เข้าสู่ระบบ“ก็หล่อเกินคนอย่างที่มึงว่าจริง ๆ อันนี้เถียงไม่ออกเลยว่ะ” เพียงรักพยักหน้าเห็นด้วย เมื่อคิดถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของเพื่อน “แต่ เฮียเขาไม่เคยให้ใครเรียกชื่อเลยนะ นอกจากคนในครอบครัวกับเพื่อนสนิทน่ะ”
“แล้วไง กูเรียกแล้วมันจะทำอะไรกูล่ะ” กลิ่นดินยืดตัวขึ้น
ความดื้อรั้นของกลิ่นดินทำเอาเพื่อนทั้งสองได้แต่ส่ายหัวเบาๆ
“แล้วอีกคนใครวะ” นอกจากคุณ เหวินที่ได้รู้จักวันนี้ ต้นแบบรู้จักแค่เขตแดนคนที่เพื่อนชอบ ส่วนอีกคนที่ดูท่าทางไม่น่าไว้ใจ เขาเคยเห็นมาก่อนก็จริงแต่ก็ไม่เคยรู้ว่ามันเป็นใคร
รู้แค่มันคือมารหัวใจเขา
ตอนที่เห็น ไอ้หน้าหล่อนั่นมักจะทำผู้หญิงร้องไห้บ่อย ๆ แต่ละครั้งที่เขาเห็นผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าสักคน แล้วก็ดันบังเอิญว่าผู้หญิงทุกคนที่เห็นคือคนที่เขากำลังคุยอยู่ บางคนตกลงคบกับเขาแล้วก็เงียบหายไปก็มี
“อีกคนก็พี่คเณศไง เป็นน้องชายเฮียเหวิน” ตอนนี้เพียงรักดูจะเป็นคลังข้อมูลเรื่องคนกลุ่มนี้ไปเสียแล้ว
“พี่น้องอะไรเรียนอยู่ปีเดียวกัน คำพูดคำจากูว่าเหมือนเพื่อนกันมากกว่า” น้ำเสียงของต้นแบบติดจะหงุดหงิดอย่างไม่รู้สาเหตุ เขาแค่รู้สึกไม่ชอบขี้หน้าไอ้เณศอะไรนั่นสักเท่าไหร่
“ก็แฝดไง” เพียงรักเอ่ย
“แฝด? ถึงจะดูคล้ายกันก็จริง แต่ดูยังไงกูก็ว่าไม่เหมือนกันนะ” ต้นแบบพยายามคิดถึงหน้าของทั้ง 2 หนุ่มสลับกันไปมา
“ก็แฝดเทียมไงมึง แฝดที่เกิดจากไข่คนละใบปฏิสนธิจากอสุจิคนละตัวไรงี้” เพียงรักยังคงอธิบายต่อจนจบ
ต้นแบบพยักหน้าเข้าใจ ย่นหัวคิ้วพลางคิดอะไรนิดหน่อยก่อนจะหันไปหากลิ่นดิน “แล้วมึงจะเอาไงต่อ”
“เอาไง เรื่องไร” เขาไม่ได้กวนตีนเพื่อน แต่กลิ่นดินไม่รู้จริง ๆ ว่าเพื่อนหมายถึงอะไร
“ก็เรื่องคนในฝันมึงไง ตอนนี้ดันมีตัวตนจริง ๆ แล้วนี่ไง มึงจะเอาไง” ต้นแบบถามย้ำ
“ไม่เอาไงทั้งนั้นแหละ แม่งก็แค่ฝันปะ ไม่เห็นจะเหมือนกันเลย” พอได้เจอตัวจริงแล้วกลิ่นดินก็อดคิดถึงคุณคนในฝันไม่ได้
ในฝันนี่ตามใจเก่ง ปากหวานเอาใจกูฉิบหาย
ถ้าในนั้นปากหมาแบบนี้ไม่ได้แดกกูหรอก...
“แล้วมึงไม่อยากรู้เหรอ ว่าเขาฝันเหมือนมึงไหม” ต้นแบบถามออกมาอีก
คำถามของต้นแบบก่อนนี้กลิ่นดินไม่เคยคิดสักนิด เพราะเขาแน่ใจว่าหล่อสมบูรณ์แบบขนาดนั้นไม่มีทางมีอยู่จริงบนโลกใบนี้ด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้เขาชักเริ่มไม่แน่ใจแล้ว “ไม่หรอกมั้ง ท่าทางมันดูไม่คุ้นหน้ากูสักนิด”
“จะว่าไป มึงก็ฝันถึงเขามานานแล้วเหมือนกันนะ มึงไม่คิดว่ามึงกับเขาจะมีอะไรเกี่ยวข้องกันมั่งเหรอวะ” เพียงรักที่เชื่อเรื่องโชคชะตา เรื่องพรหมลิขิตก็อดคิดไม่ได้ “มึงอยากไปดูไพ่ไหมเดี๋ยวกูพาไป”
“โว้ยยย ช่างแม่งเหอะ กูคิดเรื่องหางานทำดีกว่า” กลิ่นดินตั้งใจไว้แล้วว่าจะหางานทำให้ได้ก่อนปิดเทอมใหญ่ อยากหาประสบการณ์การใช้ชีวิตจากโลกภายนอกรั้วมหาวิทยาลัยดูสักครั้ง
พ่อกับแม่มักจะพูดเสมอว่าชีวิตจริง ๆ ของคนเราจะเริ่มขึ้นหลังจากที่เราเรียนจบ แต่กลิ่นดินไม่อยากรอให้เรียนจบก่อนแล้วค่อยเรียนรู้มัน เขาอยากลองผิดลองถูกไปตั้งแต่ตอนที่ยังเรียนนี่แหละ
อย่างน้อยก็ยังมีโอกาสให้เริ่มใหม่ถ้าเขาทำพลาด
“งั้นมึงลองไปที่ผับหลังมอดิ มีร้านหนึ่งสะอาดและดูไม่มั่วดี กูเห็นเขาแปะป้ายรับสมัครการ์ดคุมผับ รับพาร์ตไทม์ด้วยนะ มึงสู้เก่งนี่ น่าจะทำได้”
เพียงรักรีบแนะนำงานให้เพื่อนทันที เขาเห็นมันหลายวันแล้วแต่ก็ลืมบอกทุกที
“เดี๋ยวนะ แล้วมึงรู้ได้ไงว่าที่นั่นรับสมัครงาน ปกติมึงไม่ค่อยเที่ยวแบบนี้นี่” ต้นแบบหันไปมองหน้ากับกลิ่นดิน ยกยิ้มมุมปากให้กัน
“นั่นดิ มึงมันสายเที่ยวธรรมชาติไม่ใช่เหรอ ส่วนไอ้แบบก็สายแดก” กลิ่นดินหันไปยักคิ้วให้ต้นแบบเป็นเชิงรู้กัน
“เออ ๆ ๆ กูเคยตามไปดูพี่เขตร้องเพลงสองสามครั้ง จบนะ” เพียงรักได้แต่ยอมรับอย่างจำยอม
ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด จะให้บอกเพื่อนไปว่าเขามาที่นี่ทุกคืนที่เขตแดนขึ้นร้องเพลงเกรงว่าจะโดนล้อไปอีกนาน
“เป็นเอามากเหมือนกันนะมึงเนี่ย แต่ก็ขอบใจนะเว้ย ไว้เดี๋ยวกูจะลองแวะไปดู” กลิ่นดินส่งยิ้มล้อให้เพื่อน
“ก็ไปคืนนี้เลยดิ วันเกิดมึงกับการฉลองวันเกิดครั้งแรกของกลุ่มเรา” ต้นแบบเสนอขึ้นมา คืนนี้พวกเขาก็มีแพลนจะไปฉลองวันเกิดของกลิ่นดินกันอยู่แล้ว
“เออ ๆ เอางั้นก็ได้ งั้นเดี๋ยวกูไปรับฝนก่อน ป่านนี้บ่นกูแล้วมั้ง” ดินว่า
พอแยกย้ายจากเพื่อน ๆ แล้ว กลิ่นดินจึงเดินเลาะตามตึกไปเรื่อยตรงไปที่ตึกคณะมนุษยศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะที่กลิ่นฝนน้องสาวสุดที่รักเรียนอยู่
กลิ่นดินและกลิ่นฝนเป็นพี่น้องที่เกิดห่างกันไม่ถึงปี ตัวเขาเกิดเดือนกุมภาพันธ์ตรงกับวันนี้ที่สี่ปีจะมีสักครั้ง เวลาเกิดนี่เรียกว่าเฉียดฉิวจนเกือบจะพ้นวันกันเลยทีเดียว
ถ้าแม่เขาอั้นไว้อีกสักสิบห้านาที เขาก็จะได้เกิดตรงกับวันที่หนึ่งมีนาคม สามารถฉลองได้ทุกปีแล้ว ไม่ต้องมารอสี่ปีครั้งแบบนี้
ส่วนน้องสาวเขาเกิดเดือนธันวาคมตรงกับวันสุดท้ายของปี เวลาเกิดของกลิ่นฝนนี่หนักกว่าของเขามากนัก เรียกว่าอีกแค่เสี้ยวนาทีเท่านั้นน้องก็จะได้เกิดต้นปีแล้ว
เดิมทีดินจะต้องเข้าเรียนก่อนฝน แต่เพราะสองพี่น้องสนิทและตัวติดกันมาก เขาจึงขอรอเข้าเรียนพร้อมน้องในปีถัดไปซึ่งพ่อแม่ของพวกเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร
ครอบครัวของพวกเขามีกันสี่คน พ่อแม่ลูกชายคือเขาและลูกสาวคือกลิ่นฝน ฐานะทางบ้านไม่ได้ร่ำรวยถึงขั้นเป็นเศรษฐี แต่ก็ไม่ได้อับจนอะไร
พ่อพวกเขาเป็นนักกีฬาเก่าตอนนี้เปิดโรงเรียนสอนเทควอนโดซึ่งดินกับฝนถูกพ่อจับฝึกมาตั้งแต่เด็ก เรื่องต่อสู้ป้องกันตัวเองไม่ใช่เรื่องยากสำหรับสองพี่น้อง
ถึงอย่างนั้นพ่อก็สั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้พวกเขามีเรื่องชกต่อยกับใครโดยไม่จำเป็น
ส่วนแม่นั้นเป็นนักเขียนอิสระ เขาก็ไม่รู้ว่าแม่เขียนเกี่ยวกับอะไร ใช้นามปากกาอะไร หรือโด่งดังมากแค่ไหนเพราะแม่ไม่เคยบอก แต่แม่ก็ไม่เคยขอเงินพ่อเลยมีแต่พ่อที่โอนเข้าบัญชีให้แม่เอง
วัน ๆ แม่มักจะอยู่แต่หน้าคอมก็จริง ถึงอย่างนั้นเรื่องงานบ้านงานเรือนแม่ก็ไม่ขาดตกบกพร่อง ฝีมือทำกับข้าวของแม่ถือว่าเป็นที่หนึ่ง ถ้าเลือกได้กลิ่นดินก็อยากกลับไปกินกับข้าวฝีมือแม่ทุกวันมากกว่า
แต่ในเมื่อตอนนี้หน้าที่ของเขาคือการเรียน กลิ่นดินก็อยากรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด รวมถึงหน้าที่ในการปกป้องดูแลน้องสาวอันเป็นที่รักเพียงคนเดียวนี้ด้วย
เขาเดินมาถึงใต้ร่มไม้ใหญ่ใต้ตึกคณะของน้องสาว กลิ่นดินจึงหยิบมือถือขึ้นมาส่งข้อความไปบอก
น้องฝน
พี่รอใต้ต้นไม้ข้างตึกนะ : พี่ดิน
น้องฝน : ฝนเสร็จละ กำลังลงไป
ไม่ต้องรีบนะ พี่รอได้ : พี่ดิน
แล้วก็อย่าวิ่งล่ะ เดี๋ยวล้ม : พี่ดิน
“ตัวแค่เนี้ย มีแฟนกับเขาด้วยเหรอวะ” คุณ เหวินเดินมายืนอยู่ด้านหลังกลิ่นดินได้ครู่หนึ่งแล้ว ความสูงที่มากกว่าของเขาทำให้ไม่ต้องพยายามมากก็มองเห็น เขาได้แต่ยืนเบะปากให้กับข้อความเหล่านั้น
‘ก็ปีหนึ่งเหมือนกับเขา ทำเป็นให้สาวเรียกพี่ เหอะ!’ คุณขยับปากมุบมิบพูดเสียงเบาลงหน่อย ทำหน้าทำตาล้อเลียนไปพลาง ‘อย่าวิ่งล่ะ เดี๋ยวล้ม แฟนมึงเป็นตุ๊กตาล้มลุกเหรอถึงได้ล้มง่ายขนาดนั้นอะ’
แม้จะพูดเบามากแต่ด้วยระยะห่างเพียงเท่านี้ทำไมกลิ่นดินจะไม่ได้ยิน เขาหันกลับไปมองให้แน่ใจ ได้แต่หวังว่าเสียงที่คุ้นหูนี้จะไม่ใช่คนที่เขาคิด
“อุบัติเหตุน่ะ ปล่อยมันไปเหอะ แค่ย้ำอย่าให้มันมาเล่นยาในร้านอีกก็พอ ถ้าเจออีกครั้งก็บอกมันไม่ต้องมาเหยียบที่ร้านอีก” คุณตอบปัด ๆ เรื่องที่ถูกแทง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องไปที่จริงก็ไม่ได้เป็นความลับอะไรหรอก แต่จะให้เขาบอกน้องตัวเองว่าโดนแทงเพราะเอาตัวเข้าไปขวางทางมีดไว้เอง แทนที่จะปัดมีดออกไปให้พ้นตัวทั้งที่เขาทำได้สบาย ๆ ก็รู้สึกอายตอนนั้นเขาตกใจที่ดินตกเป็นเป้าจนหลงลืมไปหมดแล้ววิชาป้องกันตัวที่เรียนมา เอาจริงจากระยะห่างณ.ตอนนั้น เขากระโดดถีบหรือเตะมือของไอ้เด็กนั่นมีดก็หลุดแล้ว ไม่มีใครต้องมาเจ็บตัวด้วยซ้ำดีแค่ไหนที่ปลายมีดมันปักที่ต้นแขน อีกทั้งปลายมีดไม่ได้ยาวมากแผลจึงไม่ลึกเท่าไหร่ ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าป่านนี้เขาจะฟื้นแล้วหรือยัง“ข้าวต้มมาแล้วครับ คุณเณศทานด้วยกันนะครับ ดินแบ่งมาเป็นสามถ้วยเลย” กลิ่นดินบอกทั้งรอยยิ้ม ในมือถือถาดใส่ชามข้าวต้ม 3 ถ้วยมาด้วย“อะไรกัน เรียกไอ้คุณว่าพี่คุณได้ แต่เรียกพี่ว่าคุณเณศเนี่ยนะ พี่เกิดห่างจากมันแค่ 15 นาทีเองนะ” คเณศตัดพ้อเล็กน้อย“อ้าว แล้ววันนั้นไม่เห็นเป่าเค้กเลยละครับ” ดินถาม เขามัวแต่อึ้งที่รู้ว่าเขากับคุณเกิดวันเดือนปีเดียวกันจึงไม่เห็นจ
ดินค่อย ๆ จับตัวคุณให้นอนลง โซฟาตัวนี้ใหญ่พอที่จะให้ดินนั่งอยู่ข้างตัวคุณได้ เขาบิดผ้าแล้วเช็ดหน้าให้คุณก่อน เช็ดเรื่อยลงมาที่คอ แขนสองข้างโดยเว้นช่วงแผลเอาไว้ลูบผ่านหน้าอกกว้างจนมาถึงกล้ามท้องลอนสวย ความเร็วในการเช็ดเริ่มช้าลงเรื่อย ๆ ตามพื้นที่ที่ผ่าน กระทั่งตอนนี้ผ้าเปียก ๆ ผืนน้อยจดจ่ออยู่กับขอบกางเกงผ้าตัวน้อย“ตัวนี้พี่ต้องถอดด้วยมั้ย” คุณยกยิ้มเจ้าเล่ห์มองน้องไม่วางตากลิ่นดินได้สติ จึงรีบปฏิเสธ ไม่อย่างนั้นกลัวว่าฝันจะเป็นจริงเข้าจนได้ “ครับ? หา! อ๋อ ไม่ต้องครับ”“อะไรกัน ใจลอยไปถึงไหนเนี่ย” คุณถามทั้งรอยยิ้มขำ“ป่ะ เปล่าครับ ดิน เช็ดต่อนะครับ” เขาชุบน้ำแล้วบิดผ้าอีกครั้ง ลูบถูที่ช่วงต้นขาลงไป เขาเอาผ้าลูบแค่เฉพาะส่วนที่โผล่พ้นชายกางเกงลงมาเท่านั้น“พี่คุณหิวมั้ยครับ เดี๋ยวดินทำอะไรให้กิน” เขาเช็ดตัวเสร็จแล้ว มองดูเวลาตอนนี้ดึกมากแล้ว ถ้าสั่งอาหารก็ไม่แน่ว่าจะมีร้านไหนส่ง“หิวครับ แต่ห้องพี่ตอนนี้ไม่น่าจะมีของสด” ที่ผ่านมาคุณอยู่คนเดียวมาตลอด จึงไม่คิดทำอาหารกินเอง“อืมมมม ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากที่ร้าน ถ้าผมสั่งอาหารจากที่ร้านให้คนมาส่งให้ได้มั้ยครับ” ถึงยังไงตอนนี้ที่ร้านก็ยังไ
“ต่อไปก็อย่าคิดเอายาเข้ามาในร้านอีก ไม่งั้นกูจะบอกให้เขาแปะรูปพวกมึงไว้ว่าห้ามเข้า” ดินยืนชี้หน้าใส่กลุ่มวัยรุ่นอีกสามคน“ถุ้ยยย เป็นแค่ลูกกระจ๊อกทำไมกูต้องกลัวมึงด้วย” วัยรุ่นคนหนึ่งเอ่ยดินเห็นว่าคนหนึ่งในพวกมันลุกขึ้นยืน ทำท่าจะเข้ามาสู้ต่อ “พอเถอะ มึงก็รู้ว่าสู้กูไม่ได้จะรั้นให้เหนื่อยทำไม”“เก่งแค่ไหน มึงก็สู้ไอ้นี่กูไม่ได้หรอก” ดินมัวแต่สนใจจะสู้กับคนตรงหน้า จนไม่เห็นว่าอีกคนแอบลอบมาทางข้างหลังพร้อมกับมีดพกฉึก!ความยาวส่วนปลายมีดราวสองนิ้วปักเข้าไปที่ต้นแขนแกร่งข้างซ้าย สายตาคมเหลือบขึ้นมองเจ้าของมีดที่ตอนนี้ตกใจกลัวจนหน้าซีด“ฮะ เฮียเหวิน” เจ้าของมีดลนลานวิ่งไปรวมกลุ่มกับเพื่อน“รู้จักกูด้วยเหรอ” คุณเอาแขนที่ว่างอีกข้างจับข้อมือดินไว้แล้วดึงให้มายืนหลบหลังเขา“ผะ ผม ผมไม่ได้ตั้งใจนะเฮีย ไอ้เหี้ยนี่มันกวนตีนผมก่อน” ไอ้คนที่เอามีดปักแขนคุณชี้ไปที่ดิน“มึงเรียกใครไอ้เหี้ย” คุณเดินเข้าไปหาเจ้าของมีด ใช้มือข้างที่ไม่เจ็บยกขึ้นฟาดใส่ปากมันจนเลือดกบปาก “คุณดิน ต่อไปมึงเจอเขาที่ไหนก็ให้เรียกแบบนี้”เสียงเข้มดุทรงอำนาจตวาดเสียงกร้าวด้วยความโกรธ ทำเอานักเลงกลุ่มนั้นปากสั่นมือสั่นเป็นลูก
“มึงไม่คิดว่าเป็นตัวมึงเมื่อในอดีตมั่งเหรอ” เขตแดนถามออกมาหลังจากที่ฟังเรื่องราวจากเพื่อน เขาไม่ใช่คนสายมูหรือชอบดูหมออะไร แต่เรื่องกรรมเก่าการเวียนว่ายตายเกิดอะไรแบบนี้เขาพอจะเชื่ออยู่“มึง เชื่อเรื่องพวกนี้ด้วยเหรอ” คเณศถาม“ก็นะ ของแบบนี้มันก็อยู่คู่คนไทยมานมนานไม่ใช่เหรอวะ” เขตแดนหันไปตอบเพื่อน“แล้วถ้าไม่เอาความรู้สึกของมึงคนในฝันล่ะ มึงในตอนนี้รู้สึกไงกับน้องมัน” คเณศเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจังขึ้น เมื่อเห็นว่าพี่ชายดูท่าจะอาการหนัก“ก็นี่แหละที่กูคิด ที่กูเครียดอยู่ตอนนี้” เขาถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะหันไปที่เขตแดน “แล้วมึงล่ะเป็นอะไร เมื่อคืนกูเห็นมึงหิ้วแฟนคลับนัมเบอร์วัน ที่มาเฝ้ามึงร้องเพลงทุกคืนไปนี่”“เออ” เขตแดนตอบสั้น ๆ“แล้วยังไง ไม่เด็ดเหรอวะ หรือว่าน้องมันคิดจะแบล็คเมลล์” คเณศเบนเข็มไปต่อที่เพื่อนรักอีกคนทันที “หรือน้องมันจับมึงกด”“พ่องสิ” เขตแดนยกมือขึ้นอยากจะฟาดเพื่อนสักปาบ ติดที่มันอยู่ไกลมือไปหน่อย“ไอ้สัด นั่นพ่อกูด้วย” คุณขยับตัวลุกจากพนักพิงโซฟา มานั่งคุยกันดี ๆ “แล้วไง มันต่างจากทุกทีตรงไหนมึงถึงต้องมานั่งถอนหายใจกับกูเนี่ย”“เล่าไปมันก็ฟังดูเหี้ยยังไงชอบกล” เข
ดินยังจำคำสอนของแม่ได้ หากเราจะเอาชนะคนที่ใจร้อน คนเสียงดังโวยวายให้ได้ เราต้องใจเย็นเข้าสู้ คนเสียงดังโวยวายกลัวที่สุดคือคนนิ่ง ใจเย็น พูดจามีเหตุผล“พี่รีบน่ะ แล้วเป็นไงกันบ้างกล้าพาดูถึงไหนแล้ว” คุณรีบเปลี่ยนเรื่องทันที“พี่คุณครับ เราเพิ่งแยกกันสักห้านาทีได้มั้งครับ เวลาแค่นี้จะให้ไปได้ไกลแค่ไหนครับ แค่แนะนำให้รู้จักคนในทีมยังไม่ถึงไหนพี่ก็เข้ามาแล้ว” กลิ่นดินค่อย ๆ บอกอย่างใจเย็น“อ้อ... ก็จริง” เป็นครั้งแรกที่คุณหน้าเจื่อนลง วางหน้าไม่ถูกต่อหน้าลูกน้อง เอาว่าตั้งแต่เกิดมาก็เป็นคนนิ่งขรึม ไม่สนใจใครมาตลอดแต่กับดินที่เพียงเจอครั้งแรกในฝัน เขาก็รู้สึกได้เลยว่าต้องยอมคนคนนี้ทุกอย่าง ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะเป็นตามที่ฝัน กระทั่งได้เจอกันเมื่อวานยิ่งพบ ยิ่งเจอ ยิ่งได้พูดคุยกันก็ยิ่งรู้สึกรักทั้งที่ตัวจริงไม่มีความหวาน ความน่ารักอย่างในฝันสักนิด“พี่คุณกลับห้องทำงานก่อนเถอะครับ นะ” ดินฉีกยิ้มหวานช้อนสายตาขึ้นมองอ้อนเขาตรงคำว่านะทุกการกระทำของทั้งสองคนอยู่ในสายตาคนสนิทอย่างกล้า เป็นครั้งแรกที่กล้าเห็นว่าเจ้านายโดนน็อคจนนิ่งสนิทไป เหมือนเห็น KO. ตัวใหญ่แปะอยู่เต็มหน้าของเฮียเหวินอยากยกมือ
รอยยิ้มสดใสน่ารักที่ส่งไปให้กล้า ทำเอาคิ้วของคุณกระตุก ความรู้สึกหวงของตัวเขาในฝันถูกส่งมาถึงเขาคนนี้อีกแล้วสินะพอเห็นกล้ายกมือขึ้นรับไหว้ทักทายน้องกลับทั้งรอยยิ้มกว้าง รังสีอำมหิตของคุณก็แผ่ออกไปอย่างช่วยไม่ได้ ดีว่ากล้าสัมผัสมันได้ หันมามองหน้าเจ้านายก็เข้าใจจึงหุบยิ้มทันทีเมื่อวานตอนที่เห็นเจ้านายเสียท่าให้เด็กคนนี้แล้วอุ้มเข้าห้องไป เขาคิดว่าเจ้านายอาจจะแค่นึกสนุก อยากจะเล่น ๆ หรือเปล่าทว่าพอเห็นรังสีอำมหิตที่แผ่ออกขนาดนี้ ไหนจะสั่งให้มือขวาอย่างเขาคอยเฝ้าดูเด็กคนนี้ให้อีก ตอนนี้กล้าคิดว่าเข้าใจแล้ว ความมั่นคงในหน้าที่การงานของกล้า คงขึ้นอยู่กับความปลอดภัยของเด็กคนนี้สินะ “เอ่อ ยินดีครับน้อง...” สายตาเขาเหลือบมองอาการของเจ้านาย คิ้วขมวดแบบนั้นกล้าถึงกับกลืนน้ำอึกใหญ่ “ยินดีที่ได้ร่วมงานครับคุณดิน” “โห่พี่กล้า เรียกดินเฉย ๆ ก็ได้ครับ หรือจะเรียกไอ้ดิน น้องดินได้หมด” กลิ่นดินรีบบอก น้ำเสียงติดอ้อนเล็กน้อยเขาใช้มันบ่อย ๆ เวลาอยากให้คนที่โตกว่าเอ็นดู “พี่ เอ่อ เอ้ย ผมถนัดแบบนี้มากกว่าครับ แต่คุณดินเรียกผมได้ตามสะดวกนะครับ”







