Masuk...อย่างน้อยครั้งหนึ่ง พ่อกับแม่ก็ได้ให้กำเนิดเด็กหญิงมิริน ให้โอกาสเด็กน้อยได้ลืมตาขึ้นมาบนโลก
...อย่างน้อยในอดีตอันเจ็บปวดนั้น ในความเลือนลางของความทรงจำ เสี้ยวหนึ่งก็ยังมีความสุข เสียงหัวเราะ และรอยยิ้ม
หลังจากที่อยู่ๆ ก็ฝันถึงเรื่องในอดีต มิรินพยายามตั้งสตินึกถึงแต่เรื่องดีๆ เมื่อพอจะดีขึ้นก็ขยับตัวลุกจากเตียงเดินเข้าห้องน้ำ
ระหว่างเดินลงมาชั้นล่างได้ยินเสียงในห้องครัวเด็กสาวพลันยิ้มออก “คุณแม่ขา” มิรินส่งเสียงเรียกอย่างสดใสพร้อมกับรอยยิ้ม
“มีมี่ทำไมตื่นแต่เช้าจังเลยลูก” วิรัญญาหันมาถามบุตรสาวอย่างสงสัย
“นอนไม่หลับค่ะ” มิรินเดินเข้ามาออดอ้อน
“ไม่สบายหรือเปล่าไหนแม่ดูซิ หรือว่าฝันร้ายอีกแล้ว หน้าซีดเชียว” วิรัญญาขมวดคิ้วอย่างเป็นห่วง รู้ดีว่าบุตรสาวมักจะฝันร้ายอยู่เสมอ ทั้งยังรู้ด้วยว่าเรื่องอะไร
นานมาแล้วในตอนที่มิรินยังเด็กก็เคยตัวสั่นร้องไห้สะอึกสะอื้น และขอเข้าไปนอนด้วยกลางดึก ความหวาดกลัวในดวงตาเด็กน้อยในตอนนั้นวิรัญญาไม่เคยลืมเลือน
“ค่ะแม่...แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว คุณพ่อล่ะค่ะตื่นแล้วหรือยัง” มิรินเอ่ยถามถึงทินกรทันที
“ตื่นแล้วจ้า” เสียงทินกรดังขึ้นด้านหลังทำให้สองแม่ลูกหันกลับไปมองพร้อมกัน “สงสัยวันนี้ฟ้าฝนคงแปรปรวนไม่น้อย ลูกสาวเราตื่นแต่เช้า”
“แหมคุณพ่อก็ พูดอย่างกับว่าหนูตื่นสายทุกวันงั้นแหละ” มิรินหน้างอเดินเข้าไปหาบิดา
“อยากไปที่บริษัทกับพ่อไหม ไหนๆ ก็ตื่นแต่เช้าแล้วนี่ พ่อไปแค่ครึ่งวัน ขากลับแวะซื้อเป็ดย่างเจ้าอร่อยกลับมาฝากแม่เค้าด้วย” ทินกรเอ่ยปากชวน
ทินกรเป็นเจ้าของบริษัทคอนสตรัคชั่นรับสร้างบ้าน ออกแบบและตบแต่งภายในครบวงจร เขามักจะชอบพามิรินไปทำงานด้วยเป็นประจำ ซึ่งเด็กสาวเองก็คุ้นเคยกับคนที่บริษัทเป็นอย่างดี
เขายังเคยพูดที่เล่นทีจริงว่าจะยกให้มิรินดูแลต่อหลังเกษียณ เพราะเห็นว่าเด็กสาวสนใจการออกแบบตบแต่ง
เพียงแต่เธอรู้ดีว่าตนเป็นเพียงบุตรบุญธรรม และนั่นอาจทำให้หุ้นส่วนซึ่งเป็นญาติของพ่อไม่พอใจเอาได้
เรื่องที่วิรัญญาตัดสินใจคุมกำเนิดทั้งที่มีบุตรยาก ทำให้มิรินค่อนข้างกังวล กลัวจริงๆ ว่าตนจะกลายเป็นตัวปัญหาที่สร้างความยุ่งยากให้ครอบครัว
ถึงอย่างนั้นพ่อกับแม่ก็ทำให้เธอรู้ว่าทั้งสองรักเธอมากจริงๆ
“วันนี้คุณแม่จะออกไปไหนหรือเปล่าคะ” มิรินเอ่ยถามมารดา
“แม่ว่าจะออกไปบ้านคุณย่าจ้ะ” วิรัญญายกกาแฟมาให้สามี
“มิน่าคุณพ่อถึงได้ชวน คุณแม่จะทิ้งหนูไว้บ้านคนเดียวนี่เอง” มิรินกระเง้ากระงอด
“อ้าว...เป็นงั้นไป” ทินกรหัวเราะ
“เอาเถอะค่ะ วันนี้หนูไปกับคุณพ่อก็ได้ หนูไปเปลี่ยนชุดดีกว่าคุณพ่อจะได้ไม่สาย” มิรินเดินกลับขึ้นไปบนชั้นสอง
การที่สองสามีภรรยารับเธอมาอุปการะ ไม่ใช่ว่าทุกคนในเครือญาติจะเห็นด้วย ดังนั้นวิรัญญาจึงไม่ไห้บุตรสาวตามไปที่คฤหาสน์ของตระกูล เพื่อตัดปัญหาไม่ให้มิรินได้ยินญาติๆ ของตนกระทบกระเทียบบุตรสาวให้เสียใจ
ส่วนทางด้านญาติฝ่ายทินกรนั้น แม้จะไม่ได้มีคนคัดค้านอย่างโจ่งแจ้ง ทว่าการที่ทินกรแสดงออกชัดเจนว่าจะยกบริษัทให้บุตรสาวบุญธรรม ก็ทำให้เกิดคลื่นใต้น้ำขึ้นมาเงียบๆ เช่นกัน
มิรินเดินยิ้มเข้ามาหาชายวัยกลางคนซึ่งกำลังยืนรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้าน เด็กสาวเรียกเขาว่าลุงหวายอย่างสนิทสนม ทั้งหวายและพันนี้เป็นคนเก่าแก่ที่ทำงานกับทินกรมานาน เพราะเห็นว่าหวายไว้ใจได้ ทินกรจึงชวนมาทำงานด้วยการเป็นคนดูแลสวนที่บ้าน แทนงานพนักงานรักษาความปลอดภัยที่บริษัท
เด็กสาวกับชายวัยกลางคนชอบปลูกต้นไม้จึงเข้ากันได้เป็นอย่างดี ทั้งสองพูดคุยทักทายกันอย่างเป็นกันเอง ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะยอมให้เด็กสาวช่วยเขารดน้ำต้นไม้
ต้นชมพู่ทับทิมจันทร์ริมรั้วกำลังออกลูกออกผล ทำให้เด็กสาวตื่นเต้นเป็นพิเศษ มิรินเป็นคนลงมือปลูกมันเอง ปีนี้ต้นของมันสูงเลยกำแพงไปแล้ว อีกทั้งผลของมันก็มีรสหวานอร่อย
สองคนกำลังยืนเงยหน้ามองต้นชมพู่ “สงสัยวันนี้ต้องปีนขึ้นไปบิดผลมันทิ้งบ้างนะครับคุณหนู ไม่อย่างนั้นผลของมันจะไม่โตเต็มที่ ทั้งยังเน่าคาต้นเผลอๆอาจจะเป็นโรคด้วย”
“ปีนี้ดูเหมือนจะดกกว่าปีที่แล้วหรือเปล่าคะ” มิรินยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“นั่นสินะครับ” หวายเดินไปยกบันไดมาวางใต้ต้นชมพู่ แล้วปีนขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว ส่วนเด็กสาวไปยกบันไดเล็กอีกอันพาดที่กำแพง
“วันนี้อยู่บ้านเหรอจ้ะหนูมีมี่” เสียงทักจากเพื่อนบ้านดังขึ้น
“สวัสดีค่ะคุณป้า”
กานดาและอนุชาเป็นเพื่อนรุ่นพี่ของวิรัญญาทั้งยังเป็นเพื่อนบ้านที่คุ้นเคยกันดีมาโดยตลอด อนุชาเป็นถึงหุ้นส่วนใหญ่ของโรงแรมห้าดาวแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นนักธุรกิจผู้ซึ่งหยิบจับอะไรก็มักจะเจริญรุ่งเรืองเสมอ
บางครั้งการรอคอยก็ไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายนัก การตัดสินใจด้วยความมีสติ มองเห็นถึงความเป็นไปได้ ความน่าจะเป็น รวมไปถึงไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ไม่ทำทุกอย่างตามอารมณ์ นั่นทำให้ทุกๆ อย่างเป็นไปอย่างมีเหตุมีผลที่สำคัญไปกว่านั้นการแยกจากกันก็เพื่อให้ต่างฝ่ายก็ต่างก็ได้เติบโต ต่างฝ่ายก็ต่างก็แยกไปใช้ชีวิตของตัวเอง ไม่แน่ว่าหากความทรงจำสวยงามในวัยเด็กเป็นเพียงความรู้สึกดีๆ ไม่ได้ลึกซึ้ง ต่างฝ่ายต่างอาจเสียใจในภายหลังถึงอย่างนั้นเธอกับเคลวินกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันเหมือนกับเมื่อพบกันแล้วคนทั้งสองก็ไม่ต้องการใครอื่นอีก เหมือนความรักครั้งนี้มีเพียงกันและกัน ขอเพียงเท่านั้นก็เพียงพอแล้วเพราะไปอยู่อเมริกาหลายปีมิรินมีพ่อกับแม่เพิ่มมาอีกสองคน ประธานหลี่กับคุณลิลลี่ดูแลเธอดีมาก มากจริงๆ...“ไหนคุณแม่เสร็จแล้วหรือยังนะ” เคลวินจูงคริสออกมาจากในบ้าน มิรินเงยหน้าขึ้นจากสมุดบันทึกยิ้มให้เคลวินจากนั้นปิดสมุดบันทึก“วันนี้น้องคริสเป็นเด็กดีหรือเปล่าครับ”“เป็นเด็กดีครับ” เด็กชายคริสเตียน หลี่ ตอบแม่ด้วยรอยยิ้ม“วันนี้กินข้าวเยอะมาก สงสัยชอบกับข้าวที่คุณยายทำ” เคลวินเดินเข้ามานั่งลงข้างๆ มิริน เขา
พูดจบก็ลุกขึ้นแต่โดนเคลวินรวบตัวเอาไว้ได้ เขาวางเธอลงบนตักกอดเอาไว้แน่นไม่ยอมให้เธอดิ้นหลุด “นี่ ปล่อยฉันนะ” มิรินหน้าแดงไปถึงใบหู“มิริน” เคลวินรัดแขนแน่นเข้ากว่าเดิม “แต่งงานกันนะ”มิรินเงยหน้าพรวดก่อนจะมองหน้าเขาด้วยความตกใจ“ฉันยังรักเธอคนเดียว รักมาตลอดไม่เคยเปลี่ยน รักมาตลอดสิบปีไม่เคยลืมเลือนสักวัน แล้วฉันก็รู้ว่าเธอเองไม่ได้ต่างไปจากฉัน กล่องใบนั้นฉันเห็นแล้ว กล่องความทรงจำของเราสองคน”มิรินมองเขาแล้วอ้าปากค้างไม่รู้ว่าควรพูดอะไร ในที่สุดก็ได้แต่นั่งก้มหน้าขมวดคิ้วเหมือนกำลังครุ่นคิด เคลวินเองก็นั่งรอเงียบๆ เขาต้องให้เวลามิรินตัดสินใจ“ฉันเองก็ไม่เคยลืมนายนะ ไหนบอกว่าไม่นาน สำหรับฉันสิบปีมันนานมากเลย” เธอพึมพำ“ถ้าอย่างงั้นก็แต่งงานกันนะ ดีมั้ย” เคลวิลกระซิบเสียงเบาข้างหูมิรินหันมาสบตากับเขาและยิ้มออกมาในที่สุดเขามั่นใจว่าเธอรู้จักสายตาแน่วแน่ของเขาดี สิบปีที่เธอรอเขาและเขาเองก็เฝ้านับวันที่จะได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ดังนั้นเขาจะไม่ยอมเสียเธอไปอีก แค่ครั้งเดียวที่ปล่อยมือก็เพียงพอแล้วจะไม่มีครั้งที่สองอีกเด็ดขาด...“ได้ เราสองคนแต่งงานกัน”มิรินพยักหน้าพูดออกมาในที่สุด เคลวินล
“หาแฟนเข้าสิ” เอพริลหัวเราะ“เธอก็โสดยังมีหน้ามากระแนะกระแหนฉัน”“เฮ้อ” สองสาวถอนหายใจพร้อมกัน“ว่าแต่...ถึงไหนกันแล้วละ”“อะไร” มิรินเลิกคิ้วมองเพื่อนทิพวัลย์ยิ้มจับมือมิรินมากุมเอาไว้ “คราวนี้ก็อย่าปล่อยให้หลุดมือละ เอ้าดื่มย้อมใจซะแล้วไปถามเขาให้รู้เรื่องว่าจะเอายังไง”“หมายความว่ายังไง”“เขาจะกลับอเมริกาแล้วไม่รู้หรือไง”“เอ๋ เขาบอกว่ายังไม่มีกำหนดกลับนี่”“ฉันได้ยินมาว่าเขาจะกลับมะรืนนี้นี่ เธอไม่รู้?” เอพริลเองก็รู้มาเหมือนกันมิรินเม้มปากกรอกเบียร์จนหมดกระป๋อง “เขาไม่บอกอะไรฉันเลย” คิ้วเรียวขมวดมุ่น หยิบเบียร์ขึ้นมาอีกกระป๋องกรอกเข้าไปจนหมดแล้วลุกขึ้น“เฮ้ยจะไปไหน”“ไปคุยกับเขาให้รู้เรื่อง” มิรินเดินโซเซไปที่ประตู“แล้วจะไปคุยรู้เรื่องได้ยังไง เธอเริ่มเมาแล้วนะ”“ไม่รู้เรื่องก็จับกินหัวกินหางซะเลย!”เอพริลหลุดหัวเราะ “ทำเป็นเรอะ”ทิพวัลย์ถลึงตาให้อีกฝ่าย “มันใช่เวลามั้ย คนเมาไปล้อเล่นแบบนั้นได้หรือไง ตามไปเร็ว”ทั้งสองตามมาจนพบมิรินที่หน้าประตูห้องของเคลวิน เขาดูงุนงงที่ทั้งสามมายืนอยู่ที่หน้าของเขา ทั้ง...ยังเมา...หมายถึงคนของเขาเนี่ย“ฉันไว้ใจนาย คืนนี้ฝากด้วยนะ” ทิพวัลย์พู
มิรินเงยหน้าขึ้นมองเขายิ้มๆ จากกันไปสิบปีเราสองคนไม่ได้มีความรู้สึกอึดอัดต่อกัน เขายังคงมองเธอเหมือนเดิม เธอเองก็ยังคงเป็นมิรินในวันวานของเขา“นายฉีดน้ำหอมมาเหรอ”“น่าจะกลิ่นอาฟเตอร์เชฟ เมื่อเช้าโกนหนวด ไม่ชอบ?”“เปล่า หอมดี”เคลวินยกมือลูบผมของมิริน “ดีใจจังเลย เธอไม่เปลี่ยนไปสักนิด”มิรินตาโต “จริงเหรอ เปลี่ยนนะโตขึ้นตั้งเยอะ สูงขึ้นตั้งสองสามเซนแหนะ”เห็นสายตาที่มองค้อนเขาเคลวินลูบศีรษะมิรินเบาๆ ยังไงเธอก็ยังสูงแค่ไหล่ของเขาอยู่ดี... “วันนี้น้าญาชวนไปกินข้าวเย็นที่บ้าน บอกว่าจะทำมื้อใหญ่เลี้ยงต้อนรับกลับมา แวะซื้ออะไรเพิ่มมั้ย”“ไม่ดีกว่า กลับไปช่วยแม่ทำกับข้าวดีกว่า จริงสิวันนี้ประชุมเป็นไงบ้าง”“ไม่มีอะไร พวกเขาตกใจนิดหน่อยที่ฉันมาเข้าร่วมประชุม แต่ก็นะ...เข้าใจได้” คนพวกนั้นกลัวเขาจะนึกสนุกอยากเข้ามาบริหาร ดังนั้นจึงตื่นเต้นหลังจากที่เห็นเข้าร่วมประชุมด้วยตัวเอง ทั้งที่ทุกปีเขาจะรบกวนผู้เป็นป้าไปแทน “แล้วเธอละ เมื่อไหร่จะเข้าไปทำงานในบริษัทของคุณน้า หรืออยากเรียนต่อโทก่อน”“ยังไม่ตัดสินใจเลย คุณพ่อบอกว่าไม่รีบอยากให้เรียนต่อโทก่อน หรือบางทีอาจจะต่อจนจบปริญญาเอก”เขาพยักหน้า “จร
“ยังไม่มีกำหนดกลับ” เขาตอบ “พรุ่งนี้ไปทำงานเองเหรอ”“ฉันโตแล้วน่า นั่งรถไฟใต้ดินแล้ว็ต่อรถไฟฟ้า ไม่ถึงยี่สิบนาทีก็ถึงที่ทำงานแล้ว”“อืม แล้วเลิกงานกี่โมง”“ห้าโมงเย็น”“เดี๋ยวไปรับ”“รถติดนะ นายต้องหงุดหงิดตอนขับรถแน่เลย”“หรือนั่งรถไฟฟ้าดีมั้ยสะดวกดี คิดถึงตอนนั้น...อยากนั่งรถไฟใต้ดินอีกสักครั้ง” รถไฟใต้ดินที่เขากับเธอนั่งไปโรงเรียนตอนเช้า-เย็น“งั้นนั่งรถไฟฟ้ากัน จากนั้นต่อรถไฟใต้ดินกลับบ้าน”“ได้”“อย่าได้ใส่สูทผูกไทมาเชียว”เขาหัวเราะ “ตกลง”“เคลวิน”“หืม”“ดีจังที่นายกลับมา”“ใช่ ฉันก็ดีใจที่กลับมา ดีใจมาก”“งั้นเจอกันพรุ่งนี้ ฝันดีนะ”“ฝันดี”ทั้งสองมองกันเงียบๆ วางสายพร้อมๆ กัน แต่เคลวินยังยืนนิ่ง เขาส่งเสียงบอกมิริน “เธอกลับเข้าไปข้างในก่อน”มิรินพยักหน้าจากนั้นหมุนตัวเดินกลับเข้าห้อง เคลวินยิ้มและยืนอยู่ตรงนั้นครู่ใหญ่ เห็นมิรินปิดไฟเข้านอนแล้วเขาถึงได้หมุนตัวกลับเข้าห้องเขา...นอนหลับสนิทจนกระทั่งเช้าและตื่นขึ้นมาในตอนสาย ตอนออกมาที่หน้าระเบียงมิรินก็ออกไปทำงานแล้ว เขามองห้องที่ปิดม่านเงียบอยู่ๆ รอยยิ้มก็กว้างขึ้น “ดีจังที่ได้กลับมา” เขาพึมพำกับตัวเองเสียงเบาเจ้าชมพู่ออกไปเ
นอกจากของพวกนั้นแล้วยังมีสมุดบันทึก...เขาพลิกดูลายมือที่ดีขึ้นมาอีกนิด นึกไม่ถึงว่าในที่สุดลายมือของมิรินก็อ่านง่ายขึ้น กระทั่งพบว่าเหตุการณ์ทั้งหมดในบันทึกนั้น เป็นเรื่องราวนับตั้งแต่วันแรกที่เขากับเธอได้พบกันมันถูกบันทึกเอาไว้ทั้งหมด ทุกเหตุการณ์ ทุกตัวอักษร ในบันทึกเล่มนี้คือความทรงจำทั้งหมดของเขากับมิริน ถึงไม่ได้อ่านแต่ตัวเขาเองก็จดจำรายละเอียดได้เหมือนมันเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เองบันทึกที่บอกวันที่ล่าสุดเมื่อสามวันที่แล้ว...‘เคลวินฉันบอกเลิกเรวัฒน์ไปแล้วละ ฉันเป็นคนไม่ดี ยายเปิ้ลบอกว่าฉันเห็นเขาเป็นนาย ตอนแรกฉันก็ไม่ได้คิดแบบนั้น ฉันคิดว่าเมื่อฉันได้ใช้เวลากับคนอื่นฉันก็อาจจะรักเขาได้ แต่ฉันคิดผิด ฉันยังคิดถึงนายอยู่เลย จนเดี๋ยวนี้ฉันก็ยังคิดถึง ทำยังไงดีละฉันลืมนายไม่ได้ทั้งยังมองคนอื่นเป็นนาย...’เคลวินปิดสมุดบันทึกลงด้วยรอยยิ้ม เขาเก็บทุกอย่างที่หล่นกระจัดกระจายอยู่บนพื้นกลับเข้ากล่องเช่นเดิม รับรู้ทุกความรู้สึกของมิรินผ่านตัวอักษรทุกตัวที่หญิงสาวขีดเขียนลงไปในบันทึก ถ่ายทอดออกมาเป็นความทรงจำที่ทั้งงดงามและเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขเขารักมิริน รักมาตลอด จนถึงตอนนี้แม้ว่าจ







