LOGINในห้องบรรยายรวมของคณะที่เต็มไปด้วยนักศึกษาชั้นปีที่สามหลายร้อยชีวิต เสียงจอแจดังอื้ออึงในระหว่างที่เฝ้ารอการมาของอาจารย์ คริสต์ก้าวเข้ามาในห้องพร้อม ๆ กับเพลง ก่อนที่แสงไฟจากโคมไฟบนเพดานจะส่องกระทบกับเส้นผมของเขา ทำให้ใบหน้าคมคายดูโดดเด่นกว่าใคร คริสต์เดินตรงไปยังแถวกลางที่เขาจองไว้เสมอ และไม่ลืมที่จะตวัดสายตาคมมองไปยังเจไดที่เข้ามารอก่อนแล้ว และมักจะนั่งอยู่ข้างหลังเขาและเพลงเสมอ
เจไดนั่งไขว่ห้างอยู่ที่โต๊ะประจำ แล้วคริสต์ก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบร้อย พร้อมด้วยทรงผมที่ถูกเซ็ตมาให้ดูดีเป็นพิเศษกว่าทุกวัน รอยยิ้มมุมปากของเจไดยามที่ได้เห็นเพลงนั้นปรากฏขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะสบตากับคริสต์ที่จ้องเขม็งไม่หยุด เจไดจึงก้มหน้าลงกับหนังสือของเขาอีกครั้ง แต่จิตใจของเขาไม่ได้อยู่กับตัวหนังสือเลย
“นั่งที่เดิมกันนะ”
คริสต์ผายมือชวนเพลงให้นั่งลงที่เก้าอี้ข้างเขา ก่อนจะดึงกระเป๋าหนังราคาแพงของตัวเองมาวางกั้นไว้ข้างหลังเก้าอี้ของเพลงด้วยความจงใจ เป็นการขัดขวางและตอกย้ำให้เจไดรู้ว่าเพลงมีเจ้าของแล้ว และไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาแทรกระหว่างพวกเขาได้
เพลงยิ้มบาง ๆ กับท่าทางขี้หวงและสีหน้าที่น่าเอ็นดูของคริสต์ ก่อนเธอจะวางสัมภาระลงข้าง ๆ แล้วหันไปพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พี่คริสต์ไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้ แค่นี้ก็ไม่มีใครเขากล้ามานั่งใกล้เราสองคนแล้ว”
“ไม่ได้ พี่ก็ต้องกันไว้ก่อน ของรักของหวง ใครก็ห้ามเข้าใกล้เกินสามเมตร” คริสต์ก้มลงกระซิบข้างหูเพลง
ริมฝีปากของเขาแตะเบา ๆ ที่ติ่งหูของเธอ ทำให้เพลงต้องสะดุ้งเล็กน้อย หัวใจของเธอเต้นแรงกับความใกล้ชิดที่ยังคงทำให้หวั่นไหวได้เสมอ ซึ่งภาพทุกอย่างก็อยู่ในสายตาของเจไดตลอด
ระหว่างฟังการบรรยาย เจไดที่นั่งอยู่ด้านหลังก็คอยสังเกตการณ์เพลงตลอดเวลาด้วยความเป็นห่วง เจไดสังเกตเห็นว่าเพลงมีสีหน้าอิดโรยลงเล็กน้อย เขาเดาว่าอาจเป็นผลมาจากความเครียดสะสมจากสุขภาพ เขาจึงตัดสินใจรีบเขียนข้อความสั้น ๆ ลงในโพสต์อิทสีเหลือง แล้วสะกิดไหล่เพลงเบา ๆ ก่อนจะส่งไปให้เธอ
เพลงรับโพสต์อิทมาเปิดอ่าน ข้อความเขียนด้วยลายมือหวัด ๆ ทว่าเต็มไปด้วยความเอาใจใส่
“ดูเหนื่อย ๆ นะเพลง พักผ่อนบ้าง อย่าหักโหมหนักเกินไปล่ะ” เจไดเขียนไว้อย่างนั้น
เพลงจึงเหลือบไปมองเจไดที่กำลังส่งรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความห่วงใยอันบริสุทธิ์มาให้ เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้เรียกร้องสิ่งใด นอกจากอยากให้เธอสบายใจขึ้นเท่านั้น
ทว่าคริสต์ที่เห็นการกระทำทั้งหมด ก็หยิบโพสต์อิทจากมือเพลงมาอ่านด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย ก่อนจะขยำมันเป็นก้อนกลม แล้วโยนใส่ถังขยะใกล้ ๆ อย่างไม่ไยดี ราวกับว่าข้อความนั้นเป็นขยะที่รบกวนสายตาเขามาก
“พี่คริสต์นี่ก็! ทำไมทำแบบนั้นเนี่ย” เพลงตำหนิเขาเบา ๆ แต่แววตาเธอจริงจังมาก
“พี่ไม่ชอบโพสต์อิท น้องเพลงไม่ต้องไปสนใจอะไรที่พี่ไม่ชอบได้ไหม”
คริสต์ตอบเสียงเรียบแต่ไม่ลืมที่จะเหลือบไปมองค้อนใส่เจไดเหมือนจะใช้สายตาฆ่าแกงกันให้ได้ ซึ่งเจไดเองก็ทำได้แค่ถอนหายใจตอบกลับมาด้วยความไม่พอใจเล็กน้อยเช่นกัน แต่ก็ยังคงสำรวมท่าทีไว้ ท่ามกลางความตึงเครียดที่ไม่มีใครในห้องสังเกตเห็น นอกจากพวกเขาทั้งสามคน
ช่วงบ่ายของวันนั้น อาจารย์ประจำวิชาก็ประกาศให้นักศึกษาทุกคนทำโปรเจกต์กลุ่มร่วมกัน แต่การจับกลุ่มนั้นจะเป็นแบบสุ่ม ซึ่งนั้นสร้างความว้าวุ่นใจให้กับทั้งสามคนทันที เพราะอาจารย์กำลังไล่ประกาศรายชื่อสมาชิกแต่ละกลุ่ม และไม่นานนักก็มาถึงคราวของพวกเขา
“กลุ่มที่สี่... โดโนแวน เพลงพิณ และเบญจามินทร์...ไปทำงานร่วมกันนะครับ”
เมื่อสิ้นสุดเสียงประกาศ คริสต์ก็ใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มตัวเองด้วยความหัวเสียที่การสุ่มมันบังเอิญเสียเหลือเกิน ส่วนเจไดนั้นดูจะพอใจกับสถานการณ์ที่เป็นใจให้เขาได้ใกล้ชิดเพลงมากขึ้น
“ทำหน้าบูดอีกแล้ว” เพลงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซวคริสต์
“ก็พี่ไม่ชอบแบบนี้ คนตั้งเยอะแยะยังจะต้องมาอยู่กลุ่มเดียวกันอีก” คริสต์ตอบเธออย่างขุ่นเคืองใจ เขารู้ว่าเจไดไม่ได้ต้องการมาทำงานร่วมกันกับเขาแน่ ๆ แต่นี่มันก็ทำให้เจไดได้ทำงานร่วมกันกับเพลง
“แต่อาจารย์เป็นคนจัดกลุ่มให้เองนะ ต่อให้ไม่พอใจก็ทำอะไรไม่ได้หรอก”
เพลงยักไหล่เบา ๆ ซึ่งทำให้คริสต์ยอมอ่อนลงตามเหตุผลที่เธอบอกอีกตามเคย ท่ามกลางสายตาของนักศึกษาที่มองมา คริสต์ก็ไม่อยากให้เพลงไม่สบายใจไปมากกว่านี้ด้วย
จากนั้นเมื่ออาจารย์ปล่อยให้ไปทำงานอย่างอิสระ ทั้งสามคนก็มานั่งรวมกลุ่มกันที่มุมเงียบ ๆ มุมหนึ่งของห้องสมุด โดยที่คริสต์ก็ยังนั่งตัวติดกับเพลงอย่างแนบแน่นจนแทบจะสิงร่างกัน ส่วนเจไดก็ต้องจำยอมนั่งฝั่งตรงข้ามและเว้นระยะห่างกับเพลง เพื่อให้คริสต์เลิกจ้องเขาจนตาถลนสักที
“อาจารย์ให้ทำงานวิเคราะห์ตลาดธุรกิจทางเอเชีย แล้วเราก็ตกลงกันแล้วว่าช่วงนี้ตลาดธุรกิจที่ญี่ปุ่นก็น่าสนใจดี งั้นฉันจะช่วยดูเรื่องข้อมูลเชิงกลยุทธ์ ส่วนน้องเพลงจะช่วยทำเรื่องการนำเสนอ เจไดก็…ไปทำเรื่องการวิเคราะห์สถิติและการเงินก็แล้วกัน”
คริสต์ออกคำสั่งทันที โดยคิดเอาไว้แล้วว่าให้เจไดทำหน้าที่ที่ไม่ต้องทำงานร่วมกับเพลงมาก
“โอเค แต่เรื่องการเงิน...ฉันว่าคงต้องคุยกับเพลงบ่อยหน่อยนะ เพราะข้อมูลต้องตรงกับที่จะใช้ในการพรีเซนต์แบบเป๊ะ ๆ” เจไดใช้เหตุผลต่อรองอย่างเป็นมืออาชีพ
ทว่าคริสต์ก็ยังไม่พอใจอยู่ดี แต่เขาก็เถียงไม่ได้เพราะเจไดมีเหตุผลมากพอ เขาจึงกัดฟันยอมรับข้อเสนออย่างเลือกไม่ได้ เพื่อให้เพลงทำงานง่ายขึ้นด้วย
ในระหว่างที่คริสต์กำลังตรวจสอบข้อมูลตลาด เพลงก็กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมหาไอเดียจัดทำสไลด์นำเสนอ เจไดจึงยื่นโน้ตบุ๊กของตัวเองไปให้เธอ
“เพลงลองดูสถิติตัวนี้สิ น่าจะใช้เป็นข้อมูลช่วยตัดสินใจได้นะ”
เพลงโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อดูหน้าจอโน้ตบุ๊กของเจได ซึ่งทำให้หัวของเธอเกือบจะชนกับหัวของเจได แม้ความใกล้ชิดที่ไม่ได้ตั้งใจนี้จะเกิดขึ้นเพียงชั่ววินาที แต่ก็มากพอที่จะทำให้คริสต์ที่กำลังหาข้อมูลอยู่ข้าง ๆ หยุดชะงักทันที
“ถ้าจะให้น้องเพลงดูอะไรก็ส่งมาให้ฉัน แล้วน้องเพลงก็มานั่งดูที่จอพี่” คริสต์พูดขัดจังหวะทั้งสองคน พลางจ้องมองอย่างไม่วางตาจนเจไดต้องขยับโน้ตบุ๊กถอยกลับมา
“แค่ดูข้อมูลนิดหน่อยเอง ไม่ต้องลำบากส่งไปเครื่องนู้นเครื่องนี้ก็ได้” เพลงกล่าว
“งั้นถ้าน้องเพลงอยากได้ข้อมูลอะไรก็บอกพี่สิ เดี๋ยวพี่หามาให้เอง”
เจไดมองการแสดงความเป็นเจ้าของเกินเหตุของคริสต์ด้วยความเหนื่อยหน่ายเล็กน้อย “ไม่เห็นต้องคุยกันให้มากความเลย นี่มันในห้องสมุดนะ”
คริสต์ที่ได้ยินอย่างนั้นก็จ้องตาเจไดอย่างไม่มีใครยอมใคร และการคุกคามของเขาก็พุ่งเป้าไปที่เจไดเท่านั้น ส่วนเพลงที่เริ่มรู้สึกปวดขมับจี๊ด ๆ ก็วางมือลงกลางโต๊ะเบา ๆ
“พอได้แล้ว ทั้งสองคนเลย ถ้ายังเถียงกันอยู่แบบนี้ เพลงจะไปทำงานคนเดียวแล้วนะ”
คำขู่นั้นได้ผลทันตาเห็น เพราะคริสต์รีบหันมาจับมือเพลงไว้ แล้วแววตาของเขาเปลี่ยนเป็นออดอ้อนทันที “ไม่เอานะ น้องเพลงอยู่กับพี่ตรงนี้นี่แหละ ถ้าจะมีใครไปก็ให้เป็นคนอื่นเถอะ”
เจไดที่เห็นท่าทางอ่อนลงของคริสต์เมื่อพูดกับเพลงก็ทำได้แค่ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ “เราจะแยกไปหาข้อมูลเพิ่มเองนะเพลง” พูดจบเขาก็ลุกขึ้นแล้วเดินหนีไป
หลังจากเจไดเดินจากไป เพลงก็ชะโงกมองจนลับสายตาก่อนจะหันมามองคริสต์อย่างจับผิด “พี่คริสต์ทำให้เพลงรู้สึกเหมือนเป็นตัวปัญหาเลยนะ”
“ใครบอกล่ะว่าน้องเพลงคือตัวปัญหา ไม่ใช่สักหน่อย ปัญหาคือพี่รักน้องเพลงมากเกินไปจนหงุดหงิดทุกครั้งที่มีใครมาล้ำเส้นต่างหาก” คริสต์ตอบแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ก่อนเขาจะใช้นิ้วเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าผากของเพลงออกอย่างอ่อนโยน
“รู้ตัวว่าขี้หงุดหงิดก็ดีแล้ว แต่จะดีกว่านี้ถ้าพี่คริสต์ใจเย็นมากขึ้นนะ” เพลงทำเสียงดุแต่แววตากลับอ่อนลง “เพราะถ้ายังเป็นแบบนี้อีก เพลงจะไม่ให้พี่มานั่งข้าง ๆ ในห้องเรียนแล้วด้วย”
“น้องเพลงอยากขู่ก็ขู่ไปเลย เพราะยังไงพี่ก็จะไม่มีวันยอมให้ใครมาเข้าใกล้น้องเพลงเกินสามเมตรเด็ดขาด”
เพลงเห็นแววตาที่มุ่งมั่นของเขาก็หลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย ทำให้บรรยากาศตึงเครียดก่อนหน้านั้นเริ่มผ่อนคลายลงบ้าง
ตกเย็นวันนั้น คริสต์ก็รีบชิ่งขับรถพาเพลงกลับบ้านด้วยความรวดเร็วเพื่อไม่ให้เจไดตามมาส่งเพลงได้ และเมื่อมาถึงบ้านแล้วเข้าไปในห้องนั่งเล่น เพลงก็ตรงไปยังโซฟาแล้วทิ้งตัวลงอย่างเงียบ ๆ
“พี่คริสต์ เพลงมาคิดอีกที…เพลงว่าเราต้องคุยเรื่องวันนี้กันแบบจริง ๆ จัง ๆ แล้วนะ” เพลงพูดขึ้นเบา ๆ ขณะที่คริสต์เดินตามมานั่งลงข้าง ๆ แล้วไม่พูดอะไร แต่เขายื่นมือไปคว้ามือของเธอมาจับไว้
“พี่รู้ว่าน้องเพลงจะพูดอะไร” คริสต์พูดด้วยน้ำเสียงหงอย ๆ เหมือนลูกหมาที่ถูกดุ “พี่รู้ว่าพี่ทำตัวเป็นเด็กเอาแต่ใจไปหน่อย ใช่ไหมล่ะ”
เพลงมองเขาด้วยความเหนื่อยอ่อนแต่ก็อดเอ็นดูไม่ได้ เธอจึงบีบมือเขากลับเบา ๆ “พี่คริสต์ ขยำโพสต์อิทของเพื่อนสนิทเพลงทิ้งนะคะ แถมยังคอยทำจ้องเขม็งใส่เจไดตลอดเลยด้วย เพลงว่าพี่คริสต์เพลา ๆ ลงบ้างหน่อยดีกว่านะ”
คริสต์พยักหน้าแล้วยอมรับผิดแต่โดยดี ก่อนจะดึงร่างเพลงเข้ามากอดแล้วซุกหน้าลงกับไหล่ของเธอ พร้อมสูดหายใจเข้าลึก ๆ “ก็พี่รักพี่หวงของพี่ จะให้ทำยังไงได้ล่ะ น้องเพลงทำให้พี่หึงจนหายใจไม่ทั่วท้องอยู่แล้ว”
คริสต์พูดแล้วเงยหน้าขึ้นมามองเธอแล้วทำตาปริบ ๆ ก่อนจะพูดต่อ
“ขอพี่ชาร์จพลังให้หายหงุดหงิดหน่อยนะ เผื่อคราวหน้าพี่จะใจเย็นมากขึ้นได้”
“พอรู้ว่าเพลงจะดุก็มามุกนี้ทุกทีเลย พี่คริสต์นี่เข้าใจยากจริง ๆ แต่เพราะน่ารักหรอกนะ เพลงถึงยอมน่ะ”
คริสต์ฟังแล้วก็ยกยิ้มกว้างด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะใช้ปลายจมูกโด่ง ๆ ฟัดแก้มเพลงชุดใหญ่ ทำให้เพลงจั๊กจี้จนต้องหัวเราะออกมาดังลั่นอย่างเหนื่อยหอบ แล้วสักพักเธอก็ต้องทิ้งตัวซบหน้าลงกับแผงอกของคริสต์ ปล่อยให้ความขี้อ้อนที่แสนจะมีเสน่ห์ของเขา ช่วยบรรเทาและโอบอุ้มความเหนื่อยล้าและความกลัวในใจของเธอไว้
หลายวันต่อมา ช่วงเวลาดี ๆ ของครอบครัวนี้ก็ยังคงดำเนินต่อไป ควินน์เองก็ได้ปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่ร้อนชื้นของประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว อุณหภูมิที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ และกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้เขตร้อนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเขาที่เขาชื่นชอบมันมากอาการเจ็ตแล็กที่เคยทำให้เขางอแงอยู่บ้างเล็กน้อยในสัปดาห์แรกก็ได้หายไปจนหมดสิ้น และถูกแทนที่ด้วยความพร้อมที่จะสำรวจอะไรใหม่ ๆ ได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และวันนี้ก็เป็นวันที่เขาตั้งตารอคอยมากที่สุด นั่นคือการไปเที่ยวชมและเล่นกับช้าง สัตว์ยักษ์ใหญ่ใจดีที่เขาเรียกร้องหามาตั้งแต่ก้าวเท้าลงจากเครื่องบินความพิเศษของวันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การไปดูช้างเท่านั้น หากแต่เป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ของคนในครอบครัวด้วย เช้านี้ที่บ้านของภีมและยี่หวาดูคึกคักเป็นพิเศษ เพราะมีสมาชิกจากแดนไกลเดินทางมาสมทบด้วย ซึ่งก็คือภิณและรัณย์ที่อดทนความคิดถึงหลานชายไม่ไหว หลังจากติดตามความเคลื่อนไหวผ่านวิดีโอคอลมาเป็นสัปดาห์ ในที่สุดพวกเขาก็บินตามมาจากแวนคูเวอร์ รวมถึงแคลร์และเคทก็ตามมาด้วยเช่นกันนอกจากนี้เพลงยังได้ชวนเพื่อนสนิทของเธอมาด้วย ทั้งเจได นาตาลี รวม
วันต่อมาในช่วงเช้าของวันนี้นั้นแตกต่างจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง เพราะเมื่อวานที่เพลง คริสต์ ควินน์ และพี่เลี้ยงทั้งสองคนเดินทางมาถึง เป็นวันที่ทุกคนในครอบครัวต้องใช้ทุกวิธีเพื่อต่อรองกับควินน์ ผู้ซึ่งตื่นเต้นกับแผนการเที่ยวทะเลและอยากไปดูช้างจนแทบจะรอไม่ไหวแล้วทว่าการต่อสู้กับอาการเจ็ตแล็กที่มาพร้อมกับความตื่นเต้นนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย คริสต์และเพลง รวมทั้งโฉมฉายกับจูเลียจึงต้องผลัดกันเล่านิทานเพื่อกล่อมควินน์ ทั้งยังยอมให้ดูการ์ตูนเรื่องโปรดจนดึกดื่น พร้อมคำสัญญาเรื่องขนมหวานและไอศกรีมแท่งใหญ่ที่รออยู่ในวันรุ่งขึ้น เพื่อให้ควินน์ตัวน้อยยอมพักผ่อนก่อนสำหรับเช้านี้ ควินน์ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น เขารู้สึกพร้อมตั้งแต่ตอนที่แสงแดดยังไม่ทันสาดส่องเต็มที่ ลุกขึ้นจากเตียงนุ่ม ๆ ปีนไปกระซิบข้างหูของพ่อและแม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าทั้งคู่จะยอมลืมตาตื่น“คุงแม่ฮับ คุณพ่อฮับ ตื่นได้แย้วฮับ วันนี้ไปทะเล”“…อืมม ครับผม พ่อกำลังจะลืมตาแล้วครับควินน์ ขออีกห้านาที”เมื่อเห็นว่าพ่อกับแม่ของตนเริ่มสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาแล้ว เขาก็พุ่งตัวไปที่ห้องอื่นในบ้านเพื่อปลุกพี่เพลิง พี่พราว และตัวแสบอย่าง
หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองที่รวดเร็วและราบรื่นอย่างน่าประทับใจ ต้องขอบคุณการจัดการที่เหนือชั้นระดับมืออาชีพของคริสต์ที่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า ทั้งสามคนจึงเดินเข้าไปในโซนห้องรับรองพิเศษระดับเฟิร์สคลาส เป็นห้องที่หรูหราและมีความสงบเงียบซึ่งเหมาะกับการซ่อนตัวจากความวุ่นวายและเสียงจอแจของอาคารผู้โดยสารปกติบรรยากาศภายในห้องถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ส่วนตัว มีการตกแต่งที่คลาสสิค ประดับด้วยแสงไฟสีนวลตา โซฟาหนังนุ่ม ๆ และกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของไม้หอมช่วยสร้างความผ่อนคลายทันทีที่เท้าเหยียบพื้นพรมหนานุ่ม ควินน์ก็กระโดดโลดเต้นด้วยความร่าเริง สองขาเล็ก ๆ วิ่งสำรวจไปรอบ ๆ ห้องรับรองที่กว้างขวาง ก่อนจะไปหยุดนิ่งที่กระจกบานใหญ่แบบเต็มผนังที่เผยให้เห็นภาพของลานจอดเครื่องบินที่แสนกว้างไกล“คุงพ่อฮับ นี่หยอฮับดรีมไลเนอร์”เสียงเล็ก ๆ อุทานด้วยความตื่นเต้น ดวงตาคู่กลมโตเบิกกว้างเมื่อมองไปยังเครื่องบินโบอิ้ง 787 ลำมหึมาที่จอดอยู่ข้างนอก ตัวลำสีขาวสะอาดทอดยาวอย่างสง่างามภายใต้แสงแดดอ่อน ๆ ยามสายของเมืองแวนคูเวอร์ ความใหญ่โตของมันดูเกินจริงมาก ๆ ในสายตาของเด็กน้อยตัวเท่าควินน์“ใช่แล้วครับคนเก่ง
สองอาทิตย์ต่อมา บรรยากาศในบ้านก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความวุ่นวาย เพราะกำลังจะถึงวันที่ควินน์ เพลง และคริสต์จะเดินทางไปประเทศไทย ซึ่งเป็นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกของควินน์วันนี้ควินน์กำลังนั่งอยู่บนพื้นพรมอย่างใจจดใจจ่อตั้งแต่เช้า โดยมีโฉมฉายผู้เคร่งครัดที่ตอนนี้ผันตัวมาเป็นคนช่วยจัดการสัมภาระหลายอย่าง รวมถึงจูเลียเองก็กำลังช่วยจัดกระเป๋าเดินทางของควินน์ด้วยเช่นกัน“ควินน์คะ เราต้องจัดกระเป๋าแบบเรียงตามลำดับความสำคัญนะคะ” โฉมฉายกล่าว พร้อมกับพับเสื้อผ้าของควินน์ไปด้วย“ฮับป้าโฉม! เอาชุดว่ายน้ำไว้ข้างบนนะฮับ ควินน์จะไปว่ายน้ำอาบแดดด้วยฮับ อ้อ! เอาหนังสือนิทานของควินน์ไปด้วยนะฮับ!”“ได้เลยค่ะ” โฉมฉายตอบรับคำสั่งของเจ้านายตัวน้อยรัณย์และภิณผู้เป็นปู่และย่าของควินน์ก็ตื่นมาตั้งแต่เช้าเช่นกัน พวกเขามาช่วยเตรียมของเล่นและขนมกินเล่นมากมาย และตั้งใจหยุดงานนอกบ้านเพื่อมาช่วยดูแลควินน์ในช่วงเตรียมตัวเดินทางไกลให้เป็นไปอย่างราบรื่น“หลานรักของย่า~ มาให้ย่ากอดหน่อยสิ ช่วงนี้ย่าไม่ค่อยมีเวลาให้ควินน์เลยนะเนี่ย” ภิณรีบเดินเข้าไปกอดควินน์ด้วยความรักอันท่วมท้น ก่อนจะหอมแก้มเขาอย่างแรงหลายคร
ไม่กี่วันถัดมา ในค่ำคืนหนึ่งของสัปดาห์เดียวกัน ขณะที่ควินน์กำลังนอนหลับสนิทอยู่ คริสต์และเพลงก็ได้มีเวลาส่วนตัวอยู่ด้วยกันอย่างเงียบ ๆ ในห้องนั่งเล่น เพลงนั่งพิงซบแผงอกกว้างของคริสต์อยู่บนโซฟาขนาดใหญ่ แสงไฟสลัว ๆ จากโคมไฟตั้งพื้นสีทองเหลืองทอดเงาอ่อน ๆ ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและเป็นส่วนตัวมากคริสต์กำลังลูบเส้นผมนุ่ม ๆ ของเพลงอย่างอ่อนโยน ทำให้เธอรู้สึกถูกปลอบประโลมและรู้สึกปลอดภัยอย่างที่เคยเป็นมาเสมอ ตั้งแต่มีเจ้าตัวน้อยจอมซนอย่างควินน์เข้ามาในชีวิตของทั้งคู่ ก็ทำให้เพลงและคริสต์แทบไม่มีเวลาส่วนตัวด้วยกันเลย ถึงแม้จะมีพี่เลี้ยงทั้งสองคนก็ตาม แต่ควินน์ก็ตัวติดพ่อกับแม่เป็นที่สุดเสมอ“พี่คริสต์…ช่วงนี้เพลงคิดถึงเรื่องที่เราคุยกันเมื่อหลายเดือนก่อนน่ะ” เพลงเริ่มต้นบทสนทนาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่สีหน้าของเธอกลับจริงจังขึ้นมาก“เรื่องอะไรครับคนดีของพี่” คริสต์ก้มลงจูบหน้าผากเธอเบา ๆ และตั้งหน้าตั้งตารอฟัง“เรื่อง…การมีลูกคนต่อไปของเรา”ทันทีที่ได้ยินคำนั้น มือของคริสต์ที่กำลังลูบผมเพลงอยู่ก็ชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มที่อ่อนโยนบนใบหน้าเขาค่อย ๆ จางหายไป แทนที่ด้วยสีหน้าที่เปลี่ย
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากการถ่ายทอดสดที่ประสบความสำเร็จเมื่อวานนี้ อากาศในแวนคูเวอร์ยังคงบริสุทธิ์และเย็นสบายเช่นเคย ทุกคนในบ้านได้ก็ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ภิณและรัณย์ออกไปร่วมงานสังคม ส่วนเพลงและคริสต์ก็เริ่มต้นวันนี้ตามตารางที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กและกุมารแพทย์นั่นคือหลักการ “หนึ่งวันของแม่สลับกับหนึ่งวันของพ่อ” เพื่อให้เด็กได้สร้างความผูกพันและได้รับความสนใจจากผู้ปกครองแต่ละคนอย่างเต็มที่วันนี้เป็นวันของคริสต์ เพลงจึงไม่ต้องกังวลเรื่องการดูแลลูกชายอย่างใกล้ชิด เพราะควินน์จะใช้เวลาทั้งวันกับคริสต์ผู้เป็นพ่อแบบตัวต่อตัวอย่างเต็มที่ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่สมบูรณ์แบบให้เพลงได้ใช้เวลานี้ไปตามนัดตรวจสุขภาพประจำปีรอบที่สองที่โรงพยาบาล โดยมีโฉมฉายและจูเลียเป็นผู้ช่วยอยู่ห่าง ๆ คอยเตรียมความพร้อมและเฝ้าระวังความปลอดภัยเท่านั้นตลอดสามปีที่ผ่านมาสุขภาพของเพลงอยู่ในภาวะที่มั่นคงขึ้นมาก ทำให้เธอไม่จำเป็นต้องไปตรวจร่างกายทุกเดือนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว และขยับนัดมาเป็นการตรวจปีละสองครั้งแทนเช้าวันนี้ก่อนออกจากบ้าน เพลงยืนอยู่ที่หน้าประตูทางเข้า เธอก้มลงกอ







![คุณหมอจองจำรัก [นิยายชุด จำยอมรัก 1]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)