LOGINยังไม่ทันที่รามิลจะได้ขบคิดเรื่องราวอันน่าปวดหัวของอาจารย์สาวพ่วงตำแหน่งคนเฝ้าศพให้ตกตะกอนดีนัก เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง
เบอร์ที่ปรากฏบนหน้าจอคือเบอร์ของธนกร เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ที่เขามอบหมายให้ตรวจคราบปริศนานั่นเอง รามิล กดรับสาย แม้น้ำเสียงค่อนข้างราบเรียบแต่แฝงความคาดหวัง
"ว่าไงกร ผลแล็บออกแล้วเหรอ?"
"ผลเบื้องต้นออกแล้วครับสารวัตร" เสียงของธนกรจากปลายสายฟังดูจริงจังแต่ก็เจือความสับสนอยู่ในที
"คือมัน...แปลกมากครับสารวัตร"
"แปลกยังไง?" รามิลถามกลับคิ้วเริ่มขมวดเข้าหากัน
"ผลวิเคราะห์ระบุว่าเป็นสารประกอบอินทรีย์เชิงซ้อน มีน้ำมันเป็นองค์ประกอบหลัก แต่... เราไม่สามารถระบุชนิดของน้ำมันได้เลยครับ โครงสร้างโมเลกุลมันไม่ตรงกับฐานข้อมูลที่เรามีอยู่เลย แถมยังมีโปรตีนกับธาตุรองบางอย่างปนเปื้อนในปริมาณน้อยมาก ที่สำคัญคือ ผลเคมีมันอธิบายกลิ่นสาบปนหวานเลี่ยนที่ผมได้กลิ่นตอนเก็บตัวอย่างไม่ได้ด้วยครับ" ธนกรอธิบายผลการวิเคราะห์ที่น่าฉงน
รามิลเงียบฟัง นิ้วเคาะโต๊ะช้า ๆ "ระบุชนิดไม่ได้? กลิ่นไม่ตรง? บ้าชะมัด..." ข้อมูลนี้ยิ่งตอกย้ำความไม่ชอบมาพากลของคดีนี้ "แล้วแกคิดว่าเป็นไปได้ไหมว่ามันเป็นสารปนเปื้อนธรรมดา?"
"ตอนแรกผมก็คิดแบบนั้นครับ แต่ลักษณะคราบมันดู... จงใจไปหน่อย แล้วการที่มันเพิ่งมาปรากฏชัดเมื่อวานนี้อีก..." ธนกรตอบตามตรงหลังเว้นไปครู่หนึ่ง
"ผมยังสรุปไม่ได้ครับ ว่ามันคืออะไรกันแน่"
"โอเค เข้าใจแล้ว" รามิลตอบรับ พยายามเก็บงำความหงุดหงิด "แกพยายามวิเคราะห์ต่อไปนะไอ้กร ลองเทียบกับฐานข้อมูลอื่น ๆ ที่กว้างขึ้นดู อาจจะต้องใช้เวลาหน่อยแต่ฉันอยากรู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ แล้วส่งผลแล็บเบื้องต้นมาให้ฉันดูด้วย"
"รับทราบครับสารวัตร" ธนกรรับคำ
หลังจากวางสายจากธนกร รามิลก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ตัวเดิมด้วยสีหน้าครุ่นคิด เขารู้สึกว่าเรื่องราวในบ้านกิตติไพศาลสกุลดูจะประหลาดและซับซ้อนขึ้นทุกที
ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลมันรุนแรงขึ้นจนยากจะมองข้ามได้ และเมื่อนึกถึงท่าทีแปลก ๆ ของเพื่อนสนิทอย่างวาโย ที่ดูจะติดใจและตั้งคำถามกับเคสนี้ตั้งแต่แรก ทั้งที่ผลชันสูตรก็ชัดเจน... รามิลก็พลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
บางที... การลองคุยกับวาโยอีกครั้งอาจจะได้มุมมองหรือข้อมูลอะไรเพิ่มเติมก็ได้ ในเมื่อเพื่อนของเขาดูจะติดใจกับคดีนี้เป็นพิเศษอยู่แล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้นรามิลก็ไม่รอช้า หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์โทรหาเพื่อนสนิทอย่างรวดเร็ว รอไม่นานนักปลายสายก็กดรับ
"ว่าไงรามิล มีอะไรอัปเดตเรื่องนั้นเหรอ?" วาโยถามขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งติดจะเย็นชา ซึ่งเป็นลักษณะของเขา เหมือนจะเดาได้ว่าเพื่อนคงมีเรื่องเกี่ยวกับคดีนั้นถึงได้โทรมา
"เออ มีเรื่องประหลาดจริง ๆ ว่ะไอ้หมอ" รามิลตอบ น้ำเสียงจริงจังกว่าครั้งก่อน "จำเรื่องคราบมันที่ไอ้กรมันเจอได้ไหม ที่กูเล่าให้มึงฟังตอนมันโทร. มารายงานเบื้องต้นน่ะ"
"จำได้ ทำไม? ผลแล็บออกแล้วเหรอ?" วาโยถามกลับทันที ความสนใจฉายชัดในน้ำเสียง
"ออกแล้ว... แต่ออกมาแบบโคตรประหลาดเลยว่ะ" รามิลว่า "ไอ้กรมันบอกว่าผลวิเคราะห์ระบุว่าเป็นสารประกอบอินทรีย์ มีน้ำมันเป็นหลักแต่ระบุชนิดไม่ได้ ไม่มีในฐานข้อมูล แถมมีโปรตีนปนมาด้วยนิดหน่อย แล้วกลิ่นสาบ ๆ หวาน ๆ ที่มันได้กลิ่นตอนเก็บตัวอย่าง ผลเคมีก็อธิบายไม่ได้... มึงพอจะนึกออกไหมวะ ว่าไอ้น้ำมันลักษณะนี้มันน่าจะเป็นอะไรได้บ้าง?" รามิลตัดสินใจถามความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องศพโดยตรง
วาโยเงียบไปครู่ใหญ่ ปลายสายมีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาราวกับกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ก่อนที่เขาจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงความลังเลและ... ความรู้สึกบางอย่างที่คล้ายกับความขยะแขยง
"ลักษณะที่มึงว่ามา... ทั้งคราบมัน โปรตีน กลิ่นสาบหวาน... แล้วเจอใกล้กับตำแหน่งศพบนผ้าปูที่นอน แถมเพิ่งมาเห็นชัดทีหลัง..." วาโยเว้นวรรค
ก่อนจะถามกลับเพื่อนออกมา "รามิล มึงเคยได้ยินเรื่องไขมันซึมจากศพหลังความตายไหม"
"มึง หมายความว่ายังไงวะ" รามิลย้อนถามน้ำเสียงยังคงสับสนเจือความหวาดหวั่นเล็กน้อยพลางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
คำว่าไขมันซึมจากศพมันฟังดูไม่น่าอภิรมย์เลยสักนิดแม้ว่าเขาจะเคยเห็นคนตายมาไม่น้อยก็ตาม ทว่า...ไม่ได้ลงลึกเหมือนเพื่อนผู้ทำอาชีพแพทย์นิติเวช
"กูยังตอบมึงอย่างแน่ชัดไม่ได้จนกว่าจะเห็นผลแล็บหรือ คราบที่ว่านั่น" วาโยเลือกที่จะตอบแบบปัด ๆ ไม่ลงลึกในสมมติฐานของตนเอง เพราะเขาเองก็ยังไม่แน่ใจ "มันอาจจะเป็นอย่างอื่นก็ได้"
รามิลเงียบไปครู่หนึ่ง แต่เขาก็ฉลาดพอที่จะจับน้ำเสียงลังเลและไม่ปกติของเพื่อนได้ "ถ้าไง วันพรุ่งนี้มึงว่างไหมล่ะ ช่วยแวะมาที่สำนักงานตำรวจหน่อยสิ กูอยากให้มึงมาดูผลแล็บเบื้องต้นกับคราบที่ว่าด้วยตัวเองเลย" รามิลตัดสินใจเพราะไม่อยากทิ้งเรื่องนี้ไว้นาน การได้ปรึกษาหมอนิติเวชโดยตรงน่าจะดีที่สุด
"อืม..." วาโยครุ่นคิดครู่หนึ่ง ตารางงานวันพรุ่งนี้ของเขาก็ไม่ได้แน่นมากนัก และยอมรับว่าเขาก็อยากจะเห็นหลักฐานชิ้นนี้กับตาตัวเองเช่นกัน
"ก็พอได้อยู่ มึงจะให้เข้าไปกี่โมง?"
"ดีเลย! งั้นสาย ๆ หน่อยแล้วกัน สักสิบโมงหรือสิบเอ็ดโมงก็ได้ เดี๋ยวใกล้ ๆ กูโทรคอนเฟิร์มอีกที มึงช่วยเคลียร์คิวให้กูหน่อยแล้วกันนะเพื่อน" รามิลรีบตอบรับด้วยความดีใจ
"เออ ได้" วาโยตอบรับก่อนจะวางสาย "งั้นพรุ่งนี้เจอกัน"
"โอเค ขอบใจมากไอ้หมอ"
หลังจากวางสาย รามิลถอนหายใจยาว อย่างน้อยพรุ่งนี้เขาก็จะได้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
ส่วนวาโยนั้นหลังจากวางสาย เขาก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ นิ่งคิดถึงคำอธิบายที่เขาให้เพื่อนไป
ไขมันซึมจากศพ... แม้มันจะเป็นไปได้ทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติสำหรับเคสนี้มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะเวลาการเสียชีวิตของผู้ตายไม่สอดคล้อง แล้วคราบมันนั่นคืออะไรกันแน่? การได้ไปดูหลักฐานด้วยตัวเองพรุ่งนี้อาจจะให้คำตอบอะไรเขาได้บ้าง
สิบโมงเช้าของวันถัดมา ณ สำนักงานตำรวจ เสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้นสองสามครั้งก่อนที่ประตูจะเปิดออก เผยให้เห็นร่างสูงโปร่งของนายแพทย์วาโย อชิระ ที่ค่อนข้างขาวซีดกว่าคนทั่วไปยืนอยู่ตรงหน้า
คุณหมอหนุ่มอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตาซึ่งถูกรีดจนเรียบกริบ กับกางเกงแสลคสีดำดูสุภาพและเป็นทางการตามแบบฉบับของเจ้าตัว
สารวัตรรามิล ภาณุ ซึ่งกำลังนั่งขมวดคิ้วอยู่กับกองเอกสารบนโต๊ะทำงานเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิทด้วยสีหน้ากึ่งยินดี
"เออ มาตรงเวลาเป๊ะเลยนะมึง" รามิลเอ่ยทักยืดตัวบิดขี้เกียจเล็กน้อย ก่อนจะผายมือไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม "เข้ามานั่งก่อน กาแฟสักแก้วไหม?"
วาโยพยักหน้ารับ เดินเข้ามาในห้องทำงานที่ดูจะรกกว่าปกติเล็กน้อยด้วยแฟ้มคดีต่าง ๆ ที่วางซ้อนกันอยู่ เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้รับรอง กวาดตามองรอบ ๆ เพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาสบตารามิลนิ่ง
"ว่าไง มีอะไรให้กูดู?" หมอนิติเวชหนุ่มถามเข้าประเด็นทันที ไม่มีการอารัมภบทให้เสียเวลา รามิลยิ้มมุมปากกับความใจร้อนของเพื่อน
เขาลุกขึ้นเดินไปหยิบแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลอ่อนที่วางแยกไว้ต่างหากบนมุมโต๊ะกลับมานั่งลงที่เดิมแล้วเปิดแฟ้มออก วางรูปถ่ายสองสามใบพร้อมกับกระดาษรายงานผลการตรวจเบื้องต้นจากห้องแล็บลงตรงหน้าของหมอหนุ่ม
"นี่ไง... หลักฐานที่ไอ้กรมันเจอเมื่อวาน" รามิลพูดพลางเลื่อนรูปถ่ายใบแรกให้วาโยเพื่อให้เขาเห็นได้ถนัดตา
รูปถ่ายคราบมันที่ว่าบนผ้าปูที่นอน วาโยหยิบรูปถ่ายใบนั้นขึ้นมาดูทันที ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นเพ่งมองรายละเอียดอย่างพินิจพิเคราะห์...
"ไม่มีของจริงเหรอ ไหนบอกว่ากรเก็บกลับมาด้วยนี่" เขาถามพลางจ้องภาพถ่ายเขม็ง
ย้อนกลับไปในคืนจู่โจมบนดาดฟ้าเรือยอชต์ปลายฟ้า "คิดว่าจะหนีไปง่าย ๆ เหรอ เมฆา!" รามิลตะโกนขึ้น "อย่างน้อย...มึงก็ต้องอยู่คุยกับกูก่อน!" เมฆาที่ยืนอยู่บนราวกันตกหันกลับมามองภาพความโกลาหลเบื้องหลัง...ไม่ว่าจะตำรวจที่กำลังคุมเชิง แสงไฟวับวาบจากเรือที่ล้อมอยู่ และเสียงคลื่นลมที่บ้าคลั่ง...เขารู้ดีว่าเกมของตัวเองจบลงแล้วและเขาก็ไม่คิดจะหลบหนีอย่างที่นายตำรวจหนุ่มเข้าใจ... ในขณะนั้นเมฆาได้ทอดสายตามองเลยผ่านทุกคนไป... ไปยังพื้นที่ว่างเปล่าข้างเสากระโดงเรือ...ที่ซึ่งมีเพียงเขาเท่านั้นที่มองเห็น...ร่างโปร่งแสงของปลายฟ้า ม่านมุก พี่สาวสุดที่รักของเขากำลังยืนอยู่ตรงนั้น... ดวงตาของเธอไม่ได้มีความพึงพอใจในชัยชนะของเกมการแก้แค้น แต่กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความเหนื่อยล้าและความสงสาร...และเธอยังคงถูกจองจำอยู่ซึ่งมาจากบ่วงที่เธอไม่คิดจะปล่อย&
นับตั้งแต่วันที่อริสาฟื้นคืนสติราวปาฏิหาริย์...โลกที่เคยหม่นหมองของวาโยก็ค่อย ๆ ถูกเยียวยา ชายหนุ่มรู้สึกว่าความสุขของตนเองได้กลับคืนมาแล้วอย่างแท้จริงและดูเหมือนว่าจะมากขึ้นเมื่อมีใครอีกคนเข้ามาในชีวิต ภายในเย็นวันหนึ่ง กลางสวนสวยในบ้านของอัยยา...อริสาซึ่งตอนนี้อาการดีขึ้นมากจนสามารถออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นที่บ้านได้แล้ว กำลังนั่งอยู่บนรถเข็นที่ระเบียงโดยมีณัฐฌาคอยเล่าข่าวสารต่าง ๆ ในสังคมให้ฟังอย่างสนุกสนาน ส่วนที่สนามหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่...วาโยและอัยยากำลังนั่งอยู่บนชิงช้าไม้ด้วยกันตามลำพัง วันนี้เป็นวันที่หญิงวัยกลางคนสั่งให้วาโยพาเธอมาเลี้ยงขอบคุณอัยยาอย่างเป็นทางการที่บ้านของหญิงสาวเอง บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองไม่ได้น่าอึดอัดเหมือนเช่นเคยอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความรู้สึกสบายใจ&
หลายสัปดาห์ผ่านไปหลังจากมรสุมลูกใหญ่พัดผ่าน...เรื่องราวของบ้านเบญจรงค์และโศกนาฏกรรมทั้งหมดก็ได้ถูกเปิดโปงสู่สังคม ซึ่งเรื่องนี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทุกวงการ และคดีความยังคงอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย แม้ว่าผู้กระทำผิดและผู้เกี่ยวข้องหลักจะไม่อยู่แล้วก็ตาม แต่สำหรับทีมเฉพาะกิจแล้ว ภารกิจที่หนักหน่วงนี้ในที่สุดก็ได้สิ้นสุดลงเสียที ชีวิตของทุกคนเริ่มกลับคืนสู่ความปกติ...หรืออย่างน้อยก็เป็นความปกติในรูปแบบใหม่ บ่ายวันหนึ่งในขณะที่อากาศแจ่มใส อัยยาได้เดินทางมายังโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเอส อีกครั้ง มันกลายเป็นกิจวัตรใหม่ของเธอไปแล้วที่จะต้องแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนร่างที่ยังคงหลับใหลของอริสา เธอไม่ได้มาเพื่อหาเบาะแสอะไรเพิ่มเติม...แต่มาเพื่ออยู่เป็นเพื่อนดวงวิญญาณที่แสนดี ที่คอยช่วยเหลือเธอมาโดยตลอด
ในเวลานี้พิพิธภัณฑ์สายลมแห่งอิสระที่เคยดูสว่างและเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ได้ถูกปิดลงชั่วคราวและตกอยู่ในความเงียบภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยที่ทีมเฉพาะกิจทั้งสี่คนกำลังเดินอยู่ท่ามกลางผลงานศิลปะที่บัดนี้ดูหม่นหมองลงไปถนัดตา พวกเขาตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวของเมฆาบนชั้นบนสุด มันเป็นห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่หรูหรา ทุกอย่างดูขาวสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย...สะอาดเกินไปจนน่าผิดสังเกต "ไม่มีอะไรเลย..." รามิลพึมพำอย่างหัวเสียหลังจากที่ทีมของเขาค้นหาอยู่พักใหญ่ "ไม่มีเอกสารส่วนตัว ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีอะไรที่จะบ่งบอกถึงตัวตนของเขาได้เลย" ในขณะที่ทุกคนกำลังจะหมดหวัง...อัยยาที่เดินสำรวจไปรอบ ๆ ห้อง ก็รู้สึกได้ถึงไอเย็นที่เล็ดลอดออกมาจากผนังห้องด้านหนึ่ง...ผนังที่ดูเรียบสนิทและไม่มีอะไรผิดปกติ 'พี่อ
ทางด้านรามิลและทีมของเขา เมื่อพวกเขาขึ้นมาถึงดาดฟ้าเรือก็ได้พบกับภาพที่น่าประหลาดใจ...เมฆา เมฆินทร์ กำลังยืนพิงราวกันตกอยู่ โดยที่เขาได้ยืนหันหน้าชมท้องทะเลในยามค่ำคืนอย่างไม่ทุกข์ร้อนแม้จะรู้ดีว่าเรือทั้งลำได้ถูกตำรวจล้อมไว้หมดแล้วก็ตาม โดยด้านข้างของชายหนุ่มคือหญิงวัยกลางคนที่กำลังยืนตัวสั่น...และเมื่อรามิลเห็นใบหน้าของเธออย่างชัดเจน เจ้าตัวก็จำได้ทันทีว่าเธอคือแม่บ้านของตระกูลกิตติไพศาลสกุล "เมฆา เมฆินทร์!" รามิลตะโกนขึ้น เสียงของเขาดังก้องไปทั่วดาดฟ้าเรือที่เงียบสงัด "เกมจบแล้ว! ยอมมอบตัวซะดี ๆ!" เมฆาค่อย ๆ หันกลับมามอง เขาไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกแต่อย่างใด แต่กลับหัวเราะออกมาในลำคอ "ฮะ ๆ ๆ... จบแล้วเหรอครับสารวัตร?" เขายิ้มอย่างเหนือกว่า "ผมว่า...มันยังเหลืออีกนิดหน่อยนะครับ"
ท่ามกลางการต่อสู้...ของทั้งสองฝ่ายที่อีกฝ่ายกำลังจู่โจมกับศัตรูกับอีกฝ่ายคือการต่อสู้เพื่อยื้อชีวิต "กลับมาสิอัยยา! ได้ยินไหม! กลับมา!" เสียงตะโกนที่สิ้นหวังของวาโยดังก้องอยู่ท่ามกลางเสียงคลื่นและลมทะเล เขาทำการกดหน้าอกและผายปอดให้อัยยาอย่างไม่คิดชีวิต ทุกวินาทีที่ผ่านไปยาวนานเป็นอย่างมาก...แต่ร่างของหญิงสาวก็ยังคงนิ่งสนิทและเย็นเฉียบ... ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้นเอง...ในห้วงมโนสำนึกของอัยยาความรู้สึกเจ็บปวด.. ความหนาวเย็น...และความหวาดกลัว...ได้หายไปหมดแล้ว... เธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้สีขาวที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ท้องฟ้าเป็นสีทองอร่าม บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสงบอย่างที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต&n







![[Unlimited Money] ระบบเงินทุนไร้ขีดจำกัด](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)