Mag-log in“ก็หล่อเกินคนอย่างที่มึงว่าจริง ๆ อันนี้เถียงไม่ออกเลยว่ะ” เพียงรักพยักหน้าเห็นด้วย เมื่อคิดถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของเพื่อน “แต่ เฮียเขาไม่เคยให้ใครเรียกชื่อเลยนะ นอกจากคนในครอบครัวกับเพื่อนสนิทน่ะ”
“แล้วไง กูเรียกแล้วมันจะทำอะไรกูล่ะ” กลิ่นดินยืดตัวขึ้น
ความดื้อรั้นของกลิ่นดินทำเอาเพื่อนทั้งสองได้แต่ส่ายหัวเบาๆ
“แล้วอีกคนใครวะ” นอกจากคุณ เหวินที่ได้รู้จักวันนี้ ต้นแบบรู้จักแค่เขตแดนคนที่เพื่อนชอบ ส่วนอีกคนที่ดูท่าทางไม่น่าไว้ใจ เขาเคยเห็นมาก่อนก็จริงแต่ก็ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นใคร
รู้แค่มันคือมารหัวใจเขา
ตอนที่เห็น ไอ้หน้าหล่อนั่นมักจะทำผู้หญิงร้องไห้บ่อย ๆ แต่ละครั้งที่เขาเห็นผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าสักคน แล้วก็ดันบังเอิญว่าผู้หญิงทุกคนที่เห็นคือคนที่เขากำลังคุยอยู่ บางคนตกลงคบกับเขาแล้วก็เงียบหายไปก็มี
“อีกคนก็พี่คเณศไง เป็นน้องชายเฮียเหวิน” ตอนนี้เพียงรักดูจะเป็นคลังข้อมูลเรื่องคนกลุ่มนี้ไปเสียแล้ว
“พี่น้องอะไรเรียนอยู่ปีเดียวกัน คำพูดคำจากูว่าเหมือนเพื่อนกันมากกว่า” น้ำเสียงของต้นแบบติดจะหงุดหงิดอย่างไม่รู้สาเหตุ เขาแค่รู้สึกไม่ชอบขี้หน้าไอ้เณศอะไรนั่นสักเท่าไหร่
“ก็แฝดไง” เพียงรักเอ่ย
“แฝด? ถึงจะดูคล้ายกันก็จริง แต่ดูยังไงกูก็ว่าไม่เหมือนกันนะ” ต้นแบบพยายามคิดถึงหน้าของทั้ง 2 หนุ่มสลับกันไปมา
“ก็แฝดเทียมไงมึง แฝดที่เกิดจากไข่คนละใบปฏิสนธิจากอสุจิคนละตัวไรงี้” เพียงรักยังคงอธิบายต่อจนจบ
ต้นแบบพยักหน้าเข้าใจ ย่นหัวคิ้วพลางคิดอะไรนิดหน่อยก่อนจะหันไปหากลิ่นดิน “แล้วมึงจะเอาไงต่อ”
“เอาไง เรื่องไร” เขาไม่ได้กวนตีนเพื่อน แต่กลิ่นดินไม่รู้จริง ๆ ว่าเพื่อนหมายถึงอะไร
“ก็เรื่องคนในฝันมึงไง ตอนนี้ดันมีตัวตนจริง ๆ แล้วนี่ไง มึงจะเอาไง” ต้นแบบถามย้ำ
“ไม่เอาไงทั้งนั้นแหละ แม่งก็แค่ฝันปะ ไม่เห็นจะเหมือนกันเลย” พอได้เจอตัวจริงแล้วกลิ่นดินก็อดคิดถึงคุณคนในฝันไม่ได้
ในฝันนี่ตามใจเก่ง ปากหวานเอาใจกูฉิบหาย
ถ้าในนั้นปากหมาแบบนี้ไม่ได้แดกกูหรอก...
“แล้วมึงไม่อยากรู้เหรอ ว่าเขาฝันเหมือนมึงไหม” ต้นแบบถามออกมาอีก
คำถามของต้นแบบก่อนนี้กลิ่นดินไม่เคยคิดสักนิด เพราะเขาแน่ใจว่าหล่อสมบูรณ์แบบขนาดนั้นไม่มีทางมีอยู่จริงบนโลกใบนี้ด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้เขาชักเริ่มไม่แน่ใจแล้ว “ไม่หรอกมั้ง ท่าทางมันดูไม่คุ้นหน้ากูสักนิด”
“จะว่าไป มึงก็ฝันถึงเขามานานแล้วเหมือนกันนะ มึงไม่คิดว่ามึงกับเขาจะมีอะไรเกี่ยวข้องกันมั่งเหรอวะ” เพียงรักที่เชื่อเรื่องโชคชะตา เรื่องพรหมลิขิตก็อดคิดไม่ได้ “มึงอยากไปดูไพ่ไหมเดี๋ยวกูพาไป”
“โว้ยยย ช่างแม่งเหอะ กูคิดเรื่องหางานทำดีกว่า” กลิ่นดินตั้งใจไว้แล้วว่าจะหางานทำให้ได้ก่อนปิดเทอมใหญ่ อยากหาประสบการณ์การใช้ชีวิตจากโลกภายนอกรั้วมหาวิทยาลัยดูสักครั้ง
พ่อกับแม่มักจะพูดเสมอว่าชีวิตจริง ๆ ของคนเราจะเริ่มขึ้นหลังจากที่เราเรียนจบ แต่กลิ่นดินไม่อยากรอให้เรียนจบก่อนแล้วค่อยเรียนรู้มัน เขาอยากลองผิดลองถูกไปตั้งแต่ตอนที่ยังเรียนนี่แหละ
อย่างน้อยก็ยังมีโอกาสให้เริ่มใหม่ถ้าเขาทำพลาด
“งั้นมึงลองไปที่ผับหลังมอดิ มีร้านหนึ่งสะอาดและดูไม่มั่วดี กูเห็นเขาแปะป้ายรับสมัครการ์ดคุมผับ รับพาร์ตไทม์ด้วยนะ มึงสู้เก่งนี่ น่าจะทำได้”
เพียงรักรีบแนะนำงานให้เพื่อนทันที เขาเห็นมันหลายวันแล้วแต่ก็ลืมบอกทุกที
“เดี๋ยวนะ แล้วมึงรู้ได้ไงว่าที่นั่นรับสมัครงาน ปกติมึงไม่ค่อยเที่ยวแบบนี้นี่” ต้นแบบหันไปมองหน้ากับกลิ่นดิน ยกยิ้มมุมปากให้กัน
“นั่นดิ มึงมันสายเที่ยวธรรมชาติไม่ใช่เหรอ ส่วนไอ้แบบก็สายแดก” กลิ่นดินหันไปยักคิ้วให้ต้นแบบเป็นเชิงรู้กัน
“เออ ๆ ๆ กูเคยตามไปดูพี่เขตร้องเพลงสองสามครั้ง จบนะ” เพียงรักได้แต่ยอมรับอย่างจำยอม
ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด จะให้บอกเพื่อนไปว่าเขามาที่นี่ทุกคืนที่เขตแดนขึ้นร้องเพลงเกรงว่าจะโดนล้อไปอีกนาน
“เป็นเอามากเหมือนกันนะมึงเนี่ย แต่ก็ขอบใจนะเว้ย ไว้เดี๋ยวกูจะลองแวะไปดู” กลิ่นดินส่งยิ้มล้อให้เพื่อน
“ก็ไปคืนนี้เลยดิ วันเกิดมึงกับการฉลองวันเกิดครั้งแรกของกลุ่มเรา” ต้นแบบเสนอขึ้นมา คืนนี้พวกเขาก็มีแพลนจะไปฉลองวันเกิดของกลิ่นดินกันอยู่แล้ว
“เออ ๆ เอางั้นก็ได้ งั้นเดี๋ยวกูไปรับฝนก่อน ป่านนี้บ่นกูแล้วมั้ง” ดินว่า
พอแยกย้ายจากเพื่อน ๆ แล้ว กลิ่นดินจึงเดินเลาะตามตึกไปเรื่อยตรงไปที่ตึกคณะมนุษยศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะที่กลิ่นฝนน้องสาวสุดที่รักเรียนอยู่
กลิ่นดินและกลิ่นฝนเป็นพี่น้องที่เกิดห่างกันไม่ถึงปี ตัวเขาเกิดเดือนกุมภาพันธ์ตรงกับวันนี้ที่สี่ปีจะมีสักครั้ง เวลาเกิดนี่เรียกว่าเฉียดฉิวจนเกือบจะพ้นวันกันเลยทีเดียว
ถ้าแม่เขาอั้นไว้อีกสักสิบห้านาที เขาก็จะได้เกิดตรงกับวันที่หนึ่งมีนาคม สามารถฉลองได้ทุกปีแล้ว ไม่ต้องมารอสี่ปีครั้งแบบนี้
ส่วนน้องสาวเขาเกิดเดือนธันวาคมตรงกับวันสุดท้ายของปี เวลาเกิดของกลิ่นฝนนี่หนักกว่าของเขามากนัก เรียกว่าอีกแค่เสี้ยวนาทีเท่านั้นน้องก็จะได้เกิดต้นปีแล้ว
เดิมทีดินจะต้องเข้าเรียนก่อนฝน แต่เพราะสองพี่น้องสนิทและตัวติดกันมาก เขาจึงขอรอเข้าเรียนพร้อมน้องในปีถัดไปซึ่งพ่อแม่ของพวกเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร
ครอบครัวของพวกเขามีกันสี่คน พ่อแม่ลูกชายคือเขาและลูกสาวคือกลิ่นฝน ฐานะทางบ้านไม่ได้ร่ำรวยถึงขั้นเป็นเศรษฐี แต่ก็ไม่ได้อับจนอะไร
พ่อพวกเขาเป็นนักกีฬาเก่าตอนนี้เปิดโรงเรียนสอนเทควอนโดซึ่งดินกับฝนถูกพ่อจับฝึกมาตั้งแต่เด็ก เรื่องต่อสู้ป้องกันตัวเองไม่ใช่เรื่องยากสำหรับสองพี่น้อง
ถึงอย่างนั้นพ่อก็สั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้พวกเขามีเรื่องชกต่อยกับใครโดยไม่จำเป็น
ส่วนแม่นั้นเป็นนักเขียนอิสระ เขาก็ไม่รู้ว่าแม่เขียนเกี่ยวกับอะไร ใช้นามปากกาอะไร หรือโด่งดังมากแค่ไหนเพราะแม่ไม่เคยบอก แต่แม่ก็ไม่เคยขอเงินพ่อเลยมีแต่พ่อที่โอนเข้าบัญชีให้แม่เอง
วัน ๆ แม่มักจะอยู่แต่หน้าคอมก็จริง ถึงอย่างนั้นเรื่องงานบ้านงานเรือนแม่ก็ไม่ขาดตกบกพร่อง ฝีมือทำกับข้าวของแม่ถือว่าเป็นที่หนึ่ง ถ้าเลือกได้กลิ่นดินก็อยากกลับไปกินกับข้าวฝีมือแม่ทุกวันมากกว่า
แต่ในเมื่อตอนนี้หน้าที่ของเขาคือการเรียน กลิ่นดินก็อยากรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด รวมถึงหน้าที่ในการปกป้องดูแลน้องสาวอันเป็นที่รักเพียงคนเดียวนี้ด้วย
เขาเดินมาถึงใต้ร่มไม้ใหญ่ใต้ตึกคณะของน้องสาว กลิ่นดินจึงหยิบมือถือขึ้นมาส่งข้อความไปบอก
น้องฝน
พี่รอใต้ต้นไม้ข้างตึกนะ : พี่ดิน
น้องฝน : ฝนเสร็จละ กำลังลงไป
ไม่ต้องรีบนะ พี่รอได้ : พี่ดิน
แล้วก็อย่าวิ่งล่ะ เดี๋ยวล้ม : พี่ดิน
“ตัวแค่เนี้ย มีแฟนกับเขาด้วยเหรอวะ” คุณ เหวินเดินมายืนอยู่ด้านหลังกลิ่นดินได้ครู่หนึ่งแล้ว ความสูงที่มากกว่าของเขาทำให้ไม่ต้องพยายามมากก็มองเห็น เขาได้แต่ยืนเบะปากให้กับข้อความเหล่านั้น
‘ก็ปีหนึ่งเหมือนกับเขา ทำเป็นให้สาวเรียกพี่ เหอะ!’ คุณขยับปากมุบมิบพูดเสียงเบาลงหน่อย ทำหน้าทำตาล้อเลียนไปพลาง ‘อย่าวิ่งล่ะ เดี๋ยวล้ม แฟนมึงเป็นตุ๊กตาล้มลุกเหรอถึงได้ล้มง่ายขนาดนั้นอะ’
แม้จะพูดเบามากแต่ด้วยระยะห่างเพียงเท่านี้ทำไมกลิ่นดินจะไม่ได้ยิน เขาหันกลับไปมองให้แน่ใจ ได้แต่หวังว่าเสียงที่คุ้นหูนี้จะไม่ใช่คนที่เขาคิด
คุณเหวินเห็นว่าเหลือกันแค่สองคนแล้วจึงดึงตัวคนป่วยอีกคนลุกไปนั่งบนเตียงด้วยกัน “เตียงมันกว้างไป ดินย้ายมาพักห้องเดียวกับพี่มั้ย” “อย่าเลยครับ พรุ่งนี้ดินก็ได้ออกแล้ว” ดินกอดตอบคนป่วยขี้อ้อน ที่ดูเหมือนจะอ้อนหนักกว่าตอนแรก “พี่คุณ ดินถามอะไรหน่อยได้มั้ย” “ว่ามาเลยค่ะ” คุณยังคงซุกใบหน้าหล่อของเขาอยู่ที่ช่วงเอวน้อง สูดดมกลิ่นเฉพาะตัวที่เขาชื่นชอบ “พี่คุณเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดมั้ยครับ ไม่ก็ตายแล้วเกิดใหม่ หรือไม่ก็กลับชาติมาเกิดอะไรประมาณนี้ครับ” ดินถามไปตามตรง “เมื่อก่อนไม่เชื่อนะ แต่พอได้รู้จักกับดินพี่ก็เริ่มรู้สึกว่าพรหมลิขิตหรือเนื้อคู่น่าจะมีอยู่จริง ๆ” คุณตอบ แน่นอนว่าเขาไม่ได้พูดเล่น ทว่าสีหน้าท่าทางทีเล่นทีจริงแบบนั้นของคุณ เหวินทำให้ดินเข้าใจว่าเขาตอบส่ง ๆ “อย่าเล่นสิครับ ผมถามจริง ๆ นะ” “แล้วทำไมถึงคิดว่าพี่ตอบไม่จริงล่ะ” คุณพ่นลมหายใจออกก่อนเอ่ยต่อ “ดินรู้มั้ยว่าพี่เริ่มฝันเห็นดินตั้งแต่คืนก่อนที่เราจะเจอกัน แล้วหลังจากที่เจอดินพี่ก็ฝันถึงดินอีกแทบทุกวันเลย” “ตอนที่โดนแทงพี่ยังเห
คุณกระแอมเบา ๆ หลังจากที่หลุดจากภวังค์ได้ “หา! อะไรนะ”“กูถามว่ายิ้มอะไร เมื่อกี้เฮียณิณเขาบอกว่าน้องดินจะลาออก มึงก็ยังยิ้มอยู่ได้” คเณศย้ำ “ลาออก? ออกจากไหน? ออกทำไม? ออกแล้วน้องจะไปทำที่ไหน?” คุณร้อนใจรีบลุกจนเจ็บแผล “โอ๊ยยย” แต่ความเจ็บแค่นี้หยุดเขาไม่ได้หรอก คนที่จะหยุดเขาได้ก็มีแค่ เพี๊ยะ!!! ขวัญแก้วเห็นว่าลูกชายตัวดีกำลังจะถอดสายน้ำเกลือออก จึงฟาดไปที่หลังบริเวณใกล้ ๆ กับบาดแผล มันน่าโมโหนักกระทั่งร่างกายตัวเองก็ไม่ห่วงแล้ว “แม่เลี้ยงมากว่าจะโต อย่ามาทำแบบนี้นะ” “โอ๊ยแม่ ผมเจ็บนะครับ” คุณ เหวินหยุดการกระทำตัวเองทันที เขารับรู้ได้ถึงความโกรธเพราะครั้งนี้แม่ตีเขาแรงกว่าที่เคย “ก็แม่ตีให้เจ็บ” ขวัญแก้วก้มหน้าลงเล็กน้อย ยกมือขึ้นซับที่หัวตาทีหางตาที “ไอ้คุณ! ไอ้ลูกเวร มึงทำเมียกูร้องไห้เหรอ” คีรีลุกพรวดมาจับบ่าของขวัญแก้วไปกอดปลอบไว้ ไม่วายชี้หน้าด่าลูกชายตัวต้นเหตุ พอเห็นน้ำตาแม่ คุณเหวินก็เรียกสติตัวเองกลับมาได้ “ผมขอโทษครับแม่ ผมแค่อยากไปคุยกับน้องให้รู้เรื่อง”
สภาพกลิ่นดินตอนนี้เรียกว่าสะบักสะบอมบอบช้ำไปทั่วตัวก็จริง แต่เขาไม่ได้ถูกแทงไปด้วยอย่างในภาพนิมิตนั่น ทว่าความรู้สึกเจ็บที่เขาได้รับนั้นไม่ต่างกันเลย“คุณดิน ไหวหรือเปล่าครับ” เมฆรีบเดินเข้ามาช่วยประคองทั้งสองถูกพาตัวส่งโรงพยาบาลในเวลาต่อมา คุณถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที ส่วนดินถูกพาตัวไปรักษาตามอาการก่อนจะถูกส่งไปยังห้องพักฟื้นกลิ่นดินรู้สึกตัวตื่นหลังจากยาหมดฤทธิ์ กะพริบตาปริบ ๆ มองดูเสาน้ำเกลือ ภาพที่เห็นยังมึนเบลออยู่เขาหลับตาลงอีกครั้งเพื่อปรับโฟกัสสายตาให้ชัดขึ้นพลางคิดย้อนกลับไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนนี้ เขาถูกไอ้ยศจับไปจากนั้นก็คิดหนีกระทั่งคุณ เหวินมาช่วยไว้ “พี่คุณ” ดินหันไปมองซ้ายทีขวาทีไม่เห็นใครในห้องทว่าไม่นานประตูก็ถูกเปิด ร่างบางที่คุ้นเคยพอเห็นเขาตื่นอยู่ก็รีบวิ่งเขามาสวมกอดไว้ “พี่ดิน พี่ดินฟื้นแล้ว” กลิ่นฝนร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุด ตลอดชีวิตเธอไม่เคยต้องเห็นพี่ชายบาดเจ็บขนาดนี้มาก่อนดินยกมือขึ้นเช็ดหยดน้ำตาให้น้องสาว “ร้องไห้ทำไม”“พี่ดินเก่งจะตายทำไมถึงถูกจับไปได้ละคะ ดูสิเนี่ยแผลเต็มตัวเลย” เธอร้องไห้ไปพลางบ่นคนพี่ไปพลาง เธอหยิบแขนพี่ชายขึ้นมาดูรอยฟกช้ำอ
[ดิน ดินอยู่ไหนครับ บอกพี่หน่อยเดี๋ยวพี่ไปรับ] เพียงแค่ตื๊ดเดียวเท่านั้นคุณก็รับสายทันที น้ำเสียงของคุณใครได้ยินก็รับรู้ได้ถึงความร้อนใจมาก จนลืมที่จะสนใจไปว่าตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน“…” กลิ่นดินกัดปากตัวเองไว้ไม่ยอมเอ่ยอะไร“เด็กมึงไม่อยากคุยกับมึงว่ะ สงสัยจะติดใจลูกน้องกู” ยศพยักหน้าให้ลูกน้องเดินไปซัดดินให้มีเสียงร้องออกมาดินรีบเก็บเศษพลาสติกเอาไว้ก่อนที่จะถูกจับได้ เขาลุกขึ้นนั่งดี ๆ รับหมัดรุ่น ๆ ที่ซัดเข้าท้องเขาจนจุก “อึ๊กกก โอ๊ยย แค่ก ๆ”แค่เสียงไอคุณก็จำได้แม่นว่านั่นเสียงของใคร [ดิน!! มึงทำอะไรดิน มึงอยู่ที่ไหน]น้ำเสียงร้อนอกร้อนใจของคุณ เหวินแบบนี้ทรงยศไม่เคยได้ยินมาก่อน เขาหันไปยิ้มเยาะหัวเราะชอบใจใส่ดิน “ไหนมึงบอกว่ามึงกับมันไม่ได้เป็นอะไรกันไง คิดจะหลอกกูเหรอเสียใจนะที่กูไม่โง่ ฮ่า ๆ สะใจโว๊ยยย”[ดิน อยู่ที่ไหน บอกพี่สิ] คุณ เหวินไม่ได้สนใจคำพูดของทรงยศแม้แต่นิดดินกัดฟันลุกขึ้นนั่งให้ดี กลั้นใจบอกออกไปหวังเบี่ยงเบนทุกสายตาไม่ให้สนใจเขาในตอนนี้ “เรื่องของผมเฮียไม่ต้องมายุ่ง แล้วก็ไม่ต้องมาด้วยผมไม่ได้เป็นอะไรกับเฮียทั้งนั้น”“ได้ยินมั้ย เด็กมึงเขาไม่เอามึงวะ มึงต้องมาเห็นภ
ทรงยศเหลือบสายตาไปมองดินเพื่อสังเกตอาการ พอเห็นว่าดินดูสนใจจึงเอ่ยต่อ “ถ้าน้องดินอยากรู้มากกว่านี้เราไปนั่งคุยกันในรถดีมั้ยครับ ตรงนี้ยุงเยอะ” ทรงยศทำท่าตบยุงที่แขนทีขาทีดินมองดูสองข้างถนนเป็นพงหญ้ารกมีน้ำขัง แน่นอนว่าสถานที่เช่นนี้มียุงเยอะอย่างที่พี่เขาบอกจริง ๆ นั่นแหละ ถึงจะเป็นกังวลอยู่บ้างแต่ตัวเขาเองก็ต่อสู้เป็น รถคันนี้ก็ใช่ว่าจะไม่เคยนั่งพอเห็นกลิ่นดินพยักหน้าตอบรับเดินขึ้นรถมาเองอย่างว่าง่าย ทรงยศจึงส่งขวดน้ำอัดลมให้ดินดื่มเพื่อดับกระหาย ในมือเขาเองยังมีอีกขวด เขาเปิดและดื่มก่อนให้ดินคลายความระแวงใจดินเห็นว่าขวดน้ำเป็นขวดใหม่แถมฝาก็ยังไม่ถูกเปิด เขาเองก็เดินมาจนกระหายแล้วจึงเปิดขวดของเขาดื่มบ้างเขาดื่มไปนั่งฟังทรงยศบอกเล่าเรื่องราวระหว่างตัวเองกับ 3 พี่น้องตระกูลเหวินไปโดยไม่รู้เลยว่าเรื่องราวทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องปั้นแต่งขึ้นมาทั้งนั้นตอนนี้ยานอนหลับที่ถูกฉีดใส่ทางฝาขวดเริ่มออกฤทธิ์แล้ว ดินรู้สึกง่วงสายตาพร่ามัวมึนเบลอไปหมดก่อนจะวูบหลับไปทางฝั่งของคุณ เหวินเห็นว่าใกล้เลิกงานแล้วจึงเดินตามหาดินเช่นเคยแต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ จึงสั่งให้เมฆเปิดกล้องวงจรปิดหาไม่นานก็ได้รู้ว่า
คำบอกเล่าจากรุ่นน้องทำเอาใบหน้าหล่อของเขตแดนเปื้อนรอยยิ้มขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว “ไม่ได้ชอบพี่ขนาดนั้นหรอกมั้ง เดี๋ยวนี้ก็ไม่เห็นมาแล้วนี่”“นั่นแหละครับที่แปลก หลังจากคืนนั้นมันก็มาบอกพวกผมว่าจะเลิกติ่งพี่แล้ว มันบอกว่ามันอยากมีแฟนจริง ๆ จัง ๆ สักที” ดินย้ำอมยิ้มน้อย ๆ หุบฉับทันทีที่ได้ยินประโยคหลัง เป็นครั้งแรกที่ถูกทำให้เสียเซลฟ์ขนาดนี้ตามมาตั้งนานพอได้แล้วคิดจะทิ้งง่าย ๆ งั้นเหรอ “เพียงพักที่ไหน” เขตแดนถามเสียงเข้ม“ถามทำไมครับ พี่จะทำอะไรเพื่อนผม” ดินเสียงเข้มขึ้นบ้าง สายตาเขายังจับจ้องที่เขตแดนอย่างเอาเรื่อง จู่ ๆ จะมาไม่พอใจเพื่อนเขาด้วยเรื่องอะไรใครจะไปยอม“มีอะไรวะ” คุณ เหวินถามพลางตบบ่าเพื่อนเบา ๆ เขายืนฟังอยู่ครู่หนึ่งแต่พอเห็นสีหน้าท่าทางของดินดูเป็นไม่พอใจจึงรีบเดินออกมาเขตแดนหันมามองหน้าเพื่อนแต่ไม่ได้ตอบอะไร สายตาของไอ้เพื่อนรักก็ไม่มองที่เขาเลยสักนิด “บอกพี่มาเถอะดิน แล้วเดี๋ยวพี่จะเอาเพียงคนเดิมกลับมาให้”เหตุผลของเขตแดนทำให้กลิ่นดินใจเย็นลง ถ้าพี่เขาทำได้จริงมันก็น่าลองดูสักครั้ง ทว่าเขาคงคิดช้ากว่าต้นแบบไปหน่อย“มันพักอยู่คอนโด M แถวมอนั่นแหละครับ ชั้น 17 ห้อง 1707







