เข้าสู่ระบบฉันเดินออกมาจากร้านอาหารตามสั่ง ในใจก็คิดว่าเขาจะรับเราไหมนะ ยังไงก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะทำงานที่นี่ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ถึงเขาไม่รับก็ไม่เป็นไรลองดูก็แล้วกัน ฉันเดินเข้ามาหน้าโรงงานตรงไปที่ป้อมยาม ซึ่งเป็นทางเข้าโรงงาน และมียามวัยกลางคนนั่งอยู่ในป้อมทางเข้า
"ลุงคะ หนูมาสมัครงานต้องไปสมัครที่ไหนคะ"
"หนูเดินไปที่ตึกสูงๆ ตรงนั้นนะเห็นไหม" ลุงแกชี้ไปยังตึกฝั่งขวามือที่อยู่ห่างจากตรงนี้พอสมควร ซึ่งมันมีแต่ตึกสูงๆ ทั้งนั้น จนฉันทำหน้างงๆ ออกมา ทำให้ลุงยามเริ่มหันมาพูดกับฉันอีกครั้ง
"แล้วหนูก็เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาขึ้นบันไดไปชั้นสอง แล้วก็เลี้ยวขวาอีกทีหนึ่ง ไปถึงจะมีป้ายบอก หนูก็ตรงไปที่ฝ่ายบุคคลนะ"
"โอ้โห! เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาด้วยเหรอลุง ขอบคุณนะคะ" ฉันยกมือไหว้ขอบคุณลุง แล้วเดินตรงไปยังตึกนั่น ตามที่ลุงบอก โรงงานนี้ใหญ่มากจริงๆ ถึงว่าทำไมติดป้ายรับสมัครพนักงานหลายอัตรา ฉันเดินเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาตามที่ลุงบอก จากนั้นฉันก็ตรงไปยังห้องของฝ่ายบุคคล
"สวัสดีค่ะหนูมาสมัครงานค่ะ" ฉันพูดพร้อมกับยกมือไหว้พี่ผู้หญิงสุดสวย ที่นั่งประจำอยู่หน้าห้องฝ่ายบุคคล
"นั่งรอแป๊บหนึ่งนะคะ" จากนั้นพี่คนสวยก็เดินไปหยิบเอกสารมาให้ฉันกรอกรายละเอียด ฉันอ่านรายละเอียดไปเรื่อยๆ แล้วก็กรอกข้อมูลมาจนถึงหัวข้อที่ต้องลงตำแหน่งงานที่สมัคร
"พี่คะทำไมตรงนี้ ที่ต้องกรอกตำแหน่งน่ะคะ ทำไมมีแค่ฝ่ายผลิตคะ ตำแหน่งผู้ช่วยบัญชีไม่มีเหรอคะ"
"ตำแหน่งอื่นเต็มหมดแล้วจ้า เหลือแค่ฝ่ายผลิต แล้ววันนี้ก็รับสมัครวันสุดท้ายด้วยนะ" คำตอบจากพี่สาวคนสวยทำให้ฉันรู้สึกกลัว แต่ก็ต้องไปต่อ
“อ๋อ..เหรอคะ ขอบคุณค่ะ" ฉันเลยลงมือกรอกข้อมูลให้เสร็จสมบูรณ์ ฉันไม่อยากจะคิดเลย ที่ฉันไม่สมัครงานที่ตั้งแต่แรก เพราะฉันแพ้เครื่องดื่มทุกชนิดที่มีแอลกอฮอล์ผสม และนี่ก็โรงงานผลิตไวน์
ถ้าฉันได้อยู่ที่ฝ่ายผลิต มีหวังได้หามส่งโรงพยาบาลแน่ๆ เพราะฉันแพ้แม้กระทั่งกลิ่น แต่ฉันไม่มีทางเลือกแล้ว ยังไงก็ขอลองดูสักตั้งก็แล้วกัน ฉันกรอกเอกสารครบถ้วนก่อนจะยื่นให้พี่พนักงานสุดสวยแล้วกลับออกมา ซึ่งตอนนี้ก็จะเย็นแล้ว ฉันต้องรีบกลับบ้านไปทำกับข้าวให้ตาลุงนั่นอีก
ผมกลับเข้ามาที่ออฟฟิศ เพื่อมาสะสางงานที่ค้างแล้วก็รอเวลาให้นารากลับไป ผมแอบตามเธอไป ซึ่งเป็นอย่างที่ผมคิดเอาไว้จริงๆ เธอมาสมัครงานที่นี่ ตอนนี้ผมนั่งมองผ่านกระจกเห็นเธอออกจากโรงงานไปแล้ว ผมรีบยกโทรศัพท์ขึ้นโทรหาเลขาหน้าห้องทันที
"คุณพิมพ์ลดา ช่วยเอาเอกสารคนที่มาสมัครงานช่วงบ่ายวันนี้ ที่ฝ่ายบุคคลขึ้นมาให้ผมที"
"ได้คะท่านประธาน" ผมรอสักพัก คุณเลขาก็หอบแฟ้มเอกสารมาสองสามเล่ม แสดงว่าวันนี้คนมาสมัครเยอะเหมือนกัน
"ท่านประธานให้พิมพ์เอาเอกสารพวกนี้มาทำไมคะ มีอะไรให้พิมพ์ช่วยไหมคะ" เธอพูดเชิงอยากรู้ เพราะร้อยวันพันปี ผมไม่เคยสนใจเรื่องพนักงานที่มาสมัครงานที่นี่เลย
"ขอบคุณครับ..แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจัดการเอง พอดีผมอยากทราบอะไรนิดหน่อย ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกครับ"
"ค่ะ ถ้าอย่างนั้นพิมพ์ขอตัวนะคะ ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็เรียกพิมพ์เลยนะคะ" ผมไม่พูดอะไรเพียงแค่พยักหน้าให้กับเธอ หลังจากที่เลขาเดินออกไป ผมก็เปิดแฟ้มค้นหาประวัติของนาราทันที ผมค้นหาได้สักพักก็เจอ
“นางสาวนารา น้ำใจงามประเสริฐยิ่งเจริญทรัพย์ ว้าว!” ผมนั่งขำนามสกุลของเธอที่มันนามสกุลหรือชื่อกรุงเทพฯ กันแน่ ทำไมมันยาวเหยียดอย่างนี้ อายุยี่สิบปี เรียนจบอนุปริญญา สาขาการบัญชี สมัครงานในตำแหน่งไลน์ผลิต ผมเห็นอายุของเธอแล้วอึ้งยิ่งกว่านามสกุลของนาราเสียอีก เมื่ออายุของเธอน้อยกว่าผมตั้งสิบห้าปี สมแล้วกับที่เธอเรียกผมว่าลุง ขณะผมกำลังอ่านประวัติของนาราอยู่สักพัก ก็ต้องสะดุ้งตกใจกับเสียงที่มาก่อนตัว
“พี่ภูขา นับดาวคิดถึงพี่ภูที่สุดในโลกเลย ขอกอดหน่อย" เด็กสาวหน้าตาสะสวยขาวหมวยจิ้มลิ้ม เสียงมาก่อนตัวประตูไม่เคาะ เธอกอดผมจนแทบจะหายใจไม่ออก เป็นใครไปไม่ได้ นอกจากนับดาวน้องสาวคนเล็กของผมเอง ผมมีพี่น้องสามคน
ผมเป็นพี่ชายคนโต ส่วนน้องชายคนกลางชื่ออาทิตย์ ตอนนี้เขาดูแลไร่อยู่ทางเหนือ ผมกับอาทิตย์จะสลับกันไปมา ระหว่างงานในไร่กับงานบริษัทและโรงงาน ส่วนนับดาวเพิ่งเรียนจบยังไม่อยากทำงานขอพักสักสองปี เธอบอกว่าเรียนมาเหนื่อยแล้ว ขอพักก่อนแล้วจะทำงานให้เต็มที่เลย
"ว่าไง เด็กขี้อ้อนทำไมวันนี้มาหาพี่ได้" ผมพูดกับเธอหลังจากที่นับดาวผละกอดออกจากผมแล้ว เธอเดินลงไปนั่งที่โซฟาท่าทางกระฟัดกระเฟียด ไม่รู้ว่าใครกันที่ทำให้น้องสาวสุดที่รักของผมอารมณ์เสียได้ขนาดนี้
"พี่ภู! พี่ภูไปทำอะไรไว้ล่ะรู้ไหม คุณเจสซี่อะไรนั่นวิ่งแจ้นไปฟ้องคุณแม่ พี่เตรียมตัวไว้ให้ดีเลยนะ คุณแม่เอาพี่ตายแน่งานนี้”
"ใจเย็นๆ เดี๋ยวพี่รับมือคุณแม่เอง น้องไม่ต้องห่วงหรอก"
"พี่รู้ฤทธิ์เดชของผู้หญิงคนนี้น้อยไป น้องแอบฟังเธอคุยกับคุณแม่ เธอร้ายกาจมากเลยนะพี่ภู คุณเจสซี่อะไรนั่นเธอไม่เหมือนผู้หญิงคนก่อนๆ ที่แม่หาให้พี่หรอกนะ!"
ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ผมก็อดขำไม่ได้ในท่าทางของน้องสาว ที่พูดไปทำหน้าทำตาไป ท่าทางของเธอดูจะไม่ชอบว่าที่พี่สะใภ้ ที่มารดากำลังจะยัดเยียดให้ผมเอามากๆ
"มันไม่ขำนะพี่ คราวนี้เธอเอาพ่อของเธอมาด้วย แล้วน้องได้ยินพวกเขาคุยกัน เรื่องงานแต่งของพี่กับเธอด้วยนะ ประมาณต้นเดือนหน้าวันเกิดพี่ พี่ได้เซอร์ไพรส์แน่ๆ" ผมถึงกับทำหน้าเหวอเลยทีเดียว ถ้าเป็นอย่างที่น้องสาวผมพูด งานเข้าผมแล้วแน่ๆ
"คุณแม่นะคุณแม่ ทำไมทำอะไรไม่ปรึกษากันบ้างเลย "
"พี่รีบหาแฟนเลยนะ แล้วชิ่งแต่งเลย ก่อนที่คุณเจสซี่อะไรนั่นจะคาบพี่ไปกิน น้องจริงจังพูดแล้วยังจะขำอีก เดี๋ยวก็ขำไม่ออกหรอก น้องจะไม่ส่งข่าวช่วยเลยคอยดู ถ้ารู้ว่าพี่จะเห็นเป็นเรื่องตลกแบบนี้"
ผมรู้สึกตลกกับคำพูดและท่าทางอันน่ารักของน้องสาว เธอหวงพี่ชายมาก ขนาดอาทิตย์ยังไม่กล้ามีแฟนเลย แต่วันนี้เธอมาแปลก รบเร้าให้ผมรีบมีแฟนแถมยังให้แต่งเลย จะไม่ให้ผมขำได้ยังไง แสดงว่าเธอไม่ชอบคุณเจสซี่เอามากๆ
"ท่าทางของน้องมันน่ารักดีนี่นา พี่ก็เลยอดขำไม่ได้ พี่สงสัยทำไมน้องยอมให้พี่มีแฟนแล้วเหรอ หืม.. "
"ตอนนี้แฟนพี่จะเป็นใครก็ได้ ยกเว้นคุณเจสซี่อะไรนั่น! น้องไม่ชอบ! เธอดูแรงและมั่นใจเกิน ถ้าพี่แต่งกับเธอนะ พี่ไม่ได้เป็นสามีเธอหรอก แต่พี่จะตกเป็นทาสของเธอมากกว่า น้องพอดูออกเธอเอาแต่ใจจะตาย"
ความจริงฉันจะลุกนานแล้ว หิวก็หิว แล้วกลิ่นไข่เจียวนั่นมันได้หอมตลบอบอวลไปทั่วห้อง ฉันก็แค่กลัวเสียฟอร์มก็เลยแกล้งหลับต่อ แต่เมื่อเขาพูดแบบนั้นฉันก็เลยรีบลุกขึ้น แล้วหยิบจานข้าวมานั่งกินที่โซฟาก่อนที่เขาจะหยิบผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำไป ฉันนั่งทานข้าวต่อแต่มันก็อร่อยดี หรือเป็นเพราะฉันหิวก็ไม่รู้มันเป็นไข่เจียวที่อร่อยที่สุดในโลก ที่ฉันเคยกินมาเลย ฉันรับประทานจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือข้าวสักเม็ด จากนั้นตาลุงนั่นก็เดินออกมาจากห้องน้ำ "ทานข้าวเสร็จแล้วก็วางจานไว้ตรงนั้นแหละ ไม่ต้องเก็บมันดึกแล้ว" ฉันไม่ได้พูดตอบอะไรเขาไป แต่ได้เดินตรงไปที่เตียง จังหวะที่ฉันกำลังจะล้มตัวลงนอน เสียงทุ้มของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง "อย่าเพิ่งนอนเพิ่งทานข้าวเสร็จอาหารยังไม่ย่อยมาคุยกันก่อน" ฉันลุกนั่งพิงกับหัวเตียงอยากรู้เหมือนกันเขาจะคุยอะไรกับฉัน "อีกสองวันจะพาไปงานเลี้ยงเตรียมตัวเอาไว้" ฉันนึกว่าเขาจะพูดเรื่องวันนี้เสียอีก ไปกับคุณฟ้ามุ่ยมาทั้งวัน ทำไมไม่ชวนเขาไปก็ไม่รู้ไม่ต้องมาชวนฉันเล
พระอาทิตย์สาดแสงสีทองรับอรุณในยามเช้าของวันใหม่ ทำให้หญิงสาวที่นอนอยู่ภายใต้ร่างของคนตัวโต พยายามขยับพลิกกายออก เธอเริ่มปรือตาขึ้นช้าๆ เพื่อปรับรับกับแสงที่แยงมา มือของชายหนุ่มยังคงกอดที่เอวคอดของเธอ หญิงสาวค่อยๆ จับมือเขาออก แต่ก็ช้ากว่าชายหนุ่มที่เขารู้สึกตัวก่อนหน้าแล้ว คนตัวโตคว้าตัวเธอเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของเขาอีกครั้ง "ลุง ปล่อยได้แล้วนาราจะเข้าห้องน้ำ เดี๋ยวจะไปทำอาหารเช้าสาย" ผมไม่ได้หูฝาดใช่ไหมเธอเรียกแทนตัวเองว่านารา เธอนี่ช่างน่ารักอะไรแบบนี้ เด็กคนนี้จะทำให้ผมหลงไปถึงไหนกัน "เธอเรียกแทนตัวเองว่าอะไรนะ หูฉันไม่ได้ฝาดใช่ไหม" "ถ้าลุงไม่ชอบเดี๋ยวจะ.." "ชอบ ชอบ ชอบมากด้วย ทุกอย่างที่เป็นเธอ ฉันชอบหมดแหละ" ก่อนที่ฉันจะพูดอะไรต่อเขารีบพูดแทรกขึ้นทันที ตาลุงนี่ชักจะเอาใหญ่แล้ว “ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยนาราได้แล้ว เดี๋ยวจะไปทำอาหารเช้าให้ทาน""ไม่ต้องเลย แม่คำสายกับคำหล้าค
ตอนนี้ใกล้มืดแล้ว แต่สองสาวยังไม่กลับ ผมอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ถนนแถวนี้ก็เปลี่ยว ถึงแม้นับดาวจะรู้เส้นทางดีก็ตามที แต่ส่วนมากบ้านมักจะอยู่ลึกเข้าไปในไร่ จึงทำให้สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าไม้เขียวขจีสุดลูกหูลูกตา "ตาภู แกจะเดินทำไมแม่เวียนหัว มาทานข้าวได้แล้ว เดี๋ยวนับดาวกับเมียแกก็กลับแกเป็นเอามากเลยนะ" "นับดาวไลน์มาบอกว่าจะแวะทานข้าวก่อนอาจจะกลับมืดสักหน่อย" "สองคนชักจะเหลวไหลใหญ่แล้ว ค่ำๆ มีแต่ผู้หญิงขับรถมันอันตราย เดี๋ยวกลับมาจะโดนไม่ใช่น้อย" "นานๆ ทีสาวๆ เขาจะได้ออกไปเที่ยว อย่าห่วงน้องหวงเมียหน่อยเลยพ่อเลี้ยง มาทานข้าวได้แล้ว" ผมไม่พูดอะไรต่อ แต่เดินไปนั่งทานข้าวตามคำบอกของน้องชาย โดยมีอาทิตย์กับแม่นั่งทานอยู่ก่อนแล้ว ใจของผมรู้สึกเป็นห่วง เพราะนาราเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก ผมกลัวว่าเธอจะพลัดหลงกับนับดาว เมื่อทานข้าวเสร็จแล้วผมก็ขอตัวขึ้นห้องเลย
การเดินทางไปเชียงใหม่ครั้งนี้ คุณภูตะวันพาฉันและครอบครัวของเขานั่งเครื่องไป บรรยากาศที่ไร่ดีมาก.ฉันไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้สัมผัสกับไร่องุ่นแบบนี้ เขาแนะนำทุกคนให้ฉันรู้จัก แต่ไม่มีใครรู้ว่าฉันกับเขาจดทะเบียนสมรสเป็นสามีภรรยากัน ฉันเป็นคนขอเขาไว้เองกว่าจะตกลงยอมกันได้ ฉันต้องชักแม่น้ำทั้งห้ามาอธิบาย แต่เรื่องห้องนอนนี่สิฉันต้องนอนกับเขา หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย เขาบอกเหตุผลสั้นๆ กลัวว่ามารดาเขาจะสงสัย "แม่คำสายเอาของพวกนี้ไปเก็บไว้ที่ห้องฉันหมดเลยนะ" "ทำไมของคุณนารา ต้องเอาไปไว้ที่ห้องพ่อเลี้ยงด้วย" "ทำตามที่ฉันบอก เอาไปเก็บได้แล้ว" "เจ้า" แม่คำสายเอาของขึ้นไปเก็บ ผมเลยเดินไปนั่งที่โซฟาห้องรับแขก พวกเราเดินทางมาถึงนี่ช่วงบ่าย แม่ของผมขอตัวไปพัก สองสาวนับดาวกับนาราขอไปสำรวจไร่ ส่วนอาทิตย์แม่คำสายบอกว่าออกไปดูไร่องุ่นตั้งแต่เช้ายังไม่กลับ ---ไร่องุ่น---- “พี่สะใภ้ดู
การเข้าโรงพยาบาลครั้งนี้ มันทำให้ฉันคุ้นเคยกับครอบครัวของตาลุงนี่มากขึ้น คุณหญิงแม่ของเขาท่านไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด อย่างน้อยท่านก็มาเยี่ยมฉันบ่อยๆ ดังเช่นในวันนี้ "เดี๋ยวแม่จะให้นับดาวเตรียมเก็บของไว้ให้ หนูนาราออกจากโรงพยาบาล เราจะเดินทางขึ้นเหนือทันที" "แม่กับน้องก็จะไปด้วยเหรอครับ" "ใช่ แม่มาคิดดูแล้ว เรามีเงินทองมากมาย แต่หาเวลาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันไม่ได้เลย อย่างที่ลูกเคยบอกเงินทองมากมายเหล่านั้น มันเปรียบกับชีวิตหรือความสุขของเราไม่ได้" "เย้! ดีใจจังเลย หนูคิดถึงไร่องุ่น คิดถึงสตรอว์เบอว์รี คิดถึงแปลงผัก คิดถึงอากาศดีๆ คิดถึงต้นไม้ คิดถึงพี่อาทิตย์ คิดถึงเหนือ" "ดีใจเป็นเด็กไปได้ รีบไปเตรียมของได้แล้ว นาราออกจากโรงพยาบาลจะได้เดินทางทันที" "ไปเถอะแม่ ปล่อยให้พี่ภูได้อยู่กับเมียเขาบ้าง คนแก่เห่อเมียก็อย่างนี้แหละนะ" "ไม่ต้องมาล้อพี่เลย ทีตัวเองตอนอกหักพี่ภูคะ..พี่ภูขา..น้องเสียใจจังเลยค่ะ ใครปลอบ หืม"
ห้องสี่เหลี่ยมสีขาวคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นยา หญิงสาวที่นอนหลับใหลอยู่บนเตียงคนไข้ค่อยๆ ปรือตาลืมขึ้นอย่างช้าๆ เพื่อปรับกับแสงที่มันแยงตาเธอ ก่อนจะกระพริบขึ้นถี่ๆ เมื่อมันรู้สึกแสบที่ตา ห้องที่ไม่คุ้นเคยทำให้หญิงสาวเกิดความสงสัย "นี่มันสวรรค์ชั้นเจ็ดหรือว่านรกขุมไหน ฉันตายไปแล้วเหรอเนี่ย ทำไมที่นี่มันว่างเปล่าแบบนี้ ทุกอย่างดูขาวไปหมด" ฉันพยายามจะขยับมือขยับเท้า แต่รู้สึกเหมือนมีใครบางคนกุมมือของฉันไว้แน่น พร้อมทั้งซบลงไปที่ฝ่ามือของฉัน ทำไมมือของฉันถึงได้เปียกชุ่มไปด้วยน้ำแบบนี้ เสียงสะอื้นเบาๆ มันคุ้นหูฉันเหลือเกิน ฉันคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ฉันแน่ใจแล้วว่าคนที่กุมมือฉันเป็นใครไปไม่ได้นอกจากตาลุงนั่น"ลุง..ลุง..นี่ลุง!! ขอน้ำหน่อยฉันคอให้มากเลย" อะไรของเขาเนี่ย ตั้งใจมานอนเฝ้าจังเลยนะลุง ฉันหิวน้ำจะแย่แล้วแต่ตาลุงนี่ก็ไม่ยอมตื่น ชายหนุ่มไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาสามวันสองคืน เขาตั้งใจจะงีบสักหน่อยดันหลับไปจริงๆ “นาราเธอต้อ







