LOGINเอี๊ยด!!
รถของมินตราเบรกที่หน้าคลินิกของปริมเพื่อนรัก "ปริมแกอย่าเพิ่งปิดรอก่อน!" มินตรารีบตะโกนบอกเพื่อนรัก ในขณะที่ปริมกำลังจะปิดคลินิกพอดี "อะไรของแก แกจะตะโกนทำไมยัยมิน! แล้ววันนี้แกขึ้นเวรไม่ใช่หรือไงทำไมถึงยังมาซิ่งรถอยู่นี่ได้ละ" ปริมหันมาขมวดคิ้วใส่ ทำหน้าสงสัยจนมินตราดูออก "เออ... มาช่วยฉันก่อนเร็ว ๆ!" "ทำไม มีใครจะตายหรือไง" "มีแน่ถ้าแกไม่รีบมาช่วยฉัน" มินตรารีบเปิดประตูรถฝั่งคนขับแล้ววิ่งถลาเข้าไปจับแขนปริม ลากเพื่อนสาวที่ทำหน้าเหวอให้รีบเดินตรงมาที่รถอย่างลนลาน "เดี๋ยวๆ ยัยมิน แกไปฟัดกับอะไรมา ทำไมเสื้อกาวน์แกเปรอะเลือดขนาดนั้น!" ปริมเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ร้องเสียงหลงเมื่อเห็นคราบเลือดสด ๆ บนตัวเพื่อน "แกบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า เกิดอะไรขึ้น" "ไม่ใช่เลือดฉัน! เลือดตาบ้านี่ต่างหาก" มินตราชี้นิ้วไปที่เบาะผู้โดยสารด้านหน้า "เขาโดนยิงมา! เลือดทะลักจนเบาะฉันจะเน่าหมดแล้วเนี่ย รีบไปเอาเตียงพยาบาลกับชุดผ่าตัดเล็กมาเร็วเข้า" ปริมชะโงกหน้ามองผ่านกระจกรถ ก่อนจะผงะถอยหลังก้าวหนึ่งเมื่อสบเข้ากับสายตาคมกริบของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่นั่งพิงเบาะอยู่ ใบหน้าคมคายของอันดาซีดเผือดจนไร้สีเลือด แต่มือขวาของเขายังคงกำปืนสั้นเอาไว้แน่นและเล็งตรงมาทางปริมอย่างไม่ไว้ใจ "ยะ...ยัยมิน นั่นมันปืนนะแก" ปริมกระซิบเสียงสั่น กอดแขนเพื่อนแน่น "แกไปพาตัวอันตรายแบบนี้มาจากไหนเนี่ย เขาถือปืนอยู่นะแก จะแจ้งตำรวจก่อนไหม" "ไม่ต้องแจ้งตำรวจ!" เสียงทุ้มต่ำเหี้ยมเกรียมของอันดาดังลอดกระจกรถออกมา แม้จะแหบพร่าแต่ก็ทรงอำนาจจนปริมชะงักกึก "ถ้ามีตำรวจโผล่มา... ยัยหมอนี่โดนยิงหัวคนแรกแน่" "เห็นไหมล่ะ ขู่ฉันอีกแล้ว" มินตราหันไปแยกเคี้ยวใส่อันดา ก่อนจะหันมาสั่งเพื่อนรัก "ปริม แกอย่าเพิ่งสติแตก หมออย่างเราเห็นคนเจ็บอยู่ตรงหน้าจะปล่อยให้ตายได้ยังไง อีกอย่างถ้าเขาช็อกตายคารถฉัน เรื่องมันจะยิ่งยาวกว่านี้ ไปยกเตียงมาช่วยฉันหามเขาเร็ว" "แกบ้าไปแล้วเหรอยัยมิน เขาขู่จะยิงแกนะ" "เออ... ช่วยเขาก่อนเถอะแก เขาจะตายไปแล้วแกเห็นไหม" "แกนี่นะมิน" ปริมโวยวายพร้อมทั้งไม่พอใจเพื่อนรัก แต่ด้วยสัญชาตญาณแพทย์ เธอก็รีบหันหลังวิ่งกลับเข้าไปในคลินิกเพื่อลากเตียงฉุกเฉินและเตรียมอุปกรณ์ทันที "รอแป๊บหนึ่ง ฉันจะไปเตรียมห้องผ่าตัดเล็กเดี๋ยวนี้แหละ" มินตราเอื้อมมือไปดึงประตูฝั่งผู้โดยสารออก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนเธอต้องขมวดคิ้ว "ลงมาได้แล้วคุณ ถึงคลินิกแล้ว ถือปืนจ่อคนอื่นอยู่ได้ เดี๋ยวเพื่อนฉันก็สติแตกจนฉีดยาผิดหรอก" อันดากัดฟันกรอด เค่นหัวเราะในคอขณะค่อย ๆ พยุงร่างกายอันบอบช้ำลุกออกจากเบาะ สายตาคมยังคงจ้องมองมินตราอย่างประเมิน "ฉันอนุญาตให้ผ่า... แต่ถ้าตลบหลังฉันละก็..." "ถ้ารู้ว่าตัวเองจะไม่ไหวก็หุบปากแล้วเอาแขนมาพาดบ่าฉันนี่" มินตราแทรกขึ้นทันที เธอเข้าประคองร่างหนาหนักอย่างไม่เกรงกลัว "เลิกขู่สักทีเถอะน่า เก็บแรงไว้ร้องตอนผ่าแผลสดเถอะ" อันดายอมทิ้งน้ำหนักตัวลงบนไหล่เล็ก ๆ ของเธอ ลมหายใจอุ่นผ่าวรดรินข้างแก้มมินตรา "หึ... ถ้าฉันรอดไปได้ โอ้ย!!" "เอาตัวเองให้รอดจากห้องผ่าตัดก่อนเถอะค่อยพูด" มินตราเอ็ดใส่พร้อมกับพยุงร่างสูงใหญ่ตรงไปยังเตียงฉุกเฉินที่ปริมกำลังเข็นออกมาอย่างเร่งรีบ เวลาต่อมา "อ๊ากกกกกก!!" เสียงร้องลั่นดังลั่นห้องผ่าตัด อันดากัดฟันกรอดจนเส้นเลือดขึ้นปูดเต็มคอและใบหน้า พร้อมทั้งเกร็งตัวจนเตียงเหล็กสั่นสะเทือนเมื่อมินตราใช้คีมหนีบลงไปที่เนื้อรอบบาดแผล "อดทนหน่อยสิคุณ! อีกนิดเดียวก็เสร็จแล้ว!" มินตราเร่งมือจนเหงื่อซึมตามกรอบหน้า สายตาจ้องเขม็งอยู่ที่แผลหน้าท้อง "ฉันกำลังดึงเศษเนื้อที่ช้ำออก ถ้าไม่ตัดออกมันจะติดเชื้อ!" "หมอ... อ๊ากกกกกก!!" อันดาร้องลั่นแรงกว่าเดิม เสียงตวาดแปรเปลี่ยนเป็นเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดเจียนตาย มือหนาที่เกร็งแน่นขย้ำลงบนขอบเตียงพยาบาลจนขอบเตียงบุ๋มลงไป "ยัยมิน! แกเบามือหน่อยดิ" ปริมที่กำลังส่งอุปกรณ์ให้กระซิบเสียงสั่น "คนไข้เกร็งจนแผลจะฉีกกว้างกว่าเดิมแล้วเนี่ย" "เบาไม่ได้แก กระสุนมันฝังลึก" มินตราตอบเพื่อนก่อนจะหันมามองคนเจ็บที่หายใจหอบโยน "ฟังฉันนะคุณ ถ้าคุณไม่อยากให้ฉันฉีดยาสลบ คุณต้องทน กัดผ้าไว้" "รีบ ๆ ทำสักทีเถอะ อัก! อ๊ากกกก!" "เออ! กำลังทำอยู่นี่ไง จะเสร็จแล้ว" มือเล็กจับเข็มเย็บแผลแทงลงบนเนื้อสดอย่างรวดเร็วและแม่นยำ "อีกสองเข็มก็เสร็จแล้ว เงียบแล้วอดทนหน่อย" ฉึบ!! "อ๊ากกกกกกก!!!"หลายวันต่อมา ภายในห้องนั่งเล่นของบ้านอันดา บรรยากาศในช่วงสายค่อนข้างเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอยู่เบา ๆ และเสียงของอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ถูกวางเรียงเอาไว้บนโต๊ะเล็กด้านหน้าโซฟา มินตรานั่งอยู่ข้างชายหนุ่มด้วยสีหน้าจริงจังขณะที่มือเล็กสวมถุงมือแพทย์อย่างเรียบร้อย หลายวันที่ผ่านมาอาการของอันดาดีขึ้นมาก แผลบริเวณหน้าท้องเริ่มสมานตัว และวันนี้ถึงกำหนดที่เธอต้องมาตัดไหมให้เขา หลังจากคอยทำแผลและตรวจอาการให้เขาทุกวัน อันดานั่งพิงโซฟา เสื้อเชิ้ตถูกเปิดออกบริเวณหน้าท้องเพื่อให้เธอทำงานได้สะดวก เขามองอุปกรณ์ในมือของหญิงสาวด้วยสายตาระแวงเล็กน้อย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาเคยผ่านสถานการณ์ที่อันตรายกว่านี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่พอเป็นเข็มกับกรรไกรผ่าตัดที่กำลังจะถูกใช้กับตัวเองขึ้นมา เขากลับรู้สึกไม่ค่อยไว้ใจเท่าไหร่เลย มินตราขยับเข้าไปใกล้ ก่อนจะค่อย ๆ ใช้อุปกรณ์ตัดไหมอย่างระมัดระวัง พรึบ... "โอ๊ย...!! คุณ!!" เสียงร้องของอันดาดังขึ้นจนมินตราถึงกับชะงักมือ เธอเงยหน้าขึ้นมองคนไข้ตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย "นี่คุณจะร้องอะไรขนา
"คนอย่างผมไม่ตายง่าย ๆ หรอก" อันดาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ใบหน้าของเขายังคงสงบนิ่งเหมือนเดิมราวกับคำถามเมื่อครู่ไม่ได้มีอะไรน่ากังวลเลยสักนิด เขาไม่ได้พูดเพื่อปลอบใจเธอด้วยซ้ำ แต่พูดออกมาเหมือนเป็นเรื่องที่เขามั่นใจอยู่แล้วว่าตัวเองจะไม่มีวันปล่อยให้เกิดขึ้นง่าย ๆ มินตรามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ เหมือนกำลังใช้คำตอบของเขาเป็นข้อมูลสุดท้ายในการตัดสินใจ ส่วนอันดากลับมองใบหน้าคนตัวเล็กตรงหน้าอย่างพิจารณา ก่อนจะอดคิดไม่ได้ว่าผู้หญิงคนนี้ช่างมีคำถามเยอะกว่าที่เขาคาดเอาไว้มาก ตั้งแต่เรื่องเงิน เรื่องงาน เรื่องรถ เรื่องความปลอดภัย ไปจนถึงเรื่องถ้าเขาตายก่อนเธอเกษียณแล้วใครจะเป็นคนจ่ายเงินเดือนให้ เขาไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนที่สามารถคิดเรื่องพวกนี้ได้เป็นขั้นเป็นตอนขนาดนี้มาก่อน คนทั่วไปถ้าได้ยินว่าเขาจะจ่ายเงินเดือนให้สามเท่า แถมยังจ่ายต่อไปจนเกษียณก็คงดีใจจนแทบไม่ถามอะไรแล้ว แต่มินตรากลับนั่งถามเขาจนแทบจะครบทุกข้อเหมือนกำลังอ่านสัญญาจ้างงานทีละบรรทัด ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าขำ สงสัยเขาน่าจะเจอตัวซีเคร็ตเข้าให้แล้วจริง ๆ อันดายกมุมปากขึ้นเล็กน้อยอย่างห้ามไม่อยู่ ก่อนจะเห็นว
"แต่สีหน้าคุณมันฟ้องค่ะ" อันดาเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบาง ๆ แล้วไม่พูดอะไรต่อ ทำให้มินตราต้องถอนหายใจออกมาอีกครั้ง เธอรู้สึกว่าการคุยกับผู้ชายคนนี้บางครั้งเหมือนกำลังเดินอยู่ในสนามที่อีกฝ่ายรู้กติกาทุกอย่างอยู่คนเดียว และเธอก็ไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่จะถูกเขาหลอกให้พูดอะไรออกมาอีก เธอกำลังจะเปลี่ยนเรื่อง แต่จู่ ๆ ก็มีบางอย่างที่ค้างคาอยู่ในใจมาตั้งแต่แรกผุดขึ้นมา มินตราจึงมองเขาอีกครั้งก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าเดิม "อ้อ... มีเรื่องหนึ่งที่ฉันยังสงสัย" "ว่ามาสิ" "ถ้านายจัดการกับพวกศัตรูของนายได้ แล้วเรื่องทั้งหมดจบลง ฉันก็หยุดหน้าที่ของฉันทันทีใช่ไหม" อันดานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า "ใช่ ชีวิตของคุณจะเป็นอิสระเหมือนเดิมทันทีหลังจากที่ผมจัดการกับไอ้พวกนั้นได้" คำตอบนั้นน่าจะทำให้เธอดีใจ แต่กลับทำให้มินตรานิ่งคิด เพราะจู่ ๆ เธอก็เห็นปัญหาอีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กัน "แล้วถ้าคุณจัดการได้ภายในเดือนหนึ่งหรือสองเดือน ฉันก็ตกงานน่ะสิ" คราวนี้อันดาหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เขาไม่คิดเลยว่าหลังจากพูดเรื่องความปลอดภัย ความเป็นความตายและศัตรูที่กำลังตามล่าตัวเองมาท
มินตรามองใบหน้าของชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองกำลังนั่งคุยเรื่องบ้า ๆ อยู่กับคนไข้ที่เพิ่งช่วยชีวิตเอาไว้ไม่กี่วันก่อน จากเดิมที่เธอคิดเพียงว่าเขาเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่บังเอิญได้รับบาดเจ็บ และเธอก็ทำหน้าที่ของหมอด้วยการช่วยเขาเอาไว้ แต่ตอนนี้ชีวิตของเธอกลับถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องอันตรายโดยไม่ทันตั้งตัว แถมคนที่เป็นต้นเหตุกลับนั่งอยู่ตรงหน้าอย่างสบายใจ ราวกับเรื่องทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาเลย เธอถอนหายใจออกมาแรง ๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน เพราะยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองกำลังซวยแบบที่ไม่ควรจะซวยขนาดนี้ "ถ้าฉันรู้ว่าการเป็นหมอ แล้วเข้าไปช่วยคนแล้วฉันเองจะต้องซวยไปด้วย ฉันคงปล่อยให้คุณตายไปตั้งแต่ตรงนั้นแล้วค่ะ จะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวอยู่แบบนี้" อันดาที่นั่งพิงพนักเก้าอี้อยู่เงียบ ๆ มองเธอด้วยสายตานิ่ง ๆ ก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย คล้ายกับไม่ได้รู้สึกโกรธกับคำพูดของเธอเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเขากลับดูเหมือนกำลังพอใจกับความตรงไปตรงมาของผู้หญิงตรงหน้าด้วยซ้ำ "หึ... มันก็คงจะเป็นไปได้ยากหน่อยครับ เพราะจรรยาบรรณของหมอเขาไม่ได้สอนมาแบบนั้น ต่อให้
“ไม่มารบกวนเพื่อนร่วมงานฉัน” “ไม่มี” “แล้วถ้าเลิกงาน” “ผมจะให้คนไปรับ” “จำเป็นต้องมีคนไปรับด้วยเหรอคะ” “จำเป็น” “ทำไม” “เพราะคุณไม่รู้ว่าพวกมันกำลังจับตาดูคุณอยู่หรือเปล่า” คำตอบนั้นทำให้มินตราเงียบลง เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่อันดาต้องการไม่ได้หมายความว่าเขาจะขังเธอเอาไว้ แต่เขาต้องการควบคุมความปลอดภัยของเธอในช่วงเวลาที่อยู่นอกโรงพยาบาลมากกว่า “แล้วที่บอกว่าดูแลคุณ ฉันต้องดูแลอะไรบ้าง” “ก็แค่ทำแผล” “แค่นั้น” “แค่นั้น” “ต้องอยู่ดูอาการตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงไหม” คำถามนั้นทำให้อันดาถึงกับขำในลำคอ ไม่รู้ว่าเธอจะขี้สงสัยอะไรขนาดนั้น “หึ... ไม่ถึงขนาดนั้น” “ต้องตรวจร่างกายทุกวันไหม” “ถ้าคุณเห็นว่าจำเป็น” “ต้องจัดยา” “ครับ” “ต้องอยู่ดูว่าคุณกินยาหรือเปล่า” “ถ้าคุณอยากดู” “แล้วต้องทำอาหารให้ไหม” อันดานิ่งไป มินตราหรี่ตามองเขา “อะไรคะ” “คุณถามเหมือนจะไปเป็นแม่บ้านมากกว่าเป็นหมอ” “ก็ฉันต้องรู้ขอบเขตงานของตัวเองสิคะ” “เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับหน้าที่คุณ” “ก็ดีค่ะ” มินตราพยักหน้าอย่างพอใจ “เพราะฉันไม่ทำอะไรพวกนั้นอยู่แล้ว” อันดาหลุดหัวเร
“ตะ...แต่ฉันต้องทำงานที่นี่นะคะ” มินตราพยายามรวบรวมสติหลังจากได้ฟังคำพูดของอันดามาตลอดหลายนาที เธอเหลือบมองไปรอบห้องตรวจของตัวเองราวกับกำลังหาทางออกให้กับสถานการณ์ตรงหน้า ก่อนจะหันกลับมามองชายหนุ่มที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงหน้า “ฉันเป็นหมอผ่าตัดนะคะ ถ้าจะให้ฉันเป็นหมอประจำคนไข้แค่คุณคนเดียว มันไม่ชิน” “คุณอยากจะส่งเวรที่นี่ก็ได้นี่ครับ” อันดาตอบกลับอย่างง่ายดายราวกับเรื่องที่กำลังพูดกันอยู่นั้นไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขาเลยแม้แต่น้อย “ผมไม่ได้ห้าม แต่แค่ต้องอยู่ในความดูแลของผม” มินตราขมวดคิ้วทันที ได้ไงละ ในหัวของเธอเต็มไปด้วยคำถาม ถ้าเธอยังมาทำงานที่นี่แล้วจะมีคนคอยตามประกบหรือคอยคุ้มกันเธอตลอดเวลา มันจะสะดวกได้ยังไงกัน เธอเป็นหมอผ่าตัด ต้องเข้าห้องผ่าตัด ต้องทำงานกับทีมแพทย์และพยาบาล ต้องมีสมาธิกับคนไข้ จะให้มีผู้ชายชุดดำยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องผ่าตัดตลอดเวลาไม่ได้ แค่คิดก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาแล้ว “แต่งานของฉันมันต้องอยู่ในห้องผ่าตัดนะคะ” มินตรารีบอธิบาย “คุณจะมาคอยคุ้มกันฉันตลอดมันก็ไม่ได้หรอกนะ” อันดาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ผมบอกเหรอว่าจะคุ้มกันคุณแม้กระทั่งในห้องผ่าตัด”



![ไฟรักเพลิงสวาท [PWP] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



