LOGINเช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เข็มนาฬิกายังไม่แตะเลขหก ‘เกล’ ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกตื่นตัวเป็นพิเศษ วันนี้คือวันสำคัญของทีมที่ต้องพาสื่อมวลชนและบล็อกเกอร์เกือบสามสิบชีวิตมุ่งหน้าสู่หัวหิน เพื่อเยี่ยมชมโครงการคฤหาสน์หรู
บรรยากาศหน้าบริษัทตอนแปดโมงเช้าเต็มไปด้วยความคึกคัก เซน พริม และเกล อยู่ในชุดกึ่งทางการที่ดูทะมัดทะแมง ทั้งสามคนช่วยกันต้อนรับสื่อมวลชนด้วยรอยยิ้มพิมใจ พร้อมเสิร์ฟชุดของว่างและเครื่องดื่มให้ทุกคนรองท้องก่อนออกเดินทาง “วันนี้พวกเราแยกกันดูแลรถตู้คนละคันนะจ๊ะ เกลอยู่คันที่หนึ่ง พริมคันที่สอง ส่วนพี่อยู่คันที่สาม มีอะไรด่วนไลน์หากันได้ตลอดนะ” เซนจัดแจงแบ่งหน้าที่อย่างคล่องแคล่ว ในขณะที่ ‘คริส’ ขับรถส่วนตัวไปเอง ส่วนผู้บริหารนั้นเดินทางไปพร้อมกับเลขาฯ ส่วนตัว “นิค ฝากดูแลน้องเกลคันที่หนึ่งด้วยนะ” เซนหันไปกำชับ ‘นิค’ ช่างภาพฝีมือดีจากทีมโปรดักชันที่วันนี้สะพายกล้องคู่ใจพร้อมลุย ทว่า... เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ล้อหมุน เสียงโทรศัพท์ของนิคก็ดังขึ้นด้วยข่าวร้ายที่ทำให้ทุกคนหน้าถอดสี ‘ฝน’ พนักงานจากฝั่งโปรดักชันที่รับหน้าที่เป็นพิธีกรในวันนี้ ประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้มระหว่างเดินทางมาบริษัทจนแขนหัก ไม่สามารถมาร่วมงานได้ “ทำไงดีพี่คริส! เซนโทรถามทางออร์แกไนซ์ เขาบอกว่าจะลองหาคนแทนให้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทันหรือเปล่าน่ะค่ะ” เซนละล่ำละลักบอกด้วยความตกใจ และกังวลว่าจะหาพิธีกรแทนไม่ทัน เพราะจะเริ่มแถลงข่าวตอนบ่ายโมงตรงทันทีที่ถึงโครงการ ทันใดนั้น คริสมองมาที่เกลอย่างใช้ความคิดพร้อมกับเอ่ยขึ้นมาว่า “เกลเคยเป็นพิธีกรงานอีเวนต์มาก่อนใช่ไหม?” เกลชะงักไปครู่หนึ่ง “คะ... เคยค่ะพี่คริส ตะ…แต่เกลไม่ได้จับไมค์มานานแล้วน่ะค่ะ” เกลไม่ปฏิเสธ แต่เพราะเธอไม่ได้ทำหน้าที่นั้นนานแล้ว จึงกังวลว่าตนเองจะทำได้ไม่ดีพอ “ไม่มีเวลาแล้วเกล สคริปต์นี้เกลเป็นคนเขียนเอง เกลเข้าใจ Key Message ดีที่สุด พี่เชื่อว่าเกลทำได้” คำพูดเด็ดขาดของคริสประกอบกับสายตาคาดหวังของทุกคนทำให้เกลจำต้องพยักหน้ารับ ตลอดระยะเวลาสามชั่วโมงบนรถตู้ ในขณะที่สื่อมวลชนกำลังพักผ่อน เกลกลับใช้เวลานั้นในการพึมพำท่องสคริปต์ซ้ำไปซ้ำมา หัวใจเต้นรัวด้วยความกังวล แต่เธอก็บอกตัวเองว่านี่คือโอกาสที่จะพิสูจน์ฝีมือ ช่วงเที่ยง ขบวนสื่อมวลชนแวะรับประทานอาหารที่ร้านชื่อดัง แต่เกลกับคริสรีบทานเพียงไม่กี่คำก่อนจะมุ่งหน้าไปยังโครงการก่อนทุกคน เพื่อให้เกลมีเวลาเปลี่ยนชุดเป็นเดรสสีสุภาพที่ดูหรูหรา และเตรียมตัวซ้อมคิวบนเวที เมื่องานแถลงข่าวเริ่มขึ้น เกลก้าวขึ้นสู่เวทีท่ามกลางสายตาของผู้บริหารและสื่อมวลชน ความประหม่าหายไปสิ้นเมื่อเธอเริ่มเอ่ยปาก เสียงที่นุ่มนวลแต่ฉะฉานประกอบกับการคุมจังหวะได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้งานแถลงข่าวและการสัมภาษณ์ผู้บริหารดำเนินไปอย่างลื่นไหลไร้ที่ติ “เกลทำดีมาก! เริ่ดเลยล่ะ ขึ้นแท่นพิธีกรหน้าใหม่ของบริษัทได้เลยนะเนี่ย” พริมเดินเข้ามาชมเป็นคนแรกหลังจากจบงาน พร้อมกับนิคที่ชูนิ้วโป้งให้จากหลังกล้อง แม้แต่ผู้บริหารยังเดินเข้ามาชมเชยความสามารถของเธอ หลังจากเยี่ยมชมโครงการเสร็จสิ้น ทุกคนก็ถูกส่งตัวเข้าพักที่โรงแรมหรูเพื่อให้พักผ่อนตามอัธยาศัย ก่อนจะนัดรวมตัวกันอีกครั้งที่ล็อบบี้ตอนหกโมงเย็นเพื่อออกไปร่วมโต๊ะอาหารมื้อค่ำที่ร้านหรูริมทะเล เช้าวันรุ่งขึ้น... เกลตื่นขึ้นมาเดินเล่นที่ชายหาดก่อนใครเพื่อน แสงสีทองของพระอาทิตย์ที่ค่อย ๆ โผล่พ้นขอบน้ำสะท้อนกับเกลียวคลื่นดูงดงามจับตา เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ความรู้สึกสดชื่นกระจายไปทั่วอก นี่คือการเริ่มต้นใหม่ที่แท้จริงสินะ... เธอคิดในใจ แสงตะวันนี้เหมือนกับอาชีพการงานของเธอที่กำลังรุ่งโรจน์และสดใส ทุกอย่างกำลังไปได้ดีในทิศทางที่เธอใฝ่ฝัน กิจกรรมในวันสุดท้ายเป็นไปอย่างสโลว์ไลฟ์ ขบวนรถพาสื่อมวลชนแวะคาเฟ่ริมทะเลสุดชิคเพื่อถ่ายภาพและรับประทานมื้อเที่ยง ก่อนจะแวะซื้อของฝากและเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ เมื่อรถตู้กลับมาจอดที่หน้าบริษัทในเวลาประมาณห้าโมงเย็น เกลยืนส่งสื่อมวลชนจนคนสุดท้ายลับตาไป เธอถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่อุปสรรคทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี “เกล...” เสียงของพริมดังขึ้นจากด้านหลัง เกลหันไปยิ้มให้เพื่อนร่วมงานที่แสนดี แต่รอยยิ้มนั้นก็ต้องชะงักเมื่อเห็นแววตาของพริมที่ดูแปลกไป “เกล... พริมไปก่อนนะ วันนี้เป็นวันที่พริมทำงานวันสุดท้ายแล้ว...” เกลยืนอึ้ง หน้าเหวอไปในทันที สมองประมวลผลไม่ถูกกับสิ่งที่ได้ยิน พริมยังคงยิ้มบาง ๆ เป็นรอยยิ้มเดียวกับที่เกลเห็นมาตลอดทั้งสัปดาห์ แต่ครั้งนี้มันกลับดูอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก “พริม... พริมพูดอะไรนะ? ทำไม...” “พริม… พริมมีเรื่องไม่สบายใจบางอย่างน่ะ ช่างมันเถอะ เอาเป็นว่าพริมขอให้เกลโชคดีนะ ถ้ามีอะไรอยากระบายก็โทรมาได้เสมอเลย” พริมพูดเพียงเท่านั้นก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้เกลยืนนิ่งงันอยู่ท่ามกลางความสับสนที่จู่โจมเข้ามาอย่างรวดเร็ว... รอยยิ้มของพริมหายไปพร้อมกับความจริงที่เกลไม่เคยระแคะระคายมาก่อน ‘เรื่องไม่สบายงั้นเหรอ?…“เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เข็มนาฬิกายังไม่แตะเลขหก ‘เกล’ ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกตื่นตัวเป็นพิเศษ วันนี้คือวันสำคัญของทีมที่ต้องพาสื่อมวลชนและบล็อกเกอร์เกือบสามสิบชีวิตมุ่งหน้าสู่หัวหิน เพื่อเยี่ยมชมโครงการคฤหาสน์หรูบรรยากาศหน้าบริษัทตอนแปดโมงเช้าเต็มไปด้วยความคึกคัก เซน พริม และเกล อยู่ในชุดกึ่งทางการที่ดูทะมัดทะแมง ทั้งสามคนช่วยกันต้อนรับสื่อมวลชนด้วยรอยยิ้มพิมใจ พร้อมเสิร์ฟชุดของว่างและเครื่องดื่มให้ทุกคนรองท้องก่อนออกเดินทาง“วันนี้พวกเราแยกกันดูแลรถตู้คนละคันนะจ๊ะ เกลอยู่คันที่หนึ่ง พริมคันที่สอง ส่วนพี่อยู่คันที่สาม มีอะไรด่วนไลน์หากันได้ตลอดนะ” เซนจัดแจงแบ่งหน้าที่อย่างคล่องแคล่วในขณะที่ ‘คริส’ ขับรถส่วนตัวไปเอง ส่วนผู้บริหารนั้นเดินทางไปพร้อมกับเลขาฯ ส่วนตัว“นิค ฝากดูแลน้องเกลคันที่หนึ่งด้วยนะ” เซนหันไปกำชับ ‘นิค’ ช่างภาพฝีมือดีจากทีมโปรดักชันที่วันนี้สะพายกล้องคู่ใจพร้อมลุยทว่า... เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ล้อหมุน เสียงโทรศัพท์ของนิคก็ดังขึ้นด้วยข่าวร้ายที่ทำให้ทุกคนหน้าถอดสี ‘ฝน’ พนักงานจากฝั่งโปรดักชันที่รับหน้าที่เป็นพิธีกรในวันนี้ ประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้มระหว่างเด
“แก... คือทุกอย่างมันดีมากจริง ๆ นะ หัวหน้าดี เพื่อนร่วมงานก็น่ารัก ไม่ทำให้อึดอัดใจเลย ฉันได้เข้าไปแนะนำตัวกับทีมอื่นมาบ้างแล้ว ทุกคนต้อนรับดีมากกก”เกลกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์หลังจากกลับมาถึงบ้าน แม้จะผ่านการเริ่มงานวันแรกมาแต่เธอกลับไม่รู้สึกกังวล ติดอยู่ก็แค่เรื่องเดียวที่ยังวนเวียนอยู่ในหัว“แต่ตอนกลับบ้านน่ะสิ ฉันเจอผู้หญิงคนหนึ่งในลิฟต์ อายุน่าจะสี่สิบกว่า ๆ มั้ง อยู่ดี ๆ เขาก็พูดจาแปลก ๆ ทิ้งประโยคปริศนาใส่ฉันว่าคนเก่าเขาก็ยิ้มแบบนี้แหละ ฟังแล้วมันรู้สึกขนลุกยังไงชอบกล ฉันเลยแอบกังวลนิดหน่อย”“โถ่เกล...” ‘แบม’ เพื่อนสนิทหัวเราะเบา ๆ ผ่านสาย “ฉันว่าไม่มีอะไรหรอกแก First Impression แกกับทีมออกจะเพอร์เฟกต์ขนาดนั้น ส่วนยัยป้าในลิฟต์นั่นน่ะ อาจจะเป็นพวกพนักงานเก่าแก่นิสัยเสียที่ชอบข่มเด็กใหม่ให้กลัวเล่น ๆ ก็ได้ ฟีลแบบรับน้องน่ะแกอย่าไปถือสาเลย ถ้าไม่ได้ร่วมงานกันโดยตรง หรือไม่ได้เจอกันบ่อย ๆ ก็ปล่อยผ่านไปเถอะ”คำพูดของเพื่อนสนิททำให้เกลเริ่มใจชื้นขึ้น “อืม... ก็จริงของแกนะ ถ้าไม่ได้เกี่ยวข้องกันก็คงไม่มีอะไรหรอก”วันต่อ ๆ มา บรรยากาศในออฟฟิศยังคงดำเนินไปอย่างราบรื่นตามที่เกลคาดหวังไ
แสงแดดอ่อน ๆ สะท้อนผ่านกระจกของตึกสูงรอบด้าน ดูราวกับเป็นสัญญาของการเริ่มต้นใหม่ที่งดงาม ‘พริม’ เพื่อนร่วมงานสาวที่ดูเข้ากับคนง่าย ขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้เพื่อเริ่มบรีฟงานเบื้องต้นให้เกลฟัง“ตำแหน่ง MarCom ของเราที่นี่รับผิดชอบกว้างนิดหนึ่งนะเกล” พริมเริ่มอธิบายพร้อมเปิดไฟล์แผนการตลาดในหน้าจอ “นอกจากเกลจะต้องดูเรื่อง Branding และกลยุทธ์การสื่อสารภาพรวมแล้ว งาน PR ก็เป็นหน้าที่ที่เราต้องทำควบคู่กันไปด้วย แต่พวกงานอีเวนต์ต่าง ๆ เราจะจ้างออร์แกไนซ์ข้างนอก ซึ่งตรงนี้พี่เซนจะเป็นคนจัดการเองทั้งหมดจ้ะ”เกลพยักหน้ารับอย่างตั้งใจ เธอเรียนรู้แผนงานด้าน Marketing ของบริษัทได้อย่างรวดเร็ว ทั้งการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายและการเลือกใช้สื่อ จนพริมถึงกับออกปากชม“เกลหัวไวมากอะ อธิบายแป๊บเดียวก็เข้าใจทะลุปรุโปร่งเลย”“คงเป็นเพราะที่เก่าเกลรับผิดชอบงานประมาณนี้อยู่แล้วด้วยแหละ เลยมีทักษะติดตัวมาบ้าง แต่เกลก็ยังต้องทำความเข้าใจ Branding และกลุ่มเป้าหมายของบริษัทอีกสักพักเลย”“พริมว่าไม่นานเกลก็น่าจะเข้าที่เข้าทางแล้วน้า เพราะเกลดูเป็นคนที่ตั้งใจมากและเรียนรู้ไวมากจริง ๆ”… พริมเอ่ยชมพร้อมให้กำลังใจเกล ก่อนจ
... เกลลืมตาขึ้นมาอีกครั้งในห้องนอนที่มืดสลัว ร่องรอยน้ำตาบนหมอนย้ำเตือนว่าอดีตยังคงตามหลอกหลอนเธอไม่เลิกรา แต่คราวนี้ต่างออกไปเล็กน้อย เพราะอย่างน้อยในมือของเธอก็มีความหวังครั้งใหม่ที่ชื่อว่า ‘งานใหม่’ ส่องแสงรำไรอยู่เธอหวังเหลือเกินว่า... การเริ่มต้นที่บริษัทนี้ จะช่วยเยียวยาแผลใจและปลดพันธนาการหนี้สินเหล่านี้ให้เบาบางลงได้เสียที“สวัสดีค่ะคุณพิชชา” เกลเอ่ยทักทาย HR สาวตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่พยายามปั้นแต่งให้สดใสที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่ในใจยังคงประหม่า“สวัสดีค่ะคุณเกล... นี่เป็นสัญญาจ้างงานนะคะ ชารบกวนคุณเกลตรวจสอบรายละเอียดให้ครบถ้วน แล้วเซ็นชื่อตรงที่มาร์กไว้ให้ชาหน่อยค่ะ” พิชชาว่าพลางขยับเอกสารสัญญาจ้างพร้อมชี้ตำแหน่งลงนามให้เธออย่างคล่องแคล่วหลังจากจัดการเรื่องเอกสารและเรียนรู้ระบบสแกนเข้า-ออกงานเสร็จสิ้น พิชชาก็พาเกลมุ่งหน้าไปยังชั้น 11 ระหว่างที่เดินผ่านโถงทางเดินกว้างขวาง พิชชาชวนคุยเรื่องทั่วไปอย่างเป็นกันเอง ราวกับจะช่วยละลายความตื่นเต้นที่แผ่ออกมาจนสัมผัสได้ของพนักงานใหม่เมื่อถึงหน้าประตูแผนก พิชชาทำการสแกนลายนิ้วมือเพื่อเปิดทางให้ประตูอัตโนมัติเลื่อนออก เกลสูดลมหายใ
“ผมเป็นกู้ภัยนะครับ เกิดอุบัติเหตุรถเก๋งเสียหลักพลิกคว่ำที่บริเวณถนนแจ้งวัฒนะ รบกวนคุณเกวลินทำใจดี ๆ แล้วเดินทางมาที่โรงพยาบาลด่วนนะครับ”คำว่า ‘ทำใจดี ๆ’ เป็นคำที่เกลไม่อยากได้ยินที่สุดในชีวิต แต่มันกลับดังชัดถนัดหูยิ่งกว่าเสียงพายุฝนด้านนอกเสียอีก เธอรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่พาตัวเองไปถึงโรงพยาบาล เพียงเพื่อจะพบกับร่างไร้วิญญาณของพ่อและแม่ที่ถูกคลุมด้วยผ้าสีขาว ความเย็นเยียบจากร่างของท่านในวินาทีที่เกลสัมผัส เปรียบเสมือนแสงสว่างดวงสุดท้ายในชีวิตของเธอที่ดับวูบลงอย่างไม่มีวันกลับ… กลิ่นธูปคละคลุ้งอยู่ในศาลาวัด บรรยากาศรอบตัวช่างเงียบเหงาจนน่าใจหาย เกลนั่งนิ่งอยู่หน้าหีบศพสีขาวของบุพการีทั้งสองที่ตั้งอยู่เคียงคู่กัน แววตาของเธอว่างเปล่าและหม่นแสงลง“เกล... กินอะไรหน่อยไหมแก” แบม เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่อยู่เคียงข้างเธอตั้งแต่วินาทีแรกที่รู้ข่าว ยื่นน้ำให้ด้วยความเป็นห่วงเกลส่ายหน้าช้า ๆ พร้อมกับเหลือบสายตามองไปยังกลุ่มญาติฝั่งพ่อและแม่ที่นั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่ไกล ๆ แม้จะมีญาติมาช่วยงานบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงการมาตามหน้าที่เพื่อร่วมไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ไม่มีใครเลยที่กล้าเด
เวลาล่วงเลยมาห้าวันหลังจากการสัมภาษณ์งานในครั้งนั้น เกลเฝ้าเช็กโทรศัพท์และรอคอยข่าวดีอย่างใจจดใจจ่อ ทุกครั้งที่เสียงแจ้งเตือนดังขึ้น หัวใจของเธอจะพองโตและยุบฮวบลงสลับกันไป จนกระทั่งเช้าวันต่อมา เสียงเรียกเข้าที่คุ้นเคยก็แจ้งเตือนขึ้นอีกครั้ง กริ๊งงงง… “สวัสดีค่ะ” เธอรีบกดรับสาย พยายามปรับเสียงให้ดูนิ่งที่สุด “สวัสดีครับ ใช่คุณเกวลิน ธนานุกุลไหมครับ” ปลายสายเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นทางการเพื่อเป็นการยืนยันตัวตน“ใช่ค่ะ ไม่ทราบว่าจากไหนคะ” เธอถามกลับ มือที่จับโทรศัพท์เริ่มชื้นไปด้วยเหงื่อ ภาวนาในใจขอให้เป็นหนึ่งในบริษัทที่เธอไปสัมภาษณ์มา “โทรจากสำนักงานตำรวจแห่งชาตินะครับ ผมพันตำรวจโ-”ตื้ด… ตื้ด… ตื้ด… “บ้าจริง! เมื่อไหร่พวกมิจฉาชีพจะหมดไปสักทีเนี่ย คนยิ่งเครียด ๆ อยู่” เกลตัดสายทิ้งทันทีด้วยอารมณ์หงุดหงิดพลุ่งพล่าน“นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วนะ ไม่มีที่ไหนติดต่อมาจริง ๆ เหรอเนี่ย สมัครไปกี่ที่ สัมภาษณ์ไปกี่บริษัท เขาก็ไม่เลือกเราเลยเหรอ… เงินเก็บที่มีอยู่ก็เริ่มเหลือน้อยลงทุกวันแล้วนะเกล” หญิงสาวพึมพำตัดพ้อชีวิตวัยทำงานที่ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ ความกดดันเริ่มกัดกินความมั่นใจจนเธอรู้สึกหม







