LOGIN"อยากให้ ใส่ด้วยนะแม่ ห้ามเอาไปเก็บไว้แต่ในตู้ไม่งั้นลินจะงอน"
"แล้วลินจะให้แม่ใส่ไปไหนล่ะฮึ วัน ๆ ก็ไม่ไปไหน"
"จะใส่แล้วนั่งอยู่บ้าน จะเดินไปซื้อข้าวที่หน้าปากซอยหรือจะใส่แล้วนอนก็ได้ แล้วแต่แม่เลยแต่ต้องใส่!"
กำชับพร้อมปั้นสีหน้าจริงจัง เพราะรู้ดีว่ามารดานั้นมีนิสัยช่างเก็บ ไม่ว่าเธอจะซื้อข้าวของมาให้กี่รอบ หวังได้เห็นคนรับใช้งานแต่สุดท้ายพวกมันก็ไหลไปกองกันอยู่ในตู้ภายในห้องนอนอยู่ร่ำไป
"จ้า จ้า ไว้แม่จะใส่แล้วเดินให้รอบบ้านเลย"
"ให้มันจริงเถอะ เดี๋ยวลินจะตั้งกล้องรอถ่ายรูปเก็บไว้เลย"
มัสลินหัวเราะร่าเมื่อมารดาประชดประชดกลับ เธอขยับเข้าไปจรดปลายจมูกโด่งรั้นเข้าที่พวงแก้ม แสดงความรักอย่างที่มักทำ
แล้วมุดตัวเข้าหาซุกซบ ใช้ความอบอุ่นของอ้อมกอดเยียวยาหัวใจที่เหนื่อยล้าจากปัญหารอบตัว
เดิมทีทุกอย่างคงจะเข้าที่เข้าทางกว่านี้หากมารดาไม่ถูกญาติพี่น้องเอาเปรียบ ใช้ข้อด้อยในความไม่รู้หนังสือ หลอกล่อให้มารดาลงลายเซ็นในเอกสาร
ซึ่งมัสลินเองก็ไม่ทราบแน่ชัดว่ามันคืออะไร เนื่องจากตอนนั้นเธอมีอายุเพียงสิบขวบ กว่าจะตระหนักรู้ในผลลัพธ์ที่เลวร้ายก็ตอนบิดาจากไปด้วยโรคร้าย
ไม่กี่เดือนถัดมาหมายศาลก็ร่อนมาแปะถึงหน้าประตูบ้าน ก่อนที่มันจะถูกนำขายทอดตลาดในขั้นตอนถัดมา
ลำพังเงินประกันชีวิตที่บิดาทิ้งไว้ให้ไม่สามารถซื้อบ้านหลังเดิมคืนมาได้ สุดท้ายครอบครัวจึงต้องระหกระเหินมาไปเรื่อย ๆ ตามแต่สถานที่ทำงานของมารดา
กระทั่งมาจบลงที่นี่ ที่ที่เรียกว่า 'ชุมชนแออัด'
แต่ใช่ว่าเธอคิดจะอยู่ที่นี่เป็นการถาวร
เธอวาดฝันอยากมีบ้านหลังเล็ก ๆ ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ดี ทว่าพอครุ่นคิดถึงจำนวนเงินในบัญชีที่เพียรเก็บหอมรอมริบมานานเธอก็ลอบถอนหายใจเบา ๆ
สองปีเพิ่งจะได้ห้าหมื่น แค่วางมัดจำบ้านเช่าหลังใหม่ก็หมดแล้ว แล้วแบบนี้เมื่อไหร่เธอถึงจะพาทุกคนออกไปจากที่นี่ได้นะ
"หนูด้วยสิ หนูด้วยย"
เสียงแหลมเล็กร้องโวยวายแล้วพยายามมุดตัวเข้ามาแทรกระหว่างกลาง เรียกเสียงหัวเราะให้ดังประสานกันด้วยความเอ็นดู ก่อนมัสลินจะขยับแบ่งพื้นที่ให้น้องสาวต่างมารดาได้รับไออุ่นของความรักด้วยกัน
"แบ่งกันเนอะ"
เธอเอ่ยบอกน้องสาวเสียงหวาน มองใบหน้าเล็กที่พยักตอบแล้วเอื้อมมือไปประคองกอดร่างเล็ก ขณะที่อีกมือก็ตวัดสอดเข้าโอบเอวมารดาแน่น
ปรากฏรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าทั้งสาม ก่อนที่เปลือกตาของเด็กสาวจะค่อย ๆ หรี่ลงปิดเมื่อได้ยินเสียงหวานฮึมฮัม ร้องเพลงขับกล่อมลูกน้อยด้วยบทเพลงประจำตัว
แม้ครอบครัวจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ แม้ฐานะจะไม่ได้ร่ำรวยจนเหลือกินเหลือใช้ และแม้บ้านหลังนี้จะไม่สุขสบาย ครบครันด้วยเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงและมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ
ทว่าสิ่งหนึ่งที่เธอได้รับไม่เคยขาดคือความรัก ความอบอุ่น ความหวังดีที่ได้รับจากอ้อมกอดของคน ๆ นี้เสมอ คนที่ขึ้นชื่อว่ามารดา
เพราะบางครั้งคำว่า 'บ้าน' ก็ไม่ได้หมายถึงสถานที่ และบางครั้งคำว่า 'ครอบครัว' ก็ไม่ได้หมายถึงจำนวนคน
หากแต่อาจหมายถึงความรู้สึกและสายใยความสัมพันธ์ที่ก่อเกิดต่างหาก
+
+
หลังทานมื้อเย็นและใช้เวลาอยู่กับครอบครัวต่ออีกพักใหญ่มัสลินก็ปลีกตัวกลับเข้ามาพักผ่อนต่อในห้อง
มือเรียวบีบขยำไปตามปลีน่องแข็งแรงที่ได้รับอิทธิพลมาจากการเคยยืนทำงานพีเอหรือชื่อเต็ม ๆ ที่เรียกว่าโปรดักส์แอดไวเซอร์ตามห้างตั้งแต่เช้าจรดเย็นจนแข็งปั๋ง
ก่อนจะเลื่อนขึ้นมานวดคลึงสลับทุบเบา ๆ ไล่ความเมื่อยขบที่สะสมตามท่อนแขน ซึ่งผ่านการยกถาดอาหารและเครื่องดื่มในวันนี้มาตลอดทั้งวัน
ทว่าพอนึกถึงเรื่องราวดี ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้หลัง ริมฝีปากบางก็พลันคลี่ยิ้มกว้าง ความเหนื่อยล้าสลายหายไปหลายส่วน
เนื่องในอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันคล้ายวันเกิดของมารดา ประกอบกับดับเบิ้ลทีคาเฟ่จะให้ซองแดงที่บรรจุค่าจ้างรายสัปดาห์ของเธอในทุก ๆ วันอาทิตย์
แต่เพื่อลดความเสี่ยงที่เงินจำนวนนี้อาจถูกฉกชิงวิ่งราวในช่วงที่เธอเดินเท้ากลับเข้าบ้าน หรืออันตรธานหายไปด้วยฝีมือของพ่อเลี้ยงที่ย่องเข้ามารื้อค้นในช่วงกลางวันที่เธอออกไปร่ำเรียน กรณีที่เธอเลือกนำเงินมาแอบเก็บไว้ในห้อง
เธอจึงถือโอกาสขอให้ทักษพลช่วยแวะส่งเธอที่ห้างใกล้ ๆ แล้วสอยเอาสิ่งที่มารดายืนจดจ้องอยู่นานสองนานเมื่ออาทิตย์ก่อน มามอบให้เป็นของขวัญวันเกิดล่วงหน้า
แล้วมุมปากก็ยิ่งยกตัวสูงขึ้นกว่าเดิมอีกเท่าตัว แววตาเปล่งประกายระยิบระยับเปี่ยมด้วยความสุขสมขณะหวนนึกถึงสีหน้าดีอกดีใจในตอนที่มารดาเปิดของขวัญออกดู
ไม่เสียแรงที่ใส่เกียร์หมาวิ่งจนหน้าตั้ง แม้ร่างกายเธอจะค่อนข้างผอมบาง แต่ก็ยังมีความแข็งแรงพอตัว
ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็สามารถหอบหิ้วเดรสตัวสวยแล้ววิ่งกลับมาขึ้นรถยนต์ที่ยังขับวนหาที่จอดไม่สำเร็จ เป็นการเสร็จสิ้นภารกิจได้อย่างสวยงาม
อ๊ะ! จริงสิ เธอลืมถ่ายรูปตอนมารดาแกะของขวัญในปีนี้เก็บไว้เลย
ถอนหายใจเบา ๆ ด้วยความเสียดายแล้วมือเรียวก็หยิบอุปกรณ์สื่อสารขึ้นมาหมายจะเลือกรูปถ่ายมาอัปโหลดขึ้นเว็บเพจส่วนตัวหวังเก็บเป็นความทรงจำ
ปลายนิ้วเรียวจรดลงบนหน้าจอซึ่งปรากฏรอยแตกประปรายใต้แผ่นฟิล์มด้วยเพราะใช้งานมาหลายปีนับตั้งแต่โทรศัพท์รุ่นนี้ผลิตออกมาวางขายแรก ๆ
ทว่าหลังจากที่หน้าจอสว่างวาบขึ้นหลังกรอกรหัสหกตัวเพื่อปลดล็อก ร่างบางก็สะดุ้งโหยง สีหน้าเลิ่กลั่ก
Tip (7 Missed call)
"เพราะแม่ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะแม่"ประไพครางรับเสียงอ่อนก่อนก้มหน้าซ่อนหยาดน้ำตาแห่งความรู้สึกผิด จะให้โทษว่าจุดเริ่มต้นนั้นมาจากตัวสามีใหม่ทั้งหมดก็ไม่ได้ ด้วยว่าหนี้ก้อนแรกที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะเธอแรกเริ่มเดิมทีมันเกิดจากการที่เธอไปหยิบยืมเงินเพื่อมาเป็นค่ารักษาตัวให้บุตรสาวคนเล็กที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกในช่วงนั้นพอดิบพอดี โดยมีอำพลเป็นตัวกลาง แนะนำผู้ปล่อยกู้มาแต่ใครจะไปล่วงรู้ว่าอำพลจะอาศัยความไว้เนื้อเชื้อใจ ฉกฉวยเอาเงินแต่ละงวดที่เธอฝากส่งนั้นไปลงกับการลงทุนธุรกิจออนไลน์ หรือเรียกให้จำเพราะเจาะจงก็คือ 'คาสิโนออนไลน์'ซ้ำร้ายยังแอบอ้างใช้ชื่อของเธอไปกู้ยืมเงินมาเพิ่มโดยไม่บอกกล่าว เพียงไม่กี่วันหนี้สินเดิมที่มีเพียงหนึ่งหมื่นบาทก็พอกพูนจนกลายเป็นหกหลักอย่างรวดเร็วครั้นจะปฏิเสธ ชื่อและลายนิ้วมือที่เธอเป็นคนประทับลงในสัญญาตั้งต้นด้วยตัวเองก็ดันผูกมัดแน่นหนา บีบให้เธอไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากหาเงินมาชดใช้คืน'เงิน' คือสาเหตุหลักที่ทำให้เธอไม่สามารถพาครอบครัวหนีออกไปจากชุมชนได้ แต่อีกหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือความปลอดภัยของลูก ๆเป็นที่เลื่องลืออยู่แล้วว่าหนี้นอกระบบ
มัสลินไม่รีรอที่จะถลาเข้าหาอ้อมกอดของมารดาทันทีที่ตั้งสติได้ แววตารื้นน้ำตาเต็มไปด้วยความโหยหา ความอบอุ่นและเสียงหวานที่พร่ำปลอบประโลมข้างใบหูช่วยตอกย้ำให้เธอแน่ใจว่าตรงหน้าไม่ใช่เพียงภาพลวงตาไม่นานเสียงร้องไห้โฮจึงดังลั่นไปทั่วบริเวณ ท่ามกลางสายตายิ้ม ๆ ของเหล่าสาวใช้ที่เรียงหน้ากันออกมาต้อนรับเจ้านายใหญ่ของบ้านอย่างที่ทำเป็นปกติในทุกวัน"มะ..แม่ ฮึก คิดถึง ลินคิดถึงแม่ คิดถึงน้องมาก ๆ เลย""แม่ก็คิดถึงลิน"วงแขนกระชับแน่นขึ้น โอบกอดลูก ๆ ทั้งสองด้วยความหวงแหนสุดหัวใจ แม้ช่วงเวลาที่ห่างหายจะเป็นเพียงไม่กี่วัน แต่ในความรู้สึกของคนเป็นแม่นั้น มันช่างยาวนานเหลือเกินทั้งสามผลัดกันกอด ผลัดกันหอมแก้มครั้งแล้วครั้งเล่า กระทั่งได้ยินเสียงคนตัวเล็กที่ยืนกอดตุ๊กตาอยู่ตรงกลางบ่นงอแงว่าหายใจไม่ออก มัสลินจึงยอมคลายอ้อมแขนแล้วยอบตัวลงนั่งยอง ๆถึงปากมารดาจะบอกว่าสบายดีไม่มีบาดแผลอะไร แต่เพื่อความสบายใจเธอขอเห็นมันด้วยตาของตัวเองดีกว่าทว่าขณะที่กำลังมองไล่สำรวจไปตามร่างกายของมารดาและน้องสาวต่างบิดาเป็นพัลวันอยู่นั้น ร่างสูงก็ก้าวดุ่ม ๆ เฉียดเธอไปเพียงนิด ชนิดที่หากขยับอีกไม่กี่องศาก็ชนเธอล้มคะมำ
"จะกลับได้หรือยัง?"ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายให้มากความเมื่อเจ้าของรถยนต์ก้าวลงมาแสดงตัวพร้อมทั้งจดจ้องเธอด้วยแววตาแข็งกร้าว สีหน้าถมึงทึงราวกับกำลังโมโหเธอหนักหนาซึ่งตอนนี้เพื่อน ๆ ของเธอเองก็มีสีหน้าไม่ต่างกับเขาสักเท่าไหร่ ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงที่ทั้งสองฝั่งจะปะทะกัน มัสลินจึงละล่ำละลักบอกลา"ฉะ...ฉันกลับแล้วนะ เดี๋ยวโทรหา โอเคนะ"สิ้นเสียงหวานใสมัสลินก็รีบวิ่งขึ้นรถก่อนที่ใครจะทันทักท้วง ทำให้ความพึงพอใจปรากฏขึ้นในแววตาเจ้าของรถทันทีที่เธอทำตัวว่านอนสอนง่ายดวงตาสีฟ้าปรายตาไปมองเด็กหนุ่มรุ่นเดียวกันกับเธอพลางขยับมุมปากให้ยกตัวขึ้นเล็กน้อยคล้ายต้องการเย้ยเยาะ ก่อนที่วอลเลอร์จะหมุนตัว ก้าวขึ้นมานั่งประจำที่หลังพวงมาลัยแรงกระชากของรถยนต์ยามพุ่งตัวออกจากหน้าตึกทำเอามัสลินหงายหลัง ศีรษะกระแทกเข้ากับเบาะ แต่ความเจ็บที่ได้รับนั้นเทียบไม่ติดกับวินาทีต่อมาเลย"เช้าคน เย็นคน เธอนี่มัน ... เหอะ ๆ"แล้วคำพูดก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงหัวเราะในลำคอ หากแต่คนฟังกลับฉุนกึก รู้สึกคล้ายถูกดูแคลน หาว่าเป็นพวกหน้าไม่อาย ชอบโปรยเสน่ห์ ยั่วยวนผู้ชายไม่เลือกหน้า"ลินมันทำไมเหรอคะ เจ้านาย"มัสลินจงใจเน้นเสียงท
"อะไร ๆ อย่าบอกนะว่าแกไปไม่ได้แล้วอะ"มัสลินเงยขึ้นมองคนถามที่เริ่มทำหน้ากระเง้ากระงอดแล้วหัวเราะแหะ ๆ จนต่อสถานการณ์ที่บีบบังคับให้จำต้องเอ่ยปฏิเสธ"คงต้องวันหลังแล้วแหละ""วันหลังนี่วันไหน อาทิตย์หน้าสอบ อาทิตย์ถัดไปก็ปิดเทอมแล้วนะ""โอ๋ ๆ ไม่งอนน้า เดี๋ยวพี่ลินมาชดเชยให้วันหลังน้าา"หากแต่คนฟังกลับสะบัดหน้าพรืดแล้วกระทืบเท้าปึงปังวิ่งลงบันไดนำไปก่อน ครั้นพอเห็นว่าไม่มีใครวิ่งตามลงมาจึงเอี้ยวหน้ากลับไปเร่งเร้า"ตามมาง้อด้วย!"ประโยคทิ้งท้ายทำคนข้างหลังทั้งสองถึงกับหลุดหัวเราะแล้วพร้อมใจกันส่ายหัวไปมา"รีบไปง้อเลยนะ ก่อนที่รายนั้นจะโมโหหิว"ภาคภูมิพยักพเยิดพลางทำหน้าสยองขวัญ ยิ่งส่งให้เสียงหัวเราะของมัสลินดังขึ้นกว่าเก่าด้วยรู้กันว่ายามทิพย์กมลขาดน้ำตาลนั้นเป็นอย่างไรจากนั้นจึงรีบซอยเท้า วิ่งตามลงไปสมทบเมื่อคนหน้างอหันมามองค้อนเป็นรอบที่สองเนื่องจากเป็นเพียงการแสดง ดังนั้นแค่ได้รับการกระเซ้าและกอดรัดสมใจ ครู่หนึ่งทิพย์กมลก็กลับมาเป็นปกติ หากแต่แววตาละห้อย ๆ ยังคงเจือไปด้วยความเสียดายไม่จาง"เฮ้ออ เสียดายอะที่แกไม่ได้ทำงานที่ร้านต่อแล้ว แบบนี้ตอนปิดเทอมคงเหงาแย่เลย""เหงาหรือกลัวไม่
ความจริงใจและจริงจังที่เจืออยู่ในทุกถ้อยคำทำเอาขอบตาคนฟังร้อนผะผ่าว ซึ้งในน้ำใจที่สองพี่น้องหยิบยื่นให้เสมอมาและยิ่งเมื่อร่างกายท่อนบนถูกดึงรั้งเข้าหาอ้อมกอดอบอุ่น หางตาก็เปียกชื้น มีหยาดน้ำไหลซึมเป็นทาง"ฉันมีแกเป็นเพื่อนสนิทแค่คนเดียวนะลิน ไม่ให้ฉันช่วยแก แล้วจะให้ฉันไปช่วยใคร เพราะงั้นต่อไปถ้ามีปัญหาอะไรอีกต้องบอกฉันนะ ไม่ต้องบอกคนแรกก็ได้ ขอแค่ไม่ใช่คนสุดท้ายที่รู้ก็พอ""อะ อือ เข้าใจแล้ว"น้ำเสียงขานรับอู้อี้ขึ้นจมูกเล็ก ๆ ทำให้ทิพย์กมลเดาได้ว่าเพื่อนกำลังอยู่โหมดในอารมณ์อ่อนไหว เธอจึงกระชับกอดพลางใช้มือตบลงบนแผ่นหลังบอบบาง ปลอบประโลมเบา ๆ"เข้าใจแล้วก็กรุณาทำตามด้วยนะคะ อย่าให้ต้องเกรี้ยวกราดบ่อย ๆ""อื้อ แบบนี้คือเราดีกันแล้วถูกมะ?""ยัง!""อ้าว""ขอเล่นตัวก่อนสิ นานที ๆ จะมีคนมาง้อ ปกติทะเลาะกับพี่ทักษ์ทีไรฉันต้องหายเองตลอดเลย"คำตอบทำเอามัสลินหลุดยิ้มทั้งน้ำตา "ใช่สิ เพราะเดี๋ยวแกอดค่าขนม""อย่ามารู้ทันเซ่!~ เดี๋ยวแม่ก็งอนต่อซะหรอก!""โอ๋ ๆ อย่าเล่นตัวนานเลยนะ ฉันง้อคนไม่เก่ง""เออรู้ งั้นหายแล้วก็ได้"คราวนี้มัสลินหัวเราะออกมาอย่างสุดกลั้น อ้าแขนแล้วกอดตอบอีกฝ่ายแรง ๆ บ้าง
ขาเรียวชะงัก บังเกิดความลังเลใจขึ้นแวบหนึ่งหลังก้าวเท้าเข้ามาในห้องเรียนแล้วมัสลินพบว่าด้านในมีเพียงเธอและทิพย์กมลซึ่งวันนี้ดันมาถึงมหาวิทยาลัยเช้ากว่าปกติด้วยกันทั้งคู่หากเป็นปกติเพื่อนสาวคงยิ้มร่า ร่ำร้องให้เธอพาลงไปตุนเสบียงด้วยกันที่โรงอาหารของชั้นหนึ่งแต่เพราะเหตุการณ์ล่าสุดที่คุยกันนั้นจบลงด้วยคำตัดพ้อ ซ้ำเธอยังไม่ได้ติดต่อกลับไปหาอีกเลย ใบหน้าของทิพย์กมลจึงหงิกงอพอสมควร"ทำไม มาเช้าจัง~"เพราะไม่อยากให้บรรยากาศย่ำแย่ มัสลินจึงแสร้งทำเหมือนว่าอะไร ๆ ยังเหมือนเดิม แต่แล้ววินาทีต่อมารอยยิ้มสดใสก็จืดเจื่อนลงหลายส่วนเมื่อเพื่อนสาวทำเมินครั้นพอเดินเข้าไปใกล้ก็ไม่แม้แต่จะชายตามองราวกับยังโกรธหนักหนา สุดท้ายมัสลินจึงตัดสินใจไม่เซ้าซี้เธอลือกหย่อนสะโพกนั่งใกล้ ๆ โดยเว้นระยะให้มีเก้าอี้ว่างกั้นกลางหนึ่งตัวสำหรับเพื่อนอีกคนที่ยังมาไม่ถึงมือเรียวดึงเอาปึกเอกสารที่ตระเตรียมมาจากบ้านแล้วก้มหน้าก้มหน้าอ่านลายมือที่ตัวเธอจดสรุปย่อ ๆ ไว้บนแต่ละหน้าชีทเรียน ทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่ซึมเข้าหัวเธอเลยสักตัวอักษรขณะที่อีกคนเองก็มีสภาพไม่ต่าง ปลายนิ้วเรียวตวัด ไถหน้าจอโทรศัพท์ขึ้น ๆ ลง ๆ หากแต่







