Masukส่วนมาวัชร์นั้น ความคิดเธอสะดุดเมื่อคิดถึงพ่อของลูกในท้อง เธอรู้จักเขาตั้งแต่มาทำงานที่นี่แรกๆ ได้พบกันในห้องประชุมบ่อย จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาชวนเธอไปดินเนอร์หลังเลิกงานและต่อมาความสัมพันธ์ของเราก็งอกเงยมาเรื่อยๆ จนเกือบจะครบปีในอีกไม่กี่วันที่จะถึงนี้
เธอยอมรับว่าเขาเป็นคนมีเสน่ห์ ใส่ใจและมักจะรู้ว่าผู้หญิงชอบอะไร นอกเหนือจากนั้นเขาไม่เคยมองว่าการที่เธอทำงานเยอะเป็นคนน่าเบื่อ เพราะตัวเขาเองก็ทำงานหนักเช่นกัน แต่ท่ามกลางกระแสความสุขที่ไหลเวียนผ่านความสัมพันธ์ของเรา ลลิลาไม่เคยลืมว่าเขาและเธอต่างกันมาก จึงไม่เคยคาดหวังว่าเราสองคนจะเดินไปด้วยกันจนถึงจุดที่เรียกว่าครอบครัวได้จริงในอนาคต
แต่ถึงจะอย่างไร เธอก็ต้องบอกให้เขารับรู้เรื่องนี้ ลลินาหยิบโทรศัพท์มาโทรออกหามาวัชร์ เขาไม่รับสายเธอจึงฝากข้อความไว้ว่าอยากเจอ มีเรื่องอยากคุยด้วย
คืนนั้นมาวัชร์เปิดประตูห้องด้วยคีย์การ์ดที่เธอให้ไว้ ชายหนุ่มปิดประตูอย่างเบามือ แปลกใจที่ห้องเงียบผิดปกติ
“ทำไมนอนเร็วเหรอลิล” ปกติเธอจะนอนประมาณห้าทุ่มเสมอ ทำไมวันนี้เพิ่งสี่ทุ่มลลินาก็เข้านอนแล้ว
ชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องนอน ลลินางัวเงียรู้สึกตัวตื่นพอดี
“ลิลหลับแล้วเหรอ นอนต่อก็ได้ ผมไปอาบน้ำก่อน”
ลลินาจะเรียกแต่ไม่ทัน เขาเดินเข้าห้องน้ำไปแล้ว หญิงสาวลุกจากเตียงหยิบที่ตรวจครรภ์มาดูอีกครั้ง ผลของมันยังคงเหมือนเดิมบ่งบอกว่านี่คือเรื่องจริง ไม่ใช่ความฝัน
“มีอะไรจะคุยกับผมเหรอลิล ตอนโทรไปผมอยู่กับเพื่อนพอดีที่ร้านอาหารน่ะ เลยไม่ได้ยินเสียง” เขาพูดหลังจากออกจากห้องน้ำและเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบเสื้อนอนมาใส่
“คุณรุจคะ ลิลท้อง” ทันทีที่ลลินาพูดจบก็เหมือนเกิดเดดแอร์ชั่วขณะ มาวัชร์ที่กำลังแต่งตัวชะงักมือเขามองเธออย่างไม่อยากเชื่อ
“อะไรนะลิล คุณพูดเล่นหรือเปล่า” ชายหนุ่มหัวเราะแต่แล้วก็ต้องเงียบเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในมือเธอ
มันคือที่ตรวจครรภ์ด้วยตัวเองและสองขีดแดงนั่นก็ชัดยิ่งกว่าคำพูดใดใด ชายหนุ่มนิ่งไป ครู่หนึ่งเขายกมือขึ้นลูบหน้าก่อนจะหาเสียงตัวเองเจอ
“ไปตรวจกันอีกทีไหม พรุ่งนี้ไปโรงพยาบาลกันเดี๋ยวผมพาไป”
“ไม่เป็นไรค่ะ ลิลไปเองได้ว่าแต่คุณ... คิดว่ายังไงคะ” ถามไปแล้วลลินาก็ต้องกัดริมฝีปากเมื่อเห็นเขาชะงักและไม่รู้จะตอบเธออย่างไร
เสียงโทรศัพท์เป็นสายเรียกเข้าดังขึ้นขัดจังหวะ มาวัชร์รีบกดรับสายทันทีเหมือนกลัวมันจะเงียบไป จากนั้นเขาก็พูดรัวเร็ว
“ครับพ่อเดี๋ยวผมไปตอนนี้เลย”
“ลิล” เขาหันมามองเธอ ท่าทางลำบากใจ “แม่ผมตกบันไดตอนนี้อยู่โรงพยาบาล ผมต้องไปดูแม่ก่อน ส่วนเรื่องของเราเดี๋ยวเรากลับมาตกลงกันนะ”
มาวัชร์เปลี่ยนเสื้อเป็นชุดลำลอง แล้วก็ออกไปอย่างร้อนรน ลลินามองตามด้วยความรู้สึกเหมือนถูกผลักออกจากโลกของเขาเป็นครั้งแรก เธอน้ำตาไหลเงียบๆ โดยไม่ทันได้พูดอะไรเลย
ต่อจากนั้น ปีย์มงคลพี่เขยของมาวัชร์ถูกเชิญขึ้นมาพูดเป็นตัวแทนของพี่ๆ น้องๆ ในครอบครัวใหญ่เขามองเจ้าบ่าวเจ้าสาว แล้วหัวเราะเบาๆ อย่างคนที่ผ่านชีวิตคู่มาแล้วพอสมควร“ผมมีข้อคิดเดียวให้ชีวิตคู่ครับ” เขาพูดเสียงเรียบ “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขอให้จำไว้ว่า…เมียถูกเสมอ”เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วงาน บรรยากาศผ่อนคลายลงทันที ปรมะที่ยืนอยู่ด้านล่างยกมือถามเสียงดัง“แล้วถ้าเมียผิดล่ะพี่ปีย์”ปีย์มงคลยิ้มก่อนจะตอบอย่างไม่ต้องคิด “ก็ย้อนกลับไปดูข้อหนึ่งนะครับน้องปลื้ม”เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง มาวัชร์ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะหันไปยิ้มให้ลลินาที่หัวเราะกับมุกห้าบาทสิบบาทของพวกพี่ๆช่วงโยนช่อดอกไม้ ลลินาหันกลับไปมองกลุ่มแขกผู้หญิง ในมือเธอมีช่อดอกไม้ที่กระชับไว้แน่นเพื่อให้โยนได้ไกลที่สุด เมื่อได้รับสัญญาณว่าโยนได้ ช่อดอกไม้ก็ลอยข้ามอากาศไปตกลงในมือของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ยืนอยู่ข้างเหมวัต ลูกพี่ลูกน้องของมาวัชร์ เสียงแซวดังขึ้นทันทีจนหญิงสาวหน้าแดง เหมวัตยิ้มจนหุบไม่ลง “คนที่ได้ ใครเหรอคะคุณรุจ” ลลินากระซิบถามสามี มาวัชร์ส่ายหน้า เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าญาติหนุ่มลูกชายน้าหั
ในงานมีเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวเพียงคู่เดียว ฝ่ายหญิงคือนีนนาราที่เต็มใจมาช่วยงานเพื่อนอย่างยิ่ง ส่วนเพื่อนเจ้าบ่าวก็คือหมอณรัฐ เพื่อนสมัยวัยเด็กของเจ้าบ่าวเช่นกันโถงกว้างทางเข้างานถูกเนรมิตให้เป็นเหมือนอยู่กลางสวนดอกไม้สีขาวสะอาดตา มีน้ำแข็งแกะสลักเป็นรูปเด็กผู้หญิงมีปีกเหมือนเทพแห่งความรักตั้งแสดงที่หน้างาน แทนตัวเด็กหญิงมิลินที่เป็นเหมือนกามเทพแห่งความรักของพ่อและแม่ตรงข้ามกันเป็นรูปถ่ายครอบครัวขนาดใหญ่ตั้งไว้ตรงทางเข้า เป็นภาพมาวัชร์ ลลินาและลูกสาวของพวกเขาหลายภาพในอิริยาบถที่ต่างกัน เช่นภาพในวันที่เด็กหญิงเพิ่งหัดยืนเกาะโซฟา กับรอยยิ้มที่ทำให้แขกแทบทุกคนต้องหยุดมอง“นางเอกตัวจริงของงานนี้เลยนะ” ปรมะพูดเมื่อเดินมาถึงจุดนี้“เสาหลักของบ้านเลยล่ะ เจ้าหนูลีล่า” ปริญน้องชายตอบ ในมือเขาก็อุ้มเด็กหญิงวัยประมาณสี่ขวบมาด้วยกัน“วันนี้พวกแกเอาลูกมาประชันกันเหรอ แต่ละคนมีแต่ลูกสาวสวยๆ น่ารักๆ แล้วดูลูกฉันสิ” ปรมะหันไปมองลูกชาย แจ็คสันในวัย 11 ขวบที่แต่งตัวหล่อแต่เดินหน้าหงิกเข้างานไปโน่นแล้วลีล่าในชุดกระโปรงลูกไม้สีขาวฟูฟ่องราวเจ้าหญิง ก้าวเดินเตาะแตะอยู่กลางงาน ขาสั้นๆ ที่ย
เมื่อปทุมถันคู่งามเป็นอิสระ เขาใช้ลิ้นสากเลียไปตามเนินอกและปลายยอดทีละข้างอย่างคลั่งไคล้ ลลินาได้แต่อำนวยความสะดวกยกตัวขึ้นจากที่นอนเพื่อให้เขาปลดเสื้อผ้าออกจากร่างเธอได้ง่ายขึ้น“คุณสวยมาก สวยกว่าเดิมอีกลิล” เขาพึมพำขณะที่เลื่อนตัวไปจูบที่หน้าท้องราบไร้ไขมันส่วนเกินจนเขาไม่อยากเชื่อว่านี่คือคุณแม่ลูกหนึ่งที่เพิ่งคลอดไม่ถึงปี เขาขยับมือลงมาที่ต้นขารูดกางเกงนอนพร้อมกับแพนตี้ลงไปคอดลำขายาวเรียวในคราวเดียวกัน และไม่ทันที่หญิงสาวจะเตรียมใจ เธอก็สะดุ้งเมื่ออยู่ๆ เขาก็เลื่อนตัวลงไปใช้ลิ้นปาดเลียไปตามกลีบเนื้อกลางตัว จนความชุ่มฉ่ำของเธอเอ่อล้นรวดเร็วลลินาหลับตาสะโพกยกขึ้นไม่ติดเตียงด้วยความกระสับกระส่าย อยากให้เขาช่วยปลดปล่อยเธอจากความทรมานนี้เสียที จนกระทั่งร่างงามกระตุกตัวเกร็งด้วยเธอสามารถไปถึงฝั่งได้แล้ว เธอจิกมือลงบนที่นอนอย่างต้องการระบายความเสียวซ่าน ลมหายใจหอบคลายลงอย่างช้าๆมาวัชร์ผละออกห่างเพียงเพื่อถอดเสื้อผ้าออกจากตัว เขาเปิดลิ้นชักหยิบซองฟอยล์ออกมาฉีกอย่างรวดเร็ว เสียงสวบสาบทำให้ลลินาหน้าแดงก่ำเพราะเธอรู้อยู่แล้วว่าเขากำลังทำอะไร ชายหนุ่มกลับมาหาร่างที่นอนร
คืนนั้นลลินานั่งลงบนเบาะที่ปูลงบนระเบียงด้านหันลงทะเล เป็นมุมส่วนตัวของบ้านพักที่ค่อนข้างห่างไกลสายตาผู้คน เธอและมาวัชร์อยู่ร่วมงานเลี้ยงพนักงานประมาณหนึ่งชั่วโมง จากนั้นก็ขอตัวกลับมาที่พักเพื่อโทรหาลูกที่กรุงเทพฯ ได้คุยกับลีล่าและคุณย่าอยู่ครู่หนึ่งก็วางสาย “หิวอีกไหมลิล” มาวัชร์ถามขณะยกจานของว่างเข้ามาวางบนโต๊ะ เป็นสแน็กประเภทเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบกินเล่นกันเพลินๆ“ไม่ค่ะ แต่ไม่แน่ดึกๆ อาจจะหิวก็ได้” ลลินาเอื้อมมือมาหยิบเม็ดมะม่วงเข้าปาก“สั่งอะไรมาเผื่อกินตอนดึกๆ ไหม เดี๋ยวครัวน่าจะปิดเที่ยงคืน” มาวัชร์ถามขณะที่นั่งข้างๆ เธอ“ไม่ต้องหรอกค่ะ กินพวกนี้ก็พอ”“พอไม่มีลีล่า นึกถึงวันที่เราเคยไปเที่ยวทะเลกันสองคนเลยเนอะ” มาวัชร์ชวนคุย เขาจับมือเธอมาคลึงเล่นรู้สึกเพลินดีเหมือนกัน“ค่ะ ตอนนั้นเราไปที่ไหนนะที่ไปทะเลครั้งแรก” เธอหันมาถาม“จะทดสอบเหรอว่าผมจำได้ไหม” มาวัชร์หัวเราะ“แล้วจำได้ไหมล่ะ” เธอเปลี่ยนท่าทีเป็นจริงจังขึ้น“จำได้ก็แปลกแล้ว ตั้งหลายปี” มาวัชร์พูดหน้าตาเฉยๆ ส่วนลลินาดึงมือออกทำให้ชายหนุ่มรีบตระครุบมือเธอไว้ ไปๆ มาๆ ก็ก
พัชรานั่งตัวตรงตามแบบฉบับของเลขานุการมืออาชีพ ในขณะที่ลลินาหยิบแฟ้มที่ได้มาจากฝ่ายบุคคลเมื่อวาน เธอเปิดดูอีกครั้งกวาดตามองรายละเอียดในแฟ้มพนักงาน ก่อนจะเอนตัวพิงพนักด้วยท่าทางผ่อนคลายขึ้นนิดหนึ่ง“สิ้นเดือนนี้น้องพัช จะทดลองงานครบสามเดือนแล้วนะคะ” หญิงสาวเจ้าของห้องเกริ่น“ใช่ค่ะ” อีกฝ่ายตอบเร็วลลินามองเธอตรงๆ สายตานั้นทำให้คนถูกมองรู้สึกเหมือนกำลังถูกประเมินอย่างละเอียด“ในแง่ทักษะการทำงาน การทำเอกสาร การประสานงาน และภาษาอังกฤษของเรา ทำได้ในระดับที่น่าพอใจ”เธอหยุดเล็กน้อย “แต่มีประเด็นหนึ่งที่บริษัทนี้ให้ความสำคัญมากกว่าสกิล”หญิงสาวขยับตัวนิดหนึ่ง “เรื่องอะไรคะ”“การวางตัว” คำตอบสั้นๆ แต่ชัดเจน ลลินาปิดแฟ้มลงวางมือบนโต๊ะ เธอพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“แผนกเลขานุการกลางของเราเป็นหน้าตาขององค์กร เป็นด่านแรกที่จะเข้าถึงผู้บริหารระดับสูง และเป็นพื้นที่ที่ความเป็นมืออาชีพต้องมาก่อนทุกอย่าง”เธอเว้นจังหวะก่อนจะพูดต่อ “ดังนั้นบุคลากรในแผนกนี้ ต้องมีการวางตัวที่ดีทั้งต่อพนักงานในแผนกอื่นๆ รวมถึงการปฏิบัติตัวกับผู้บริหารด้วย”หญิงสาวหน้าเจื่อนลงเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะพย
เย็นวันนั้นรถคันเดิมพาทั้งสองคนกลับบ้าน พวกเขาแวะบ้านใหญ่เพื่อไปรับลูก “พ่อแม่เรามากันแล้วลีล่า” มัทรีพูดกับหลานสาว“สวัสดีค่ะคุณแม่ ลีล่าเลี้ยงยากไหมคะ” ลลินารีบถามแม่สามี ทำให้ฝ่ายนั้นรีบโบกมือ“โอ๊ย... จะดื้ออะไร ลีล่าเป็นเด็กดีออกเนอะลูก” ส่วนลีล่าก็ทำท่าจะคืบมาหาทันทีที่เห็นพ่อแม่ เสียงหัวเราะเล็ก ๆ ทำให้ความเหนื่อยทั้งวันหายไปอย่างรวดเร็วมาวัชร์อุ้มลูกขึ้นมา “วันนี้หนูเป็นยังไงบ้าง เป็นคนเก่งของคุณย่ารึเปล่าคะลีล่า” เด็กน้อยหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเมื่อพ่อพูดด้วยเสียงสอง ลลินายืนมองภาพนั้นด้วยความสบายใจและเชื่อใจ ครอบครัวของเธอแข็งแรงมากพอเพราะผู้ชายตรงหน้าเลือกจะซื่อสัตย์กับคำว่าเรา และเธอเอง… ก็เลือกที่จะเชื่อเขาการประชุมบอร์ดในวาระต่อมามีเรื่องสำคัญที่ทุกคนตั้งใจฟัง ซึ่งไม่ใช่เรื่องผลประกอบการหรือแผนขยายโรงงานใดใด แต่เป็นเรื่องการให้หรือโครงการ CSR ของบริษัทที่นำเสนอโดยวันวิสาข์ ตัวแทนผู้ถือหุ้นจากรามโฮลดิ้งเธอเป็นคนลุกขึ้นนำเสนอโพรเจกต์มูลนิธิ Live for life ภายใต้การดำเนินการของโรงพยาบาลโชติภิวรรธ“นี่ไม่ใช่โครงการ CSR เพื่อภาพลักษณ์ค่ะ” เธอพูดตรง
หลังจากเข้ามาในห้องรับรองพิเศษ กลิ่นอ่อนๆ ของชา Earl Grey ลอยออกมาจากชุดน้ำที่เตรียมไว้ เขาช่วยประคองให้เธอนั่งบนโซฟานุ่มๆ ก่อนจะถาม“ลิลเวียนหัวไหมครับ ห้องนี้แอร์เย็นไปหรือเปล่า”“ไม่ค่ะ ปกติดีค่ะ”เพียงครู่เดียว เลขาหนุ่มคนหนึ่งเคาะประตูและก้มศีรษะให้เขาอย่างนอบน้อม“คุณรุจครับ ต้องรบกวนเรื่องเ
“ทำไมคุณตื่นเช้าจัง ผมยังไม่หายง่วงเลย”คำถามมาพร้อมกับท่อนแขนแข็งแรงที่กอดจากด้านหลัง เรียกเสียงหัวเราะเบาๆ ดังลอดออกมาจากคนที่อยู่ในห้องครัวของคอนโดกลางเมือง ตอนนั้นลลินากำลังยืนอยู่หน้าแพนทรีเพื่อเตรียมอาหารเช้าแบบง่ายๆ เธอสวมเชิ้ตผ้าฝ้ายตัวหลวมกับกางเกงขาสั้น ผมตรงยาวถูกรวบไว้ลวกๆ เธอยังไ
“แล้วเรื่องหนูคนนั้นกับลูก เป็นยังไงบ้างรุจ” หลังจากที่สามีและลูกชายได้ข้อสรุปเรื่องงาน มัทรีจึงเปลี่ยนไปคุยเรื่องหญิงสาวที่มีทีท่าเหมือนจะคบหากับลูกชายอยู่“อ๋อ ลิลเหรอแม่ ก็ไม่ไงนี่ครับ เขาก็น่ารักดี คุยง่ายไม่เรื่องมาก” มาวัชร์ตอบตามตรง เพราะว่าลิล หรือ ลลินาเป็นพนักงานในบริษัทที่เขาทำงา
“คุณรุจคะ ลิลท้อง” ทันทีที่ลลินาพูดจบก็เหมือนเกิดเดดแอร์ชั่วขณะ มาวัชร์ที่กำลังแต่งตัวชะงักมือเขามองเธออย่างไม่อยากเชื่อ“อะไรนะลิล คุณพูดเล่นหรือเปล่า” ชายหนุ่มหัวเราะแต่แล้วก็ต้องเงียบเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในมือเธอมันคือที่ตรวจครรภ์ด้วยตัวเองและสองขีดแดงนั่นก็ชัดยิ่งกว่าคำพูดใดใด ชายหนุ่มน







