Se connecterทันทีที่ทรงตัวได้มัสลินก็เงยหน้าขึ้นหมายจะขอโทษในความไม่ทันระวังของตน
"..."
ทว่าในวินาทีที่สบเข้ากับดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของคนตรงหน้า สิ่งที่กำลังตีกันวุ่นวายในหัวก็พลันปลิวหาย เหม่อมองเขาราวกับตกอยู่ในห้วงภวังค์
ใบหน้าคมคร้าม ร่างสูงใหญ่ตามแบบฉบับชาวต่างชาติ จมูกโด่งเป็นสันรับกับดวงตารียาวทรงอัลมอนด์
แม้แววตาจะราบเรียบ ยากอธิบายว่าเขากำลังคิดอะไร หากแต่คิ้วหนานั้นกลับขมวดมุ่นน้อย ๆ ฟ้องให้เห็นถึงอารมณ์หงุดหงิดของผู้เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี
"นายครับ เป็นอะไรไหมครับ?"
เสียงทักของชายชุดสูทด้านหลังที่ตั้งท่าจะพุ่งเข้ามาคั่นกลางปลุกให้มัสลินสะดุ้ง เพิ่งรู้สึกตัวว่าเผลอจ้องหน้าเขามากไป
มิหนำซ้ำจากเดิมที่เขาคว้าข้อมือเธอไว้ไม่ให้ล้ม บัดนี้กลับพบว่าเป็นมือเธอที่ดึงรั้ง กำแขนเสื้อของเขาไว้แน่นเสียเอง
เสียมารยาทจริงฉัน!
ตำหนิตัวเองในใจพลางลนลานคลายมือ ผละถอยจากเขาทันควัน
"ขะ..ขอโทษค่ะ ลินไม่ทันมองทาง"
มัสลินละล่ำลักก้มศีรษะขอโทษขอโพย แต่ดูเหมือนคำพูดเหล่านั้นจะไม่ไปถึงอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย แววตาคู่นั้นยังคงดุดันตามเดิม เพิ่มเติมคือจดจ้องจนเธอหายใจติดขัด รู้สึกราวกับกำลังถูกเขาเอามีดที่มองไม่เห็นมาจ่อข้างลำคอ
กระนั้นความใจดีที่มีอยู่เป็นทุนเดิม บวกกับความผิดที่เธอเป็นต้นเหตุ มัสลินจึงเอ่ยถามพร้อมขยับเข้าไปใกล้
"อา เป็นอะไรไหมคะ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?"
แต่แค่โน้มตัวเข้าหาชายชุดสูทก็ฮึดฮัด ทำท่าจะพุ่งเข้าใส่ ทำเอาเธอสะดุ้งโหยง หน้าเหลอหลา ก้าวถอยหลังสองสามก้าวด้วยความตกใจ
วอลเลอร์ยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้ลูกน้องถอยไป ดวงตาคมกริบหรี่มองใบหน้าซีดเผือดของเด็กสาวที่ยืนตัวสั่นงก ๆ แววตาสำนึกผิดครู่หนึ่งก็เบนลงมากวาดมอง สำรวจร่างเล็กอย่างเงียบ ๆ
ปฏิกิริยามองไล่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ทำราวกับเธอคือสินค้าที่ตั้งโชว์ไว้ให้เลือกสรร สร้างความไม่พอใจให้มัสลินจนไม่อาจเก็บสีหน้าและแววตาได้
ใบหน้าหวานปรากฏความบึ้งตึงขึ้นหลายส่วน ทว่ายังไม่ทันจะได้อ้าปากเอื้อยเอ่ยคำใด เสียงฝีเท้าหนัก ๆ และคำทักทายจากทางด้านหลังก็ดังแทรกขึ้นเสียก่อน
"ชักช้านะมึงอะ"
และเมื่อเอี้ยวไปมองตามเสียงจึงพบว่าเจ้าของประโยคเมื่อครู่นั้นคือนายแพทย์หน้าอ่อนที่เธอเพิ่งเสวนาด้วย
ดวงตาสีน้ำผึ้งเจือด้วยความขุ่นขวางจาง ๆ ตวัดกลับมามองใบหน้าคร้ามคมของหนุ่มต่างชาติอีกครั้ง แต่เพียงไม่กี่วินาทีเธอก็ก้มหน้า สับเท้าหนีออกจากสถานการณ์ชวนให้เดือดดาลไป
นทีเลิกคิ้ว แปลกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเด็กสาวที่ถามไถ่เรื่องอาการคนไข้ยังไม่ไปไหน แต่ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าคือเธอยืนประจันหน้ากับคนที่ขึ้นชื่อด้านเสีย ๆ แถมยังหน้าเหวี่ยงวีนจนไม่มีผู้หญิงที่ไหนกล้าสบสายตา
"ทำอะไรของมึง?"
"...."
เงียบ ... มีเพียงแววตาดุดันที่ส่งข้อความก่นด่ามาให้ว่า 'เรื่องของกู'
โถววว ไอ้ฝรั่งผู้กลัวดอกพิกุลจะร่วง!
นทีถอนหายใจพรืดให้กับความพูดน้อยแต่ต่อยหนักของลูกค้าที่พ่วงด้วยสถานะเพื่อน กระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาอยากยุ่ง แล้วที่ถามก็เพียงเพราะกลัวว่ามันจะไปแผ่รังสีอำมหิต ทำคนอื่นหวาดกลัวจนเกินจำเป็นก็เท่านั้น
ส่งข้อความก่นด่ากลับไปให้ผ่านสายตาแล้วศีรษะทุยก็พยักพเยิด เรียกให้อีกฝ่ายเข้าไปคุยกันในห้องตรวจ ก่อนเดินนำไปโดยไม่รั้งรอด้วยรู้ว่าอีกฝ่ายจดจำได้โดยไม่ต้องชี้บอก
เท้าใหญ่ก้าวไปด้านหน้าแต่แล้ววินาทีต่อมาวอลเลอร์ก็ชะงัก เอี้ยวกลับไปมองแผ่นหลังของเด็กสาวที่เดินจ้ำ ทิ้งระยะไปไกลโขด้วยแววตาเข้มขึ้น
"ยัยเด็กนั่น?"
ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายตามหลังอลันก็สามารถเข้าใจได้แทบจะในทันทีว่าเจ้านายหนุ่มต้องการถามอะไร
ใบหน้าคมคายของหนุ่มลูกครึ่งพยักรับพร้อมยื่นรูปถ่ายที่เก็บไว้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปด้านหน้าอย่างรู้งาน
สายตาเย็นเยียบปรายมามองใบหน้ายิ้มแย้มของเด็กสาวที่ปรากฏบนหน้าจอเพียงนิด มุมปากหนาหยักก็ค่อย ๆ ยกตัวสูง แววตาแปรเปลี่ยนเป็นนึกสนุก
มิน่าล่ะอีกฝ่ายถึงกล้าเรียกร้องเกินตัว เป็นเพราะแบบนี้นี่เอง หึหึ
ครืดดดดดดกระจกสีทึบค่อย ๆ เคลื่อนตัวลงจนสุด เผยให้เห็นใบหน้าคมคร้าม ไม่ผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้สักเท่าไหร่"ขึ้นมา"คำสั่งมาพร้อมสายตาดุดันที่ทำให้มัสลินเผลอกลั้นหายใจในตอนสบประสานสายตากัน ก่อนเธอจะก้มหน้า ลอบแบะปากแล้วฉันเลือกอะไรได้ไหม เลือกไม่ไปได้หรือเปล่าาส่วนคำตอบน่ะเหรอ ไม่ค่ะ .... ไม่น่าถามค่ะ โถวว~ถึงจะอยากหลบเลี่ยงเขามากแค่ไหน ทว่าความหวาดกลัวว่าหากเขาไม่พอใจแล้วเธอจะอดพบเจอครอบครัวนั้นมีมากกว่า ริมฝีปากบางจึงฝืนส่งยิ้มที่แสนจืดเจื่อน จำใจเอื้อมมือไปเปิดประตูแล้วก้าวขึ้นประจำที่นั่งข้างคนขับแต่โดยดีปึกคล้อยหลังเสียงประตูเหวี่ยงปิด ภายในห้องโดยสารที่มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ดังลอดมาให้ได้ยินก็บังเกิดความกระอักกระอ่วนใจขึ้นทันทีริมฝีปากบางเม้มแน่น เพียงแค่เห็นหน้าเหตุการณ์วาบหวามก็ผุดขึ้นในหัวมัสลินเป็นฉาก ทำเอาใบหน้าเห่อร้อน หน้าท้องหดเกร็งคล้ายมีมวลคลื่นซัดสาดคนที่เริ่มเสียอาการจึงต้องตบแก้มเรียกสติแล้วหาจุดวางสายตาที่เหมาะสม ใจก็พร่ำภาวนาขอให้การเดินทางครั้งนี้จบลงแค่ที่หน้าปากซอยก็พอท่าทางสงบเสงี่ยม ไม่กล้าแม้แต่จะสบสายตา ซ้ำยังกระถดกายถอยหนีจนชิดติดกับประตูอีกฝั่งเร
เสียงกุกกักดังขึ้นในช่วงห้านาฬิกาของวันใหม่ ก่อนที่ไม่กี่วินาทีต่อมาบานประตูของห้องที่เป็นต้นเสียงจะมีการเคลื่อนไหว เผยให้เห็นใบหน้าอิดโรยของคนที่อดตาหลับขับตานอนมาค่อนคืนหญิงสาวค่อย ๆ โผล่ใบหน้าออกมาจากด้านหลังของบานประตูท่ามกลางความมืดสลัว ดวงตากลมโตกลิ้งกลอกมาไปกระทั่งแน่ใจแล้วว่าทางเดินด้านนอกปลอดภัย ไร้ผู้คนอย่างที่ต้องการเธอก็พรูลมหายใจเบา ๆ ด้วยความโล่งอกอุตส่าห์ลงทุนแหกขี้ตาตื่นแต่เช้าขนาดนี้ หวังว่าจะไม่ต้องบังเอิญเจอะเจอใครเข้านะ!นึกถึงใครบางคนที่ว่ามัสลินก็เอี้ยวหน้าไปย่นจมูก ส่งสายตาคาดโทษให้ห้อง ๆ หนึ่งซึ่งตั้งอยู่อีกฟากสุดทางเดิน จากนั้นร่างบางในชุดนักศึกษาเต็มยศก็ย่อย่องลงจากมาชั้นสองของตัวบ้านอย่างไร้สุ้มเสียงโชคดีที่เช้านี้เหล่าสาวใช้มัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับภาระหน้าที่ของตนอยู่ในโซนครัวเสียส่วนใหญ่ ทำให้ไม่มีใครทันสังเกตเห็นตอนที่เธอวิ่งปรูดผ่านห้องโถงใหญ่เลยสักคนทว่าในจังหวะที่กำลังหย่อนปลายเท้าลงในคัตชูคู่ใหม่ที่เพิ่งได้รับเป็นสวัสดิการ เธอก็สะดุ้งโหยง เกือบหลุดหวีดร้องเมื่อมีเงาดำพาดทับเหนือหัว"คุณลินจะไปไหนครับ""คะ...คุณ โหยยย มาไม่ให้สุ้มให้เสียง ลินตกใจหมดเล
คล้อยหลังเสียงประตูเหวี่ยงกระแทกเปลือกตาก็เปิดขึ้นเผยให้เห็นสายตาเย็นเยียบที่ยังคงกรุ่นด้วยแรงปรารถนาไม่จาง มือหนายกขึ้นลูบใบหน้าพลางพ่นลมหายใจแรง ๆ ระบายความหงุดหงิด เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตเลยทีเดียวที่ถูกปฏิเสธซึ่ง ๆ หน้า มิหนำซ้ำคนปฏิเสธยังเป็นของเล่นราคาถูกที่เขาเก็บได้จากข้างทางเสียด้วย แม่ง เสียหน้าชะมัด!และยิ่งเมื่อหลุบตามองลงต่ำแล้วพบว่าส่วนสำคัญยังคงตั้งผงาด ประท้วงถึงความต้องการที่ไม่ได้รับการปลดปล่อยจนปวดหนึบไปทั้งลำแล้ววอลเลอร์ก็สบถออกมาอย่างสุดกลั้น"มันใช่เวลาไหมวะ!?"กรามแกร่งบดกันจนเป็นสันนูน แหงนใบหน้าขึ้นรับสายน้ำที่ตกมากระทบหวังใช้ความเย็นฉ่ำช่วยบรรเทาอาการร้อนรุ่มที่สุมอยู่ตรงกลางกาย แต่สุดท้ายก็ไร้ผล ไม่พ้นต้องเลื่อนมือลงจัดการอะไรต่อมิอะไรให้มันเข้าที่เข้าทางอยู่ดีเสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังก้องเคล้าคลอไปกับเสียงลามก ครู่ใหญ่ปลายทางร้อนแรงก็จบลงพร้อมเสียงร้องคำรามด้วยความสุขสมอึดใจต่อมาร่างสูงใหญ่กว่าร้อยเก้าสิบก็เดินทอดน่องออกมาจากห้องน้ำ สีหน้าเกียจคร้านคล้ายเสือที่เพิ่งได้อาหาร แม้มันจะเป็นเพียงแค่ของว่างสำหรับรองท้องก็เถอะเท้าใหญ่ชะงักเล็กน้อยในตอ
'เป็นเด็กดีของฉัน'เด็กดงเด็กดีอะไรเล่า ตอนนี้มันหมดชั่วโมงงานของเธอแล้วนะ!ครั้นพอมัสลินอ้าปากจะเถียง สัมผัสอุ่นจัดก็วกกลับขึ้นมาประทับจูบ พร้อมกันนั้นก็ใช้ปลายนิ้วบดขยี้สติที่ไม่ค่อยจะเต็มร้อยของเธอให้แตกกระเจิดอีกครั้งริมฝีปากบางเม้มแน่น ใบหน้าร้อนฉ่าเบือนหนีภาพตรงหน้าด้วยความกระดากอาย เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตอนนี้ระหว่างเธอกับอุณหภูมิของน้ำในอ่าง อันไหนกำลังร้อนระอุกว่ากัน ทว่ายิ่งเธอพยายามเอนกายถอยหนี สองแขนก็ออกแรงกอดรัดจนหายใจลำบาก ซ้ำปากร้อนก็ขยับตามอย่างไม่ละลด ขบกัดตามผิวกายจนเกิดรอยแดงเป็นจ้ำ"ยะ...อย่า ไม่...ไม่เอา ลินไม่อยากทำ"มัสลินประท้วงเสียงสั่น แม้ตอนนี้กายสาวจะร้อนผะผ่าวราวกับกำลังถูกไฟเผาไหม้ ข้างในปั่นป่วนไปด้วยแรงปรารถนา กระนั้นจิตใต้สำนึกก็ยังสั่งให้เธอผลักไสและปฏิเสธหากแต่คนฟังกลับแค่นหัวเราะ"ไม่อยากทำ? หึหึ เธอแน่ใจเหรอ"วอลเลอร์ย้อนถาม เหลือบมองสีหน้าหงิกงอเพียงนิดก่อนจะซุกใบหน้าลงฟัดสองเต้าแรง ๆ จนเด็กสาวบิดเร่า ส่งเสียงครวญครางแผ่ว ๆ จึงเงยขึ้นมามองคนปากแข็งอีกครั้ง แววตาเจือด้วยอารมณ์หยอกเย้า"แต่ร่างกายเธอมันบอกว่าอยาก ดูนี่สิ"แรงสะกิดที่ยอดจุกสีระเรื่
"อยู่นิ่ง ๆ"วอลเลอร์กำชับเสียงเข้ม รั้งรอกระทั่งแน่ใจแล้วว่าคนบนตักจะไม่ขัดคำสั่งด้วยการหยัดยืนอีกจึงคลายพันธนาการ เอื้อมมืออ้อมไปเปิดก็อกน้ำที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของเด็กสาวมัสลินสะดุ้ง ตกใจไม่น้อยในตอนที่ปลายนิ้วสากปัดป่ายไปตามใบหน้า ครั้นเมื่อมีหยาดน้ำชะโลมรดตามมา เธอผ่อนลมหายใจ คลายเครียดเกร็งลง"อย่าเพิ่งลืมตา"วอลเลอร์เอ่ยเอ็ดเบา ๆ เมื่อเด็กสาวพยายามจะเปิดเปลือกตาในทุกครั้งที่เขาแตะสัมผัส ช่วยล้างคราบฟองออกให้ แต่มีหรือที่เจ้าหล่อนจะเชื่อฟังเมื่อความเจ็บแสบทุเลาจนเกือบเป็นปรกติ คนที่อดทนจมอยู่ในความมืดมิดมานานก็ลืมตาโพลงพลันหัวใจดวงน้อยก็กระตุกไหว เต้นผิดจังหวะเมื่อสิ่งแรกที่ปรากฏสู่สายตาคือใบหน้าคมกร้ามที่กำลังเอียงมอง ซ้ำยังใกล้เสียจนไอร้อนของลมหายใจที่เป่ารดลงบนพวงแก้มพลอยทำให้เธอรู้สึกร้อนตามดั่งถูกไฟร้อนแผดเผา ยิ่งในตอนนี้ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลช้อนขึ้นมาสบประสานสายตา สมองก็คล้ายว่างเปล่า เหม่อมองประกายวาววับที่เจือด้วยความร้อนแรงราวกับตกอยู่ในห้วงภวังค์ปลายนิ้วสากตวัดปาด แรงถูและหยาดน้ำทำให้ทั้งคราบฟองที่เหลือและเครื่องสำอางที่เคลือบบนผิวนวลหลุดออก เผยให้เห็นร่องรอยของคว
กว่ามัสลินจะตั้งหลักได้ก็เล่นเอาทุลักทุเลพอควร เธออ้าปากส่งเสียงไอโขลก ๆ นึกอยากจะปาดเอาคราบฟองออกจากใบหน้าใจจะขาดแต่เพราะตอนนี้สองมือเต็มไปด้วยตัวต้นเหตุที่ทำให้แสบจนลืมตาไม่ขึ้น จึงได้แต่พยายามบ้วนทั้งน้ำและฟองขมปร่าออกจากปากแล้วสองมือเกาะไต่ตามขอบอ่างหวังพาตัวเองไปหาก็อกน้ำหรือฝักบัว แต่แล้วก็พบเจอกับอุปสรรค"อ๊ะ"คิ้วเรียวขมวดมุ่นแน่นเมื่อท่อนแขนปะทะเข้ากับบางสิ่ง ครั้นพอย้ายมือมาสำรวจลูบคลำ หมายจะผลักมันออกให้พ้นทาง สัมผัสอุ่นจัดก็ทำเอาเธอสะดุ้ง รีบหดมือกลับทันควันบ้า ... บ้าไปแล้ว อย่าบอกนะว่าเขาลงอ่างมาทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ใส่อะไรเลยน่ะ!เห็นเด็กสาวมีสีหน้าตื่นตะลึง วอลเลอร์ก็หลุดหัวเราะเบา ๆ แววตาวาววับเป็นประกายนึกสนุก"ทำไม กลัวฉันหรือไง"โถว ถามมาได้! ไม่กลัวก็แปลกแล้ว!มัสลินตะโกนเถียงไม่ใจ ร่างกายเครียดเกร็งขึ้นหลายส่วนเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกระเพื่อมของผิวน้ำที่บ่งบอกว่าให้รู้ว่ากำลังมีบางสิ่งเคลื่อนตัวเข้าหา"นะ...น้ำอุ่นพอดีเลยเนอะ งั้นลินลานะคะ"ละล่ำละลักบอก กระถดกายหนีไปอีกฝั่งพลางพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นหมายจะพาตัวเองออกจากสถานการณ์สุ่มเสี่ยงทว่าไหนจะความลื่นของครีมอา







