Mag-log inไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเพื่อนสาวคนสนิทก็มาถึง มัสลินจึงจำต้องปลุกตัวเองให้ลุกขึ้นมาอ่านหนังสือทบทวนก่อนเข้าทำควิชรอบเช้า
ทว่าผลพวงจากการนอนหลับไม่เพียงพอ ก็ส่งผลให้เธอเผลอหลุดโฟกัสจากสิ่งที่กำลังทำอยู่หลายหนหลายครา
"ยัยลิน ไหวไหมเนี้ย"
เสียงร้องทักบวกกับสัมผัสแผ่วเบาที่ต้นแขนทำเอาคนที่กำลังนั่งสัปหงกจนคอแทบเคล็ดสะดุ้งเฮือกจนคนสะกิดพลอยสะดุ้ง หลุดอุทานด้วยความตกอกตกใจ
ครั้นพอเห็นว่าเจ้าของประโยคเมื่อครู่คือใคร มัสลินก็ค้อนขวับ คว้ากาแฟที่วางจนเริ่มเย็นชืดมาจิบเรียกสติ
"ตกใจหมดเลย ฉันก็นึกว่าใคร"
"ฉันอะควรตกใจมากกว่า พูดอยู่ดี ๆ เพื่อนฉันก็ลอยเฉยเลย เมื่อคืนฉันว่าฉันก็วางสายเร็วนะ เอ๊ะ! หรือว่าช่วงนี้หัวใจของหนูมิสลินจะมีหนุ่ม ๆ แวะมาขายขนมจีบ ไม่ได้นะ ฉันจองแกไว้ให้พี่ทักษ์แล้ว ใครก็ห้ามแย่ง"
"โอ๊ยยย เพ้อเจ้อแล้วยัยทิพย์ หน้าอย่างฉันเนี้ยนะจะมีคนมาจีบ"
"ก็หน้าแบบนี้แหละค่ะที่พี่ชายฉันหลงจนหัวปักหัวปำ! ขอแค่แกพูดว่า 'คบค่ะ' พี่ชายฉันก็แปลความหมายเป็น 'แต่งค่ะ' ไปแล้ว"
คำกระเซ้าทำเอาพวงแก้มนวลร้อนฉ่า ลนลานผลักใบหน้าทะเล้นขี้เล่นของคนเอ่ยแซวที่ยื่นเข้ามาใกล้เสียจนอีกนิดจะกระแทกเข้ากับแนวกรามแล้วปั้นหน้าดุกลบเกลื่อน
"นี่ก็เว่อร์ เอาเวลาแซวชาวบ้าน ไปนั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบมิดเทอมดีไหมคะคุณกมลทิพย์! ถ้าขืนยังทำเล่นแบบนี้ ฉันไม่ช่วยติวให้จริง ๆ ด้วยนะ"
กมลทิพย์หัวเราะร่า ทำหน้าทำตาล้อเลียนด้วยความหมั่นไส้เมื่อเพื่อนสาวทำขรึม ทั้งที่ใบหน้าแดงแจ๋จนมองจากนอกโลกยังรู้ว่ากำลังเขิน
ครั้นพอฉุกคิดได้ว่าเหยื่อที่หย่อนไว้อาจจะเป็นหมันได้หากปลาแตกตื่นหนีไปซะก่อน เธอจึงแสร้งเบ้ปาก ดึงหนังสือออกมาเปิดแล้วทำทีเป็นตั้งอกตั้งใจอ่านอย่างที่เพื่อนสั่ง
"ค่ะ ค่ะ อ่านแล้วเจ้าค่ะ"
"ดีมากกกก ถ้าทำคะแนนได้ดีเดี๋ยวพี่ลินพาไปกินหมูกระทะหลังมอ โอเคไหมคะ?"
"ทำเป็นเอาของกินมาล่อ เห็นฉันเป็นคนเห็นแก่กินหรือไงยัยลิน"
"แล้วจะกินไหมล่ะจ๊ะ?"
มัสลินย้อนถาม ยักคิ้วอย่างผู้เหนือกว่าด้วยรู้ดีว่านอกจากเมนูนี้จะเป็นของโปรดของพวกเธอแล้ว ตามธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติกันเองคือหลังจากสอบเสร็จ พวกเธอจะใช้มันเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำจากการถูกข้อสอบทารุณ
"ชิ! เห็นว่าเป็นพี่สะใภ้สั่งหรอกนะ"
"ยังอีก!"
แม้น้ำเสียงที่ใช้จะคล้ายตำหนิ ทว่าบนใบหน้าที่ก้มงุด ๆ กลับประดับด้วยรอยยิ้มไม่จางทั้งบนมุมปากและดวงตา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตัวเธอแอบมีความรู้สึกดี ๆ ให้พี่ชายของเพื่อนจริง
ทักษ์พลเปรียบเสมือนขอนไม้ที่เธอพบเจอขณะลอยคออยู่กลางทะเลในวันที่มรสุมกำลังโหมกระหน่ำ
หากไม่ได้ความใจดีของเขาในวันนั้น เธอและครอบครัวอาจจะต้องระเห็จออกไปหาที่หลบแดดหลบฝนกันแถวใต้ทางด่วน
มองอีกนัยหนึ่งจึงสามารถพูดได้ว่าทักษ์พลคือผู้มีพระคุณ ฉะนั้นเมื่อมองในแง่ของความเหมาะสม เธอถึงเลือกที่จะเก็บงำทุกความรู้สึก
แล้วประพฤติตัวเยี่ยงน้องสาว พยายามเมินทุกคำยุยงและรักษาระยะห่างเท่าที่จะทำได้มาโดยตลอด
หมับ!
พลันร่างบางก็สะดุ้งโหยง หลุดออกจากห้วงความคิดเมื่อมีสัมผัสอบอุ่นวางทาบลงบนศีรษะ ก่อนจะโยกโคลงเบา ๆ
มัสลินถอนหายใจพรืด แหงนขึ้นมองเจ้าของการกระทำแล้วชักสีหน้าเหนื่อยหน่ายเพราะคนที่กล้าเล่นหัวเธอแบบนี้ได้นั้นมีแค่คนเดียว
"นี่ก็อีกคน ว่างหรือไงยะ" ย่นจมูกใส่แล้วปัดมือคนลามปามออกจากศีรษะ
"เออใช่ ถ้าว่างนักก็ไปหาอะไรทำเลยภูมิ!"
กมลทิพย์รีบเสริมทว่าชายหนุ่มกลับไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระ ยกยิ้มยียวนกวนประสาทแล้วถือวิสาสะทรุดกายลงนั่งจับจองที่ว่างข้าง ๆ เพื่อนสาว ทำให้เธอรีบถลาเข้ามาแทรกกลาง แยกเขี้ยวข่มขู่
"อย่ามาทำเจ้าชู้ใส่ยัยลินนะ คนนี้ฉันจองแล้ว หวง!"
"หวงฉันเหรอ?"
"แหม! หลงตัวเอง! ฉันหวงยัยลินต่างหากย่ะ ถอยไป ๆ อย่ามานั่งใกล้ว่าที่พี่สะใภ้ของฉัน!"
กมลทิพย์ถลึงตาดุ สองแขนสอดเข้ากอดรักเพื่อนรักแล้วใช้ร่างกายดันเพื่อนชายให้ถอยออกห่าง จิกสายตามองอย่างรู้ทันว่าอีกฝ่ายคิดอะไร
แต่อย่าหวังเลยว่าจะสำเร็จเพราะตราบใดที่เธอยังอยู่ เธอไม่มีทางยอมให้ผู้ชายคนอื่นมาสอยเพื่อนเธอลงจากคานเด็ดขาด!
ภาคภูมิหัวเราะร่า ทอดมองใบหน้าบิดเบ้ที่เจ้าหล่อนพยายามปั้นให้ดูน่ากลัว ทั้งที่ความจริงแล้วมันดูตลกมากกว่าด้วยสายตาเอ็นดู
เหมือนลูกแมวชะมัด! จากนั้นก็เคาะปลายนิ้วลงบนหน้าผากนูน แววตาวาววับเกเร
"ทำตัวเป็นงูจงอ่างหวงไข่เลยนะ"
"ฮึ ถ้ารู้แล้วก็ถอยไปสิ ไม่งั้นฉันฉกนะ!"
"ก็ลองสิคร้าบบ ฉกมาฉกกลับไม่โกงนะ บอกเลยว่างูผมใหญ่มากด้วยยย~"
จบประโยคโอ้อวดใบหน้าหล่อร้ายของชายหนุ่มก็พุ่งเข้าใส่ทำเอากมลทิพย์ผงะ หลุดทำหน้าเหวอครู่หนึ่งก่อนรีบละล่ำละลักโวยวายกลบเกลื่อนหัวใจที่กำลังเต้นแรงในจังหวะแปลกประหลาด
"อะ...อะ ไอ้บ้า!"
ท่าทางน่ารักน่าหยิกเรียกเสียงหัวเราะให้ดังประสานกันลั่น ก่อนจะมิสลินจะรีบยกมือขึ้นห้ามทัพ ก่อนที่ทุกอย่างจะลุกลามแล้วจบลงที่การลงไม้ลงมือเยี่ยงทุกที
"หยุดดด~ อย่าตีกันสิคะเด็ก ๆ พี่ลินเป็นของทุกคนโอเคไหมคะ อะ ๆ รีบอ่าน เดี๋ยวสอบเสร็จจะพาไปกินหมูกระทะคนละชุดเลยเอ้า"
ยื่นข้อเสนอสุดเย้ายวนให้คู่กัดที่ยังคงแยกเขี้ยว ส่งสายตาท้าทายกันไม่หยุดแล้วก็จับหนังสือมายัดใส่มือให้คนละเล่ม ก่อนเบนสายตาไปมองอุปกรณ์สีขาวที่กำลังส่งเสียงร้องเรียกความสนใจ
'02-xxx-xxxx'
ตัวเลขเก้าหลักซ้ำยังไม่คุ้นตาสร้างความแปลกใจให้มัสลินพอสมควร เนื่องจากเธอไม่เคยให้เบอร์ส่วนตัวกับใคร ไม่เคยสมัครบริการบัตรเครดิตที่ไหน เป็นมนุษย์ที่ใช้ชีวิตด้วยเงินสด
"สวัสดีค่ะ"
(สวัสดีค่ะ คุณมัสลิน ญาติของคุณประไพหรือเปล่าคะ? ทางเราติดต่อมาจากโรงพยาบาล .... นะคะ)
@หลายปีต่อมาเสียงเจี๊ยวจ๊าวดังสลับกับเสียงกรีดร้องทำเอาคนที่เพิ่งเดินทางมาถึงโรงเรียนหน้าเสีย รีบเร่งฝีเท้าให้ก้าวเร็วขึ้นเสียจนคนด้านหลังต้องตะโกนท้วงด้วยความเป็นห่วง"เดินช้า ๆ หน่อยลิน""ค่า~"จังหวะการก้าวเดินผ่อนลงทันควันก่อนที่มันจะหวนกลับมาถี่ยิบอีกครั้งเมื่อมีเด็กชายวัยห้าขวบวิ่งหน้าตั้งผ่านหน้าไป มือข้างหนึ่งกุมศีรษะซีกซ้าย ดวงตาแดงก่ำคล้ายอยากร้องไห้แต่พยายามทนฝืนคงไม่ใช่หรอก ...พยายามปลอบใจตัวเองแล้วละล่ำละลักชะเง้อคอมองหาลูกสาวสุดที่รักอย่างร้อนรน กระทั่งเห็นร่างเล็กผุดลุกขึ้นจากม้านั่งข้างสนามเด็กเล่น เดินลากกระเป๋ามาหาความว้าวุ้นใจก็ลดลงมัสลินกวาดสายตามองสำรวจลูกสาวอย่างรวดเร็ว ครั้นเมื่อไม่พบร่องรอยความเจ็บปวด ผิวกายยังคงขาวผ่อง ไร้รอยขีดข่วนอย่างที่นึกหวั่นก็ผ่อนลมหายใจโล่งอกนับตั้งแต่ขึ้นประถมหนึ่งได้ ลูกสาวก็ทำเอาเธอหมดเหงื่อไปหลายถัง วิ่งวุ่นไปพบคุณครูประจำชั้นแทบทุกเดือนด้วยข้อหาเดิม ๆ'น้องเวนดี้ทะเลาะกับเพื่อนอีกแล้วค่ะ'จนทำให้ในทุกเย็นเธอจะเกิดความกังวลเสมอว่าวันนี้ลูกสาวจะกลับบ้านพร้อมบาดแผลจากวิถีนักสู้หรือไม่ แต่ดูท่าที่เด็กชายหัวโนตาบวมปูดเมื่อกี้นี้คง
"ลิน ลุกมาทำไมไม่เรียก"น้ำเสียงเข้มงวดดังลอยมาปะทะใบหน้าทันทีที่ย่างเท้าพ้นขอบประตูห้องน้ำ ทำเอาคนที่เพิ่งย่องออกมายิ้มแหย จะเถียงก็เถียงไม่ออกเพราะจำนนต่อหลักฐาน ครั้นพอนิ่งเงียบหวังให้เรื่องมันจบไปก็โดนจดจ้องกดดัน สุดท้ายจึงต้องงัดลูกอ้อนเข้าสู้"ก็ลินเห็นพี่หลับอยู่นี่คะ นี่ตั้งใจจะแวบมาแค่นาทีเดียวเองน้าา~""นาทีเดียวก็ไม่ได้ พี่บอกแล้วไง ดึกแค่ไหนก็ต้องเรียก ถ้าหนูเจ็บท้องหรือลื่นล้มขึ้นมาจะทำยังไง คราวก่อนที่หน้ามืด นั่งเป็นตะคริวในห้องน้ำตั้งนานสองนาน ไม่เข็ดเหรอ?"เมื่อก่อนนี่กว่าจะพูดได้แต่ละคำเธอแทบง้างปาก แต่ดูตอนนี้สิ พูดรัวแบบไม่เว้นวรรคหายใจเชียว ... แต่ก็ทำได้แค่บ่นในใจ เพราะสิ่งที่แสดงออกได้ในตอนนี้คือการทอดยิ้ม ทำหน้าสำนึกผิดนับตั้งแต่เปลี่ยนสถานะมาเป็นสามีทั้งทางพฤตินัยและนิตินัย ความหวงแหนที่มีต่อเธอและลูกน้อยก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณยิ่งในเวลานี้ที่อายุครรภ์ของเธอย่างเข้าวีคที่สามสิบแปด ทั้งปวดเบาบ่อยครั้ง สะดุ้งเพราะเป็นตะคริวกลางดึก มือเท้าบวมฉุและเริ่มมีอาการเจ็บท้องเตือนจนหลายครั้งพานทำคนข้างกายสะดุ้งตื่นไปด้วยทว่านอกจากเขาจะไม่เคยนึกรำคาญเธอแม้แต่น้อยแล้ว กลั
เสียงสัญญาณรอสายดังแว่วมาให้ได้ยินไม่ถึงสามวินาทีก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงอื่น( ลิน~ )น้ำเสียงดีอกดีใจของอีกฝั่งทำเอาความหมั่นไส้ที่มีเป็นทุนเดิมพุ่งปรี๊ด จากเดิมที่ตั้งใจจะรีบพูดรีบจบจึงกลายเป็นอยากทำให้อีกฝ่ายเจ็บแล้วยอมจบในคราเดียว"อยากเป็นชู้จนตัวสั่น?"( ไอ้วอลเลอร์! )"ก็รู้จักชื่อผัวเขาหนิ"( ... )แม้ปลายสายจะเงียบ ไม่โต้ตอบ แต่เสียงโครมครามที่ดังเล็ดลอดมาให้ได้ยินก็ทำให้วอลเลอร์พอนึกภาพออกว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไร เขาแค่นหัวเราะเย้ยหยัน"เลิกวุ่นวายกับเมียกับลูกกูซะ"( ละ...ลูก? มะ...มึงพูดอะไร )"เออ! ลูก! ลินกำลังจะมีลูกกับกู ได้ยินแล้วก็ไสหัวออกจากไปชีวิตเมียกูได้แล้ว อย่าให้กูต้องพูดซ้ำสอง ไม่อย่างงั้นรอบหน้าจะไม่ใช่แค่ลูกน้องมึงที่ได้กินลูกตะกั่ว จำใส่กะโหลกมึงไว้ด้วย!"ตะคอกจบวอลเลอร์ก็กดตัดสายไปทันที มือหนาง้างขึ้นสูงหมายจะเขวี้ยงโทรศัพท์เจ้าปัญหาอัดลงพื้น แต่พอตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่เครื่องของตัวเองเขาก็เปลี่ยนทิศเป็นโยนมันทิ้งลงเตียงนุ่มแทน"ส่งคนไปวันนี้เลยดีไหมวะ?"คนหงุดหงิดยังคงบ่นพึมพำโดยไม่รู้ตัวเลยว่าทุกคำที่พูดโพล่ง และทุกการกระทำนั้นอยู่ในสายตาของใครบางคนมาตั้งแต่ต
เสียงก๊อกแก๊กลอยแว่วมาจากห้องน้ำปลุกให้ว่าที่คุณแม่ที่ตอนนี้หน้าท้องเริ่มขยายใหญ่ขึ้นจนสามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตาเปล่าค่อย ๆ ปรือตาขึ้นมามองตาม ก่อนที่รอยยิ้มหวานจะจุดขึ้นบนริมฝีปากและดวงตาช่วงเวลาเจ็ดนาฬิกาของแต่ละวันจะมีเสียงนี้ดังขึ้นเสมอ ๆ เมื่อมีใครบางคนลงทุนตื่นมานั่งผสมน้ำและตระเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ไว้รอต้อนรับเธอในทุกเช้าด้วยตัวเองนอนเกลือกกลิ้งรอเวลาครู่หนึ่งมัสลินก็ค่อย ๆ แงะตัวเองขึ้นจากเตียง เดินลากเท้าเข้าไปหาคนตัวโตที่กำลังนั่งวัดอุณหภูมิของน้ำในอ่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียดทันทีที่เห็นว่าหญิงสาวตื่นแล้วสีหน้าวอลเลอร์ก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้ม แววตาอ่อนโยนในเสี้ยววินาที"รอแป็บนะที่รัก ใกล้ได้แล้ว""ค่ะ"มัสลินคลี่ยิ้มละมุน หย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเล็ก เอียงคอมองเขาทำนู้นทำนี่ด้วยแววตาหวามหวาน เปี่ยมสุขเพราะมีนัดติดตามดูการเจริญเติบโตของเจ้าตัวจิ๋วกับหมอสาวทุกเดือน ทุกคนจึงเห็นพ้องต้องกันว่าเธอควรย้ายลงมาปักหลักที่คฤหาสน์ แทนที่จะนั่งเครื่องไป ๆ กลับ ๆหนึ่งคือเพื่อความสะดวก สองคือเพื่อความปลอดภัยดังนั้นตลอดสี่เดือนมานี้วอลเลอร์จึงคอยทำทุกอย่างที่พอทำแทนเธอได
บังเกิดก้อนบางอย่างแล่นขึ้นมาจุกกลางอก รู้สึกอ่อนไหวจนขอบตาร้อนผะผ่าวขึ้นมาดื้อ ๆ ครั้นพอหันไปหาคนที่นิ่งเงียบ เอาแต่นั่งบีบมือเธอแน่นมาตั้งแต่เริ่มอัลตราซาวด์เธอก็หลุดอมยิ้มดูเหมือนจะมีคนอ่อนไหวกว่าเธอเสียอีก~"พี่คะ~"เสียงร้องเรียกดึงให้วอลเลอร์ค่อย ๆ เบนสายตามาสบประสานกับเจ้าของเสียง เขาสะดุ้งน้อย ๆ ในตอนฝ่ามือที่เย็นเฉียบเพราะความตื่นเต้นไม่ต่างจากมือของเขา เลื่อนขึ้นมาวางทาบบนข้างแก้ม"นี่คือดีใจหรือเสียใจคะ?"เขาเลิกคิ้วฉงน กระทั่งมีสัมผัสจากปลายนิ้วตวัด ปัดเอาบางอย่างออกจากหางตาให้ ตอนนั้นเองเขาจึงเพิ่งรู้สึกตัวได้ว่ากำลังนั่งน้ำตาไหลพรากต่อหน้าทุกคนใบหน้าคมคร้ามลนลานก้มงุด มุดลงซบกับข้างเตียงทันควัน บ้าเอ้ย! ตั้งแต่เกิดมาสามสิบกว่าปี เพิ่งจะเคยร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น"ไม่ตอบลินจะถือว่าดีใจนะคะ""ดีใจสิ ดีใจมาก ๆ"เสียงอู้อี้ดังลอดออกมาแรงบีบกระชับที่มือมากขึ้น ส่งให้รอยยิ้มหวานบนใบหน้ามัสลินกว้างขึ้น ทั้งขบขันทั้งเอ็นดูอยากจะดึงเขามากอดมาหอมให้หายมันเขี้ยวชะมัด!แต่เพราะรู้ว่าคงมีคนเขินจนเกรี้ยวกราดเธอจึงทำแค่อมยิ้มแล้วบีบมือเขาตอบกลับไป ไม่กี่อึดใจกระบวนการตรวจทั้งหมดก็สิ้นส
มัสลินเลิ่กลั่กเอี้ยวตัวไปคว้ามือว่าที่คุณพ่อ ส่งสายตาร้องขอแทบไม่ทัน"พี่คะ...""ครับ"ทว่ายังไม่ทันพูดจบ อีกฝ่ายก็ขานรับด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างจากตอนใช้กับเพื่อนสนิทลิบลับ ทั้งยังใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่ผลักเพื่อนให้ถอยออกให้พ้นทาง ก่อนถลันเข้ามาหย่อนสะโพกลงนั่งเคียงข้าง ทอดมองเธอด้วยแววตาหวานเชื่อมทำเอาผู้เห็นเหตุการณ์ถึงกับหลุดอมยิ้มเอ็นดู เว้นเพียงนทีที่ส่งเสียงเหอะเบา ๆ มองแรงด้วยความหมั่นไส้ด้วยรู้ดีว่าปกตินั้นเพื่อนชายเป็นคนอย่างไร ส่วนไอ้ด้านอ่อนโยนนี่มันสงวนไว้ใช้เฉพาะกับเด็กสาวเพียงคนเดียวเท่านั้น"ลำพวกเห่อเมียเห่อลูก พี่ไปก่อนนะน้องลิน"ว่ากระทบกระเทียบฝรั่งดองอย่างอดไม่ไหว ก่อนหันไปเอ่ยลากับคนเขินจนหน้าแดงเป็นตำลึง จากนั้นจึงหมุนตัวเดินหนีโดยไม่ลืมกำชับกับรุ่นน้องอีกหน"ไปละ ฝากด้วยแล้วกันนะขิง""จะดูแลให้เป็นอย่างดีเลยพี่"หมอสาวคลี่ยิ้มสดใส แววตาเป็นประกายเหม่อมองรุ่นพี่หนุ่มด้วยความชื่นชม จวบจนกระทั่งประตูเคลื่อนตัวเข้ามาปิดบังสายตาจึงหันกลับมาทำหน้าที่ของตนต่อ"โอเค งั้นเรามาเริ่มกันเลยนะคะ""ค่ะ"ใบหน้าที่ยังแดงไม่จางพยักรับ ให้ความร่วมมือในการตอบคำถามคุณหมอเป็นอย่
ริมฝีปากบางเม้มแน่น สัมผัสอุ่น ๆ จากปลายนิ้วสากที่จรดลงบนมุมปากแล้วปาดเอาคราบครีมออกให้ยังคงวูบวาบติดตรึงแต่ดูเหมือนตัวต้นเหตุที่ทำให้หัวใจเธอทำงานหนักจะยังไม่รู้ตัว เพราะเมื่อจัดการเช็ดปากให้เธอเสร็จแล้วไม่วายประคองแก้วนมจืดขึ้นประชิดริมฝีปาก จากนั้นก็พยักพเยิดบอกให้เธอดื่มมันโดยไม่รู้ตัวเลยว่าก
"ฉันแค่เสนอทางเลือกที่ดีให้ แล้วคนที่ทำให้เขาหนีไปน่ะคือแกต่างหาก ไอ้ลูกโง่!!""ผม...""แกมันไม่ชัดเจนอะไรสักอย่าง ปากก็ไม่ดี แล้วยังจะเอาแต่ใจ หยาบคายกับเค้า แบบนี้ไม่เรียกว่าโง่แล้วจะให้เรียกว่าอะไรฮึ!?"คำว่า 'โง่' กระแทกเข้าแสกหน้าวอลเลอร์อย่างจังถึงสองครั้งสองหน กระนั้นเขากลับไม่นึกขุ่นเคืองบิ
"ไว้ลินจะรีบไปรีบกลับนะจ๊ะ""ไปดีมาดีนะลูก"มัสลินกระชับกอดแน่น ๆ หวังเก็บเกี่ยวไออุ่นให้ได้มากที่สุด อึดใจจึงค่อยคลายอ้อมแขน ยอบตัวแล้วส่งมือไปลูบศีรษะทุยเล็กของน้องสาวซึ่งยืนยิ้มแป้น กอดตุ๊กตาตัวใหม่อยู่ข้างกายมารดา"ตอนพี่ไม่อยู่ บุญต้องช่วยพี่ลินดูแลแม่นะคะ ไม่ดื้อไม่ซน โอเคไหม?"เด็กน้อยพยักหน
"คะ..คุณ อื้อ"ปากเล็กอ้าค้าง ลนลานเบือนหน้าหนีทันทีที่ได้สติ กระนั้นภาพลำกายแข็งแรงที่เต็มไปด้วยเส้นเลือด ส่วนปลายฉ่ำเยิ้มไปด้วยหยาดน้ำสีใสไหลยืดหยดก็ติดตาจนสลัดอย่างไรก็ไม่หลุดไปเสียแล้ว"ลินครับ ฮืมม ขอปากลินบ้างได้ไหม?""อา ลิน ลินทำไม่เป็น""ไม่ยากหรอก นะ ช่วยฉันหน่อย"ริมฝีปากบางเดี๋ยวเม้มเดี







