… ใช่คุณเกวลินหรือเปล่าครับ” “สวัสดีค่ะ... โทรจากไหนคะ” เกลถามด้วยใจที่สั่นระรัว เพราะสถานการณ์ตอนนี้ ที่มีสายโทรเข้าจากคนแปลกหน้าในยามวิกาลโดยที่ในขณะนั้นพ่อกับแม่ของเธอกำลังขับรถกลับจากงานแต่งงานของลูกเพื่อนท่ามกลางฝนที่เทลงมาอย่างกระหน่ำ ช่างดูคล้ายกับฉากหนึ่งในละคร ที่มาพร้อมข่าวร้ายที่ไม่มีใครอยากได้ยิน “ผมเป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยนะครับ...”เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เข็มนาฬิกายังไม่แตะเลขหก ‘เกล’ ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกตื่นตัวเป็นพิเศษ วันนี้คือวันสำคัญของทีมที่ต้องพาสื่อมวลชนและบล็อกเกอร์เกือบสามสิบชีวิตมุ่งหน้าสู่หัวหิน เพื่อเยี่ยมชมโครงการคฤหาสน์หรูบรรยากาศหน้าบริษัทตอนแปดโมงเช้าเต็มไปด้วยความคึกคัก เซน พริม และเกล อยู่ในชุดกึ่งทางการที่ดูทะมัดทะแมง ทั้งสามคนช่วยกันต้อนรับสื่อมวลชนด้วยรอยยิ้มพิมใจ พร้อมเสิร์ฟชุดของว่างและเครื่องดื่มให้ทุกคนรองท้องก่อนออกเดินทาง“วันนี้พวกเราแยกกันดูแลรถตู้คนละคันนะจ๊ะ เกลอยู่คันที่หนึ่ง พริมคันที่สอง ส่วนพี่อยู่คันที่สาม มีอะไรด่วนไลน์หากันได้ตลอดนะ” เซนจัดแจงแบ่งหน้าที่อย่างคล่องแคล่วในขณะที่ ‘คริส’ ขับรถส่วนตัวไปเอง ส่วนผู้บริหารนั้นเดินทางไปพร้อมกับเลขาฯ ส่วนตัว“นิค ฝากดูแลน้องเกลคันที่หนึ่งด้วยนะ” เซนหันไปกำชับ ‘นิค’ ช่างภาพฝีมือดีจากทีมโปรดักชันที่วันนี้สะพายกล้องคู่ใจพร้อมลุยทว่า... เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ล้อหมุน เสียงโทรศัพท์ของนิคก็ดังขึ้นด้วยข่าวร้ายที่ทำให้ทุกคนหน้าถอดสี ‘ฝน’ พนักงานจากฝั่งโปรดักชันที่รับหน้าที่เป็นพิธีกรในวันนี้ ประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้มระหว่างเด
“แก... คือทุกอย่างมันดีมากจริง ๆ นะ หัวหน้าดี เพื่อนร่วมงานก็น่ารัก ไม่ทำให้อึดอัดใจเลย ฉันได้เข้าไปแนะนำตัวกับทีมอื่นมาบ้างแล้ว ทุกคนต้อนรับดีมากกก”เกลกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์หลังจากกลับมาถึงบ้าน แม้จะผ่านการเริ่มงานวันแรกมาแต่เธอกลับไม่รู้สึกกังวล ติดอยู่ก็แค่เรื่องเดียวที่ยังวนเวียนอยู่ในหัว“แต่ตอนกลับบ้านน่ะสิ ฉันเจอผู้หญิงคนหนึ่งในลิฟต์ อายุน่าจะสี่สิบกว่า ๆ มั้ง อยู่ดี ๆ เขาก็พูดจาแปลก ๆ ทิ้งประโยคปริศนาใส่ฉันว่าคนเก่าเขาก็ยิ้มแบบนี้แหละ ฟังแล้วมันรู้สึกขนลุกยังไงชอบกล ฉันเลยแอบกังวลนิดหน่อย”“โถ่เกล...” ‘แบม’ เพื่อนสนิทหัวเราะเบา ๆ ผ่านสาย “ฉันว่าไม่มีอะไรหรอกแก First Impression แกกับทีมออกจะเพอร์เฟกต์ขนาดนั้น ส่วนยัยป้าในลิฟต์นั่นน่ะ อาจจะเป็นพวกพนักงานเก่าแก่นิสัยเสียที่ชอบข่มเด็กใหม่ให้กลัวเล่น ๆ ก็ได้ ฟีลแบบรับน้องน่ะแกอย่าไปถือสาเลย ถ้าไม่ได้ร่วมงานกันโดยตรง หรือไม่ได้เจอกันบ่อย ๆ ก็ปล่อยผ่านไปเถอะ”คำพูดของเพื่อนสนิททำให้เกลเริ่มใจชื้นขึ้น “อืม... ก็จริงของแกนะ ถ้าไม่ได้เกี่ยวข้องกันก็คงไม่มีอะไรหรอก”วันต่อ ๆ มา บรรยากาศในออฟฟิศยังคงดำเนินไปอย่างราบรื่นตามที่เกลคาดหวังไ
แสงแดดอ่อน ๆ สะท้อนผ่านกระจกของตึกสูงรอบด้าน ดูราวกับเป็นสัญญาของการเริ่มต้นใหม่ที่งดงาม ‘พริม’ เพื่อนร่วมงานสาวที่ดูเข้ากับคนง่าย ขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้เพื่อเริ่มบรีฟงานเบื้องต้นให้เกลฟัง“ตำแหน่ง MarCom ของเราที่นี่รับผิดชอบกว้างนิดหนึ่งนะเกล” พริมเริ่มอธิบายพร้อมเปิดไฟล์แผนการตลาดในหน้าจอ “นอกจากเกลจะต้องดูเรื่อง Branding และกลยุทธ์การสื่อสารภาพรวมแล้ว งาน PR ก็เป็นหน้าที่ที่เราต้องทำควบคู่กันไปด้วย แต่พวกงานอีเวนต์ต่าง ๆ เราจะจ้างออร์แกไนซ์ข้างนอก ซึ่งตรงนี้พี่เซนจะเป็นคนจัดการเองทั้งหมดจ้ะ”เกลพยักหน้ารับอย่างตั้งใจ เธอเรียนรู้แผนงานด้าน Marketing ของบริษัทได้อย่างรวดเร็ว ทั้งการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายและการเลือกใช้สื่อ จนพริมถึงกับออกปากชม“เกลหัวไวมากอะ อธิบายแป๊บเดียวก็เข้าใจทะลุปรุโปร่งเลย”“คงเป็นเพราะที่เก่าเกลรับผิดชอบงานประมาณนี้อยู่แล้วด้วยแหละ เลยมีทักษะติดตัวมาบ้าง แต่เกลก็ยังต้องทำความเข้าใจ Branding และกลุ่มเป้าหมายของบริษัทอีกสักพักเลย”“พริมว่าไม่นานเกลก็น่าจะเข้าที่เข้าทางแล้วน้า เพราะเกลดูเป็นคนที่ตั้งใจมากและเรียนรู้ไวมากจริง ๆ”… พริมเอ่ยชมพร้อมให้กำลังใจเกล ก่อนจ
... เกลลืมตาขึ้นมาอีกครั้งในห้องนอนที่มืดสลัว ร่องรอยน้ำตาบนหมอนย้ำเตือนว่าอดีตยังคงตามหลอกหลอนเธอไม่เลิกรา แต่คราวนี้ต่างออกไปเล็กน้อย เพราะอย่างน้อยในมือของเธอก็มีความหวังครั้งใหม่ที่ชื่อว่า ‘งานใหม่’ ส่องแสงรำไรอยู่เธอหวังเหลือเกินว่า... การเริ่มต้นที่บริษัทนี้ จะช่วยเยียวยาแผลใจและปลดพันธนาการหนี้สินเหล่านี้ให้เบาบางลงได้เสียที“สวัสดีค่ะคุณพิชชา” เกลเอ่ยทักทาย HR สาวตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่พยายามปั้นแต่งให้สดใสที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่ในใจยังคงประหม่า“สวัสดีค่ะคุณเกล... นี่เป็นสัญญาจ้างงานนะคะ ชารบกวนคุณเกลตรวจสอบรายละเอียดให้ครบถ้วน แล้วเซ็นชื่อตรงที่มาร์กไว้ให้ชาหน่อยค่ะ” พิชชาว่าพลางขยับเอกสารสัญญาจ้างพร้อมชี้ตำแหน่งลงนามให้เธออย่างคล่องแคล่วหลังจากจัดการเรื่องเอกสารและเรียนรู้ระบบสแกนเข้า-ออกงานเสร็จสิ้น พิชชาก็พาเกลมุ่งหน้าไปยังชั้น 11 ระหว่างที่เดินผ่านโถงทางเดินกว้างขวาง พิชชาชวนคุยเรื่องทั่วไปอย่างเป็นกันเอง ราวกับจะช่วยละลายความตื่นเต้นที่แผ่ออกมาจนสัมผัสได้ของพนักงานใหม่เมื่อถึงหน้าประตูแผนก พิชชาทำการสแกนลายนิ้วมือเพื่อเปิดทางให้ประตูอัตโนมัติเลื่อนออก เกลสูดลมหายใ
“ผมเป็นกู้ภัยนะครับ เกิดอุบัติเหตุรถเก๋งเสียหลักพลิกคว่ำที่บริเวณถนนแจ้งวัฒนะ รบกวนคุณเกวลินทำใจดี ๆ แล้วเดินทางมาที่โรงพยาบาลด่วนนะครับ”คำว่า ‘ทำใจดี ๆ’ เป็นคำที่เกลไม่อยากได้ยินที่สุดในชีวิต แต่มันกลับดังชัดถนัดหูยิ่งกว่าเสียงพายุฝนด้านนอกเสียอีก เธอรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่พาตัวเองไปถึงโรงพยาบาล เพียงเพื่อจะพบกับร่างไร้วิญญาณของพ่อและแม่ที่ถูกคลุมด้วยผ้าสีขาว ความเย็นเยียบจากร่างของท่านในวินาทีที่เกลสัมผัส เปรียบเสมือนแสงสว่างดวงสุดท้ายในชีวิตของเธอที่ดับวูบลงอย่างไม่มีวันกลับ… กลิ่นธูปคละคลุ้งอยู่ในศาลาวัด บรรยากาศรอบตัวช่างเงียบเหงาจนน่าใจหาย เกลนั่งนิ่งอยู่หน้าหีบศพสีขาวของบุพการีทั้งสองที่ตั้งอยู่เคียงคู่กัน แววตาของเธอว่างเปล่าและหม่นแสงลง“เกล... กินอะไรหน่อยไหมแก” แบม เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่อยู่เคียงข้างเธอตั้งแต่วินาทีแรกที่รู้ข่าว ยื่นน้ำให้ด้วยความเป็นห่วงเกลส่ายหน้าช้า ๆ พร้อมกับเหลือบสายตามองไปยังกลุ่มญาติฝั่งพ่อและแม่ที่นั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่ไกล ๆ แม้จะมีญาติมาช่วยงานบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงการมาตามหน้าที่เพื่อร่วมไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ไม่มีใครเลยที่กล้าเด
เวลาล่วงเลยมาห้าวันหลังจากการสัมภาษณ์งานในครั้งนั้น เกลเฝ้าเช็กโทรศัพท์และรอคอยข่าวดีอย่างใจจดใจจ่อ ทุกครั้งที่เสียงแจ้งเตือนดังขึ้น หัวใจของเธอจะพองโตและยุบฮวบลงสลับกันไป จนกระทั่งเช้าวันต่อมา เสียงเรียกเข้าที่คุ้นเคยก็แจ้งเตือนขึ้นอีกครั้ง กริ๊งงงง… “สวัสดีค่ะ” เธอรีบกดรับสาย พยายามปรับเสียงให้ดูนิ่งที่สุด “สวัสดีครับ ใช่คุณเกวลิน ธนานุกุลไหมครับ” ปลายสายเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นทางการเพื่อเป็นการยืนยันตัวตน“ใช่ค่ะ ไม่ทราบว่าจากไหนคะ” เธอถามกลับ มือที่จับโทรศัพท์เริ่มชื้นไปด้วยเหงื่อ ภาวนาในใจขอให้เป็นหนึ่งในบริษัทที่เธอไปสัมภาษณ์มา “โทรจากสำนักงานตำรวจแห่งชาตินะครับ ผมพันตำรวจโ-”ตื้ด… ตื้ด… ตื้ด… “บ้าจริง! เมื่อไหร่พวกมิจฉาชีพจะหมดไปสักทีเนี่ย คนยิ่งเครียด ๆ อยู่” เกลตัดสายทิ้งทันทีด้วยอารมณ์หงุดหงิดพลุ่งพล่าน“นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วนะ ไม่มีที่ไหนติดต่อมาจริง ๆ เหรอเนี่ย สมัครไปกี่ที่ สัมภาษณ์ไปกี่บริษัท เขาก็ไม่เลือกเราเลยเหรอ… เงินเก็บที่มีอยู่ก็เริ่มเหลือน้อยลงทุกวันแล้วนะเกล” หญิงสาวพึมพำตัดพ้อชีวิตวัยทำงานที่ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ ความกดดันเริ่มกัดกินความมั่นใจจนเธอรู้สึกหม







