LOGIN“เอาล่ะ พวกคุณเตรียมตัวรับโทษเถอะ” ชิงเถียนหันไปกล่าวกับครอบครัวตงฉิน
แต่ระหว่างนั้น จู่ๆก็มีชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งหน้าตาหล่อเหลาสวมชุดทหารก้าวเข้ามาในลานบ้านสกุลเยว่
“ขอโทษนะครับ นี่ใช่บ้านสกุลเยว่ของพันเอกเยว่เมิ่งจื่อกับพันโทแพทย์หญิงเมิ่งเจียหลีหรือเปล่าครับ”
เหล่าบรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ในบริเวณนั้นรวมทั้งเจียลี่ ต่างจ้องมองไปที่เขาเป็นตาเดียว คิดหลงใหลในความหล่อเหลามีเสน่ห์ของบุรุษตรงหน้า
“ใช่ค่ะ ที่นี่บ้านสกุลเยว่ของพ่อแม่ฉันเอง คุณเป็นใครและมีธุระอะไรงั้นหรือคะ” ชิงเถียนหันกลับไปถามนายทหารหนุ่มซึ่งอายุน่าจะราวๆ 23-24 ปีด้วยสีหน้าท่าทางสงสัย”
‘ใครกัน ไม่คุ้นหน้าเลย ดูเหมือนว่าเธอจะไม่เคยเห็นผู้ชายคนนี้ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมมาก่อนนะ’ ชิงเถียนคิดพร้อมจ้องมองพิจารณาบุรุษตรงหน้า
“เธอคือเยว่ชิงเถียนสินะ ส่วนนั่นคงเป็นชิงหลันกับลู่จิวพี่น้องฝาแฝด” นายทหารหนุ่มเอ่ยกับชิงเถียนและสองแฝด ทำให้พวกเขามีสีหน้าท่าทางงุนงงมากขึ้น
“ค่ะ ส่วนคุณคือ..” ชิงเถียนถามกลับไปอีกครั้ง
“ฉันชื่อหานมู่เฉิน พ่อของฉันหานอู่ถงเป็นสหายกับพ่อแม่เธอ”
“พอดีท่านรู้ว่าฉันมีธุระต้องมาทำที่เซี่ยงไฮ้จึงให้แวะมาเยี่ยมเยียนพวกเธอยังไงล่ะ” มู่เฉินอธิบายพร้อมแนะนำตัวเอง ชิงเถียนทำท่านึกอยู่พักหนึ่ง
‘เหมือนจะมีรายชื่อนายพลหานอู่ถงเป็นหนึ่งในคนที่ไว้วางใจได้ของพ่อแม่ชิงเถียนระบุอยู่ในจดหมายที่พวกท่านทิ้งไว้ให้นะ’ ชิงเถียนคิด
“ที่แท้คุณคือลูกชายของคุณลุงหานสหายรุ่นพี่ของพ่อกับแม่นี่เอง ยินดีที่ได้พบนะคะ” ชิงเถียนตอบมู่เฉินกลับไปพร้อมรอยยิ้ม ซึ่งเขาก็ยิ้มกว้างตอบรับเธอกลับมาเช่นกัน
“ว่าแต่นี่เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ ทำไมมีคนมากมายมารวมตัวกันที่นี่ล่ะ” มู่เฉินถามพร้อมมองไปยังผู้คนโดยรอบ
“ฉันกำลังเก็บกวาดบ้านนะค่ะ พอดีมีขยะเหม็นเน่าตกค้างที่บ้านมาสองปีกว่าแล้ว ได้เวลากำจัดออกไปเสียที” ชิงเถียนเอ่ยก่อนหันไปมองทางญาติตัวร้าย
ก่อนหน้านี้มู่เฉินได้ยินจากพ่อของเขาว่าครอบครัวสหายเหลือลูกๆทั้งสามคนไว้ จากนั้นก็มีญาติสนิทอย่างลุงแท้ๆของพวกเขามาอาสาดูแลทำให้พ่อของมู่เฉินวางใจลงได้
แต่จากสถานการณ์เบื้องหน้าและคำพูดพร้อมสีหน้าท่าทางชิงเถียน ดูแล้วคงมีเรื่องอะไรที่พ่อของเขาเองก็ไม่คาดคิดมาก่อนเกิดขึ้นแน่ มู่เฉินจึงยืนรอฟังเรื่องราวอยู่ที่นั่นด้วย
“เอาล่ะ พวกคุณไปรับโทษได้แล้ว” ชิงเถียนเอ่ยย้ำกับครอบครัวตงฉิน
“ลุงหลินค่ะ หนูขอแจ้งความเอาผิดคนพวกนี้ที่ทำตัวเป็นพวกค้ามนุษย์ ไร้ศีลธรรมคิดขายหนูออกไปให้สกุลสือค่ะ” ชิงเถียนเอ่ยน้ำคำหนักแน่น มู่เฉินได้ยินเช่นนั้นก็ตาโตมีสีหน้าท่าทางตกใจไม่น้อย
“เดี๋ยวนะ เถียนเอ๋อ เราเป็นญาติของเธอนะ นี่ก็ลุงแท้ๆของเธอ เธอยังคิดจะเอาผิดพวกเราอีกงั้นเหรอ” ผิงอันเอ่ยอย่างไม่พอใจ
“นั่นสิจะเกินไปแล้วนะ อย่างน้อยเราก็เป็นคนในครอบครัวสายเลือดเดียวกันแท้ๆ” เจียลี่เอ่ยปากตำหนิชิงเถียน
“ใช่เธอจะมาทำตัวอกตัญญูต่อญาติผู้ใหญ่แบบนี้ได้ยังไงกัน” ตงฉินกล่าวอย่างไม่ยินยอม
“ญาติ สายเลือดเดียวกัน ครอบครัว ลุงแท้ๆ เป็นฉันที่ทำตัวอกตัญญูงั้นเหรอ?”
“พวกคุณลืมไปแล้วหรือไง ว่าทำอะไรกับฉันและน้องๆเอาไว้บ้าง”
“ทรยศต่อความไว้วางใจของพ่อแม่ฉัน ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านพวกฉัน ใช้พวกฉันเยี่ยงทาส”
“ไม่ให้เงินใช้จ่าย แม้นแต่ค่าเล่าเรียนก็ไม่ออกให้”
“บ้านนี้มีอยู่สามห้อง คุณยึดห้องพ่อแม่ฉันไป ยกห้องใหญ่อีกห้องให้เจียลี่อยู่ ส่วนฉันไปนอนแออัดกับน้องอีกสองคนในห้องเล็กสุดของบ้าน”
“ไม่ให้พวกฉันกินข้าวดีๆสักมื้อ มีแต่หมั่นโถวแย่ๆ ผักดองกับเศษอาหารที่พวกคุณกินเหลือ”
“ขายฉันออกไปให้คนเลวๆ เพราะเห็นแก่สินสอด”
“นี่ยังกล้าเรียกว่าตัวเองเป็นครอบครัว เป็นญาติ มีสายเลือดเดียวกันได้อยู่อีกเหรอ”
“อ้อแล้วนี่แผลที่หัวฉัน เป็นเพราะพวกคุณสองแม่ลูกจะจับตัวฉันส่งให้จื่อโม่อันธพาลนั่น”
“พอฉันไม่ยินยอมก็ทำร้ายผลักฉันจนหัวฟาดพื้นได้รับบาดเจ็บสลบไปพักใหญ่ นี่ใช้เป็นข้อหาเจตนาฆ่าได้เลยนะ”
“ส่วนคุณเยว่ตงฉิน ทั้งๆที่เป็นพี่ชายแท้ๆของพ่อฉัน มีศักดิ์เป็นลุงของฉัน แต่กลับรับเงินสกุลสือแล้วยังพาพวกเขามาเอาตัวฉันถึงบ้าน”
“ยังดีที่มีเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงและลุงหลินหัวหน้าหมู่บ้านอยู่ด้วยกันที่นี่ ไม่งั้นชีวิตฉันกับน้องยังไม่รู้เลยว่าจะเป็นยังไงต่อไป”
“ฉันต้องการทวงความเป็นธรรมให้ตัวเองกับน้องๆ ป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้นในวันหน้า ยังกล้าพูดว่าฉันอกตัญญูนี่นะ”
“ที่สำคัญอย่าลืมสิว่าเราทำหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแล้ว ดังนั้นพวกคุณไม่มีสิทธิ์มากล่าวหาฉัน”
ชิงเถียนโต้แย้งกลับไปพร้อมแสดงหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์ให้ญาติตัวร้ายดูอีกครั้ง
หลังกลับเข้ามายังห้องหอชิงเถียนและมู่เฉินยังคงได้ยินเสียงแขกเหรื่อพูดคุยหัวเราะสนุกสนานกันอยู่ด้านล่าง พวกเขาจึงผลัดกันไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สบายตัวเมื่อสองคนอาบน้ำเสร็จ บรรดาแขกเหรื่อก็ถูกคุณนายหานที่รู้ใจลูกชายกับลูกสะใภ้ดีเชิญกลับกันไปหมดแล้วบรรยากาศสงบเงียบลงเยอะ สองบ่าวสาวจึงจับจูงมือกันออกไปยังระเบียงกว้างที่สร้างต่อกับห้องนอนหลักมู่เฉินยืนโอบกอดชิงเถียนซึ่งเอนตัวพิงหน้าอกกว้างของสามี ทอดสายตาไปยังผืนน้ำในทะเลสาบหยางเฉิงอันงดงามเบื้องหน้า“คืนนี้มองเห็นดวงดาวได้เพียงไม่กี่ดวง แต่กลับมีพระจันทร์ดวงกลมโตส่องแสงสว่างสวยงามมากเลยนะคะ”“ใช่ พระจันทร์ดวงใหญ่สะท้อนกับผืนน้ำในทะเลสาบสวยไม่แพ้หมู่ดาวเลยสักนิด” มู่เฉินกล่าวพร้อมยื่นหน้าเข้าไปวางซุกซบลงบนไหล่บางของภรรยาสาว“เถียนเถียน เข้านอนกันเถอะ” มู่เฉินเอ่ยชิงเถียนรับรู้ได้ทันทีว่าเจ้าบ่าวของเธอต้องการอะไร เธอจึงหันตัวกลับมาหาเขา โอบกอดตอบรับมู่เฉินกลับไป พร้อมแหงนเงยหน้าจ้องสบตาคนตัวโตด้วยแววตาซุกซน“ทำไมคะ คุณง่วงแล้วงั้นเหรอ&
หลังประกาศตัวคบหากันไม่นาน จากคนรักชิงเถียนก็กลายเป็นคู่หมั้นของมู่เฉินภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ด้วยเหตุผลที่ว่า ‘พวกเธอสองคนรู้จักกันมานานกว่าสามปีแล้ว ไม่จำเป็นต้องรีรออะไรอีก’ ซึ่งเป็นคำพูดจากปากคุณนายหานนั่นเอง ส่วนชิงเถียนนั้นเธอเป็นคนชัดเจนและไม่ชอบเสียเวลาอยู่แล้ว เมื่อรู้แน่ชัดว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรกับมู่เฉินก็พร้อมเดินร่วมทางกับเขาไปโดยไม่ลังเล ทางมู่เฉินตอนนี้ก็ได้บทเรียนจากคำพูดของชิงเถียนหญิงสาวที่อายุน้อยกว่าเขาถึง 7 ปี แต่กลับตัดสินใจทำอะไรได้เด็ดขาดรวดเร็วกว่าเขาเยอะครั้งนี้เขาจึงตกลงเรื่องงานหมั้นอย่างรวดเร็ว ทั้งยังคิดขอชิงเถียนแต่งงานหลังเธอเรียนจบ ซึ่งมีเวลาไม่กี่เดือนนี้แล้วหลังชิงเถียนขึ้นมหาลัยชั้นปีสี่ ร้านชุนเฉินที่หมายถึงรุ่งอรุณในฤดูใบไม้ผลิ ร้านอาหารกึ่งคาเฟ่ของเธอก็เปิดให้บริการมาได้ราวครึ่งปีแล้วชิงเถ
“ให้ฉันรออยู่นานเลยนะคะ กว่าพี่มู่เฉินจะพูดประโยคเหล่านี้ออกมาได้” ชิงเถียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยสบายๆ พร้อมกับรอยยิ้มแฝงอาการล้อเลียนคนตัวโตเบื้องหน้ามู่เฉินฉุกคิดอยู่ครู่หนึ่ง“เธอหมายความว่า เธอรู้มานานแล้วงั้นเหรอว่าฉันรู้สึกยังไงกับเธอ” มู่เฉินถามออกไป“ค่ะ ฉันรู้นานแล้ว และนึกสงสัยอยู่ตลอดว่าทำไมผู้ชายตัวโตอีกทั้งยังเป็นนายทหารกล้าอย่างพี่มู่เฉินถึงไม่ยอมพูดมันออกมาเสียที”ชิงเถียนจงใจพูดจาเย้าแหย่เขา ชอบดูเวลามู่เฉินเขินอายทำตัวไม่ถูกแบบนี้“เป็นเพราะก่อนหน้านี้ฉันคิดว่าเธอยังเด็ก ทั้งยังมีเรื่องการงานให้ทำมากมายจึงไม่อยากรบกวนใจเธอน่ะสิ”“ฮึ ไม่มีอะไรมารบกวนจิตใจฉันในการใช้ชีวิตและทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้หรอกค่ะ”‘นั่นสินะ เด็กสาวที่เก่งกล้าสามารถ เฉลียวฉลาดไม่ธรรมดาอย่างชิงเถียนไม่มีทางอ่อนไหวขนาดนั้นแน่’ มู่เฉินเพิ่งจะสำนึกได้ เขาไม่น่าปล่อยเวลาให้เสียเปล่าเลยจริงๆ“แล้วทำไมพี่มู่เฉินถึงตัดสินใจพูดมันออกมาในตอนนี้ล่ะคะ” ชิงเถียน
มู่เฉินตามเข้ามาช่วยชิงเถียนทำอาหารโดยวันนี้เธอตั้งใจว่าจะทำหม้อไฟรวมวัตถุดิบชั้นดีจากทะเลสาบหยางเฉินให้ทุกคนทาน โดยมีหอยกาบ กุ้งสด ปลาหลีฮื้อ ปลาแมนดาริน รวมทั้งปูขนที่จับได้จากทะเลสาบหยางเฉิง ตามด้วยสายบัว รากบัว และยวี่โถว(เผือก)ที่ขุดได้ตามริมฝั่งน้ำ มีผักสดจากสวนของเธออย่างปวยเล้ง ผักบุ้ง ผักกาดขาว แคร์รอต หัวไชเท้า ฟักทอง ข้าวโพดอ่อน เห็ดหอมสด เห็ดหูหนู เห็ดนางรม และเห็ดเข็มทองที่เพาะขึ้นมาเอง จานหลักเป็นหม้อไฟ ตามด้วยหอยขมจากทะเลสาบผัดน้ำมันพริกฮวาเจียว พริกแห้ง ต้นหอม กระเทียมขิงรสชาติจัดจ้าน รายการที่สามเป็นกุ้งผัดใบชาหอมๆเนื้อกุ้งเด้งๆ จานที่สี่เป็นขาหมูตุ๋นใส่เต้าหู้แห้งของดีเมืองซูโจว กับหน่อไผ่อ่อนใต้ดินที่ชิงเถียนนำไผ่พันธุ์ดีมาปลูกเอาไว้ในสวน&nbs
คุณนายหานที่เห็นมู่เฉินบุตรชายตัวเองมีสีหน้าวิตกกังวลยามจ้องมองไปทางชิงเถียนซึ่งกำลังพูดคุยอยู่กับชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาดีแล้วก็อดพอใจไม่ได้“เป็นไง เริ่มรู้สึกกังวลใจบ้างหรือยังล่ะ”“แกเนี่ยนะ ปล่อยให้แม่คิดกังวลใจคนเดียวอยู่ได้ตั้งนาน ดีเลยคราวนี้ถึงตาตัวเองบ้างแล้ว” คุณนายหานเอ่ยอย่างหมั่นไส้ในตัวบุตรชาย “โธ่แม่ครับ เป็นเพราะผมเห็นว่าเถียนเอ๋อยังเด็ก ที่สำคัญเธอมีสิ่งที่ตั้งใจทำมากมาย ตอนนี้ก็ยุ่งอยู่กับเรื่องเปิดร้านอาหารด้วยจึงไม่อยากรบกวนใจเธอยังไงละครับ” “เออ แล้วไงล่ะ ตอนนี้ก็ยังคิดแบบนั้นอยู่อีกงั้นสิ” “ถ้าอย่างนั้นแกก็ปล่อยให้พ่อหนุ่มนั่นคว้าเถียนเอ๋อไปก็แล้วกัน” “แม่บ้านลู่ไปช่วยฉันทำอาหารสักอย่างสองอย่า
ชิงเถียนนั่งพูดคุยกับจางเหว่ยโดยไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังมีสายตาหลายคู่จับจ้องมองอยู่ “อาจิวชายหนุ่มคนนั้นเป็นใครน่ะ” แม่บ้านลู่ที่ไปดักรอสองแฝดเลิกเรียนมาแล้วเอ่ยถามขึ้น ซึ่งตอนนี้พวกเขาทั้งสี่ นำโดยคุณนายหาน แม่บ้านลู่ ชิงหลันและอาจิวกำลังมองไปทางชิงเถียนกับจางเหว่ยที่นั่งจิบชาทานของว่างสนทนากันอย่างเพลิดเพลินทีเดียว “นั่นพี่จางเหว่ยเป็นหลานชายคุณอาเหว่ยอัน เจ้าของร้านหนังสือโม่เป่ยยังไงล่ะครับ”ลู่จิวตอบกลับไป “ที่แท้อย่างงี้นี้เอง หลานชายเจ้าของร้านหนังสือที่ว่าจ้างเถียนเอ๋อแปลเอกสารให้สินะ” คุณนายหานพูดพร้อมพยักหน้ารับรู้ “ใช่ค่ะ พี่จางเหว่ยเรียนจบมหาลัยที







