LOGINTip (7 Missed call)
ซวยแล้ว! เพราะมัวแต่ตื่นเต้นเรื่องให้ของขวัญ เธอจึงหลงลืมคำที่เพื่อนกำชับก่อนกลับไปเสียสนิท
จำนวนมิลคอลที่ค้างบนหน้าจอทำให้มัสลินเลือกเปิดดูข้อความที่เพื่อนสาวพิมพ์ทิ้งไว้ยาวเหยียดก่อน
ใบหน้าสวยหวานพลันเหยเก คิ้วเรียวขมวดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งอ่านจนถึงตัวอักษรตัวสุดท้ายเธอก็พรูลมหายใจออกมาพรืดใหญ่ โถมตัวลงซุกซบหมอนใบโต บอกไม่ถูกว่าควรจะรู้สึกเคร่งเครียดหรือขบขัน
แต่ละประโยคที่โชว์หราบนหน้าจอนั้นเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดที่ถูกเมิน ทว่าอีกนัยหนึ่งกลับแฝงไปด้วยความห่วงใยระคนตัดพ้อจนเธออดรู้สึกซาบซึ้งในมิตรภาพที่หาซื้อด้วยเงินไม่ได้
"เอาน่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ยัยทิพย์งอนนะ อย่าป้อดดิวะ"
มัสลินดึงตัวขึ้นมานั่งหลังตั้ง พึมพำเรียกความฮึกเหิมให้ตัวเองขณะที่มือเรียวก็ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบอก สวดภาวนาขอให้ตัวเองรอดพ้นจากการถูกเทศนาครู่หนึ่งจึงกลั้นใจจรดปลายนิ้วลงบนปุ่มสีเขียว
ใจดวงน้อยเต้นแรงไม่เป็นจังหวะขณะเงี่ยหูฟังเสียงสัญญาณรอสายที่ดังขึ้นเป็นระยะ ๆ ข้างหู และแล้วความแข็งเกร็งก็เพิ่มขึ้นในเสี้ยววินาทีเมื่อชั่วโมงแห่งการสารภาพบาปมาถึง
(ฮึ!)
สั้น ๆ ง่าย ๆ แต่ก็ได้ใจความเต็ม ๆ มัสลินเบะปากคว่ำ ทำหน้าจะร้องไห้หลังได้ยินคำแรกที่เพื่อนเอื้อนเอ่ย คราวนี้ท่าจะงอนหนัก ฮะลงฮะโหลก็ยังไม่มีเลย
(ฮึ!)
สั้น ๆ ง่าย ๆ แต่ก็ได้ใจความเต็ม ๆ
มัสลินเบะปากคว่ำ ทำหน้าจะร้องไห้หลังได้ยินคำแรกที่เพื่อนเอื้อนเอ่ย คราวนี้ท่าจะงอนหนัก ฮะลงฮะโหลก็ยังไม่มีเลย แล้วคนมีความผิดก็รีบออดอ้อนเสียงอ่อน
"ขอโทษ~ ตอนแรกก็พิมพ์ไว้แล้วแหละแต่พอดีเจอแม่ที่หน้าบ้านก็เลยรีบเอาของขวัญไปให้ แหะ ๆ ไม่งอนกันน้าาาา~"
(ชิ! ตอนแรกก็งอนแหละ งอนไปสามตลบแล้วด้วย แต่เห็นว่าลืมฉันเพราะแม่หรอกนะ จะยอมยกโทษให้ก็ได้ แต่ทีหลังแกอย่าทำแบบนี้อีกนะยะ รู้ไหมว่าพี่ทักษ์เกือบจะพังบ้านแล้ว)
"พังบ้าน?"
(ก็เออน่ะสิ! พอรู้ว่าแกไม่ไลน์มาบอกสักทีทั้งที่เดินสิบนาทีก็น่าจะถึงบ้าน นางเลยเซ้าซี้ให้ฉันโทรหาแกรัว ๆ เลยเว้ย บอกว่าถ้าเกิดแกเจอคนไม่ดีระหว่างทางจะทำยังไง เราควรไปแจ้งตำรวจดีไหม นู่นนี่นั่น เอาซะความเป็นห่วงของฉันหดเหลือเท่าขี้แมวเลย!)
มัสลินหลุดหัวเราะขบขัน ฟังแล้วเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะนอกจากชื่อของทิพย์กมลแล้ว บนหน้าจอก็ไม่เห็นจะมีแจ้งเตือนของใครอื่น
แถมคนสุขุมนุ่มลึกอย่างพี่ทักษพลน่ะเหรอจะโวยวายใหญ่โต ไม่มีทาง~
แต่กระนั้นพวงแก้มนวลก็ร้อนวูบวาบ ใจดวงน้อยหวิวไหวขณะนึกจินตนาการภาพตามคำบอกเล่าอย่างอดไม่ได้
"แกก็เวอร์ไป พี่ทักษ์ไม่เล่นใหญ่ขนาดนั้นหรอกน่า"
(น้อยไปสิ! กะแล้วว่าแกต้องพูดแบบนี้ รู้งี้มันน่าอัดวิดีโอเก็บไว้ เผื่ออนาคตได้เอาไปแฉ!)
"แหมมม~ แกจะเอาไว้เรียกค่าไถ บังคับให้พี่ทักษ์เพิ่มค่าขนมมากกว่า ฉันรู้ฉันสัมผัสได้!"
(บ้าาาา อย่าเอาเรื่องจริงมาล้อเลียนสิ เออนี่ วันมะรืนนี้วันเกิดพี่ทักษ์แล้วนะ ฉันตั้งใจจะกินเลี้ยงกันที่ร้าน CYou เพราะงั้นรบกวนคุณมัสลินแต่งตัวสวย ๆ เอาให้พี่ทักษ์เห็นแล้วอ้าปากค้าง ตะลึงตึงโป๊ะไปเลยนะ!)
"เพื่อ!? วันเกิดทั้งทีทำไมไม่นั่งกินข้าวกันตามประสาพี่น้อง จะหนีบคนนอกอย่างฉันไปด้วยทำไมยะ"
(คนนงคนนอกอะไร เดี๋ยวในอนาคตแกก็จะกลายมาเป็นคนในครอบครัวฉันแล้ว เพราะว่าฉันจะเอาแกผูกโบว์ ยกเป็นของขวัญให้พี่ทักษ์ไง คิกคิก)
มัสลินชะงัก รอยยิ้มจางลงหลายส่วนสวนทางกับปลายสายที่หัวเราะคิกคักชอบใจในแผนการของตัวเองเสียเต็มประดา
เธอซึ้งใจมากที่ทั้งสองไม่เคยคิดรังเกียจรังงอนในเรื่องฐานะและชาติตระกูล แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่กล้าคิดฝันเอาตัวเองไปเทียบเคียงกับใครเค้าหรอก
ก้มมองสภาพของตัวเองแล้วก็แค่นยิ้มเย้ยหยัน
(นี่ ... ฉันรู้นะว่าแกกำลังคิดอะไรน่ะ ทำไมชอบคิดมากเรื่องนี้จังฮะ!)
"เปล่าาา ไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย ..."
พลันเสียงหวานก็สะดุด หลุบหายในลำคอ
คิ้วเรียวเลิกขึ้นด้วยความฉงนพลางค่อย ๆ เบนสายตาไปมองยังบานหน้าต่างที่มีเสียงกุกกัก บ่งบอกว่ามีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ข้างนอก
มีแมวมาคุ้ยเศษอาหารอีกแล้วเหรอ?
เธอลดมือข้างที่ถือโทรศัพท์ลงมาวางบนหน้าตัก พยายามเงี่ยหูฟังแล้วหัวคิ้วก็ยิ่งขมวดมุ่นเข้าหากันแน่นเป็นปมยุ่งเหยิงเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเธอไม่เคยเทอะไรทิ้งไว้ซะหน่อย
แกร่ก
เสียงคล้ายอะไรแตกหักดึงให้มัสลินหลุดออกจากห้วงความคิดสงสัย เธอรีบยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู ป้องปากกระซิบกระซาบสองสามคำก็วางสายแล้วหันซ้ายหันขวา มองหาอุปกรณ์ป้องกันตัว
อ๊ะ เจอแล้ว!
ดวงตาลุกวาวปราดเข้าไปคว้าไม้ถูพื้นที่เพิ่งนำเข้ามาทำความสะอาดห้องเมื่อวานมาถือแล้วกระชับแน่น ค่อย ๆ ย่องเข้าไปใกล้ต้นตอของเสียงด้วยท่าทีระมัดระวัง
หากตัวข้างนอกเป็นแมวขโมยอย่างที่คิดล่ะก็ คงต้องเจอหมาบ้าอย่างเธอหน่อยแล้ว
@หลายปีต่อมาเสียงเจี๊ยวจ๊าวดังสลับกับเสียงกรีดร้องทำเอาคนที่เพิ่งเดินทางมาถึงโรงเรียนหน้าเสีย รีบเร่งฝีเท้าให้ก้าวเร็วขึ้นเสียจนคนด้านหลังต้องตะโกนท้วงด้วยความเป็นห่วง"เดินช้า ๆ หน่อยลิน""ค่า~"จังหวะการก้าวเดินผ่อนลงทันควันก่อนที่มันจะหวนกลับมาถี่ยิบอีกครั้งเมื่อมีเด็กชายวัยห้าขวบวิ่งหน้าตั้งผ่านหน้าไป มือข้างหนึ่งกุมศีรษะซีกซ้าย ดวงตาแดงก่ำคล้ายอยากร้องไห้แต่พยายามทนฝืนคงไม่ใช่หรอก ...พยายามปลอบใจตัวเองแล้วละล่ำละลักชะเง้อคอมองหาลูกสาวสุดที่รักอย่างร้อนรน กระทั่งเห็นร่างเล็กผุดลุกขึ้นจากม้านั่งข้างสนามเด็กเล่น เดินลากกระเป๋ามาหาความว้าวุ้นใจก็ลดลงมัสลินกวาดสายตามองสำรวจลูกสาวอย่างรวดเร็ว ครั้นเมื่อไม่พบร่องรอยความเจ็บปวด ผิวกายยังคงขาวผ่อง ไร้รอยขีดข่วนอย่างที่นึกหวั่นก็ผ่อนลมหายใจโล่งอกนับตั้งแต่ขึ้นประถมหนึ่งได้ ลูกสาวก็ทำเอาเธอหมดเหงื่อไปหลายถัง วิ่งวุ่นไปพบคุณครูประจำชั้นแทบทุกเดือนด้วยข้อหาเดิม ๆ'น้องเวนดี้ทะเลาะกับเพื่อนอีกแล้วค่ะ'จนทำให้ในทุกเย็นเธอจะเกิดความกังวลเสมอว่าวันนี้ลูกสาวจะกลับบ้านพร้อมบาดแผลจากวิถีนักสู้หรือไม่ แต่ดูท่าที่เด็กชายหัวโนตาบวมปูดเมื่อกี้นี้คง
"ลิน ลุกมาทำไมไม่เรียก"น้ำเสียงเข้มงวดดังลอยมาปะทะใบหน้าทันทีที่ย่างเท้าพ้นขอบประตูห้องน้ำ ทำเอาคนที่เพิ่งย่องออกมายิ้มแหย จะเถียงก็เถียงไม่ออกเพราะจำนนต่อหลักฐาน ครั้นพอนิ่งเงียบหวังให้เรื่องมันจบไปก็โดนจดจ้องกดดัน สุดท้ายจึงต้องงัดลูกอ้อนเข้าสู้"ก็ลินเห็นพี่หลับอยู่นี่คะ นี่ตั้งใจจะแวบมาแค่นาทีเดียวเองน้าา~""นาทีเดียวก็ไม่ได้ พี่บอกแล้วไง ดึกแค่ไหนก็ต้องเรียก ถ้าหนูเจ็บท้องหรือลื่นล้มขึ้นมาจะทำยังไง คราวก่อนที่หน้ามืด นั่งเป็นตะคริวในห้องน้ำตั้งนานสองนาน ไม่เข็ดเหรอ?"เมื่อก่อนนี่กว่าจะพูดได้แต่ละคำเธอแทบง้างปาก แต่ดูตอนนี้สิ พูดรัวแบบไม่เว้นวรรคหายใจเชียว ... แต่ก็ทำได้แค่บ่นในใจ เพราะสิ่งที่แสดงออกได้ในตอนนี้คือการทอดยิ้ม ทำหน้าสำนึกผิดนับตั้งแต่เปลี่ยนสถานะมาเป็นสามีทั้งทางพฤตินัยและนิตินัย ความหวงแหนที่มีต่อเธอและลูกน้อยก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณยิ่งในเวลานี้ที่อายุครรภ์ของเธอย่างเข้าวีคที่สามสิบแปด ทั้งปวดเบาบ่อยครั้ง สะดุ้งเพราะเป็นตะคริวกลางดึก มือเท้าบวมฉุและเริ่มมีอาการเจ็บท้องเตือนจนหลายครั้งพานทำคนข้างกายสะดุ้งตื่นไปด้วยทว่านอกจากเขาจะไม่เคยนึกรำคาญเธอแม้แต่น้อยแล้ว กลั
เสียงสัญญาณรอสายดังแว่วมาให้ได้ยินไม่ถึงสามวินาทีก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงอื่น( ลิน~ )น้ำเสียงดีอกดีใจของอีกฝั่งทำเอาความหมั่นไส้ที่มีเป็นทุนเดิมพุ่งปรี๊ด จากเดิมที่ตั้งใจจะรีบพูดรีบจบจึงกลายเป็นอยากทำให้อีกฝ่ายเจ็บแล้วยอมจบในคราเดียว"อยากเป็นชู้จนตัวสั่น?"( ไอ้วอลเลอร์! )"ก็รู้จักชื่อผัวเขาหนิ"( ... )แม้ปลายสายจะเงียบ ไม่โต้ตอบ แต่เสียงโครมครามที่ดังเล็ดลอดมาให้ได้ยินก็ทำให้วอลเลอร์พอนึกภาพออกว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไร เขาแค่นหัวเราะเย้ยหยัน"เลิกวุ่นวายกับเมียกับลูกกูซะ"( ละ...ลูก? มะ...มึงพูดอะไร )"เออ! ลูก! ลินกำลังจะมีลูกกับกู ได้ยินแล้วก็ไสหัวออกจากไปชีวิตเมียกูได้แล้ว อย่าให้กูต้องพูดซ้ำสอง ไม่อย่างงั้นรอบหน้าจะไม่ใช่แค่ลูกน้องมึงที่ได้กินลูกตะกั่ว จำใส่กะโหลกมึงไว้ด้วย!"ตะคอกจบวอลเลอร์ก็กดตัดสายไปทันที มือหนาง้างขึ้นสูงหมายจะเขวี้ยงโทรศัพท์เจ้าปัญหาอัดลงพื้น แต่พอตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่เครื่องของตัวเองเขาก็เปลี่ยนทิศเป็นโยนมันทิ้งลงเตียงนุ่มแทน"ส่งคนไปวันนี้เลยดีไหมวะ?"คนหงุดหงิดยังคงบ่นพึมพำโดยไม่รู้ตัวเลยว่าทุกคำที่พูดโพล่ง และทุกการกระทำนั้นอยู่ในสายตาของใครบางคนมาตั้งแต่ต
เสียงก๊อกแก๊กลอยแว่วมาจากห้องน้ำปลุกให้ว่าที่คุณแม่ที่ตอนนี้หน้าท้องเริ่มขยายใหญ่ขึ้นจนสามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตาเปล่าค่อย ๆ ปรือตาขึ้นมามองตาม ก่อนที่รอยยิ้มหวานจะจุดขึ้นบนริมฝีปากและดวงตาช่วงเวลาเจ็ดนาฬิกาของแต่ละวันจะมีเสียงนี้ดังขึ้นเสมอ ๆ เมื่อมีใครบางคนลงทุนตื่นมานั่งผสมน้ำและตระเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ไว้รอต้อนรับเธอในทุกเช้าด้วยตัวเองนอนเกลือกกลิ้งรอเวลาครู่หนึ่งมัสลินก็ค่อย ๆ แงะตัวเองขึ้นจากเตียง เดินลากเท้าเข้าไปหาคนตัวโตที่กำลังนั่งวัดอุณหภูมิของน้ำในอ่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียดทันทีที่เห็นว่าหญิงสาวตื่นแล้วสีหน้าวอลเลอร์ก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้ม แววตาอ่อนโยนในเสี้ยววินาที"รอแป็บนะที่รัก ใกล้ได้แล้ว""ค่ะ"มัสลินคลี่ยิ้มละมุน หย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเล็ก เอียงคอมองเขาทำนู้นทำนี่ด้วยแววตาหวามหวาน เปี่ยมสุขเพราะมีนัดติดตามดูการเจริญเติบโตของเจ้าตัวจิ๋วกับหมอสาวทุกเดือน ทุกคนจึงเห็นพ้องต้องกันว่าเธอควรย้ายลงมาปักหลักที่คฤหาสน์ แทนที่จะนั่งเครื่องไป ๆ กลับ ๆหนึ่งคือเพื่อความสะดวก สองคือเพื่อความปลอดภัยดังนั้นตลอดสี่เดือนมานี้วอลเลอร์จึงคอยทำทุกอย่างที่พอทำแทนเธอได
บังเกิดก้อนบางอย่างแล่นขึ้นมาจุกกลางอก รู้สึกอ่อนไหวจนขอบตาร้อนผะผ่าวขึ้นมาดื้อ ๆ ครั้นพอหันไปหาคนที่นิ่งเงียบ เอาแต่นั่งบีบมือเธอแน่นมาตั้งแต่เริ่มอัลตราซาวด์เธอก็หลุดอมยิ้มดูเหมือนจะมีคนอ่อนไหวกว่าเธอเสียอีก~"พี่คะ~"เสียงร้องเรียกดึงให้วอลเลอร์ค่อย ๆ เบนสายตามาสบประสานกับเจ้าของเสียง เขาสะดุ้งน้อย ๆ ในตอนฝ่ามือที่เย็นเฉียบเพราะความตื่นเต้นไม่ต่างจากมือของเขา เลื่อนขึ้นมาวางทาบบนข้างแก้ม"นี่คือดีใจหรือเสียใจคะ?"เขาเลิกคิ้วฉงน กระทั่งมีสัมผัสจากปลายนิ้วตวัด ปัดเอาบางอย่างออกจากหางตาให้ ตอนนั้นเองเขาจึงเพิ่งรู้สึกตัวได้ว่ากำลังนั่งน้ำตาไหลพรากต่อหน้าทุกคนใบหน้าคมคร้ามลนลานก้มงุด มุดลงซบกับข้างเตียงทันควัน บ้าเอ้ย! ตั้งแต่เกิดมาสามสิบกว่าปี เพิ่งจะเคยร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น"ไม่ตอบลินจะถือว่าดีใจนะคะ""ดีใจสิ ดีใจมาก ๆ"เสียงอู้อี้ดังลอดออกมาแรงบีบกระชับที่มือมากขึ้น ส่งให้รอยยิ้มหวานบนใบหน้ามัสลินกว้างขึ้น ทั้งขบขันทั้งเอ็นดูอยากจะดึงเขามากอดมาหอมให้หายมันเขี้ยวชะมัด!แต่เพราะรู้ว่าคงมีคนเขินจนเกรี้ยวกราดเธอจึงทำแค่อมยิ้มแล้วบีบมือเขาตอบกลับไป ไม่กี่อึดใจกระบวนการตรวจทั้งหมดก็สิ้นส
มัสลินเลิ่กลั่กเอี้ยวตัวไปคว้ามือว่าที่คุณพ่อ ส่งสายตาร้องขอแทบไม่ทัน"พี่คะ...""ครับ"ทว่ายังไม่ทันพูดจบ อีกฝ่ายก็ขานรับด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างจากตอนใช้กับเพื่อนสนิทลิบลับ ทั้งยังใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่ผลักเพื่อนให้ถอยออกให้พ้นทาง ก่อนถลันเข้ามาหย่อนสะโพกลงนั่งเคียงข้าง ทอดมองเธอด้วยแววตาหวานเชื่อมทำเอาผู้เห็นเหตุการณ์ถึงกับหลุดอมยิ้มเอ็นดู เว้นเพียงนทีที่ส่งเสียงเหอะเบา ๆ มองแรงด้วยความหมั่นไส้ด้วยรู้ดีว่าปกตินั้นเพื่อนชายเป็นคนอย่างไร ส่วนไอ้ด้านอ่อนโยนนี่มันสงวนไว้ใช้เฉพาะกับเด็กสาวเพียงคนเดียวเท่านั้น"ลำพวกเห่อเมียเห่อลูก พี่ไปก่อนนะน้องลิน"ว่ากระทบกระเทียบฝรั่งดองอย่างอดไม่ไหว ก่อนหันไปเอ่ยลากับคนเขินจนหน้าแดงเป็นตำลึง จากนั้นจึงหมุนตัวเดินหนีโดยไม่ลืมกำชับกับรุ่นน้องอีกหน"ไปละ ฝากด้วยแล้วกันนะขิง""จะดูแลให้เป็นอย่างดีเลยพี่"หมอสาวคลี่ยิ้มสดใส แววตาเป็นประกายเหม่อมองรุ่นพี่หนุ่มด้วยความชื่นชม จวบจนกระทั่งประตูเคลื่อนตัวเข้ามาปิดบังสายตาจึงหันกลับมาทำหน้าที่ของตนต่อ"โอเค งั้นเรามาเริ่มกันเลยนะคะ""ค่ะ"ใบหน้าที่ยังแดงไม่จางพยักรับ ให้ความร่วมมือในการตอบคำถามคุณหมอเป็นอย่
เพราะเช้านี้มีนัดตรวจร่างกายมัสลินจึงมีข้ออ้างให้ตัวเองรอดพ้นกรงเล็บของเสือหิวได้ แม้ระหว่างทางจะต้องจ่ายส่วยให้กับคนข้างกายบ้างแต่ก็ยังดีกว่าถูกขย้ำจนหมดแรงเดินรถยนต์คันหรูชะลอความเร็วลงกึ่งหนึ่งขณะเลี้ยวเข้า ก่อนแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าทางเข้าโรงพยาบาลตามคำสั่งของเจ้านายใหญ่ที่ไม่ต้องการให้ภรรยาเด
แม้จะถอนจูบออกแล้ววอลเลอร์ก็ยังเฝ้าคลอเคลียไม่ห่าง อิงหน้าผากเข้ากับหน้าผากของเด็กสาวพลางเปลี่ยนจากการรวบข้อมือมาเป็นกอบกุม"หืม? ทำไมมือเย็นจังคะ?""ฉันตื่นเต้น"คำตอบยิ่งส่งให้คิ้วเรียวที่ขมวดมุ่น ขยับเข้าหากันมากขึ้น ทั้งงุนงงทั้งไม่เข้าใจว่าเขาจะมาตื่นเต้นอะไรในเมื่อวันนี้มันเป็นวันคล้ายวันเกิด
"วันเกิด? โอ๊ะ จริงด้วย พรุ่งนี้วันเกิดหนูนี่นา!"มัสลินร้องอุทาน ตาโต เพราะชินกับการต้องทำงานไปเรียนไป ทำให้ที่ผ่านมาวันเกิดจึงมีเพียงทานอาหารมื้อเย็นร่วมกัน จากนั้นเธอจะนำพวงมาลัยมาไหว้มารดา ไม่มีการเลี้ยงฉลองให้เปลืองเงินตราทำนองนี้อีกทั้งเดิมทีเธอตั้งใจว่าหลังตรวจร่างกายเสร็จ จะขอร้องแกมบังคับ
มัสลินเลิกคิ้วฉงน ทว่ายังไม่ทันจะได้คำตอบอะไรเพิ่มเติมอีกคนก็ยกยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วจับจูงเธอให้ก้าวเดินออกจากบริเวณเรือนกระจก อึดใจทั้งสองก็ข้ามมายังอีกด้านของเขตบ้านพลันดวงตากลมโตก็เบิกกว้าง ฉายแววประหลาดใจเมื่อพบว่าสิ่งที่รอเธออยู่เบื้องหน้านั้นคือผ้าลายตารางสีแดงปูไว้สำหรับนั่งเล่น ข้างกันคือโต๊ะซ







