Masukระหว่างที่ทั้งสองกำลังเดินกลับแผนก
ภานุสังเกตว่าเจนนิสยังไม่พูดอะไรอีกเลยตั้งแต่ออกจากบันไดหนีไฟ เธอยังคงเงียบ ใบหน้าสงบลงแล้ว แต่ใต้ตายังมีคราบน้ำตาจาง ๆ เหลืออยู่ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์มือถือของภานุดังขึ้น
เขารับสายทันที และสีหน้าก็เปลี่ยนไปในพริบตา“ครับ… เด็กอายุห้าเดือน..หัวใจโต”
เจนนิสหันมามองทันที
ถึงแม้เธอจะยังดูอ่อนแรง แต่แววตานั้นกลับคมชัดขึ้นราวกับเปิดสวิตช์ภานุวางสาย พร้อมรีบก้าวเดินเร็วขึ้น
“เด็กเพศชาย ห้าเดือน มีอาการเหนื่อยหอบ หายใจลำบากมาตั้งแต่เช้า พอเช็กพบว่าหัวใจโตผิดปกติ ต้องตรวจเช็กด่วน พยาบาลกำลังเอาตัวขึ้นมาที่ห้องตรวจ”
เขากำลังจะเร่งฝีเท้าอยู่แล้ว
แต่เสียงเรียบนิ่งของเจนนิสก็ดังขึ้น“ขอฉันเข้าเคสนี้ด้วยได้ไหม”
ภานุชะงัก หันไปมองเธอ
เจนนิสยืนตรง หน้าเรียบ แต่แววตานั้นแน่วแน่ แม้จะยังมีน้ำตาค้างอยู่ แต่แววตาแบบนั้นคือแววตาของหมอคนเดิมที่เขาเคยเห็นเมื่อห้าปีก่อน“ฉันเป็นศัลยแพทย์ทรวงอก และเคยรับเคสเด็กแบบนี้มาก่อน… ขอฉันดูด้วยได้ไหม ภานุ”
เขาไม่ตอบทันที เพียงแต่พยักหน้า
แล้วทั้งสองก็รีบเดินไปยังห้องฉุกเฉินด้วยกันในวินาทีนั้น
ความเจ็บปวดเมื่อครู่เหมือนถูกพักเอาไว้ชั่วคราว มีเพียงคนไข้ตรงหน้าเท่านั้นที่สำคัญภานุมองเธอจากด้านข้าง
แม้จะไม่ได้พูดออกมา… แต่เขากลับรู้สึกว่า ผู้หญิงคนนี้ — ไม่เคยทิ้งความเป็นหมอไปเลย แม้จะเคยพังแค่ไหน เธอก็ยังลุกขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง… เพื่อคนอื่นเสมอภายในห้องผ่าตัดฉุกเฉิน
ไฟสว่างจ้าเหนือเตียงคนไข้ เด็กชายวัยห้าเดือนถูกวางอย่างระมัดระวังบนเตียงตรวจ แพทย์เวรเบิกทางให้ภานุ และเมื่อเห็นเจนนิสเดินเข้ามาด้วย สีหน้าของทีมพยาบาลก็เหมือนสว่างขึ้นทันที“คุณหมอเจนนิส…”
เสียงเรียกแผ่วเบา แต่แฝงด้วยความหวังเจนนิสสวมถุงมือพลาสติก ขณะก้าวเข้าไปใกล้เตียงเด็ก
ใบหน้าของเธอเงยขึ้นสบตาภานุที่ยืนอยู่ข้างเธอ ก่อนเขาจะเอ่ยถามเบา ๆ อย่างห่วงใย“คุณโอเคแน่นะที่จะลงมือเลย… พักก่อนก็ได้นะ”
เธอชะงักไปเสี้ยววินาที
ก่อนจะส่ายหน้านิด ๆ แล้วมองเด็กที่นอนหายใจหอบอยู่ตรงหน้า“ไม่ล่ะ”
“ฉันเป็นหมอ… และตอนนี้มีคนต้องการฉัน”น้ำเสียงนั้นมั่นคง เรียบ แต่หนักแน่นจนภานุไม่อาจพูดอะไรต่อได้
เขามองเธอเงียบ ๆ ขณะที่เสียง ‘ติ๊ก…ติ๊ก…ติ๊ก…’ จากนาฬิกาข้อมือที่จับชีพจรหัวใจภานุดังขึ้น จังหวะสม่ำเสมอ…แต่เร็วเล็กน้อย และหัวใจของภานุก็กำลังเตือนว่าเขาเริ่มมีความสั่นไหวต่อเจนนิส สายตาเขาที่จดจ่อกับเจนนิสเจนนิสก้มลงตรวจเบื้องต้น
มือของเธอแม่นยำ ไม่มีการสั่น ในเสี้ยววินาทีนั้น ภานุเห็นผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาจากความเศร้า ด้วยเหตุผลที่ยิ่งใหญ่กว่าอารมณ์ใด ๆ — ชีวิตของคนไข้“คนนี้ให้ฉันลงมือเอง… ช่วยตามฟิล์มเอกซเรย์กับผลอัตราการเต้นของหัวใจล่าสุดมาให้ที”
ภานุพยักหน้า
และในวินาทีนั้น เขารู้ว่า… เจนนิสกำลังหายใจอีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อทุกชีวิตที่ยังรออยู่ตรงหน้าห้องผ่าตัด — อุณหภูมิเย็นจัดแต่หัวใจทุกคนร้อนรุ่มไปด้วยแรงกดดัน
เด็กชายวัยห้าเดือนถูกวางไว้บนเตียงผ่าตัดกลางห้อง สายระโยงระยางต่อเข้ากับมอนิเตอร์ ชีพจรเต้นเบาและช้า… บอกสัญญาณว่าหัวใจของเขากำลังทำงานหนักเกินขีดจำกัดของชีวิตเล็กๆเจนนิสยืนอยู่หัวเตียง
เสียงหัวหน้าพยาบาลเอ่ยขึ้นอย่างเร่งรีบ“หัวใจขยายมากค่ะ มีภาวะบีบตัวผิดปกติ… ต้องเปิดทรวงอกด่วน”
เธอไม่ลังเลเลยแม้แต่วินาทีเดียว
“มีดผ่าตัด”
เสียงนั้นเยือกเย็น นิ่ง และทรงพลังจนนักเรียนแพทย์ที่ยืนเกาะมุมห้องถึงกับตั้งใจฟัง
เธอกางมือรับอุปกรณ์จากพยาบาล ก่อนจะลงมือกรีดผิวเนื้อเล็กๆ ตรงหน้าอกเด็ก ทุกการขยับนิ้ว ทุกการกดใบมีดลงเนื้อ ล้วนมั่นคงและเฉียบขาดราวกับวาดเส้นบนผืนผ้าใบเธอไม่พูดมาก แต่ทุกคำสั่งของเธอชัดเจน ไม่สั่น ไม่ลังเล
ร่างเล็กของเจนนิสภายใต้เสื้อกาวน์สีเขียวซีดกลับดูใหญ่โตขึ้นอย่างประหลาด เธอควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างไว้ในมือ — แม้จะเป็นเคสฉุกเฉินระดับเสี่ยงสูงภานุที่ยืนประคองการวัดสัญญาณชีพอยู่ข้างๆ ได้แต่มองเงียบๆ
มือของเขากำแน่น…ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะเขารู้แล้วว่าทำไมใครๆ ก็หลงรักผู้หญิงคนนี้เธอไม่ได้แค่เก่ง
เธอไม่ได้แค่สวย แต่เธอ ‘มีอยู่จริง’ ในทุกวินาทีที่ใครบางคนกำลังจะหล่นหายจากชีวิตนี้“ดูจังหวะปั๊ม… เตรียมสายบายพาส… อย่าให้ความดันตก”
เสียงนั้นเด็ดขาดและรวดเร็ว พอๆ กับมือที่คว้านลิ้นหัวใจเพื่อเปิดทางให้เลือดไหลเวียน
และในที่สุด เสียงเครื่องวัดชีพจรก็เริ่มเปลี่ยนจังหวะ — จากอ่อนแรง กลับมากระชับและสม่ำเสมอภานุเผลอถอนหายใจออกมา
เจนนิสเงยหน้าขึ้นสบตาเขาใต้แว่นนิรภัย เหงื่อเกาะขมับ ขอบหน้ากากเปียกชื้น แต่มุมตาของเธอ… ยังนิ่งเฉียบเธอไม่พูดอะไร
แต่ในความเงียบ… มีความภูมิใจบางอย่างแล่นเข้าอกภานุภานุยืนอยู่ปลายเตียง
แสงไฟในห้องผ่าตัดกระทบเส้นผมของเจนนิสที่หลุดจากหมวกคลุมบางเส้น เธอยังยืนอยู่ตรงนั้น มือยังถือคีมอยู่แน่น ข้างเตียงเล็กของเด็กคนหนึ่งที่เพิ่งรอดตาย แผ่นหลังของเธอเล็ก แต่กลับดูกว้างกว่าที่เคยในวินาทีนั้น… เขากลับรู้สึกเหมือนเห็นใครบางคน ‘ยืนอยู่ตรงนั้น’
เงาแข็งแรงของผู้หญิงอีกคนหนึ่ง
ผู้หญิงที่เขาเคยเดินตามอยู่เสมอ …พี่สาวของเขาเอง — ยิหวาภาพในหัวไหลย้อนกลับอย่างไม่ทันตั้งตัว
วันนั้นที่ยิหวาวิ่งฝ่ากระสุนเข้าไปดึงตัวเพื่อนร่วมหน่วยออกมา วันนั้นที่พี่สาวของเขานั่งกดเลือดตัวเองไว้แล้วหันมาสั่งน้องว่า “อย่าร้องไห้… แผลแค่นี้เอง”วันนี้… แววตาเด็ดเดี่ยวของเจนนิส สะท้อนมันออกมาเป๊ะเหมือนกันทุกอย่าง
ภานุกลืนน้ำลายช้าๆ โดยไม่รู้ตัว หัวใจมันเต้นผิดจังหวะ และบางอย่างในอกมัน ‘แปร่งๆ’“พี่… ทำไมต้องเป็นผู้หญิงที่เหมือนพี่ด้วยวะ”
เขาคิดในใจ แล้วรีบหันหน้าหนีจากแผ่นหลังของเจนนิส รู้ตัวอีกที มือก็ขยุ้มชายเสื้อกาวน์ตัวเองแน่น… เหมือนจะดึงสติกลับมาแต่ยิ่งห้าม ใจก็ยิ่งไหลลึกลงไป
ไม่ใช่เพราะเธอเหมือนพี่ แต่เพราะเธอคือ ‘เธอ’ จริงๆ และเขากำลังรู้สึกกับเธอ… มากกว่าเดิมในทุกครั้งที่ได้มอง .. ณ ห้องพักแพทย์ช่วงหัวค่ำเงียบสงบ แสงไฟหลอดฟลูออเรสเซนต์สะท้อนลงบนโต๊ะเหล็กด้านในสุด เจนนิสเปิดประตูเข้ามาช้าๆ หลังจัดการเอกสารหลังผ่าตัดเสร็จ“ภานุ?”
เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเขายังไม่กลับ ทั้งที่เวรจบไปเกือบชั่วโมงเขาเงยหน้าขึ้นจากโน้ตบุ๊ก ริมฝีปากแตะยิ้มบางๆ
ก่อนจะดันซองเอกสารสีน้ำตาลใบหนึ่งไปตรงหน้าเธอเจนนิสรับมันมาด้วยความสงสัย ก่อนจะเปิดดู —
“…ตั๋วเครื่องบิน?” เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาทันที“คุณต้องไปอบรมกับผมที่เชียงใหม่ครับ อาทิตย์หน้า”
น้ำเสียงของภานุฟังดูนิ่ง เรียบ แต่แววตากลับซ่อนความตั้งใจไว้ชัดเจน “7 วันครับ เดินทางวันอาทิตย์นี้เช้า”เจนนิสมองเอกสารในมือ เงียบไปอึดใจ
เหมือนสมองกำลังประมวลผลว่านี่คือเรื่องจริงหรืออำเล่น“แต่… ฉันไม่เห็นรู้เรื่องมาก่อน”
“ผมเพิ่งแจ้งแผนกเมื่อกี้เองครับ” ภานุตอบด้วยสีหน้าที่ดูมีเล่ห์
ก่อนจะเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ สอดมือเข้ากระเป๋าเสื้อกาวน์อย่างสบายใจ “ถือว่าไปพักใจ…สักหน่อยก็แล้วกัน”คำพูดนั้นไม่หวาน ไม่ซึ้ง
แต่มันกลับอบอุ่นในแบบของเขา เจนนิสเม้มริมฝีปากน้อยๆ มองหน้าภานุที่ยังคงนั่งสงบอยู่ตรงนั้น หัวใจเธอ…เต้นช้าลง แต่หนักขึ้นอย่างแปลกประหลาดเธอไม่ตอบอะไร
เพียงพยักหน้าเบาๆ พร้อมเสียงถอนหายใจเหมือนยอมจำนน…เพราะในตอนนี้ ต่อให้ยังไม่พร้อมจะพูดทุกอย่าง
แต่เธอเองก็รู้ดีว่าใจเธอ…อยากพัก และบางที เชียงใหม่กับเขา อาจจะเป็นที่พักชั่วคราวที่เธอควรลองให้โอกาสดูสักครั้งหลังเจนนิสเดินออกจากห้องพักแพทย์ไป
ภานุยังนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม แผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาคมทอดมองซองตั๋วเครื่องบินสำรองที่ยังวางอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้าเสียงนาฬิกาแขวนผนังเดินไปเรื่อยๆ แต่ความคิดของเขากลับวิ่งวนไม่หยุด
“เราใช้เวลาทำงานร่วมกันมาหลายปี…
แต่ความรู้สึกระหว่าง ‘เข้าใจการทำงาน’ กับ ‘เข้าใจหัวใจใครสักคน’ มันต่างกัน”ภานุไม่ใช่คนเร่งรีบ
แต่เขาก็ไม่ใช่คนยืนเฉยกับสิ่งที่ชัดเจนตรงหน้า ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับเจนนิสมันไม่ได้พุ่งพล่าน แต่มันเงียบ…ลึก…และชัดขึ้นเรื่อยๆเขาอยากรู้จักเธอในแบบที่เธออนุญาต
ไม่ใช่ในแบบที่โลกบอกว่าเธอเป็น ‘คุณหมอเจนนิส’เขาเคยเห็นเธอเข้มแข็ง
เคยเห็นเธอร้องไห้ เคยเห็นเธอทุ่มเทหัวใจทั้งหมดเพื่อคนไข้ แต่เขาอยากรู้จักผู้หญิงที่อยู่ข้างในมากกว่านั้น“การเดินทางครั้งนี้…อาจไม่ใช่แค่ไปอบรม
แต่เป็นโอกาสเล็กๆ ที่ผมจะได้เข้าไปอยู่ในโลกของคุณ… แบบที่ไม่มีเสื้อกาวน์กั้นอยู่”ภานุยกมือขึ้นถอดแว่น พิงศีรษะกับพนักเก้าอี้
สูดลมหายใจลึก ปล่อยให้ความคิดยังคงไหลวนอยู่ในความเงียบ และเขาสัญญากับตัวเองว่า…“ถ้าใจเธอยังมีรอยแผล ผมจะไม่ถามซ้ำ
แต่จะอยู่ตรงนี้…เพื่อให้เธอรู้ว่าเธอไม่ต้องเยียวยามันคนเดียวอีกต่อไปแล้ว”เช้าวันนี้ แสงอรุณอุ่นนวลเล็ดลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยความเงียบสงบของยามเช้าถูกเติมด้วยเสียงฝีเท้าเบา ๆ ของภานุที่เดินมาหยุดข้างเตียง เขาก้มลงตรวจชีพจรเจนนิสอย่างชำนาญ ก่อนจะใช้เครื่องฟังเสียงหัวใจลูก ๆ ที่อยู่ในครรภ์เสียง “ตึกตัก” สองจังหวะซ้อนกันดังชัดเจน…ชวนให้หัวใจพ่อเต้นตามท้องของเจนนิสโตขึ้นพอสมควรแล้วเธอนอนพิงหมอนสูง มองภานุด้วยสายตาอุ่น ๆ ที่เต็มไปด้วยความขอบคุณไม่นาน พ่อและแม่ภานุก็เข้ามาเยี่ยมตั้งแต่เช้าตรู่แม่ถือถุงผลไม้และซุปอุ่น ๆ พ่อแม้จะยังอยู่ในเครื่องแบบ ก็ยังสละเวลามายืนข้างเตียง เอ่ยเพียงสั้น ๆ แต่ชัดเจน “เก่งมากหนู…อีกนิดเดียวก็จะผ่านไปแล้ว”ทุกคนในห้องต่างรู้ดีว่า สิ่งที่เจนนิสเผชิญอยู่ไม่ง่ายและกำลังใจคือยาที่ดีที่สุดสำหรับเธอในตอนนี้ไม่นานนัก ประตูห้องก็เปิดออกหมอคริสในชุดกาวน์สีขาวก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มใจดี“อรุณสวัสดิ์ครับคุณแม่ วันนี้ผมมีข่าวดี” หมอคริสเอ่ยขณะตรวจดูผลวัดต่าง ๆ “อาการดีขึ้นมากนะครับ ชีพจร ความดันอยู่ในเกณฑ์ คุณแม่ลองเดินได้บ้างแล้วนะ…ค่อย ๆ ขยับทีละนิด”คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศทั้งห้องโล่งใจขึ้นในทันทีเจนนิสเองก็รู้สึก
เมื่อภานุพาเจนนิสเดินมาถึงหน้าห้องแม่ที่โรงพยาบาล ประตูห้องถูกเปิดออกพอดี ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารเดินออกมาอย่างรีบเร่ง“อ้าว เฮ้ย! มาจากไหนเนี่ย?” ภานุเอ่ยทักทันทีที่เห็นใบหน้าคุ้นเคยภาคินชะงักไปชั่ววูบ หันมายิ้มให้พี่ชาย “ไงพี่ แวะมาจากค่ายน่ะ มาเอาของนิดหน่อย เดี๋ยวต้องรีบกลับไปฝึกต่อแล้ว แม่เรียกมาให้เซ็นเอกสารจดทะเบียนอะไรสักอย่างนี่แหละ”พูดจบก็เหลือบมองนาฬิกา ก่อนขยับจะเดินผ่านไป “ไปก่อนนะ รถมารอแล้ว”ภานุทำหน้างงเล็กน้อย ก่อนตบไหล่น้องชาย “เออ ปลอดภัยด้วยล่ะ ด่วนไปไหนของมันอีกละ…”ภาคินเพียงแต่ยิ้มบาง ๆ โบกมือลาแล้วก้าวฉับ ๆ จากไปโดยไม่หันกลับภานุหันกลับมามองเจนนิส ส่งยิ้มอ่อนโยนให้ “นั่นน้องชายคนเล็กของบ้านผมเอง ชื่อภาคิน นายๆจะเจอกันที ไว้ผมพาไปเจอนะ น้องน่าจะด่วน”เจนนิสพยักหน้ารับ ยิ้มบาง ๆ ก่อนเดินเข้าไปในห้องแม่อย่างเงียบ ๆ ทิ้งเสียงฝีเท้าของภาคินที่จางหายไปกับทางเดินยาวของโรงพยาบาลภานุผลักประตูเข้าไปในห้องรับรอง ทั้งคู่ยกมือไหว้พ่อกับแม่ที่นั่งรออยู่ข้างใน พ่อของภานุในชุดทหารเต็มยศ กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์บนโซฟาด้วยท่าทีสงบ เยือกเย็นตามสไตล์ผู้นำครอบครัวเจน
ในห้องนอนที่แสงเช้าสาดผ่านม่านโปร่ง เจนนิสนอนนิ่งอยู่บนเตียง ร่างกายอ่อนล้าจากการแพ้ท้อง แต่หัวใจกลับไม่เหนื่อยล้าอย่างเดิมอีกต่อไปขณะที่ลมหายใจเธอค่อย ๆ สม่ำเสมอ เสียงหัวใจของอีกหนึ่งชีวิตในตัวเธอก็ยังดังก้องในความทรงจำเธอคิดย้อนกลับไปถึงวันที่เคยกลัวครอบครัวกลัวการผูกมัด กลัวความผิดหวัง กลัวจะไม่มีบ้านให้ใครซุกหัวนอน เพราะบ้านในอดีตของเธอไม่เคยอบอุ่นแต่ตอนนี้ แม้ร่างกายจะอ่อนแรงแต่การมีภานุอยู่ข้าง ๆ ทั้งในวันที่หัวเราะ วันที่ร้องไห้ วันที่อ่อนแอทำให้เธอค่อย ๆ มองเห็นความหมายของคำว่า ครอบครัว ใหม่อีกครั้งเจนนิสตกผลึกกับตัวเองว่าความอบอุ่นไม่ได้เกิดจากสถานที่ หรืออดีตที่ผ่านมาแต่มันเริ่มต้นได้จากคนสองคนจากมือที่กอดไว้แน่นจากสายตาที่มองกันด้วยความเข้าใจจากหัวใจที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน…แม้จะกลัว แม้จะไม่พร้อมก็ตามวันนี้ เธออาจยังไม่พร้อมสมบูรณ์แต่ก็พร้อมจะ “ลองรัก” ดูอีกสักครั้งพร้อมจะสร้างบ้านหลังใหม่ ให้กับตัวเอง กับภานุ กับลูกน้อยในท้องและกับอนาคตที่เธอจะไม่หนีจากมันอีกต่อไปชีวิตของเธอกำลังเปลี่ยนไป แต่ครั้งนี้ เธอเลือกจะเปลี่ยนไปพร้อมกับคนที่รักและยอมรับในตัวตนของ
หลังออกจากห้องตรวจ แม่ภานุเดินเคียงข้างสองคนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน“เย็นนี้ไปทานข้าวที่บ้านแม่นะลูก แม่จะเตรียมของโปรดให้”ภานุรีบรับคำแล้วพูดแซวแม่ทันที “แต่แม่ครับ เมียผมท้องอ่อน กินอะไรไม่ค่อยได้ ผมดูแลเองได้นะแม่”น้ำเสียงจริงจังแต่ปนหวงแหน ใบหน้าภานุเต็มไปด้วยความภูมิใจในฐานะพ่อบ้านมือใหม่แม่ภานุหันมามองลูกชายแล้วอมยิ้ม “แล้วแกไม่คิดจะแต่งงานกับเขาหน่อยเหรอภานุ?”เสียงพูดเหมือนหยอกแต่สายตานิ่งจริงจังเจนนิสที่เดินข้าง ๆ สะดุ้งนิดหน่อย รีบตอบแทรกเสียงเบา“ไม่เป็นไรค่ะ หนูยังไงก็ได้…”ใบหน้ามีรอยเขินอายเล็ก ๆ ชำเลืองมองภานุอย่างประหม่าแต่ภานุส่ายหน้าทันที ยืนยันหนักแน่น“ไม่ได้หรอกคุณ! ยังไงผมต้องจัดงานแน่นอน—แต่คุณพร้อมตอนไหนบอกผมนะ ผมจะไม่บังคับ”สายตาจริงใจ มือกุมมือเธอแน่นราวกับจะส่งผ่านความมั่นคงในใจทั้งหมดเจนนิสมองเขา ยิ้มอ่อน ๆ พยักหน้าเบา ๆ ใจหนึ่งอบอุ่นใจหนึ่งยังเขินอยู่ลึก ๆแม่ภานุหันไปมองลูกชายแล้วพูดกับน้ำเสียงจริงจังแต่แฝงความเอ็นดู“ช่วงนี้อย่าลงเวรให้หนูเจนนิสนะภานุ ให้เขาพักผ่อนให้มาก ๆ”ภานุหันมาตอบแบบเด็กดี “ค้าบแม่!”เสียงตอบพร้อมรอยยิ้มเต็มแก้ม ทำเอาแม่หัวเราะเบ
เมื่อภานุประคองเจนนิสเข้าไปถึงแผนกสูตินรีเวชของโรงพยาบาล เสียงฮือฮากระซิบกระซาบก็กระจายไปทั่วโถงรอตรวจ เหล่าพยาบาลและเจ้าหน้าที่แอบเหลือบมองทั้งสองคนเป็นระยะ ขณะที่ภานุยืนเคียงข้างเจนนิสไม่ห่างในกลุ่มพนักงานเวรเปลี่ยนผลัด“นี่ๆ ได้ข่าวยัง? คู่หมั้นอาจารย์ภานุ ขอตัวถอนหมั้นหลังกลับจากพม่า เขาว่าอาจารย์หมั้นกับหมอเจนนิสใหม่เหรอ?”“แต่ฉันเห็นหมอเจนนิสเดินมาด้วยกันจริงนะ เห็นอาการเหมือนคนแพ้ท้องด้วย…”เสียงซุบซิบยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆบางคนหยิบมือถือมาแชะภาพ บ้างก็ส่งข้อความในไลน์กลุ่มโรงพยาบาล“มีข่าวด่วน! ภานุ หมอเจนนิส เข้าสูตรนิยายเลยเว้ย!”“หรือเขาจะมีข่าวดีอะ?”เสียงเมาท์แรงสะเทือนไปถึงห้องผู้บริหารเสียงพูดคุยกระซิบกระซาบของพยาบาลหน้าเคาน์เตอร์แผนกสูติทำให้คุณหญิง แม่ของภานุชะงักฝีเท้า“เมื่อกี้เห็นคุณหมอภานุพาผู้หญิงเข้าไปในห้องตรวจนะ… เหมือนจะเป็นหมอเจนนิส”“ใช่ ๆ หมอภานุที่เคยมีข่าวลือว่าหมั้นกับหมอกานดานั่นแหละ…”คำต่อท้ายหลุดเป็นเสียงเบา แต่กลับดังชัดในหูของเธอพอ ๆ กับเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นแรงความจริงเรื่องสัญญาหมั้นระหว่างครอบครัว กับบ้านกานดายังไม่เคลียร์ เพราะตัวแม่ภานุเองก
เช้าแสงอ่อนสาดลอดผ้าม่าน เจนนิสรู้สึกตัวตื่นขึ้นในอ้อมกอดอุ่นของภานุ กลิ่นกายและลมหายใจร้อนของเขายังคลอเคลียข้างแก้ม เธอขยับตัวเบา ๆ รู้สึกเหมือนร่างกายหนักอึ้งไปหมด หัวหมุนเวียนคล้ายคนเมาค้าง สะโพกกับต้นขาก็ยังระบมจากค่ำคืนดุเดือดเจนนิสหลับตานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้ามองคนที่กอดเธอไว้“คุณ…ฉันรู้สึกแปลก ๆ เวียนหัวมาก…”น้ำเสียงแผ่วพร่าของเธอดึงความสนใจภานุให้ตื่นเต็มตา เขานับนิ้วอยู่ในอากาศ ท่าทางเหมือนกำลังคิดอะไรเร็วจี๋ทันใดนั้น ภานุเบิกตากว้าง เผลอยิ้มกว้างแล้วร้องออกมาอย่างดีใจ “เว้ย! เดือนนี้…!”เขาคว้ามือเธอมากุมไว้แน่น ดวงตาเป็นประกายลิงโลดจนน่าแปลกใจเจนนิสขมวดคิ้ว งุนงงกับท่าทีของเขา“เดี๋ยว…คุณเป็นอะไรเนี่ย อยู่ ๆ ก็ดีใจอะไรของคุณ?”เธอมองเขางง ๆ หัวก็ยังหมุนติ้วภานุดึงเธอเข้ามากอดแน่นขึ้นอีก “คุณ…เมื่อวานมัน…วันที่เลยมานะ รู้ไหม?”เจนนิสยังงงงวยกับท่าทีร้อนรนปนดีใจของเขา “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันรู้สึกเวียนหัว?”ภานุยิ้มกรุ่มกริ่ม ลมหายใจร้อนผ่าวใกล้ข้างหู “ไม่แน่นะ…คุณอาจจะเมาค้าง หรือ…อาจจะกำลังมีเซอร์ไพรส์อะไรบางอย่างก็ได้”เขาขยี้จมูกลงบนแก้มเธออย่างหวงแหนเ







