Masukชิงเถียนร่างจดหมายตัดความสัมพันธ์กับครอบครัวของลุงเธอ โดยมีหัวหน้าหมู่บ้านหลินและทุกคนอยู่ร่วมเป็นพยานในการลงลายมือชื่อของทั้งสามคนพ่อแม่ลูกด้วย
จากนั้นตงฉินก็ทำสัญญานำเงินมามอบให้ชิงเถียนทั้งหมด 59,000 หยวน โดยมอบเงินที่มีติดตัวและเก็บเอาไว้ที่บ้านก่อน 28,500 หยวน
ส่วนที่เหลือจะเบิกมาให้จากธนาคารภายในวันรุ่งขึ้น ท่ามกลางสายตาพยานทุกคน
ทั้งยังยอมเก็บข้าวของตัวเองเพื่อเตรียมตัวย้ายออก เนื่องจากตอนเข้ามาก็แทบจะเข้ามามือเปล่า เวลาออกไปจึงไม่สมควรมีอะไรติดตัวกลับไปมากมายนัก
โดยชิงเถียนกับน้องๆรวมทั้งเหล่าเพื่อนบ้านมาคอยควบคุมอย่างใกล้ชิด ไม่ให้พวกเขาหยิบอะไรที่ไม่ใช่ของตนติดมือไปด้วย
“เอาล่ะจบเรื่องภายในครอบครัวสกุลเยว่แล้วสินะ ถ้างั้นพวกเราขอตัวก่อนก็แล้วกัน” นายท่านสือเอ่ยขึ้นพร้อมทำท่าจะเดินออกไป
“เดี๋ยวสิ ใครว่าเรื่องจบแล้วล่ะ ยังมีเรื่องสำคัญมากที่ยังไม่ได้สะสางซึ่งพวกคุณสกุลสือมีส่วนร่วมในนั้นด้วย” ชิงเถียนเอ่ยรั้งสองพ่อลูกสกุลสือเอาไว้
“เรื่องอะไรอีกล่ะ” จื่อโม่ถามอย่างไม่พอใจ
“เรื่องที่พวกคุณสองคนร่วมมือกับเยว่ตงฉินและครอบครัวค้ามนุษย์โดยมีฉันเป็นเหยื่อยังไงล่ะ” ชิงเถียนเอ่ย ทำเอาครอบครัวตงฉินกับสกุลสือตกตะลึงตาค้างเพราะลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปเลย
“ไม่นะ เราไม่ได้รู้เห็นด้วย เราเองก็โดนครอบครัวตงฉินหลอกลวงมาเหมือนกัน”
นายท่านสือรีบกล่าวทันที ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเช่นนั้นจริงๆ โดยอีกส่วนคือพวกเขาคิดใช้อำนาจเงินและกำลังคนบีบบังคับชิงเถียนด้วยนั่นเอง แต่ข้อนี้พวกเขาไม่มีวันยอมรับแน่
“ตงฉิน นายเอาเงิน 10,000 หยวนคืนกลับมาให้เราเดี๋ยวนี้ ส่วนข้าวของเครื่องใช้ที่เราเตรียมเอาไว้เป็นสินสอด อย่าหวังว่าจะได้มันอีกเลย” จื่อโม่รีบกล่าวกับตงฉิน
ซึ่งครอบครัวตงฉินสามคนพ่อแม่ลูกทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก คิดเสียดายเงินทองสินสอดของมีค่าไม่น้อย
“ดะ ได้ครับ” ตงฉินจนใจหมดคำพูดนอกจากยอมคืนเงินให้สกุลสือ โดยตกลงว่าจะเอาไปชดใช้คืนให้พวกเขาในวันพรุ่งนี้เช่นกัน
“โธ่ ไม่น่าเลยแม่ เงินกับข้าวของพวกนั้นมีค่าหลายหมื่นหยวนเลยนะ” เจียลี่บ่นเสียดาย
“แล้วไง แกจะแต่งแทนนังนั่นไหมล่ะ” ผิงอันถามบุตรสาวซึ่งทำหน้าตกใจพร้อมส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ
‘ใครจะไปแต่งงานกับคนไม่เอาถ่าน เป็นอันธพาล ชอบใช้ความรุนแรงอีกทั้งยังมักมาก ลวนลามผู้หญิงไปทั่วแบบนั้นกัน’ เจียลี่คิดพร้อมทำท่าสยองขนลุกขนพองขึ้นมาทันที
สกุลสือรีบขอตัวจากไปหลังตกลงกันได้ โดยไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องแต่งงานอย่างไม่เต็มใจที่โยงไปสู่การค้ามนุษย์ด้วย
“เอาล่ะทีนี้ก็เหลือพวกคุณแล้ว เยว่ตงฉิน ผิงอัน เจียลี่” ชิงเถียนหันกลับมาหาญาติตัวร้าย
“อะไรกัน สกุลสือกลับไปแล้วไง งานหมั้นงานแต่งตอนนี้ไม่มีแล้ว แกยังต้องการอะไรอีก” เจียลี่โวยวาย
“นั่นสิ อย่าให้มันเกินไปนักนะชิงเถียน” ผิงอันเอ่ยอย่างไม่พอใจ
“ใช่ พวกเรายกเลิกการแต่งงานระหว่างเธอกับสกุลสือแล้ว ยังจะเอาอะไรอีกล่ะ” ตงฉินโวยวาย
“คิดว่าวางแผนทุกอย่าง ก่อเรื่องเอาไว้ถึงขั้นรับเงินจากสกุลสือมาแล้วด้วย 10,000 หยวน”
“พอเรื่องไม่ได้เกิดขึ้นจริงเพราะโดนแฉความผิดขึ้นมาแล้วจะรอดพ้นข้อหาค้ามนุษย์ กลั่นแกล้งรังแกลูกหลานวีรชนไปได้งั้นเหรอ”
ชิงเถียนเอ่ยอย่างไม่ยอมอ่อนข้อให้ ทำเอาสามคนพ่อแม่ลูกหน้าซีดเผือดทีเดียว
‘เธอต้องเอาคืนแทนเจ้าของร่างเดิมที่จากไปแล้ว กับน้องๆที่ได้รับทุกทรมานเนื่องด้วยการกระทำร้ายกาจของคนพวกนี้ให้ได้’
“ใช่ๆ สามคนพ่อแม่ลูกนี่สมควรได้รับโทษ”
“ถูกต้อง ทำกับหลานตัวเองแบบนี้ได้ยังไงกัน”
“นั่นสิ เข้ามากอบโกยผลประโยชน์ทุกอย่าง กระทั่งคิดขายหลานตัวเองแท้ๆ”
“เลวขนาดนี้ต้องโดนลงโทษให้เข็ด”
เสียงผู้คนประณามสาปแช่งครอบครัวตงฉินกันยกใหญ่ ชิงเถียนหันไปสบตาน้องของเธอและยิ้มให้กันอย่างพอใจ ในที่สุดพวกเขาก็จะได้รับความเป็นธรรม ชำระแค้นกับญาติผู้ร้ายกาจเสียที
“พี่ชิงเถียน พี่เก่งมากเลยที่จัดการคนพวกนี้ได้” ลู่จิวกล่าว
“นั่นสิ ทั้งเก่งและกล้าหาญมากเลยค่ะ” ชิงหลันเอ่ยอย่างภาคภูมิใจในตัวพี่สาว
ซึ่งน้องฝาแฝดของเธอนึกแปลกใจกับความเปลี่ยนแปลงของพี่สาวที่เคยสุภาพเรียบร้อย เงียบๆไม่ค่อยกล้าเอ่ยอะไร อีกทั้งยังขี้เกรงใจเคารพผู้อาวุโส แต่ยามนี้กลับเปลี่ยนไปราวคนละคน
แต่เมื่อเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีพวกเขาก็ยินดียิ่งนัก ที่สำคัญพวกเขาคิดว่าคงเป็นเพราะเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นกับพี่สาวจนเกือบถูกขายให้กับคนเลว บีบบังคับให้ชิงเถียนแข็งแกร่งลุกขึ้นมาสู้นั่นเอง
หลังกลับเข้ามายังห้องหอชิงเถียนและมู่เฉินยังคงได้ยินเสียงแขกเหรื่อพูดคุยหัวเราะสนุกสนานกันอยู่ด้านล่าง พวกเขาจึงผลัดกันไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สบายตัวเมื่อสองคนอาบน้ำเสร็จ บรรดาแขกเหรื่อก็ถูกคุณนายหานที่รู้ใจลูกชายกับลูกสะใภ้ดีเชิญกลับกันไปหมดแล้วบรรยากาศสงบเงียบลงเยอะ สองบ่าวสาวจึงจับจูงมือกันออกไปยังระเบียงกว้างที่สร้างต่อกับห้องนอนหลักมู่เฉินยืนโอบกอดชิงเถียนซึ่งเอนตัวพิงหน้าอกกว้างของสามี ทอดสายตาไปยังผืนน้ำในทะเลสาบหยางเฉิงอันงดงามเบื้องหน้า“คืนนี้มองเห็นดวงดาวได้เพียงไม่กี่ดวง แต่กลับมีพระจันทร์ดวงกลมโตส่องแสงสว่างสวยงามมากเลยนะคะ”“ใช่ พระจันทร์ดวงใหญ่สะท้อนกับผืนน้ำในทะเลสาบสวยไม่แพ้หมู่ดาวเลยสักนิด” มู่เฉินกล่าวพร้อมยื่นหน้าเข้าไปวางซุกซบลงบนไหล่บางของภรรยาสาว“เถียนเถียน เข้านอนกันเถอะ” มู่เฉินเอ่ยชิงเถียนรับรู้ได้ทันทีว่าเจ้าบ่าวของเธอต้องการอะไร เธอจึงหันตัวกลับมาหาเขา โอบกอดตอบรับมู่เฉินกลับไป พร้อมแหงนเงยหน้าจ้องสบตาคนตัวโตด้วยแววตาซุกซน“ทำไมคะ คุณง่วงแล้วงั้นเหรอ&
หลังประกาศตัวคบหากันไม่นาน จากคนรักชิงเถียนก็กลายเป็นคู่หมั้นของมู่เฉินภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ด้วยเหตุผลที่ว่า ‘พวกเธอสองคนรู้จักกันมานานกว่าสามปีแล้ว ไม่จำเป็นต้องรีรออะไรอีก’ ซึ่งเป็นคำพูดจากปากคุณนายหานนั่นเอง ส่วนชิงเถียนนั้นเธอเป็นคนชัดเจนและไม่ชอบเสียเวลาอยู่แล้ว เมื่อรู้แน่ชัดว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรกับมู่เฉินก็พร้อมเดินร่วมทางกับเขาไปโดยไม่ลังเล ทางมู่เฉินตอนนี้ก็ได้บทเรียนจากคำพูดของชิงเถียนหญิงสาวที่อายุน้อยกว่าเขาถึง 7 ปี แต่กลับตัดสินใจทำอะไรได้เด็ดขาดรวดเร็วกว่าเขาเยอะครั้งนี้เขาจึงตกลงเรื่องงานหมั้นอย่างรวดเร็ว ทั้งยังคิดขอชิงเถียนแต่งงานหลังเธอเรียนจบ ซึ่งมีเวลาไม่กี่เดือนนี้แล้วหลังชิงเถียนขึ้นมหาลัยชั้นปีสี่ ร้านชุนเฉินที่หมายถึงรุ่งอรุณในฤดูใบไม้ผลิ ร้านอาหารกึ่งคาเฟ่ของเธอก็เปิดให้บริการมาได้ราวครึ่งปีแล้วชิงเถ
“ให้ฉันรออยู่นานเลยนะคะ กว่าพี่มู่เฉินจะพูดประโยคเหล่านี้ออกมาได้” ชิงเถียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยสบายๆ พร้อมกับรอยยิ้มแฝงอาการล้อเลียนคนตัวโตเบื้องหน้ามู่เฉินฉุกคิดอยู่ครู่หนึ่ง“เธอหมายความว่า เธอรู้มานานแล้วงั้นเหรอว่าฉันรู้สึกยังไงกับเธอ” มู่เฉินถามออกไป“ค่ะ ฉันรู้นานแล้ว และนึกสงสัยอยู่ตลอดว่าทำไมผู้ชายตัวโตอีกทั้งยังเป็นนายทหารกล้าอย่างพี่มู่เฉินถึงไม่ยอมพูดมันออกมาเสียที”ชิงเถียนจงใจพูดจาเย้าแหย่เขา ชอบดูเวลามู่เฉินเขินอายทำตัวไม่ถูกแบบนี้“เป็นเพราะก่อนหน้านี้ฉันคิดว่าเธอยังเด็ก ทั้งยังมีเรื่องการงานให้ทำมากมายจึงไม่อยากรบกวนใจเธอน่ะสิ”“ฮึ ไม่มีอะไรมารบกวนจิตใจฉันในการใช้ชีวิตและทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้หรอกค่ะ”‘นั่นสินะ เด็กสาวที่เก่งกล้าสามารถ เฉลียวฉลาดไม่ธรรมดาอย่างชิงเถียนไม่มีทางอ่อนไหวขนาดนั้นแน่’ มู่เฉินเพิ่งจะสำนึกได้ เขาไม่น่าปล่อยเวลาให้เสียเปล่าเลยจริงๆ“แล้วทำไมพี่มู่เฉินถึงตัดสินใจพูดมันออกมาในตอนนี้ล่ะคะ” ชิงเถียน
มู่เฉินตามเข้ามาช่วยชิงเถียนทำอาหารโดยวันนี้เธอตั้งใจว่าจะทำหม้อไฟรวมวัตถุดิบชั้นดีจากทะเลสาบหยางเฉินให้ทุกคนทาน โดยมีหอยกาบ กุ้งสด ปลาหลีฮื้อ ปลาแมนดาริน รวมทั้งปูขนที่จับได้จากทะเลสาบหยางเฉิง ตามด้วยสายบัว รากบัว และยวี่โถว(เผือก)ที่ขุดได้ตามริมฝั่งน้ำ มีผักสดจากสวนของเธออย่างปวยเล้ง ผักบุ้ง ผักกาดขาว แคร์รอต หัวไชเท้า ฟักทอง ข้าวโพดอ่อน เห็ดหอมสด เห็ดหูหนู เห็ดนางรม และเห็ดเข็มทองที่เพาะขึ้นมาเอง จานหลักเป็นหม้อไฟ ตามด้วยหอยขมจากทะเลสาบผัดน้ำมันพริกฮวาเจียว พริกแห้ง ต้นหอม กระเทียมขิงรสชาติจัดจ้าน รายการที่สามเป็นกุ้งผัดใบชาหอมๆเนื้อกุ้งเด้งๆ จานที่สี่เป็นขาหมูตุ๋นใส่เต้าหู้แห้งของดีเมืองซูโจว กับหน่อไผ่อ่อนใต้ดินที่ชิงเถียนนำไผ่พันธุ์ดีมาปลูกเอาไว้ในสวน&nbs
คุณนายหานที่เห็นมู่เฉินบุตรชายตัวเองมีสีหน้าวิตกกังวลยามจ้องมองไปทางชิงเถียนซึ่งกำลังพูดคุยอยู่กับชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาดีแล้วก็อดพอใจไม่ได้“เป็นไง เริ่มรู้สึกกังวลใจบ้างหรือยังล่ะ”“แกเนี่ยนะ ปล่อยให้แม่คิดกังวลใจคนเดียวอยู่ได้ตั้งนาน ดีเลยคราวนี้ถึงตาตัวเองบ้างแล้ว” คุณนายหานเอ่ยอย่างหมั่นไส้ในตัวบุตรชาย “โธ่แม่ครับ เป็นเพราะผมเห็นว่าเถียนเอ๋อยังเด็ก ที่สำคัญเธอมีสิ่งที่ตั้งใจทำมากมาย ตอนนี้ก็ยุ่งอยู่กับเรื่องเปิดร้านอาหารด้วยจึงไม่อยากรบกวนใจเธอยังไงละครับ” “เออ แล้วไงล่ะ ตอนนี้ก็ยังคิดแบบนั้นอยู่อีกงั้นสิ” “ถ้าอย่างนั้นแกก็ปล่อยให้พ่อหนุ่มนั่นคว้าเถียนเอ๋อไปก็แล้วกัน” “แม่บ้านลู่ไปช่วยฉันทำอาหารสักอย่างสองอย่า
ชิงเถียนนั่งพูดคุยกับจางเหว่ยโดยไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังมีสายตาหลายคู่จับจ้องมองอยู่ “อาจิวชายหนุ่มคนนั้นเป็นใครน่ะ” แม่บ้านลู่ที่ไปดักรอสองแฝดเลิกเรียนมาแล้วเอ่ยถามขึ้น ซึ่งตอนนี้พวกเขาทั้งสี่ นำโดยคุณนายหาน แม่บ้านลู่ ชิงหลันและอาจิวกำลังมองไปทางชิงเถียนกับจางเหว่ยที่นั่งจิบชาทานของว่างสนทนากันอย่างเพลิดเพลินทีเดียว “นั่นพี่จางเหว่ยเป็นหลานชายคุณอาเหว่ยอัน เจ้าของร้านหนังสือโม่เป่ยยังไงล่ะครับ”ลู่จิวตอบกลับไป “ที่แท้อย่างงี้นี้เอง หลานชายเจ้าของร้านหนังสือที่ว่าจ้างเถียนเอ๋อแปลเอกสารให้สินะ” คุณนายหานพูดพร้อมพยักหน้ารับรู้ “ใช่ค่ะ พี่จางเหว่ยเรียนจบมหาลัยที







