เข้าสู่ระบบตลอดเวลาที่ว่างจากการทำงาน พิมพ์มาดาแทบจะก้มหน้าอยู่กับโทรศัพท์ นิ้วเรียวเลื่อนสัมผัสหน้าจอ พิมพ์ข้อความโต้ตอบกับธาวินอย่างมีความสุข เสียงหัวเราะเบาๆ กลับมาเยือนริมฝีปากเธออีกครั้ง บรรยากาศรอบตัวพิมพ์มาดาดูสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เกรชและเพื่อนสนิทคนอื่นๆ ในที่ทำงานต่างก็ดีใจที่ได้เห็นเพื่อนรักกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องเตือนเพื่อนด้วยความหวังดี
“ฉันว่าแกจริงจังกับผู้ชายคนนี้มากไปรึเปล่า พิมพ์?” เกรชเอ่ยขึ้นขณะที่กำลังยืนรอรถประจำทางกลับบ้านพร้อมกับเพื่อน แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องใบหน้าพิมพ์มาดาที่เริ่มมีสีชมพูระเรื่อ
“เพิ่งคุยกันไม่กี่เดือนเองนะ แถมยังไม่เคยเจอตัวจริงด้วยซ้ำ”
พิมพ์มาดาชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยวูบไหว เธอรู้ว่าเพื่อนหวังดี แต่ความรู้สึกที่เธอมีต่อธาวินมันก็มากพอที่จะทำให้เธอมั่นใจได้ ว่าเขาไม่ได้มาหลอกลวงเธอ
“ฉันรู้น่า!...เกรช” พิมพ์มาดาถอนหายใจแผ่วเบา
“แต่คุณวินเค้า...เค้าทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นจริงๆ นะ แกก็เห็นนี่ เค้าเข้าใจฉันทุกอย่างเลย” น้ำเสียงของพิมพ์มาดาบอกอย่างอ่อนโยน
“คุยกันผ่านแอป ผ่านตัวอักษรน่ะ...มันง่ายนะแก” เกรชเน้นเสียงอย่างเป็นห่วง
“แต่ตัวจริงเค้าอาจจะไม่ตรงปกก็ได้นะเว้ย แกลองคอลหาเขาหรือยัง”
พิมพ์มาดาหลบสายตาเพื่อนเล็กน้อย แก้มของเธอร้อนผ่าว
“ยังเลยอะ...ฉันยังไม่กล้าเปิดกล้องว่ะ อายเค้า ยังทำหน้าไม่ถูกเลย ฉันกลัวเค้าเห็นหน้าจริงฉันแล้ว เค้าจะเปลี่ยนใจน่ะสิ” น้ำเสียงเธอแฝงไปด้วยความไม่มั่นใจ
“แกสวยออกขนาดนี้ ยังไม่มั่นใจอีกเหรอ” เกรชเอ่ยอย่างแปลกใจ
“ไม่รู้สิ...ตั้งแต่ถูกพี่เชษฐ์ทิ้ง ฉันก็หมดความมั่นใจไปเลยอะแก” พิมพ์มาดาตอบเสียงแผ่ว ความเจ็บปวดในอดีตยังคงทิ้งร่องรอยไว้ในใจเธอ
“สมัยนี้ผู้ชายหลอกฟันเล่นๆ ก็เยอะแยะ แกอย่าเพิ่งทุ่มใจไปหมดนะ” เกรชยังคงเตือนด้วยความเป็นห่วง
“ฉันรู้...ว่าแกหวังดี” พิมพ์มาดาถอนหายใจ
“แต่ฉันเชื่อใจคุณวินเค้านะ เขาดูเป็นคนจริงใจ แล้วเขาก็กำลังจะกลับมาเมืองไทยอาทิตย์หน้านี้แล้วด้วย” น้ำเสียงเธอมีความหวังเจืออยู่
“กลับมาก็ดีเหมือนกัน แกจะได้เห็นเค้าจะๆ ไปเลยว่า...ดูสิจะเป็นเนื้อคู่ หรือเนื้อตุ๋น” เกรชยังคงแซวแกมปราม แต่ในใจลึกๆ ก็ภาวนาให้เพื่อนเจอคนดีๆ จริงๆ สักที
ค่ำคืนวันศุกร์
พิมพ์มาดาก็แทบจะนับวินาทีรอเวลาวิดีโอคอลกับธาวิน เธอเลือกชุดสวยที่สุดในตู้เสื้อผ้า แต่งหน้าอย่างพิถีพิถัน และนั่งรอหน้าจอโทรศัพท์ด้วยหัวใจที่เต้นระรัวราวกับกลองศึก เมื่อสัญญาณเรียกเข้าดังขึ้น ใบหน้าคมสันพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นที่เธอคุ้นเคยก็ปรากฏบนหน้าจอ
“สวัสดีครับ...คุณพิมพ์ ฮื้อหื้อ!! ตัวจริงคุณสวยกว่าในรูปอีกนะครับเนี่ย” ธาวินทักทายด้วยคำชมที่อ่อนโยนที่ทำให้พิมพ์มาดาใจสั่นทันที
“สวัสดีค่ะ...คุณวิน อันที่จริงเราน่าจะเปิดกล้องคุยกันตั้งนานแล้วเนอะ!” พิมพ์มาดาตอบกลับด้วยรอยยิ้มหวาน ดวงตาเป็นประกาย แต่ใจก็ยังคงสั่นเล็กน้อย
“ไม่คิดเลยว่าคุณจะยอมคอลกับผม” ธาวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือความแปลกใจ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความยินดี
“ก็เราจะเจอกันอยู่แล้วนี่คะ เดี๋ยวตอนไปรับก็ไม่รู้จักกันพอดี” พิมพ์มาดาเอ่ยตอบกลับอย่างขี้เล่น แต่ในใจก็แอบประหม่าเล็กน้อย
“แล้วผมตรงปกมั้ยครับ?” ธาวินถามพร้อมรอยยิ้มทะเล้น
“ตรงปกค่ะ” พิมพ์มาดาตอบอย่างมั่นใจ
“แล้วตรงสเปคคุณมั้ย?” ธาวินถามต่อด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
“ไม่บอกค่ะ” พิมพ์มาดาตอบพร้อมรอยยิ้มเขินอาย
“อายผมเหรอครับ?” ธาวินหัวเราะเบาๆ
“แต่คุณตรงสเปคผมเลยนะครับ ตั้งแต่แรกที่เห็นโปรไฟล์แล้วล่ะ” น้ำเสียงของเขาจริงจังขึ้นเล็กน้อย
บทสนทนาผ่านวิดีโอคอลในคืนนั้นยาวนานกว่าทุกครั้ง ทั้งคู่พูดคุยกันถึงเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต มองหน้ากันผ่านหน้าจอ สื่อสารกันด้วยสายตา และรับรู้ถึงความรู้สึกที่แท้จริงที่เริ่มถักทอสายใยบางๆ ในหัวใจ ธาวินแสดงความอบอุ่น เอาใจใส่ และเข้าใจในทุกสิ่งที่พิมพ์มาดาพูด ทำให้ความเชื่อมั่นในตัวเขาแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
“คุณพิมพ์ครับ!!!...” ธาวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น มองตรงมาที่กล้อง
“ผมอยากให้คุณรู้ว่า...ผมไม่ได้คุยกับคุณแค่แก้เหงา ผมรู้สึกดีกับคุณจริงๆ นะครับ ดีมากๆ ด้วย และผมก็อยากเริ่มต้นกับคุณอย่างจริงจังเมื่อผมกลับไปถึงไทย” ดวงตาของเขาฉายแววความจริงใจ
พิมพ์มาดามองใบหน้าของเขาผ่านหน้าจอ น้ำตารื้นด้วยความตื้นตัน หัวใจเธออบอุ่นจนล้น
“ฉันก็รู้สึกเหมือนกันค่ะ คุณวิน...ฉันเชื่อว่าคุณเป็นคนดี” น้ำเสียงของเธอสั่นเล็กน้อย
“ขอบคุณนะครับที่เชื่อใจผม” ธาวินยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่ทำให้พิมพ์มาดารู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
“อดทนรออีกนิดนะครับ อีกสองวันเราก็ได้เจอกันแล้ว”
ถึงแม้เกรชจะยังคงเตือนให้พิมพ์มาดาเผื่อใจไว้บ้าง แต่ในใจลึกๆ พิมพ์มาดาก็เริ่มวาดฝันถึงวันที่เธอจะได้พบกับธาวินตัวจริง เธอหวังว่าผู้ชายที่เธอรู้สึกผูกพันด้วยอย่างรวดเร็วผ่านโลกออนไลน์คนนี้ จะเป็น ‘เนื้อคู่’ ที่เข้ามาเติมเต็มชีวิตเธอ ไม่ใช่แค่ ‘เนื้อตุ๋น’ อย่างที่ผ่าน ๆ มา ที่เข้ามาในชีวิตเธอแล้วก็เดินจากไป ทิ้งไว้เพียงร่องรอยของความเจ็บปวด
พิมพ์มาดานั่งคอยอยู่ที่สนามบินด้วยความประหม่า ดวงตาก็จับจ้องอยู่ที่ป้ายบอกทางไปยังอาคารผู้โดยสารขาเข้า สนามบินสุวรรณภูมิในยามเช้าคึกคักไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติที่เดินทางเข้าออกประเทศ
เสียงล้อลากกระเป๋า เสียงพูดคุยจอแจ และเสียงประกาศเที่ยวบินดังเป็นระยะ ราวกับเป็นเพลงประกอบฉากให้กับความรู้สึกที่ปั่นป่วนอยู่ในอกของพิมพ์มาดา
หัวใจของเธอเต้นระรัวราวกับกลองศึกในสมรภูมิ เสียงรอบข้างนั้นเลือนราง ไม่ชัดเจน ราวกับโลกทั้งใบกำลังโฟกัสไปที่ความคิดถึงและความคาดหวังถึงอนาคตอันใกล้นี้ ความตื่นเต้น ความประหม่า และความหวังดีดตัวขึ้นมาเป็นระยะๆ จนเธอรู้สึกว้าวุ่นไปหมด ราวกับมีผีเสื้อนับร้อยตัวกำลังโบยบินอยู่ในช่องท้อง
หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอีกครั้ง นิ้วเรียวงามเลื่อนหาดูข้อความที่คุยกับธาวินครั้งล่าสุดก่อนที่เขาจะขึ้นเครื่อง ในข้อความบอกว่าเที่ยวบินจากนิวยอร์ก จะมาถึงกรุงเทพฯ ในเวลาประมาณ 06:30 น. ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งตอนนี้ก็ใกล้จะถึงเวลานั้นแล้ว
พิมพ์มาดายังไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ก จึงได้แต่นั่งนึกภาพถึงการเดินทางที่แสนอันยาวนานกว่า 17 ชั่วโมงบนเครื่องบินจากคำบอกเล่าของชายหนุ่ม ธาวินคงจะเหนื่อยมากทีเดียว ความรู้สึกเห็นใจและอยากดูแลเขาพลันก่อตัวขึ้นมา ซึ่งทั้งคู่ได้ตกลงกันเอาไว้ว่าจะไปเที่ยวกันต่อ ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับบ้านที่เชียงใหม่บ้านเกิด
สายตาของพิมพ์มาดากวาดมองไปยังกลุ่มคนที่ทยอยเดินออกมาจากประตูผู้โดยสารขาเข้า เธอพยายามสอดส่องหาร่างคุ้นตา ทั้งจากภาพถ่ายบนโปรไฟล์ที่เธอจำได้ขึ้นใจ และภาพใบหน้าของเขาที่เพิ่งจะได้เห็นผ่านวิดีโอคอลเมื่อเร็ว ๆ นี้ ความตื่นเต้นทำให้ทุกใบหน้าผู้โดยสารหลายคนดูคล้ายคลึงกันไปหมด เธอหวังว่าเขาจะไม่สวมแมส หรือใส่หมวกเดินออกมา พิมพ์มาดาพยายามตั้งใจเพ่งมองหนุ่ม ๆ หลายคนเป็นพิเศษ เพื่อหวังจะพบเจอคนที่หัวใจของตนเองเรียกร้อง
“คุณวินคะ พิมพ์อยู่ที่นี่ค่ะ” ธาวินซึ่งกำลังจอดรถนั่งรออยู่แถว ๆ ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ด้วยความกระวนกระวายใจ เขารู้สึกราวกับยกภูเขาออกจากอกเมื่อได้ยินข่าวนี้ ซีอีโอหนุ่มไม่รอช้า รีบบึ่งรถไปยังบ้านของเกรชทันทีเมื่อธาวินมาถึง เกรชเปิดประตูต้อนรับเขาด้วยรอยยิ้ม เกรชบอกเขาว่าพิมพ์มาดากำลังหลับอยู่ และเล่าถึงสภาพของพิมพ์มาดาและความรู้สึกของเพื่อนให้เขาฟัง ธาวินรับฟังด้วยความรู้สึกผิด จนเขาอยากจะย้อนเวลากลับไปแก้ไขทุกอย่างเกรชปล่อยให้ธาวินเข้าไปหาพิมพ์มาดาในห้องนอน ธาวินเดินเข้าไปใกล้เตียง มองใบหน้าซีดเซียวของพิมพ์มาดาที่กำลังหลับใหล เขาค่อยๆ นั่งลงข้างเตียง ยื่นมือไปปัดปอยผมที่ปรกใบหน้าเธอเบาๆ ด้วยความอ่อนโยนที่สุดพิมพ์มาดารู้สึกถึงสัมผัสที่คุ้นเคยและอบอุ่น ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ และภาพแรกที่เธอเห็นคือใบหน้าของธาวินที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและอ่อนโยน ดวงตาคมกริบคู่นั้นที่เคยฉายแววโกรธเกรี้ยว บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความรักและความเสียใจ“พิมพ์!!!…” เสียงของธาวินแผ่วเบาและสั่นเครือ“ผมขอโทษ…” เขายื่นโทรศัพท์คืนให้เธอ พิมพ์มาดาค่อย ๆ ลุกขึ้น ยังไม่ได้ถามถึงเรื่องราวทั้งหมด เธอก็น้ำตาคลอขึ้นมาเ
ระหว่างทางที่รถแล่นฉิวอยู่บนถนนหลวง ธาวินนึกขึ้นได้ว่ามีโทรศัพท์เครื่องเก่าของพิมพ์มาดาอยู่ในมือ ซึ่งผู้เป็นบิดาส่งให้เขามาเมื่อคืนนี้ ธาวินไม่รอช้า รีบใช้มันค้นหาเบอร์ของเกรชซึ่งน่าจะอยู่ในรายชื่อติดต่อ และรีบโทรออกทันทีเสียงปลายสายตอบกลับมาด้วยความงุนงงเมื่อเห็นเบอร์เก่าที่หายไปของเพื่อนสนิท“เกรช ๆ !!! นี่ผมวินเอง ธาวินไงครับ” ธาวินกรอกเสียงลงไปอย่างร้อนรน“อ๋อค่ะ คุณธาวิน! มีอะไรเหรอคะ เกรชนึกว่าเบอร์ของยัยพิมพ์ซะอีก” เกรชถามกลับด้วยความประหลาดใจระหว่างทางที่ขับรถ ธาวินก็เล่าทุกอย่างให้เกรชฟังอย่างรวดเร็วและกระชับที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งแต่เรื่องราวความเข้าใจผิดที่เขามีต่อพิมพ์มาดา ปมปัญหาทั้งหมดที่เกิดจากโทรศัพท์เครื่องนี้ การที่พิมพ์มาดาหนีไป พร้อม ๆ กับการที่เขากำลังตามหาเธออยู่ เกรชฟังเรื่องทั้งหมดด้วยความตกใจและเห็นใจในสถานการณ์ที่ซับซ้อนนี้ ก่อนจะรีบบอกว่าเธอจะให้ความช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่ หากว่าพิมพ์มาดามาหาเธอ“ขอบคุณมากครับคุณเกรช” ธาวินกล่าวขอบคุณ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวัง“ถ้าหากพิมพ์ไปหาคุณจริงๆ ช่วยบอกผมด้วยนะครับ แล้วก็… พยายามรั้งตัวเธอเอาไว้นะครับ ผมอยา
อัครเดชถอนหายใจยาว มองหน้าลูกชายที่นั่งอยู่ข้างๆ ในรถตู้ด้วยแววตาที่หนักใจ ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เก็บงำเอาไว้“คือวันที่หนูพิมพ์เค้าหายตัวไปจากแกน่ะ...” อัครเดชเริ่มต้นเสียงแผ่วเบา“แม่เค้าโทรมาบอกว่าพ่อเค้าเสีย...หนูพิมพ์ก็เลยรีบออกมาจากที่พักและก็พยายามจะโทรหาแก” อัครเดชนึกย้อนไปถึงภาพในความคิด เมื่อครั้งที่พิมพ์มาดากระวนกระวายใจอย่างหนัก พยายามควานหาโทรศัพท์มือถือของตัวเองระหว่างที่เขากำลังขับรถไปส่งเธอ เพื่อไปรับศพผู้เป็นพ่อที่โรงพยาบาล สีหน้าของหญิงสาวในความทรงจำนั้นเต็มไปด้วยความร้อนรนและความเศร้าโศก“แต่พอเกิดอุบัติเหตุที่รถเกือบชนกันน่ะ… หนูพิมพ์เค้าลืมโทรศัพท์เอาไว้ที่รถ พ่อเป็นคนพาเธอไปรับศพของพ่อเธอที่โรงพยาบาล ก็เลยเรียกให้ชัยมาอยู่เฝ้าในที่เกิดเหตุ พอหนูพิมพ์หาโทรศัพท์ไม่เจอ พ่อก็เลยบอกให้นายชัยเป็นคนช่วยหา” อัครเดชหยุดเล่า หันมาสบตากับธาวิน“จนเกือบเย็นวันต่อมา ชัยถึงได้เอาโทรศัพท์มาคืนพ่อ ถ้าก่อนหน้านี้พ่อรู้ความจริง พ่อจะไม่ทำแบบนั้นเด็ดขาด วิน ยกโทษให้พ่อเถอะนะ”“แล้วพ่อต้องขอโทษแกด้วย…ที่ทำให้แกต้องเข้าใจผิดกับหนูพิมพ์เค้าถึงขนาดนี้ หนูพิมพ์คงลำบากใจมา
รถตู้คันหรูแล่นตัดผ่านความมืดมิดของค่ำคืนไปอย่างรวดเร็ว ความหวังเดียวของอัครเดชในตอนนี้คือการไปนำโทรศัพท์เครื่องนั้นมาให้เร็วที่สุด ก่อนที่ความวู่วามและความเข้าใจผิดจะนำพาไปสู่เรื่องที่เลวร้ายเกินกว่าจะแก้ไขได้อัครเดชเป็นห่วงความปลอดภัยของพิมพ์มาดา... เขาไม่รู้เลยว่าในตอนนี้ ธาวินและพิมพ์มาดา… กำลังอยู่ในสภาพเช่นไร หลังจากที่เขาไม่ได้อยู่ควบคุมสถานการณ์อัครเดชกลับมาถึงคฤหาสน์ในเวลาเกือบตีหนึ่ง แสงไฟในบ้านยังคงสว่างไสวบ่งบอกว่ายังมีคนที่ไม่หลับไม่นอน เขามีโทรศัพท์มือถือของพิมพ์มาดาอยู่ในมือแล้ว และพร้อมที่จะเปิดเผยความจริงทั้งหมดเพื่อคลี่คลายปมปัญหาที่เขาสร้างขึ้นมาผู้เป็นบิดาตรงขึ้นไปที่ห้องนอนของบุตรชายด้วยความกังวลใจ หวังจะพูดคุยปรับความเข้าใจกัน แต่กลับไม่พบแม้แต่เงาของธาวินอยู่ในนั้น อัครเดชขมวดคิ้วแน่น กำลังจะลงไปตามหาข้างล่าง ก็สวนทางกับแม่บ้านบริเวณบันใด ก่อนที่แม่บ้านจะรายงานด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“นายคะ …คุณพิมพ์มาดา!!!” แม่บ้านกำลังจะรายงานแต่ยังไม่ทันได้พูดจบ อัครเดชก็พูดสวนขึ้นมาก่อนด้วยความร้อนใจ“เจ้าวินไปไหน!!!”“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ เห็นครั้งสุดท้ายเมื่อตอนหัวค่ำ...ตอนน
พิมพ์มาดาไม่มีเรียวแรงแม้แต่จะขัดขืน เขาเสร็จสมแล้ว แต่ก็ไม่ยอมปล่อยร่างของเธอให้เป็นอิสระ ก่อนที่ริมฝีปากหยักของเขาประทับจูบลงมาบนริมฝีปากของเธอครั้ง มือหน้าบีบคางของเธอให้เผยอเปิดทางให้เขาได้ใช้ลิ้นตามความต้องการ เธอได้แต่ยอมจำนนต่อความรุนแรงและความปรารถนาของเขาในคืนอันเลวร้ายนี้ความรู้สึกผิดที่จะต้องทรยศกับผู้มีพระคุณอย่างอัครเดชถาโถมเข้ามาในใจ เธอไม่รู้หรอกว่าเขายังต้องการตัวเธออยู่หรือไม่ แต่พิมพ์มาดาไม่อยากให้ใครเสียใจเลยในบ้านหลังนี้ ไม่อยากให้พ่อลูกต้องมาทะเลาะกันเพราะเรื่องของเธออีกต่อไปแล้วหญิงสาวค่อยๆ ใช้เรี่ยวแรงที่ยังหลงเหลือยันกายขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาของธาวินเป็นครั้งสุดท้าย เขาหลับไปในที่สุด ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว บัดนี้ดูสงบนิ่ง แววตาที่เคยมีชีวิตชีวาดับลงสนิท ปรากฏร่องรอยของความสับสนและความว่างเปล่าเข้ามาแทนที่ในใจของหญิงสาวผู้บอบช้ำพิมพ์มาดาค่อยๆ พยุงตัวลงจากเตียงอย่างแผ่วเบา เธอเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดปกติ สัมผัสของเนื้อผ้าคุ้นเคยทำให้รู้สึกปลอดภัยขึ้นมาบ้าง ก่อนจะมองสำรวจตัวเอง เธอเห็นรอยแดงช้ำที่ปรากฏอยู่ทั่วเนินอก ร่องรอยจากกา
ธาวินยิ้มพึงพอใจเมื่อสัมผัสได้ถึงการตอบสนองที่เปลี่ยนไปของพิมพ์มาดา หญิงสาวไม่ได้ต่อต้านเขาอีกต่อไปแล้ว ซีอีโอหนุ่มยกบั้นเอวขึ้นเล็กน้อย ถอนท่อนกายกำยำออกจากโพรงสวาทอุ่นร้อนของเธออย่างเชื่องช้า ราวกับต้องการยื้อยุดช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นไว้ให้นานที่สุด ปลายหัวยังคงเสียดสีอยู่บริเวณปากทาง ก่อนจะกระแทกกระทุ้งกลับเข้าไปในโพรงสวาทที่ชุ่มฉ่ำด้วยแรงและจังหวะที่หนักหน่วงและรวดเร็ว เสียงเนื้อกระทบกันดังสนั่นก้องห้อง พร้อมกับแรงกระแทกที่ส่งให้ร่างบอบบางของพิมพ์มาดาสะท้านเฮือก เสียงครางหวานเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากบางอย่างห้ามไม่อยู่จากนั้นเกมแห่งความสุขสำราญที่แฝงไว้ด้วยความเร่าร้อนและอำนาจก็เริ่มต้นขึ้นตามจังหวะที่ธาวินเป็นผู้กำหนด ชายหนุ่มเริ่มขยับเอวเข้าออกด้วยจังหวะที่รวดเร็วและดุดัน ราวกับต้องการบุกรุกและยึดครองทุกพื้นที่ในกายสาว พิมพ์มาดารู้สึกเสียวแปลบไปทั่วท้องน้อยในทุกครั้งที่เขาแทงลึกเข้ามาเธอแผดเสียงครางหวานปนสะอื้น ดิ้นพล่านไปมาบนเตียงนอนด้วยความเสียวสะท้านที่แทรกซึมไปทั่วร่าง ผสานกับความเจ็บปวดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ เธอจึงตอบโต้ด้วยการยกสะโพกกระแทกสวนกลับไปอย่างไม่ยอมจำนน ราวกับร่าง







