เข้าสู่ระบบเช้าของวันต่อมา อัยยาผู้ไม่รู้ตัวเลยว่าการกระทำที่เกิดจากความสงสัยและความสามารถพิเศษของเธอเมื่อคืนก่อน ได้จุดประกายความระแวงสงสัยให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าเสียแล้ว
เธอกำลังจัดเตรียมทำหน้าที่ของตัวเองอย่างมืออาชีพ เพราะเมื่อช่วงสายของเมื่อวานทางครอบครัวกิตติไพศาลสกุล โดยผ่านทางคุณวิชาญ ได้แจ้งความประสงค์ว่าต้องการจัดเตรียมพิธีสวดพระอภิธรรมและรดน้ำศพให้กับคุณท่านอัครเดชเป็นการภายใน ในวันนี้
ณ ห้องโถงพิธีที่จัดเตรียมไว้เป็นพิเศษภายในคฤหาสน์ หน้าที่ของอัยยาที่ถูกว่าจ้างมาคือการดูแลความเรียบร้อยของ ร่างผู้วายชนม์ ทั้งการแต่งกายและแต่งหน้าเพื่อให้ท่านดูสงบและสง่างามที่สุดในวาระสุดท้าย
ภายในห้องที่ถูกจัดไว้เป็นที่ตั้งร่างของคุณท่านอัครเดช บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นดอกไม้สดและธูปหอมจาง ๆ แสงไฟนวลตาถูกเปิดให้สว่างกำลังดี ร่างของชายชรานอนสงบนิ่งอยู่บนแท่นที่ปูด้วยผ้าต่วนสีขาวสะอาด
อัยยาในชุดสุภาพสีเข้มยืนอยู่ด้านข้างแท่นนั้น มือข้างหนึ่งถือตลับแป้งและพู่กันสำหรับแต่งหน้าศพโดยเฉพาะ
เธอบรรจงใช้สำลีชุบน้ำสะอาดเช็ดใบหน้าของผู้ล่วงลับอย่างแผ่วเบา ดวงตาของเธอมองใบหน้านั้นด้วยความรู้สึกค่อนข้างซับซ้อน
ทั้งความสงสารในชะตากรรมอันน่าสยดสยองที่เธอได้ล่วงรู้และความเคารพในฐานะผู้ที่จากไป แม้ว่าเธอจะเพิ่งรู้จักท่านผ่านเรื่องราวและนิมิตก็ตาม
"หน้าตาคุณตาคนนี้ ตอนไม่เห็นผีพรายก็น่ากลัวน้อยลงหน่อยเนอะพี่อัยย์" เสียงขนุนดังขึ้นแผ่วเบา ในขณะเดียวกันก็ลอยตัววนอยู่ไม่ไกลนัก ดูเหมือนว่าเจ้าตัวเล็กจะคลายความกลัวจากเมื่อคืนไปบ้างแล้ว
อัยยาเพียงยิ้มบางตอบรับในใจ เธอค่อย ๆ ใช้เครื่องสำอางสำหรับผู้วายชนม์แต้มลงบนใบหน้าซับความซีดเซียว เติมสีสันจาง ๆ ให้พวงแก้มและริมฝีปากเพื่อให้ใบหน้าดูผ่อนคลายและสงบเหมือนคนกำลังหลับลึก ทุกสัมผัสของเธอเต็มไปด้วยความนุ่มนวลและตั้งใจ
ขณะที่มือทำงานสมองของเธอก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงเรื่องเมื่อคืนนั้น... คราบน้ำมันปริศนา... ภาพผีพราย... การตายที่ไม่ธรรมดา... ใครกันที่เป็นคนทำ? ใครกันที่ใช้มนต์ดำอันชั่วร้ายเช่นนี้? แล้วทำไมต้องเป็นคุณท่านอัครเดช?
คำถามเหล่านี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวแต่เธอก็ต้องเก็บมันไว้ก่อน ตอนนี้หน้าที่สำคัญที่สุดคือการดูแลผู้ล่วงลับให้ดีที่สุด เมื่อแต่งหน้าเสร็จเธอก็หันไปหยิบชุดสูทสีเข้มที่ครอบครัวเลือกไว้นำมาบรรจงสวมใส่ให้กับร่างนั้นอย่างระมัดระวัง จัดปกเสื้อ เนคไท และเครื่องประดับต่าง ๆ ให้เข้าที่ ทุกขั้นตอนทำด้วยความใส่ใจเพื่อให้คุณท่านดูดีมากที่สุด
ในขณะที่อัยยากำลังจัดสูทให้เข้าที่นั้นเอง ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอย่างเบามือพร้อมกับการปรากฏตัวของวิชาญ และหญิงสูงวัยที่ดูสง่างามแต่ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความโศกเศร้า ซึ่งอัยยาเดาว่าน่าจะเป็นภรรยาของคุณท่านอัครเดช
อัยยารีบโค้งศีรษะให้ทั้งสองคนเป็นการทักทาย "กำลังจะเสร็จพอดีค่ะคุณวิชาญ คุณผู้หญิง" เธอกล่าวเสียงเบาน้ำเสียงเต็มไปด้วยความสุภาพ
หญิงสูงวัยหรือคุณหญิงกัญญา กิตติไพศาลสกุล เพียงพยักหน้ารับช้า ๆ ดวงตาแดงก่ำมองไปยังร่างของสามี ที่นอนสงบนิ่งด้วยแววตาที่ยากจะอ่านความรู้สึก ก่อนจะหันมามองทางหญิงสาวผู้ที่มาทำหน้าที่สำคัญในวันนี้
"ขอบใจมากนะหนู ที่มาช่วยดูแลคุณท่าน" น้ำเสียงของท่านแหบพร่าแต่ก็ยังคงความสุภาพตามแบบฉบับ
"ด้วยความเต็มใจค่ะคุณผู้หญิง" อัยยาตอบ
วิชาญมองดูความเรียบร้อยโดยรวมแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ "ดูดีมากครับคุณอัยยา ขอบคุณมากจริง ๆ อีกสักครู่จะมีพิธีสงฆ์ รบกวนคุณอัยยาช่วยอยู่ดูแลต่ออีกสักนิดนะครับ"
"ได้ค่ะ" อัยยารับคำ
เมื่อทั้งสองคนเดินออกไปแล้ว อัยยาก็หันกลับมามองร่างของคุณท่านอัครเดชอีกครั้ง
ใบหน้าที่เธอแต่งแต้มให้ดูสงบนั้นไม่อาจปกปิดความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่เธอได้เห็น... และเธอก็อดรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ได้ว่าเรื่องราวในคฤหาสน์หลังนี้มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
ในเวลาไล่เลี่ยกัน ณ ห้องปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์ ธนกรกำลังยืนจ้องมองผลการวิเคราะห์ที่ปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยสีหน้ามึนงงอย่างเห็นได้ชัด คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น
ผลการแยกส่วนประกอบเบื้องต้นของคราบมันปริศนาที่เก็บมาจากผ้าปูที่นอนในคฤหาสน์กิตติไพศาลสกุลนั้น... มันประหลาดมาก ผลวิเคราะห์ระบุว่ามันเป็นสารประกอบอินทรีย์เชิงซ้อน มีน้ำมันเป็นองค์ประกอบหลัก
แต่กลับมีโครงสร้างโมเลกุลบางส่วนที่ไม่ตรงกับน้ำมันชนิดใด ๆ ที่มีอยู่ในฐานข้อมูลของห้องแล็บเลย อีกทั้งยังมีองค์ประกอบของโปรตีนและธาตุรองบางชนิดในปริมาณน้อยมาก
ซึ่งยิ่งทำให้ระบุที่มาได้ยากขึ้นไปอีก ที่สำคัญคือ ผลวิเคราะห์ทางเคมีไม่สามารถอธิบายกลิ่นสาบปนหวานเลี่ยน ที่เขาจำได้ติดจมูกตอนเก็บตัวอย่างได้ด้วย
"มันคือ... น้ำมันอะไรกันแน่วะ?" เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์หนุ่มพึมพำกับตัวเองพลางเลื่อนดูผลการทดสอบ อื่น ๆ ซ้ำไปซ้ำมา มันไม่ใช่ทั้งน้ำมันพืช น้ำมันสัตว์ หรือน้ำมันสังเคราะห์ทั่วไปที่ควรรู้จัก
หรือว่าจะเป็นสารปนเปื้อนจากอย่างอื่น? แต่ร่องรอยก็ดูจงใจเกินกว่าจะเป็นแค่คราบสกปรกธรรมดา เขาถอนหายใจ รู้สึกว่าต้องรีบรายงานผลเบื้องต้นที่น่าปวดหัวนี้ให้สารวัตรรามิลทราบ แม้จะยังไม่มีข้อสรุปใด ๆ เลยก็ตาม
ขณะเดียวกันนั้นเองที่สถานีตำรวจ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นบนโต๊ะทำงานของสารวัตรรามิล เขากดรับสายด้วยความรวดเร็ว
"ว่าไงกานต์ ได้เรื่องผู้หญิงคนนั้นรึยัง?" รามิลเอ่ยถามทันที
"ได้ประวัติเบื้องต้นมาแล้วครับสารวัตร" เสียงหมวดกานต์ดังตอบกลับมาอย่างฉะฉาน
"เธอชื่อ อัยยา อลิน อายุ 28 ปี เป็นอาจารย์ประจำคณะศิลปกรรมศาสตร์ สอนวิชาศิลปะอยู่ที่มหาวิทยาลัยรัฐโรงพยาบาลเดียวกับหมอโย โปรไฟล์ดีมากครับ การศึกษาจบถึงระดับปริญญาเอก ประวัติขาวสะอาด ไม่เคยมีคดีอาชญากรรม ไม่มีประวัติหนี้สินน่าสงสัย และที่สำคัญคือตรวจสอบเบื้องต้นแล้วไม่พบความเชื่อมโยงหรือความเกี่ยวข้องใด ๆ กับคนในตระกูลกิตติไพศาลสกุล หรือธุรกิจของพวกเขาเลยครับ"
รามิลขมวดคิ้ว "โปรไฟล์ดี? ไม่เกี่ยวข้องกันเลย?" มันยิ่งทำให้พฤติกรรมซักถามแม่บ้านของเธอดูน่าสงสัยมากขึ้นไปอีก "แล้วมีอะไรแปลก ๆ อีกไหม?"
"มีเรื่องหนึ่งครับสารวัตร ที่ผมว่ามัน... ไม่ค่อยเหมือนคนทั่วไปเท่าไหร่ ที่เอ่อ...มีโปรไฟล์ดีแบบนี้" กานต์เว้นจังหวะเล็กน้อย
"คืองานอดิเรก หรืออาจจะเรียกว่าเป็นอาชีพเสริมของเธอน่ะครับ... เธอรับจ้างแต่งหน้าศพ แล้วก็รับจ้างเฝ้าศพด้วยครับ"
"อาชีพแปลก ๆ แต่ก็... ไม่ผิดกฎหมายนี่หว่า" รามิลตอบกลับซึ่งเขาเองก็รู้อยู่แล้ว แต่ว่าโปรไฟล์ที่ดีมากขนาดนี้ทำไมถึง มาทำอะไรแบบนี้กันหรือว่าความชอบส่วนตัว หรือว่าร้อนเงิน แต่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ รามิลครุ่นคิดพลางเคาะนิ้วเป็นจังหวะอย่างที่ชอบทำ
"ใช่ครับ ไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็... ไม่ค่อยมีใครทำเท่าไหร่ โดยเฉพาะคนที่มีโปรไฟล์เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแบบนี้ มันเลยดู... ไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่ สารวัตรไม่คิดแบบนี้เหรอครับ" กานต์แสดงความเห็นซึ่งตรงกับรามิลเช่นกัน
ย้อนกลับไปในคืนจู่โจมบนดาดฟ้าเรือยอชต์ปลายฟ้า "คิดว่าจะหนีไปง่าย ๆ เหรอ เมฆา!" รามิลตะโกนขึ้น "อย่างน้อย...มึงก็ต้องอยู่คุยกับกูก่อน!" เมฆาที่ยืนอยู่บนราวกันตกหันกลับมามองภาพความโกลาหลเบื้องหลัง...ไม่ว่าจะตำรวจที่กำลังคุมเชิง แสงไฟวับวาบจากเรือที่ล้อมอยู่ และเสียงคลื่นลมที่บ้าคลั่ง...เขารู้ดีว่าเกมของตัวเองจบลงแล้วและเขาก็ไม่คิดจะหลบหนีอย่างที่นายตำรวจหนุ่มเข้าใจ... ในขณะนั้นเมฆาได้ทอดสายตามองเลยผ่านทุกคนไป... ไปยังพื้นที่ว่างเปล่าข้างเสากระโดงเรือ...ที่ซึ่งมีเพียงเขาเท่านั้นที่มองเห็น...ร่างโปร่งแสงของปลายฟ้า ม่านมุก พี่สาวสุดที่รักของเขากำลังยืนอยู่ตรงนั้น... ดวงตาของเธอไม่ได้มีความพึงพอใจในชัยชนะของเกมการแก้แค้น แต่กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความเหนื่อยล้าและความสงสาร...และเธอยังคงถูกจองจำอยู่ซึ่งมาจากบ่วงที่เธอไม่คิดจะปล่อย&
นับตั้งแต่วันที่อริสาฟื้นคืนสติราวปาฏิหาริย์...โลกที่เคยหม่นหมองของวาโยก็ค่อย ๆ ถูกเยียวยา ชายหนุ่มรู้สึกว่าความสุขของตนเองได้กลับคืนมาแล้วอย่างแท้จริงและดูเหมือนว่าจะมากขึ้นเมื่อมีใครอีกคนเข้ามาในชีวิต ภายในเย็นวันหนึ่ง กลางสวนสวยในบ้านของอัยยา...อริสาซึ่งตอนนี้อาการดีขึ้นมากจนสามารถออกจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นที่บ้านได้แล้ว กำลังนั่งอยู่บนรถเข็นที่ระเบียงโดยมีณัฐฌาคอยเล่าข่าวสารต่าง ๆ ในสังคมให้ฟังอย่างสนุกสนาน ส่วนที่สนามหญ้าใต้ต้นไม้ใหญ่...วาโยและอัยยากำลังนั่งอยู่บนชิงช้าไม้ด้วยกันตามลำพัง วันนี้เป็นวันที่หญิงวัยกลางคนสั่งให้วาโยพาเธอมาเลี้ยงขอบคุณอัยยาอย่างเป็นทางการที่บ้านของหญิงสาวเอง บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองไม่ได้น่าอึดอัดเหมือนเช่นเคยอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความรู้สึกสบายใจ&
หลายสัปดาห์ผ่านไปหลังจากมรสุมลูกใหญ่พัดผ่าน...เรื่องราวของบ้านเบญจรงค์และโศกนาฏกรรมทั้งหมดก็ได้ถูกเปิดโปงสู่สังคม ซึ่งเรื่องนี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทุกวงการ และคดีความยังคงอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย แม้ว่าผู้กระทำผิดและผู้เกี่ยวข้องหลักจะไม่อยู่แล้วก็ตาม แต่สำหรับทีมเฉพาะกิจแล้ว ภารกิจที่หนักหน่วงนี้ในที่สุดก็ได้สิ้นสุดลงเสียที ชีวิตของทุกคนเริ่มกลับคืนสู่ความปกติ...หรืออย่างน้อยก็เป็นความปกติในรูปแบบใหม่ บ่ายวันหนึ่งในขณะที่อากาศแจ่มใส อัยยาได้เดินทางมายังโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเอส อีกครั้ง มันกลายเป็นกิจวัตรใหม่ของเธอไปแล้วที่จะต้องแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนร่างที่ยังคงหลับใหลของอริสา เธอไม่ได้มาเพื่อหาเบาะแสอะไรเพิ่มเติม...แต่มาเพื่ออยู่เป็นเพื่อนดวงวิญญาณที่แสนดี ที่คอยช่วยเหลือเธอมาโดยตลอด
ในเวลานี้พิพิธภัณฑ์สายลมแห่งอิสระที่เคยดูสว่างและเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ได้ถูกปิดลงชั่วคราวและตกอยู่ในความเงียบภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยที่ทีมเฉพาะกิจทั้งสี่คนกำลังเดินอยู่ท่ามกลางผลงานศิลปะที่บัดนี้ดูหม่นหมองลงไปถนัดตา พวกเขาตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวของเมฆาบนชั้นบนสุด มันเป็นห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่หรูหรา ทุกอย่างดูขาวสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย...สะอาดเกินไปจนน่าผิดสังเกต "ไม่มีอะไรเลย..." รามิลพึมพำอย่างหัวเสียหลังจากที่ทีมของเขาค้นหาอยู่พักใหญ่ "ไม่มีเอกสารส่วนตัว ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีอะไรที่จะบ่งบอกถึงตัวตนของเขาได้เลย" ในขณะที่ทุกคนกำลังจะหมดหวัง...อัยยาที่เดินสำรวจไปรอบ ๆ ห้อง ก็รู้สึกได้ถึงไอเย็นที่เล็ดลอดออกมาจากผนังห้องด้านหนึ่ง...ผนังที่ดูเรียบสนิทและไม่มีอะไรผิดปกติ 'พี่อ
ทางด้านรามิลและทีมของเขา เมื่อพวกเขาขึ้นมาถึงดาดฟ้าเรือก็ได้พบกับภาพที่น่าประหลาดใจ...เมฆา เมฆินทร์ กำลังยืนพิงราวกันตกอยู่ โดยที่เขาได้ยืนหันหน้าชมท้องทะเลในยามค่ำคืนอย่างไม่ทุกข์ร้อนแม้จะรู้ดีว่าเรือทั้งลำได้ถูกตำรวจล้อมไว้หมดแล้วก็ตาม โดยด้านข้างของชายหนุ่มคือหญิงวัยกลางคนที่กำลังยืนตัวสั่น...และเมื่อรามิลเห็นใบหน้าของเธออย่างชัดเจน เจ้าตัวก็จำได้ทันทีว่าเธอคือแม่บ้านของตระกูลกิตติไพศาลสกุล "เมฆา เมฆินทร์!" รามิลตะโกนขึ้น เสียงของเขาดังก้องไปทั่วดาดฟ้าเรือที่เงียบสงัด "เกมจบแล้ว! ยอมมอบตัวซะดี ๆ!" เมฆาค่อย ๆ หันกลับมามอง เขาไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกแต่อย่างใด แต่กลับหัวเราะออกมาในลำคอ "ฮะ ๆ ๆ... จบแล้วเหรอครับสารวัตร?" เขายิ้มอย่างเหนือกว่า "ผมว่า...มันยังเหลืออีกนิดหน่อยนะครับ"
ท่ามกลางการต่อสู้...ของทั้งสองฝ่ายที่อีกฝ่ายกำลังจู่โจมกับศัตรูกับอีกฝ่ายคือการต่อสู้เพื่อยื้อชีวิต "กลับมาสิอัยยา! ได้ยินไหม! กลับมา!" เสียงตะโกนที่สิ้นหวังของวาโยดังก้องอยู่ท่ามกลางเสียงคลื่นและลมทะเล เขาทำการกดหน้าอกและผายปอดให้อัยยาอย่างไม่คิดชีวิต ทุกวินาทีที่ผ่านไปยาวนานเป็นอย่างมาก...แต่ร่างของหญิงสาวก็ยังคงนิ่งสนิทและเย็นเฉียบ... ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้นเอง...ในห้วงมโนสำนึกของอัยยาความรู้สึกเจ็บปวด.. ความหนาวเย็น...และความหวาดกลัว...ได้หายไปหมดแล้ว... เธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้สีขาวที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ท้องฟ้าเป็นสีทองอร่าม บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสงบอย่างที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต&n







