Masukเจนนิสเดินออกจากห้องพักแพทย์ของภานุมาแล้ว
แต่บางอย่างยังติดอยู่ในอก… เธอไม่กล้ามองย้อนกลับไป เพราะเธอรู้ว่าแววตาของเขามันอ่อนโยนเกินไปสำหรับคนอย่างเธอเธอกลับมาที่ห้องทำงาน ปิดประตูเบา ๆ
แผ่นหลังพิงบานประตูอย่างเหนื่อยล้า หัวใจยังเต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะการผ่าตัด แต่เป็นเพราะบางอย่างในสายตาของเขา ที่ดันไปตรงกับสายตาในอดีต ที่เธอเคยตกหลุมรักจนถอนตัวไม่ขึ้น“อย่ามองแบบนั้นสิ…”
เธอบอกกับตัวเองในใจ
เหมือนกำลังอ้อนวอนใครบางคนที่ไม่มีตัวตน เพราะทุกครั้งที่เธอเผลอสบตาภานุ มันไม่ใช่แค่ความอ่อนไหวในปัจจุบัน แต่เป็นบาดแผลเก่าที่ถูกขุดซ้ำด้วยภาพจำของคนคนหนึ่งน้องชายของยิหวา…
แต่มันก็เหมือนเธอกำลังมองยิหวาในอีกเวอร์ชัน เวอร์ชันที่ไม่ทำให้เจ็บ เวอร์ชันที่อ่อนโยน และยอมอยู่ตรงนี้…แม้จะไม่ได้อะไรกลับไปเลย“ฉันมันเห็นแก่ตัว…”
เธอพึมพำ กดหัวใจตัวเองไว้แน่น
เธอรู้…เธอรู้ดีว่าไม่ควรเปรียบเทียบ แต่หัวใจมันดื้อเกินไปที่จะหลอกมันได้ทุกวัน“ทุกคนบอกว่าฉันยังไม่เปิดใจให้ใครใหม่ แต่พวกเขาไม่รู้หรอก…
ว่าทุกครั้งที่ฉันมองภานุ ฉันเจ็บ… เพราะฉันเห็นเงาของคนที่ฉันเคยรัก… ในรอยยิ้มของน้องชายเขาเอง”น้ำตาที่เธอเพิ่งหยุดไปเมื่อชั่วโมงก่อน…ไหลลงมาอีกครั้ง
เธอไม่ได้ร้องเพราะเสียใจที่เขาจากไปแล้ว แต่เธอร้อง…เพราะกลัวว่าจะเริ่มต้นใหม่กับใครไม่ได้อีกเลย“ฉันไม่ได้กลัวความรัก แต่ฉันกลัวจะทำร้ายใครอีกครั้ง โดยที่ฉันเองก็ยังไม่หายดี”
เธอทิ้งตัวลงกับโซฟาในห้อง
ปล่อยให้ความเงียบกอดเธอไว้เจนนิสนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างห้องพักแพทย์ แสงเงาสะท้อนส่งเข้ามาของแสงไฟยามค่ำคืนคล้ายจะอุ่นขึ้นนิดหน่อย
แต่ไม่ใช่เพราะอากาศ …เป็นเพราะหัวใจของเธอที่รู้สึกอุ่นขึ้นเพียงนิดเดียว หลังจากเห็นภาพเมื่อเช้ายิหวา…ยิ้มได้อีกครั้ง
…กับใครบางคนที่ไม่ใช่เธอ …กับผู้ชายที่ยืนข้าง ๆ อย่างมั่นคง …กับความรู้สึกที่ยิหวาไม่ต้องก้มหน้าอีกต่อไปเธอมองภาพนั้นจากระยะไกล
เธอเพียงแค่ยืนนิ่ง ยิ้มจาง ๆ ให้กับความรู้สึกบางอย่างที่คลายออกจากอก“ดีแล้ว…ที่เธอยังยิ้มได้แบบนั้น”
เธอพูดกับตัวเองในใจ
แล้วเหมือนอะไรบางอย่างที่เคยพันธนาการเธอไว้แน่น เริ่มคลายออกช้า ๆตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เจนนิสกลัวเหลือเกินว่า ยิหวาจะเป็นเหมือนเธอ …จมอยู่กับอดีต …หลงทางในความรู้สึกผิดและคำว่า ‘รัก’เธอรู้ว่าตัวเองคือคนทำลาย
ไม่ใช่เพราะเธอไม่รัก แต่เพราะเธอไม่เคยจัดการกับความกลัวของตัวเองได้เลย และสุดท้ายก็ผลักคนที่เธอรักออกไปโดยไม่ตั้งใจ“ฉันก็แค่…ไม่กล้าเผชิญหน้ากับทุกอย่างในตอนนั้น พอเขาหายไปจริง ๆ ถึงรู้ว่า…รักมันไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่มันคือการกล้ารับผิดชอบต่อหัวใจของใครอีกคน”
เธอเคยภาวนาให้เขามีชีวิตที่ดี
แต่ในใจลึก ๆ ก็ไม่เคยพร้อมจะเห็นเขาไปกับคนอื่น จนวันนี้…“พอเห็นเขามีใครสักคน…ฉันถึงรู้ว่า ถึงเวลาต้องหยุดรออะไรที่ไม่มีวันหวนคืน”
เจนนิสหลับตา สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
เธอไม่ได้ยิ้มเต็มที่ แต่ก็ไม่ได้ร้องไห้อีกเธอวางมือลงบนอก
แล้วพึมพำกับตัวเองเบา ๆ“ขอโทษนะยิหวา…แต่วันนี้เราจะเดินต่อไปแล้วนะ อย่างน้อย…ก็ไม่ต้องกลัวอีกแล้วว่าเธอจะไม่มีความสุข”
..เสียงล้อลากกระเป๋ากระทบพื้นหินขัดในสนามบินดังก้องในความเงียบระหว่างคนสองคนที่เดินเคียงกันมา
เจนนิส…และ ภานุเป็นอีกครั้งที่เธอเดินทางร่วมกับครอบครัวยิหวา
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ยิหวา …เป็นน้องชายของเธอแทนเจนนิสมองตรงไปข้างหน้าอย่างนิ่งสงบ
มือที่จับหูกระเป๋าแน่นกว่าปกติ ทั้งที่ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องเกร็ง แต่ภายในใจของเธอกลับไม่อาจหลีกเลี่ยงภาพสะท้อนในอดีตเธอเคยนั่งรถไฟกับยิหวา
เคยเริ่มทำความรู้จักเพราะได้เดินทางไปด้วยกัน และเธอไม่เคยคิดว่าเรื่องราวมันจะย้อนกลับมาคล้ายเดิมอีกครั้ง เจนนิสไม่พูดอะไร แม้ภานุจะเดินอยู่ใกล้แค่ครึ่งช่วงแขน เธอรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้ไม่ได้ตั้งใจจะมาแทนที่ใคร เขาแค่อยู่ตรงนี้ …และอยู่ในจังหวะเวลาที่เธอยังไม่พร้อมจะเปิดใจเธอพยายามนิ่ง
พยายามไม่มองตา พยายามให้มันเป็นแค่ “การเดินทางไปอบรม” เท่านั้น ไม่ใช่จุดเริ่มต้น และไม่อยากให้มันเป็นจุดจบเหมือนคราวก่อน“ฉันกลัว…”
เจนนิสคิดในใจ “กลัวว่าถ้าเปิดใจอีกครั้ง แล้วมันจะเจ็บเหมือนเดิม” “กลัวว่าถ้ามีใครสักคนเดินเข้ามา… ฉันจะต้องเสียเขาไปอีก”แม้ภานุจะเงียบพอ ๆ กับเธอ
แต่การเงียบของเขากลับรู้สึกปลอดภัย ไม่กดดัน ไม่ถาม ไม่เร่งรัด …และนั่นทำให้เจนนิสต้องระวังใจตัวเองยิ่งกว่าเดิม“สายการบินเรียกขึ้นเครื่องแล้วครับ”
เสียงภานุดึงเธอกลับมา
เจนนิสพยักหน้าช้า ๆ“อืม… ”
เธอไม่ได้ยิ้ม …แต่เสียงก็ไม่แข็ง
เธอไม่ได้เปิดใจ …แต่เธอก็ไม่เดินหนี เธอยังกลัว …แต่วันนี้เธอเลือกจะ “เดินไปด้วยกัน” แม้ใจยังไม่แน่ใจเสียงเครื่องยนต์ยังคงก้องเบา ๆ อยู่ในหู
ภานุหลับตาพิงพนักเบาะ แต่ความคิดของเขาไม่เคยเงียบลงเลยสักนาที …จนกระทั่งรู้สึกถึงน้ำหนักบางอย่างบนไหล่เขาหรี่ตาลงช้า ๆ และพบว่า…
เจนนิส หลับไปแล้ว ใบหน้าเธอแนบกับไหล่ของเขาโดยไม่รู้ตัวหัวใจของภานุ เต้นแรงรัวเหมือนจะทะลุอก
นาฬิกาสมาทวอชที่ข้อมือสั่นเตือนด้วยตัวเลขชีพจรที่พุ่งสูง 112 bpm… 115… เสียงเตือนดังเบา ๆ เขารีบยกมืออีกข้างขึ้น… ปิดหน้าจอเอาไว้ กลัวเธอจะตื่น กลัวว่าเธอจะได้ยินเสียงหัวใจของเขา… ที่เต้นเหมือนกำลังหลงรักใครสักคนแบบห้ามไม่ได้…แต่มันก็คือความจริงที่น่ากลัวพอกัน
เพราะผู้หญิงที่พิงไหล่เขาอยู่ตอนนี้
คือลมหายใจของอดีตใครบางคนที่เขารักที่สุดในชีวิตไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน
เจนนิสสะดุ้งตื่น เธอลืมตาขึ้น… และเมื่อเห็นตัวเองเอนพิงเขาอยู่ — เธอก็ชะงัก“…ขอโทษนะ”
เธอกระซิบเบา ๆ เสียงแหบพร่า แล้วรีบขยับตัวออกไปช้า ๆ“ฉันคง…เหนื่อยไปหน่อย”
เธอยิ้มจาง ๆ ไม่กล้าสบตาแต่ในใจของเธอปั่นป่วน
เจนนิสรู้ตัวดีว่าเธอผิด
ผิดที่ปล่อยตัวเองให้เผลอพิงใครสักคน ผิดที่ความอบอุ่นจากไหล่นั้น… ดันพาเธอย้อนคิดถึง “ไหล่ของอีกคน” ที่เคยเป็นที่พักใจของเธอเธอคิดถึงยิหวา
…และเธอรู้ว่าเธอไม่ควรคิดถึงมันในวินาทีที่ตัวเองพิงไหล่ใครอีกคนอยู่เธอไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้คืออะไร
รู้แค่ว่า… เธอรู้สึกผิด ต่อทั้งเขา และต่อคนที่ยังฝังอยู่ในหัวใจมาตลอด 10 ปี …เสียงล้อกระเป๋าลากครูดไปตามพื้นพรม
จนกระทั่งหยุดหน้าห้องพักฝั่งตรงข้ามกันพอดีภานุหันไปมองประตูอีกฝั่ง
เห็นเจนนิสก้มหน้าคลำหาคีย์การ์ด แสงไฟสีส้มจากโคมเหนือหัว ส่องให้เห็นเงาของทั้งสองทอดขนานกันอยู่บนพื้น“พักตรงข้ามกันพอดีเลยนะครับ”
เขาเอ่ยขึ้นเบา ๆ พยายามทำให้เสียงนั้นไม่ดูจริงจังเกินไปเจนนิสเงยหน้าขึ้น
ยิ้มบางๆ ก่อนตอบเรียบ ๆ“ค่ะ…สะดวกดี”
เธอเปิดประตู
ก่อนจะหันมาพยักหน้าช้า ๆ เหมือนจะบอกลา ภานุรีบพูดขึ้นก่อนที่เธอจะหายเข้าไปในห้อง“พักผ่อนนะครับ… พรุ่งนี้เจอกันตอนอบรม”
เจนนิสพยักหน้าอีกครั้ง
เสียงประตูเลื่อนปิดช้า ๆเหลือเพียงภานุที่ยังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
แสงไฟหน้าห้องกระทบใบหน้าเขา เงาทอดยาวและเหงาเกินกว่าจะซ่อนความรู้สึกได้“แค่ตรงข้ามกันไม่กี่ก้าว…
แต่ทำไมมันเหมือนไกลออกไปทุกทีวะ…”เขาพึมพำกับตัวเอง
ก่อนจะหมุนคีย์การ์ดเปิดประตูเข้าไปอีกห้องหนึ่งอย่างเงียบงันภานุยิ้มกับตัวเอง
ยิ้มแบบที่ไม่ได้แกล้งทำ แต่เป็นรอยยิ้มจริงที่หลุดออกมาจากความรู้สึกลึกที่สุดในอกเขาไม่เคยคิดเลย…
ว่าจะได้ใกล้เจนนิสขนาดนี้ ไม่ใช่แค่ใกล้ในระยะทาง แต่เป็นระยะของเวลา ของความเงียบ และความเปราะบางบางอย่างที่เธอเริ่มเผยให้เห็นทีละนิดเสียงนาฬิกาที่ข้อมือสั่นเตือนจังหวะหัวใจ
มันเต้นแรงจนเหมือนจะระเบิดออกมาเขากัดฟันแน่น
หันไปมองเงาของตัวเองในกระจก ก่อนจะค่อย ๆ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกทีละเม็ด มือหนาลากเนคไทออกจากคอ แล้วโยนทิ้งอย่างไม่แยแสลมหายใจร้อน…
หน้าอกแน่น… มือที่ลากผ่านลำคอจนมาหยุดกลางอก ตรงจุดที่หัวใจยังเต้นไม่หยุด“ทำไมต้องรู้สึกแบบนี้ด้วยวะ…”
เสียงแหบพร่าหลุดออกมาจากลำคอ
เขาเดินตรงไปที่อ่างล้างหน้า
เปิดน้ำเย็นแล้ววักขึ้นลาดหัวแรง ๆ สายน้ำเย็นจัดไหลผ่านเส้นผม หยดลงมาตามแนวกราม จนถึงแผ่นอกที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามแน่นเปียกชื้นดวงตาคมจ้องสบกับตัวเองในกระจก
ใบหน้าที่เปียกน้ำ หยดน้ำเกาะริมฝีปาก หัวใจยังเต้นไม่หยุด เขากัดกรามแน่น ก่อนพูดกับร่างนั้นเหมือนจะข่มไว้“อยากได้ชิบหาย…”
คำพูดสั้น ๆ
แต่เหมือนระเบิดทุกอย่างออกมาจากในอกเขาหัวเราะในลำคอ
หยันกับความต้องการของตัวเอง ก่อนจะค่อย ๆ ดึงผ้าขนหนูมาซับหน้า ลากตัวเองออกจากห้องน้ำ เหมือนพยายามเดินหนีจากบางความรู้สึก ที่ยิ่งห้าม มันก็ยิ่งชัด …เสียงน้ำกระทบผิวเนื้อดังก้องไปทั้งห้องน้ำ
ไอน้ำร้อนลอยปะทะกระจกจนฝ้า ภายใต้ละอองนั้น เงาร่างเปลือยเปล่าของภานุกำลังเคลื่อนไหวอย่างมั่นคงเรือนกายสูงเกินร้อยแปดสิบแปด
แน่นไปด้วยกล้ามเนื้อที่เคยผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก น้ำค่อย ๆ ไหลไปตามไหล่กว้าง ลากผ่านแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามไล่ระดับ ลงมาถึงสะโพกสอบที่รับกับเอวบางแต่แน่นด้วยแพ้กชัดลึกอกหนาแน่นขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจ
เม็ดน้ำเกาะอยู่ตามแผงอกสีแทน หยดลงตรงจุดที่กล้ามหน้าท้องเรียงเป็นลอนแน่น ละลายไหลไปตามเส้นไลน์ กล้ามขาที่แข็งแรง รองรับน้ำหนักทั้งร่างแน่นราวกับปั้นจากหินภานุสะบัดผมเปียกด้วยแรงเบา ๆ
ผมดำสนิทเปียกแนบกับหน้าผาก ยิ่งขับให้ใบหน้าคมชัดยิ่งขึ้น คิ้วหนา ตาคม จมูกโด่ง และริมฝีปากหยักนิด ๆ ดูเคร่งขรึมแต่ยั่วเย้าในคราเดียวกันเขายกมือขึ้น ลูบผิวเปียกชื้นของตัวเอง
เสียงสบู่ลูบผ่านเนื้อแน่น ๆ ดังเบา ๆ ก่อนมือจะเลื่อนไปตามแผ่นอก ลากลงถึงหน้าท้อง แล้วหยุดพักเบา ๆ ที่เอวข้างหนึ่ง ขณะที่อีกมือเท้าไว้กับผนังอ่าง หายใจแรงเล็กน้อยเมื่อคิดถึงใบหน้าคนนั้น…น้ำไหลพร่ำลงมาไม่หยุด
แต่ความร้อนในกายเหมือนไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อยภานุยืนจ้องมองตัวเองในกระจก
น้ำหยดจากเส้นผมลงบนอกแน่น ลากผ่านกล้ามหน้าท้องเป็นลอนแนบสนิทกับผิวขาวอมชมพูเปียกชื้น เสียงฝักบัวกลายเป็นเพียงฉากหลังของความคิดอันแสนวุ่นวายลมหายใจของเขาหนักหน่วง
ไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้า… แต่เป็นความปรารถนาที่ร้อนลึก มันร้อน… ร้อนยิ่งกว่าน้ำที่ไหลผ่านผิวกาย มันร้อนอยู่ในอก ในท้องน้อย ในสันหลัง ในหัวใจที่เต้นแรงไม่ยอมหยุดเขาหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึก
แต่ยิ่งพยายามระงับ… ก็ยิ่งเหมือนกำลังจุดไฟให้ตัวเองภาพใบหน้าของเจนนิสลอยเข้ามาในหัว
เสียงของเธอ… แววตาของเธอที่พยายามรักษาระยะห่าง ยิ่งเธอถอย เขากลับยิ่งอยากคว้า ยิ่งอยากรู้ว่า… หากเขาเข้าไปแตะ ต้องล้ำเส้น เธอจะยอมไหมความอัดอั้นพลุ่งพล่านอยู่ในอก
ภานุกัดฟันแน่นจนขากรรไกรขึ้นสัน มัดกล้ามตามตัวเกร็งแน่น เขาพิงฝ่ามือกับกระจกอย่างคนที่กำลังจะระเบิดในทุกวินาทีเขาไม่อยากช่วยตัวเองอีกแล้ว
ไม่อยากปลดปล่อยกับภาพในหัว มันไร้ความหมาย… มันไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ“ถ้าเป็นไปได้…” เขาพึมพำเสียงแหบต่ำ
“…ฉันอยากเดินไป… ลากเธอมากดกับเตียง”สายตาของเขาในกระจกเปลี่ยนไป
ไม่ใช่แค่ความอยาก… แต่มันคือความบ้าคลั่งที่ถูกกดไว้มานาน เขาอยากฟังเสียงครางของเธอ อยากรู้ว่าเธอจะสั่นเทาแค่ไหนเมื่ออยู่ใต้ร่างเขา อยากสัมผัสผิวของเธอแทนที่จะได้แต่จินตนาการมันเขาทุบกำปั้นแน่นลงบนเคาน์เตอร์ห้องน้ำ
หยดน้ำกระเด็นใส่กระจก “แม่งเอ้ย…”แววตาของเขาเปลี่ยนไป
จากความอัดอั้น… เป็นความแน่วแน่หากคืนนี้เป็นเพียงแค่การเริ่มต้น
เขาจะอดทนมันให้ได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่… ที่เธอเผลอเปิดประตูให้เขาเข้าไป เขาสาบานว่า… จะไม่ปล่อยให้เธอหนีอีกต่อไปเช้าวันนี้ แสงอรุณอุ่นนวลเล็ดลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยความเงียบสงบของยามเช้าถูกเติมด้วยเสียงฝีเท้าเบา ๆ ของภานุที่เดินมาหยุดข้างเตียง เขาก้มลงตรวจชีพจรเจนนิสอย่างชำนาญ ก่อนจะใช้เครื่องฟังเสียงหัวใจลูก ๆ ที่อยู่ในครรภ์เสียง “ตึกตัก” สองจังหวะซ้อนกันดังชัดเจน…ชวนให้หัวใจพ่อเต้นตามท้องของเจนนิสโตขึ้นพอสมควรแล้วเธอนอนพิงหมอนสูง มองภานุด้วยสายตาอุ่น ๆ ที่เต็มไปด้วยความขอบคุณไม่นาน พ่อและแม่ภานุก็เข้ามาเยี่ยมตั้งแต่เช้าตรู่แม่ถือถุงผลไม้และซุปอุ่น ๆ พ่อแม้จะยังอยู่ในเครื่องแบบ ก็ยังสละเวลามายืนข้างเตียง เอ่ยเพียงสั้น ๆ แต่ชัดเจน “เก่งมากหนู…อีกนิดเดียวก็จะผ่านไปแล้ว”ทุกคนในห้องต่างรู้ดีว่า สิ่งที่เจนนิสเผชิญอยู่ไม่ง่ายและกำลังใจคือยาที่ดีที่สุดสำหรับเธอในตอนนี้ไม่นานนัก ประตูห้องก็เปิดออกหมอคริสในชุดกาวน์สีขาวก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มใจดี“อรุณสวัสดิ์ครับคุณแม่ วันนี้ผมมีข่าวดี” หมอคริสเอ่ยขณะตรวจดูผลวัดต่าง ๆ “อาการดีขึ้นมากนะครับ ชีพจร ความดันอยู่ในเกณฑ์ คุณแม่ลองเดินได้บ้างแล้วนะ…ค่อย ๆ ขยับทีละนิด”คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศทั้งห้องโล่งใจขึ้นในทันทีเจนนิสเองก็รู้สึก
เมื่อภานุพาเจนนิสเดินมาถึงหน้าห้องแม่ที่โรงพยาบาล ประตูห้องถูกเปิดออกพอดี ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารเดินออกมาอย่างรีบเร่ง“อ้าว เฮ้ย! มาจากไหนเนี่ย?” ภานุเอ่ยทักทันทีที่เห็นใบหน้าคุ้นเคยภาคินชะงักไปชั่ววูบ หันมายิ้มให้พี่ชาย “ไงพี่ แวะมาจากค่ายน่ะ มาเอาของนิดหน่อย เดี๋ยวต้องรีบกลับไปฝึกต่อแล้ว แม่เรียกมาให้เซ็นเอกสารจดทะเบียนอะไรสักอย่างนี่แหละ”พูดจบก็เหลือบมองนาฬิกา ก่อนขยับจะเดินผ่านไป “ไปก่อนนะ รถมารอแล้ว”ภานุทำหน้างงเล็กน้อย ก่อนตบไหล่น้องชาย “เออ ปลอดภัยด้วยล่ะ ด่วนไปไหนของมันอีกละ…”ภาคินเพียงแต่ยิ้มบาง ๆ โบกมือลาแล้วก้าวฉับ ๆ จากไปโดยไม่หันกลับภานุหันกลับมามองเจนนิส ส่งยิ้มอ่อนโยนให้ “นั่นน้องชายคนเล็กของบ้านผมเอง ชื่อภาคิน นายๆจะเจอกันที ไว้ผมพาไปเจอนะ น้องน่าจะด่วน”เจนนิสพยักหน้ารับ ยิ้มบาง ๆ ก่อนเดินเข้าไปในห้องแม่อย่างเงียบ ๆ ทิ้งเสียงฝีเท้าของภาคินที่จางหายไปกับทางเดินยาวของโรงพยาบาลภานุผลักประตูเข้าไปในห้องรับรอง ทั้งคู่ยกมือไหว้พ่อกับแม่ที่นั่งรออยู่ข้างใน พ่อของภานุในชุดทหารเต็มยศ กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์บนโซฟาด้วยท่าทีสงบ เยือกเย็นตามสไตล์ผู้นำครอบครัวเจน
ในห้องนอนที่แสงเช้าสาดผ่านม่านโปร่ง เจนนิสนอนนิ่งอยู่บนเตียง ร่างกายอ่อนล้าจากการแพ้ท้อง แต่หัวใจกลับไม่เหนื่อยล้าอย่างเดิมอีกต่อไปขณะที่ลมหายใจเธอค่อย ๆ สม่ำเสมอ เสียงหัวใจของอีกหนึ่งชีวิตในตัวเธอก็ยังดังก้องในความทรงจำเธอคิดย้อนกลับไปถึงวันที่เคยกลัวครอบครัวกลัวการผูกมัด กลัวความผิดหวัง กลัวจะไม่มีบ้านให้ใครซุกหัวนอน เพราะบ้านในอดีตของเธอไม่เคยอบอุ่นแต่ตอนนี้ แม้ร่างกายจะอ่อนแรงแต่การมีภานุอยู่ข้าง ๆ ทั้งในวันที่หัวเราะ วันที่ร้องไห้ วันที่อ่อนแอทำให้เธอค่อย ๆ มองเห็นความหมายของคำว่า ครอบครัว ใหม่อีกครั้งเจนนิสตกผลึกกับตัวเองว่าความอบอุ่นไม่ได้เกิดจากสถานที่ หรืออดีตที่ผ่านมาแต่มันเริ่มต้นได้จากคนสองคนจากมือที่กอดไว้แน่นจากสายตาที่มองกันด้วยความเข้าใจจากหัวใจที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน…แม้จะกลัว แม้จะไม่พร้อมก็ตามวันนี้ เธออาจยังไม่พร้อมสมบูรณ์แต่ก็พร้อมจะ “ลองรัก” ดูอีกสักครั้งพร้อมจะสร้างบ้านหลังใหม่ ให้กับตัวเอง กับภานุ กับลูกน้อยในท้องและกับอนาคตที่เธอจะไม่หนีจากมันอีกต่อไปชีวิตของเธอกำลังเปลี่ยนไป แต่ครั้งนี้ เธอเลือกจะเปลี่ยนไปพร้อมกับคนที่รักและยอมรับในตัวตนของ
หลังออกจากห้องตรวจ แม่ภานุเดินเคียงข้างสองคนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน“เย็นนี้ไปทานข้าวที่บ้านแม่นะลูก แม่จะเตรียมของโปรดให้”ภานุรีบรับคำแล้วพูดแซวแม่ทันที “แต่แม่ครับ เมียผมท้องอ่อน กินอะไรไม่ค่อยได้ ผมดูแลเองได้นะแม่”น้ำเสียงจริงจังแต่ปนหวงแหน ใบหน้าภานุเต็มไปด้วยความภูมิใจในฐานะพ่อบ้านมือใหม่แม่ภานุหันมามองลูกชายแล้วอมยิ้ม “แล้วแกไม่คิดจะแต่งงานกับเขาหน่อยเหรอภานุ?”เสียงพูดเหมือนหยอกแต่สายตานิ่งจริงจังเจนนิสที่เดินข้าง ๆ สะดุ้งนิดหน่อย รีบตอบแทรกเสียงเบา“ไม่เป็นไรค่ะ หนูยังไงก็ได้…”ใบหน้ามีรอยเขินอายเล็ก ๆ ชำเลืองมองภานุอย่างประหม่าแต่ภานุส่ายหน้าทันที ยืนยันหนักแน่น“ไม่ได้หรอกคุณ! ยังไงผมต้องจัดงานแน่นอน—แต่คุณพร้อมตอนไหนบอกผมนะ ผมจะไม่บังคับ”สายตาจริงใจ มือกุมมือเธอแน่นราวกับจะส่งผ่านความมั่นคงในใจทั้งหมดเจนนิสมองเขา ยิ้มอ่อน ๆ พยักหน้าเบา ๆ ใจหนึ่งอบอุ่นใจหนึ่งยังเขินอยู่ลึก ๆแม่ภานุหันไปมองลูกชายแล้วพูดกับน้ำเสียงจริงจังแต่แฝงความเอ็นดู“ช่วงนี้อย่าลงเวรให้หนูเจนนิสนะภานุ ให้เขาพักผ่อนให้มาก ๆ”ภานุหันมาตอบแบบเด็กดี “ค้าบแม่!”เสียงตอบพร้อมรอยยิ้มเต็มแก้ม ทำเอาแม่หัวเราะเบ
เมื่อภานุประคองเจนนิสเข้าไปถึงแผนกสูตินรีเวชของโรงพยาบาล เสียงฮือฮากระซิบกระซาบก็กระจายไปทั่วโถงรอตรวจ เหล่าพยาบาลและเจ้าหน้าที่แอบเหลือบมองทั้งสองคนเป็นระยะ ขณะที่ภานุยืนเคียงข้างเจนนิสไม่ห่างในกลุ่มพนักงานเวรเปลี่ยนผลัด“นี่ๆ ได้ข่าวยัง? คู่หมั้นอาจารย์ภานุ ขอตัวถอนหมั้นหลังกลับจากพม่า เขาว่าอาจารย์หมั้นกับหมอเจนนิสใหม่เหรอ?”“แต่ฉันเห็นหมอเจนนิสเดินมาด้วยกันจริงนะ เห็นอาการเหมือนคนแพ้ท้องด้วย…”เสียงซุบซิบยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆบางคนหยิบมือถือมาแชะภาพ บ้างก็ส่งข้อความในไลน์กลุ่มโรงพยาบาล“มีข่าวด่วน! ภานุ หมอเจนนิส เข้าสูตรนิยายเลยเว้ย!”“หรือเขาจะมีข่าวดีอะ?”เสียงเมาท์แรงสะเทือนไปถึงห้องผู้บริหารเสียงพูดคุยกระซิบกระซาบของพยาบาลหน้าเคาน์เตอร์แผนกสูติทำให้คุณหญิง แม่ของภานุชะงักฝีเท้า“เมื่อกี้เห็นคุณหมอภานุพาผู้หญิงเข้าไปในห้องตรวจนะ… เหมือนจะเป็นหมอเจนนิส”“ใช่ ๆ หมอภานุที่เคยมีข่าวลือว่าหมั้นกับหมอกานดานั่นแหละ…”คำต่อท้ายหลุดเป็นเสียงเบา แต่กลับดังชัดในหูของเธอพอ ๆ กับเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นแรงความจริงเรื่องสัญญาหมั้นระหว่างครอบครัว กับบ้านกานดายังไม่เคลียร์ เพราะตัวแม่ภานุเองก
เช้าแสงอ่อนสาดลอดผ้าม่าน เจนนิสรู้สึกตัวตื่นขึ้นในอ้อมกอดอุ่นของภานุ กลิ่นกายและลมหายใจร้อนของเขายังคลอเคลียข้างแก้ม เธอขยับตัวเบา ๆ รู้สึกเหมือนร่างกายหนักอึ้งไปหมด หัวหมุนเวียนคล้ายคนเมาค้าง สะโพกกับต้นขาก็ยังระบมจากค่ำคืนดุเดือดเจนนิสหลับตานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้ามองคนที่กอดเธอไว้“คุณ…ฉันรู้สึกแปลก ๆ เวียนหัวมาก…”น้ำเสียงแผ่วพร่าของเธอดึงความสนใจภานุให้ตื่นเต็มตา เขานับนิ้วอยู่ในอากาศ ท่าทางเหมือนกำลังคิดอะไรเร็วจี๋ทันใดนั้น ภานุเบิกตากว้าง เผลอยิ้มกว้างแล้วร้องออกมาอย่างดีใจ “เว้ย! เดือนนี้…!”เขาคว้ามือเธอมากุมไว้แน่น ดวงตาเป็นประกายลิงโลดจนน่าแปลกใจเจนนิสขมวดคิ้ว งุนงงกับท่าทีของเขา“เดี๋ยว…คุณเป็นอะไรเนี่ย อยู่ ๆ ก็ดีใจอะไรของคุณ?”เธอมองเขางง ๆ หัวก็ยังหมุนติ้วภานุดึงเธอเข้ามากอดแน่นขึ้นอีก “คุณ…เมื่อวานมัน…วันที่เลยมานะ รู้ไหม?”เจนนิสยังงงงวยกับท่าทีร้อนรนปนดีใจของเขา “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันรู้สึกเวียนหัว?”ภานุยิ้มกรุ่มกริ่ม ลมหายใจร้อนผ่าวใกล้ข้างหู “ไม่แน่นะ…คุณอาจจะเมาค้าง หรือ…อาจจะกำลังมีเซอร์ไพรส์อะไรบางอย่างก็ได้”เขาขยี้จมูกลงบนแก้มเธออย่างหวงแหนเ







