INICIAR SESIÓNไอ้สารเลว!
ไม่ต้องตะโกนถามชื่อมัสลินก็พอเดาได้ว่าเป็นฝีมือใคร เพราะในชุมชนนี้มีเพียงอยู่คนเดียวเท่านั้นที่กล้าบ้าบิ่นถึงขนาดปีนเข้าห้องของเธอแบบนี้ และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก
ดีนะที่วันนี้ใบบุญไปนอนอีกห้องกับมารดา ไม่อย่างนั้นหากมันงัดแงะเข้ามาได้สำเร็จ คนที่รับเคราะห์แทนคงเป็น ...
นึกถึงผลลัพธ์ร้ายแรงอื่น ๆ ที่อาจตามมา ร่างบางก็สั่นเทิ้ม อุณหภูมิภายในกายพุ่งสูงขึ้นในเสี้ยววินาที
แต่แม้เธออยากจะจัดการพวกมันให้หมอบแค่ไหน ด้วยหลักของธรรมชาติทำให้เรี่ยวแรงเธอยังน้อยนิดเมื่อเทียบกับผู้ชาย
มิหนำซ้ำมันยังมีอาวุธ มีลูกกะจ๊อกตัวผอมกะหร่องติดสอยห้อยตามตูดอีกถึงสองชีวิต ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะเอาชนะได้หากต้องปะทะกันซึ่ง ๆ หน้า
แต่คอยดูเถอะ สักวันเธอจะลากคอพวกมันมาลงโทษให้สาสมกับความคิดชั่ว ๆ
ดวงตาวาวโรจน์ฉายแววมุ่งมั่นระคนคับแค้นใจ สองมือกำกระชับในท่าเตรียมพร้อม ขณะที่สายตาก็คอยจดจ้องปลายแหลมของมีดด้ามเล็กนั่นตลอดเวลา
เพราะต่อให้ตัวกลอนจะแข็งแรงพอแต่ถ้าคนทำรู้ทริค มีดสองด้ามก็สามารถสะเดาะกลอนได้
แต่ดูเหมือนวันนี้ สวรรค์จะยังไม่อยากใจร้ายกับเธอจนเกินไป
ไม่กี่อึดใจหลังมีเสียงคนกระซิบกระซาบ พ่นถ้อยคำด่าทอดังลอยมาให้ได้ยิน เสียงเปาะแปะของหยาดน้ำตกกระทบหลังคาสังกะสีก็ดังระงมไปทั่ว
เริ่มจากบางเบา จากนั้นค่อย ๆ เพิ่มระดับความรุนแรงและถี่รัวขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ถึงนาทีเธอก็ไม่ได้ยินเสียงอื่นใดนอกจากเสียงร้องคำรามของฝนฟ้าที่กำลังกระหน่ำ เทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
เสียงกุกกักหายไป...
ปลายแหลมของมีดก็เช่นกัน ...
ใจดวงน้อยเต้นแรงไม่เป็นซ้ำ พยายามเงี่ยหูรอฟังต่ออีกราว ๆ สิบนาที กระทั่งไม่มีเสียงความเคลื่อนไหวใด ๆ แล้วจริง ๆ มือเย็นเฉียบจึงค่อย ๆ คว้าเสื่อและฟูกนอน ลากมาปูบริเวณหน้าประตู
ความหวาดระแวงทำให้เธอไม่อาจข่มตาหลับได้อย่างสบายใจ มือเรียวตบฟูกเบา ๆ ให้เข้าที่ก่อนทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิ วางด้ามเหล็กของไม้ถูกพื้นลงบนหน้าตัก
เธอไม่รู้ว่าพวกมันจะย้อนกลับมาอีกไหม ไม่รู้ด้วยว่ากลอนจะสามารถคุ้มกันความปลอดภัยให้กับเธอและครอบครัวจนถึงรุ่งเช้าได้หรือไม่ด้วยความเก่าของมัน
ครั้นจะหอบข้าวของไปนอนกับมารดา ห้องนั้นก็คับแคบเกินไปสำหรับสามคน และที่สำคัญคือเธอไม่ต้องการให้มารดารับรู้เรื่องพวกนี้ด้วย
ฉะนั้นทางเลือกสุดท้ายที่มีอยู่คือ ... ห้ามหลับ
+
+
วันต่อมา
กว่าจะหอบร่างมาถึงมหาวิทยาลัยได้ก็เล่นเอามัสลินเหงื่อตก เพราะเล่นสัปหงกบนรถเมล์จนเลยป้าย เกือบได้นั่งรถเล่นรอบกรุงแทนเข้าเรียน
แต่โชคดีที่เธอกะเวลาในการเดินทางของแต่ละวันเอาไว้ อีกทั้งวันนี้ยังออกจากบ้านไวกว่าทุกครั้งเพราะเพิ่งทำใจให้หลับในช่วงใกล้รุ่งสาง
ในตอนที่โทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าส่งเสียงกรีดร้อง รถเมล์จึงเพิ่งเคลื่อนตัวออกจากป้ายที่ต้องการไปได้ไม่ไกล กระนั้นก็ยังต้องเดินเท้าย้อนกลับมาไกลโข
ดวงตาสีน้ำผึ้งเจือด้วยความง่วงงุงกวาดมองไปรอบโรงอาหารที่บัดนี้มีนักศึกษานั่งเล่นกันอยู่ประปราย ก่อนหลุบมองหน้าปัดลายพร้อยของนาฬิกาข้อมือเรือนน้อยซึ่งได้เป็นของขวัญจากมารดาเมื่อครั้งอายุสิบห้า อีกมือยกขึ้นป้องปากหาวหวอด ๆ
นี่เพิ่งจะเก้าโมงเช้า คาบเรียนแรกเริ่มตอนสิบโมงครึ่ง งั้นขอพักสายตาสักหน่อยแล้วกัน
คิดแล้วมัสลินก็ส่งข้อความแจ้งพิกัดให้กับเพื่อนสาวคนสนิทเรียบร้อย จัดการดันแก้วกาแฟร้อนที่พร่องไปครึ่งหนึ่งให้หลบไปอยู่ในตำแหน่งปลอดภัยก่อนมือรวบเอากระเป๋าผ้ามากอดแนบอก
เมื่อเล็งหามุมและองศาได้เหมาะเจาะแล้วจึงค่อย ๆ เอนกาย ทิ้งศีรษะพิงเข้ากับมุมเสาและผนังด้านข้างหวังงีบเอาแรงสักหน่อย
เพราะหากเธอยังฝืนถ่างตาจบจนถึงคาบเรียบล่ะก็ มีสิทธิ์ที่สติจะหลุดลอยกลางทาง
เสียงจ้อกแจ้กจอแจรอบกายค่อย ๆ เบาลงเรื่อย ๆ กระทั่งสุดท้ายมัสลินก็ตัดขาดจากโลกภายนอก จมลงในห้วงนิทรา
โดยที่เธอไม่รู้ตัวเลยว่าคล้อยหลังเธอหลับตาได้ไม่ถึงนาทีนั้น ปรากฏเงาทะมึนพาดทาบทับคร่อมร่างเธอครู่หนึ่ง
ก่อนอึดใจต่อมาเจ้าของเงาดำจะเดินเลยผ่านไป ทิ้งไว้เพียงกระดาษใบเล็ก ที่ถูกสอดแทรกไว้ในหนังสือเล่มหนึ่ง
@หลายปีต่อมาเสียงเจี๊ยวจ๊าวดังสลับกับเสียงกรีดร้องทำเอาคนที่เพิ่งเดินทางมาถึงโรงเรียนหน้าเสีย รีบเร่งฝีเท้าให้ก้าวเร็วขึ้นเสียจนคนด้านหลังต้องตะโกนท้วงด้วยความเป็นห่วง"เดินช้า ๆ หน่อยลิน""ค่า~"จังหวะการก้าวเดินผ่อนลงทันควันก่อนที่มันจะหวนกลับมาถี่ยิบอีกครั้งเมื่อมีเด็กชายวัยห้าขวบวิ่งหน้าตั้งผ่านหน้าไป มือข้างหนึ่งกุมศีรษะซีกซ้าย ดวงตาแดงก่ำคล้ายอยากร้องไห้แต่พยายามทนฝืนคงไม่ใช่หรอก ...พยายามปลอบใจตัวเองแล้วละล่ำละลักชะเง้อคอมองหาลูกสาวสุดที่รักอย่างร้อนรน กระทั่งเห็นร่างเล็กผุดลุกขึ้นจากม้านั่งข้างสนามเด็กเล่น เดินลากกระเป๋ามาหาความว้าวุ้นใจก็ลดลงมัสลินกวาดสายตามองสำรวจลูกสาวอย่างรวดเร็ว ครั้นเมื่อไม่พบร่องรอยความเจ็บปวด ผิวกายยังคงขาวผ่อง ไร้รอยขีดข่วนอย่างที่นึกหวั่นก็ผ่อนลมหายใจโล่งอกนับตั้งแต่ขึ้นประถมหนึ่งได้ ลูกสาวก็ทำเอาเธอหมดเหงื่อไปหลายถัง วิ่งวุ่นไปพบคุณครูประจำชั้นแทบทุกเดือนด้วยข้อหาเดิม ๆ'น้องเวนดี้ทะเลาะกับเพื่อนอีกแล้วค่ะ'จนทำให้ในทุกเย็นเธอจะเกิดความกังวลเสมอว่าวันนี้ลูกสาวจะกลับบ้านพร้อมบาดแผลจากวิถีนักสู้หรือไม่ แต่ดูท่าที่เด็กชายหัวโนตาบวมปูดเมื่อกี้นี้คง
"ลิน ลุกมาทำไมไม่เรียก"น้ำเสียงเข้มงวดดังลอยมาปะทะใบหน้าทันทีที่ย่างเท้าพ้นขอบประตูห้องน้ำ ทำเอาคนที่เพิ่งย่องออกมายิ้มแหย จะเถียงก็เถียงไม่ออกเพราะจำนนต่อหลักฐาน ครั้นพอนิ่งเงียบหวังให้เรื่องมันจบไปก็โดนจดจ้องกดดัน สุดท้ายจึงต้องงัดลูกอ้อนเข้าสู้"ก็ลินเห็นพี่หลับอยู่นี่คะ นี่ตั้งใจจะแวบมาแค่นาทีเดียวเองน้าา~""นาทีเดียวก็ไม่ได้ พี่บอกแล้วไง ดึกแค่ไหนก็ต้องเรียก ถ้าหนูเจ็บท้องหรือลื่นล้มขึ้นมาจะทำยังไง คราวก่อนที่หน้ามืด นั่งเป็นตะคริวในห้องน้ำตั้งนานสองนาน ไม่เข็ดเหรอ?"เมื่อก่อนนี่กว่าจะพูดได้แต่ละคำเธอแทบง้างปาก แต่ดูตอนนี้สิ พูดรัวแบบไม่เว้นวรรคหายใจเชียว ... แต่ก็ทำได้แค่บ่นในใจ เพราะสิ่งที่แสดงออกได้ในตอนนี้คือการทอดยิ้ม ทำหน้าสำนึกผิดนับตั้งแต่เปลี่ยนสถานะมาเป็นสามีทั้งทางพฤตินัยและนิตินัย ความหวงแหนที่มีต่อเธอและลูกน้อยก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณยิ่งในเวลานี้ที่อายุครรภ์ของเธอย่างเข้าวีคที่สามสิบแปด ทั้งปวดเบาบ่อยครั้ง สะดุ้งเพราะเป็นตะคริวกลางดึก มือเท้าบวมฉุและเริ่มมีอาการเจ็บท้องเตือนจนหลายครั้งพานทำคนข้างกายสะดุ้งตื่นไปด้วยทว่านอกจากเขาจะไม่เคยนึกรำคาญเธอแม้แต่น้อยแล้ว กลั
เสียงสัญญาณรอสายดังแว่วมาให้ได้ยินไม่ถึงสามวินาทีก็ถูกแทนที่ด้วยเสียงอื่น( ลิน~ )น้ำเสียงดีอกดีใจของอีกฝั่งทำเอาความหมั่นไส้ที่มีเป็นทุนเดิมพุ่งปรี๊ด จากเดิมที่ตั้งใจจะรีบพูดรีบจบจึงกลายเป็นอยากทำให้อีกฝ่ายเจ็บแล้วยอมจบในคราเดียว"อยากเป็นชู้จนตัวสั่น?"( ไอ้วอลเลอร์! )"ก็รู้จักชื่อผัวเขาหนิ"( ... )แม้ปลายสายจะเงียบ ไม่โต้ตอบ แต่เสียงโครมครามที่ดังเล็ดลอดมาให้ได้ยินก็ทำให้วอลเลอร์พอนึกภาพออกว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไร เขาแค่นหัวเราะเย้ยหยัน"เลิกวุ่นวายกับเมียกับลูกกูซะ"( ละ...ลูก? มะ...มึงพูดอะไร )"เออ! ลูก! ลินกำลังจะมีลูกกับกู ได้ยินแล้วก็ไสหัวออกจากไปชีวิตเมียกูได้แล้ว อย่าให้กูต้องพูดซ้ำสอง ไม่อย่างงั้นรอบหน้าจะไม่ใช่แค่ลูกน้องมึงที่ได้กินลูกตะกั่ว จำใส่กะโหลกมึงไว้ด้วย!"ตะคอกจบวอลเลอร์ก็กดตัดสายไปทันที มือหนาง้างขึ้นสูงหมายจะเขวี้ยงโทรศัพท์เจ้าปัญหาอัดลงพื้น แต่พอตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่เครื่องของตัวเองเขาก็เปลี่ยนทิศเป็นโยนมันทิ้งลงเตียงนุ่มแทน"ส่งคนไปวันนี้เลยดีไหมวะ?"คนหงุดหงิดยังคงบ่นพึมพำโดยไม่รู้ตัวเลยว่าทุกคำที่พูดโพล่ง และทุกการกระทำนั้นอยู่ในสายตาของใครบางคนมาตั้งแต่ต
เสียงก๊อกแก๊กลอยแว่วมาจากห้องน้ำปลุกให้ว่าที่คุณแม่ที่ตอนนี้หน้าท้องเริ่มขยายใหญ่ขึ้นจนสามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตาเปล่าค่อย ๆ ปรือตาขึ้นมามองตาม ก่อนที่รอยยิ้มหวานจะจุดขึ้นบนริมฝีปากและดวงตาช่วงเวลาเจ็ดนาฬิกาของแต่ละวันจะมีเสียงนี้ดังขึ้นเสมอ ๆ เมื่อมีใครบางคนลงทุนตื่นมานั่งผสมน้ำและตระเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ไว้รอต้อนรับเธอในทุกเช้าด้วยตัวเองนอนเกลือกกลิ้งรอเวลาครู่หนึ่งมัสลินก็ค่อย ๆ แงะตัวเองขึ้นจากเตียง เดินลากเท้าเข้าไปหาคนตัวโตที่กำลังนั่งวัดอุณหภูมิของน้ำในอ่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียดทันทีที่เห็นว่าหญิงสาวตื่นแล้วสีหน้าวอลเลอร์ก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้ม แววตาอ่อนโยนในเสี้ยววินาที"รอแป็บนะที่รัก ใกล้ได้แล้ว""ค่ะ"มัสลินคลี่ยิ้มละมุน หย่อนสะโพกลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเล็ก เอียงคอมองเขาทำนู้นทำนี่ด้วยแววตาหวามหวาน เปี่ยมสุขเพราะมีนัดติดตามดูการเจริญเติบโตของเจ้าตัวจิ๋วกับหมอสาวทุกเดือน ทุกคนจึงเห็นพ้องต้องกันว่าเธอควรย้ายลงมาปักหลักที่คฤหาสน์ แทนที่จะนั่งเครื่องไป ๆ กลับ ๆหนึ่งคือเพื่อความสะดวก สองคือเพื่อความปลอดภัยดังนั้นตลอดสี่เดือนมานี้วอลเลอร์จึงคอยทำทุกอย่างที่พอทำแทนเธอได
บังเกิดก้อนบางอย่างแล่นขึ้นมาจุกกลางอก รู้สึกอ่อนไหวจนขอบตาร้อนผะผ่าวขึ้นมาดื้อ ๆ ครั้นพอหันไปหาคนที่นิ่งเงียบ เอาแต่นั่งบีบมือเธอแน่นมาตั้งแต่เริ่มอัลตราซาวด์เธอก็หลุดอมยิ้มดูเหมือนจะมีคนอ่อนไหวกว่าเธอเสียอีก~"พี่คะ~"เสียงร้องเรียกดึงให้วอลเลอร์ค่อย ๆ เบนสายตามาสบประสานกับเจ้าของเสียง เขาสะดุ้งน้อย ๆ ในตอนฝ่ามือที่เย็นเฉียบเพราะความตื่นเต้นไม่ต่างจากมือของเขา เลื่อนขึ้นมาวางทาบบนข้างแก้ม"นี่คือดีใจหรือเสียใจคะ?"เขาเลิกคิ้วฉงน กระทั่งมีสัมผัสจากปลายนิ้วตวัด ปัดเอาบางอย่างออกจากหางตาให้ ตอนนั้นเองเขาจึงเพิ่งรู้สึกตัวได้ว่ากำลังนั่งน้ำตาไหลพรากต่อหน้าทุกคนใบหน้าคมคร้ามลนลานก้มงุด มุดลงซบกับข้างเตียงทันควัน บ้าเอ้ย! ตั้งแต่เกิดมาสามสิบกว่าปี เพิ่งจะเคยร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น"ไม่ตอบลินจะถือว่าดีใจนะคะ""ดีใจสิ ดีใจมาก ๆ"เสียงอู้อี้ดังลอดออกมาแรงบีบกระชับที่มือมากขึ้น ส่งให้รอยยิ้มหวานบนใบหน้ามัสลินกว้างขึ้น ทั้งขบขันทั้งเอ็นดูอยากจะดึงเขามากอดมาหอมให้หายมันเขี้ยวชะมัด!แต่เพราะรู้ว่าคงมีคนเขินจนเกรี้ยวกราดเธอจึงทำแค่อมยิ้มแล้วบีบมือเขาตอบกลับไป ไม่กี่อึดใจกระบวนการตรวจทั้งหมดก็สิ้นส
มัสลินเลิ่กลั่กเอี้ยวตัวไปคว้ามือว่าที่คุณพ่อ ส่งสายตาร้องขอแทบไม่ทัน"พี่คะ...""ครับ"ทว่ายังไม่ทันพูดจบ อีกฝ่ายก็ขานรับด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างจากตอนใช้กับเพื่อนสนิทลิบลับ ทั้งยังใช้มืออีกข้างที่ว่างอยู่ผลักเพื่อนให้ถอยออกให้พ้นทาง ก่อนถลันเข้ามาหย่อนสะโพกลงนั่งเคียงข้าง ทอดมองเธอด้วยแววตาหวานเชื่อมทำเอาผู้เห็นเหตุการณ์ถึงกับหลุดอมยิ้มเอ็นดู เว้นเพียงนทีที่ส่งเสียงเหอะเบา ๆ มองแรงด้วยความหมั่นไส้ด้วยรู้ดีว่าปกตินั้นเพื่อนชายเป็นคนอย่างไร ส่วนไอ้ด้านอ่อนโยนนี่มันสงวนไว้ใช้เฉพาะกับเด็กสาวเพียงคนเดียวเท่านั้น"ลำพวกเห่อเมียเห่อลูก พี่ไปก่อนนะน้องลิน"ว่ากระทบกระเทียบฝรั่งดองอย่างอดไม่ไหว ก่อนหันไปเอ่ยลากับคนเขินจนหน้าแดงเป็นตำลึง จากนั้นจึงหมุนตัวเดินหนีโดยไม่ลืมกำชับกับรุ่นน้องอีกหน"ไปละ ฝากด้วยแล้วกันนะขิง""จะดูแลให้เป็นอย่างดีเลยพี่"หมอสาวคลี่ยิ้มสดใส แววตาเป็นประกายเหม่อมองรุ่นพี่หนุ่มด้วยความชื่นชม จวบจนกระทั่งประตูเคลื่อนตัวเข้ามาปิดบังสายตาจึงหันกลับมาทำหน้าที่ของตนต่อ"โอเค งั้นเรามาเริ่มกันเลยนะคะ""ค่ะ"ใบหน้าที่ยังแดงไม่จางพยักรับ ให้ความร่วมมือในการตอบคำถามคุณหมอเป็นอย่
วอลเลอร์ก้าวฉับ ๆ อาศัยร่างกายที่สูงใหญ่กว่าถลันเข้ามายืนขวางหน้าประตูห้อง แววตาขุ่นขวางกดมองเพื่อนชายเขม็ง"กูบอกแล้วไงว่าขอหมอผู้หญิง""กูถึงบอกให้พาน้องลินไปหากูที่โรงพยาบาลไง""มึงก็รู้ว่ากูให้ใครรู้ว่าเมียกูท้องไม่ได้!"นทีถึงกับถอนหายใจพรืด "ก็เพราะกูรู้ไง ถึงได้หอบอุปกรณ์เท่าที่มีมาหาถึงนี่"
ริมฝีปากบางเม้มแน่น สัมผัสอุ่น ๆ จากปลายนิ้วสากที่จรดลงบนมุมปากแล้วปาดเอาคราบครีมออกให้ยังคงวูบวาบติดตรึงแต่ดูเหมือนตัวต้นเหตุที่ทำให้หัวใจเธอทำงานหนักจะยังไม่รู้ตัว เพราะเมื่อจัดการเช็ดปากให้เธอเสร็จแล้วไม่วายประคองแก้วนมจืดขึ้นประชิดริมฝีปาก จากนั้นก็พยักพเยิดบอกให้เธอดื่มมันโดยไม่รู้ตัวเลยว่าก
"ฉันแค่เสนอทางเลือกที่ดีให้ แล้วคนที่ทำให้เขาหนีไปน่ะคือแกต่างหาก ไอ้ลูกโง่!!""ผม...""แกมันไม่ชัดเจนอะไรสักอย่าง ปากก็ไม่ดี แล้วยังจะเอาแต่ใจ หยาบคายกับเค้า แบบนี้ไม่เรียกว่าโง่แล้วจะให้เรียกว่าอะไรฮึ!?"คำว่า 'โง่' กระแทกเข้าแสกหน้าวอลเลอร์อย่างจังถึงสองครั้งสองหน กระนั้นเขากลับไม่นึกขุ่นเคืองบิ
"ไว้ลินจะรีบไปรีบกลับนะจ๊ะ""ไปดีมาดีนะลูก"มัสลินกระชับกอดแน่น ๆ หวังเก็บเกี่ยวไออุ่นให้ได้มากที่สุด อึดใจจึงค่อยคลายอ้อมแขน ยอบตัวแล้วส่งมือไปลูบศีรษะทุยเล็กของน้องสาวซึ่งยืนยิ้มแป้น กอดตุ๊กตาตัวใหม่อยู่ข้างกายมารดา"ตอนพี่ไม่อยู่ บุญต้องช่วยพี่ลินดูแลแม่นะคะ ไม่ดื้อไม่ซน โอเคไหม?"เด็กน้อยพยักหน







