LOGIN“ต้องขอบคุณคุณเติมที่ช่วยโปรโมทร้านให้เจ้บ่อย ๆ เวลาคุณเติมมาทานทีไรมักจะช่วยโพสต์ลงโซเชียลเสมอ ทำให้ลูกค้าตามมาทานกันเยอะเลย ไปอยู่เมืองนอกเมืองนาเสียหลายปี คงไม่รู้ล่ะสิว่าตอนนี้คุณเติมเป็นหนุ่มเนื้อหอมขวัญใจสาว ๆ มีคนตามโซเชียลหลายแสนคนเลยนะ”
“นอกจากจะไม่รู้ว่าเขาเนื้อหอมแล้ว ยังไม่รู้ด้วยค่ะว่าทั้งเจ้หนิงและยัยรินทร์โดนเขาซื้อตัวไปหมด ตอนนี้มิ้งค์กลายเป็นหมาหัวเน่าแล้ว” ใบหน้าสวยของคนพูดง้ำงอ
“ซื้อตัวอะไรกัน ไม่ได้ซื้อเสียหน่อย เจ้ไปเองฟรี ๆ ต่างหาก” ฝ่ายเจ้หนิงเองก็ยังไม่เลิกแกล้ง
“มีทุกวันนี้ได้ก็เพราะเอสเคไลฟ์หรอก ถ้าไม่มีเอสเคไลฟ์น้ำหน้าอย่างหมอนั่นจะไปได้สักกี่น้ำ” เสียงที่พูดออกมาแสดงความดูถูกอย่างชัดเจน แววตาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
“กินขนมหวานต่อไหมเผื่ออารมณ์จะดีขึ้น” ดารินทร์เอ่ยถามพร้อมกับยื่นเมนูขนมหวานให้ญานิศา
“ไม่กินอะไรต่อแล้ว บรรยากาศไม่เป็นใจ กลับเลยดีกว่า”
“เดี๋ยวมื้อนี้ฉันจ่ายเอง” ดารินทร์เอ่ยห้ามเพื่อนสาวที่กำลังจะหยิบบัตรเครดิตออกมาจากกระเป๋า
“ไม่ต้อง ฉันเลี้ยงเอง แค่ลำบากแกไปรับที่สนามบินก็เกรงใจจะแย่แล้ว”
“ไม่ต้องแย่งกันจ่าย มื้อนี้เจ้เลี้ยงเอง ถือว่าต้อนรับลูกสาวคนสวยกลับเมืองไทย”
“ต่อให้ง้อด้วยวิธีนี้ก็ยังไม่หายงอนนะคะ” ญานิศาอมยิ้มมุมปากซึ่งนั่นแปลว่าเจ้าตัวอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างแล้ว ดารินทร์กับเจ้หนิงสบตากันเหมือนจะสื่อสารให้อีกฝ่ายรู้ ว่าค่อยโล่งใจหน่อยที่ไม่โดนโกรธอย่างจริงจัง
“กลับบ้านเลยเนอะ ไม่แวะไหนแล้วใช่ไหม” ถามเพื่อนสาวที่ลุกขึ้นยืนเตรียมตัวเดินออกจากร้าน
“ฉันต้องแวะซื้อของที่ห้างสรรพสินค้านิดหน่อยน่ะ แกก็เห็นว่าฉันแทบจะไม่ได้เอาอะไรกลับมาเลย”
“แค่นั้น”
“ว่าจะซื้อแค่ที่จำเป็นก่อน ที่เหลือค่อยสั่งออนไลน์เอา อ้อ! แล้วฉันจะแวะโชว์รูมรถด้วย กะจะหารถไว้ใช้สักคัน”
“งั้นก็รีบไปกันเถอะ กว่าจะเสร็จธุระเดี๋ยวจะเย็นเสียก่อน”
“ไปแล้วนะคะเจ้ เดี๋ยวจะมาอุดหนุนใหม่ ขอบคุณสำหรับมื้อนี้ค่ะ อาหารอร่อยมาก” ญานิศาและดารินทร์ยกมือไหว้ร่ำลาเจ้าของร้าน
ถัดไปอีกมุมหนึ่งของร้าน โต๊ะที่เติมตระกูลและปาวลีนั่งกินข้าวกันอยู่ ชายหนุ่มชำเลืองตามองตามหลังร่างบอบบางที่เพิ่งจะเดินพ้นประตูออกไป ความจริงเขาเห็นเจ้าหล่อนและเพื่อนนั่งอยู่ตั้งแต่เดินเข้าร้านมาแล้ว ถามว่าแปลกใจไหมที่เจอญานิศาที่นี่ บอกเลยว่าไม่แปลกใจสักนิด เพราะเขารู้กำหนดการเดินทางของเธอล่วงหน้าอยู่แล้ว จะพูดให้ถูกคงต้องบอกว่าเขารู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของหล่อนนั่นแหละ
“ยัยมิ้งค์กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่กันคะคุณเติม” ปาวลีที่นั่งเงียบอยู่เอ่ยถามขึ้นพร้อมกับลอบมองชายหนุ่ม
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ เพิ่งจะเห็นพร้อมกับคุณลีนี่แหละ” ชายหนุ่มเอ่ยโกหกออกไปเพื่อตัดบท
“คงเพราะไปอยู่เมืองนอกนาน เดินเชิดหน้าชูคอเป็นนางหงส์เชียว ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าตอนนี้ตัวเองเป็นแค่นกกระจอก” ต่อให้ไม่เจอกันนานแค่ไหน แต่ความเป็นไม้เบื่อไม้เมากันก็ทำให้ปาวลีอดแขวะอีกฝ่ายขึ้นมาไม่ได้
เติมตระกูลไม่ตอบแต่กลับนั่งทานอาหารต่อไปเรื่อย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราวกับการที่ญานิศาจะกลับหรือไม่กลับก็ไม่มีผลอะไรกับชีวิตของตน
“โอ๊ย! มันจะหวานกันเกินไปแล้วครับไอ้คุณเติม แก่จนลูกจะบวชได้อยู่แล้วเพลา ๆ ลงบ้าง ความหวานน่ะ” รณภพที่เดินเข้าประตูมาเอ่ยทักขึ้น ในวงแขนยังมียายหนูชิดจันทร์วัยสี่ขวบผู้เป็นบุตรสาวเกาะอยู่“มึงลูกสองแล้วความหวานก็อาจจะลดลง แต่กูเพิ่งลูกคนเดียวยังหวานได้อยู่ นี่ก็ว่าจะทำน้องให้เจ้าต่อมันสักคนเหมือนกัน”“ลุงเติมขา อุ้มหนูหน่อยค่า” เด็กหญิงชิดจันทร์หันไปอ้อน กางแขนออกกว้างรอให้อีกฝ่ายรับไป“เด็กคนนี้นี่ขี้อ้อนดีแท้ จะให้ลุงหลงไปถึงไหนฮึ?” ว่าพลางรับมาอุ้มต่อ ไม่ลืมหอมแก้มยุ้ย ๆ สองข้างนั่น“พี่ต่อไปไหนแล้วคะ ทำไมหนูจันทร์ไม่เห็นพี่ต่อ”“พี่เขาอาบน้ำอยู่ข้างบน เดี๋ยวก็ลงมาค่ะ” ญานิศาเอ่ยตอบ“พี่มิ้งค์ทำกับข้าวเสร็จหรือยังคะ มีอะไรให้ฟ้าช่วยหรือเปล่า”“ทำเสร็จแล้วจ้ะ เหลือแค่ตั้งโต๊ะ ฟ้ามาช่วยพี่ยกพวกของว่างมาให้เด็ก ๆ กับเหล่าคุณพ่อทานเล่นกันก่อนดีกว่า” ญานิศาเดินนำนภาทิพย์เข้าไปทางห้องครัว“แล้วนั่นตะกร้าอะไรล่ะ” เติมตระกูลหันไปถามเด็กชายก้องภพ บุตรชายคนโตของรณภพที่ถือตะกร้าพะรุงพะรังในมือ“ตะกร้าของเล่นของหนูจันทร์ครับลุงเติม” เด็กชายตอบด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย“จะไม่ให้เอามาก็ไม่ยอมว่ะ ร้อง
“ขอบคุณนะครับที่มีลูกน่ารัก ๆ ให้พี่ พี่สัญญาว่าจะดูแลมิ้งค์และลูกให้ดีที่สุด” ร่างสูงจรดจมูกลงบนขมับหญิงสาวเบา ๆ แล้วก้มลงไปหอมแก้มยุ้ยของบุตรชายอย่างทนุถนอมภาพที่ปรากฏตรงหน้าต่างเรียกรอยยิ้มและความสุขให้แก่ผู้ที่อยู่ในห้องไปตาม ๆ กัน โดยเฉพาะนิลยาที่ดีใจกับความสุขของลูกชายจนกลั้นน้ำตาเอาไว้แทบไม่อยู่“น่ารักน่าชังจริง ๆ เหลนทวด” คุณย่านงนุชที่ยืนยิ้มกับภาพตรงหน้าเอ่ยขึ้น พร้อมกับเดินเข้าไปดูทารกตัวน้อยผู้เป็นสายเลือดสืบสกุลชัชวาลเดชด้วยความเอ็นดู“รับขวัญเหลนเท่าไหร่ดีครับคุณทวด” เติมตระกูลเอ่ยเย้าผู้เป็นย่า“ให้ทั้งหมดที่ย่ามี ย่าจะเขียนพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดที่มีให้กับต่อตระการ”“ได้ไงครับคุณย่า แล้วผมล่ะ ผมไม่ได้อะไรเลยหรือไงผมเป็นหลานคุณย่านะ” ร่างสูงโวยวายขึ้น“ไม่ให้หรอก ฉันจะยกให้เหลนฉัน เผื่อวันหนึ่งโดนแกตัดหางปล่อยวัด เหลนฉันจะได้มีสมบัติติดตัว”“ไม่ทันไรก็ได้กลิ่นหัวเน่าซะแล้ว” รณภพเอ่ยเสริมต่างเรียกเสียงหัวเราะให้ดังลั่นห้อง บรรยากาศในห้องคลอดอบอวลไปด้วยความรักและความเข้าใจ เติมตระกูลนึกขอบคุณตัวเองเหลือเกินที่อดทนจนผ่านอุปสรรคทุกอย่างมาได้ จนถึงวันที่เฝ้ารอคอย วันท
“ตาเติม! เหลนทวดเป็นยังไงบ้าง แข็งแรงดีไหม” คุณย่านงค์นุชที่รอลุ้นอยู่หน้าห้องคลอดเอ่ยถามขึ้นทันทีที่เห็นหลานชายเดินออกมา“ตาหนูแข็งแรงดีครับคุณย่า ร้องลั่นห้องคลอดเลย ที่สำคัญหน้าเหมือนมิ้งค์มาก” ตอบด้วยรอยยิ้มแววตาเต็มไปด้วยความสุข เมื่อคิดไปถึงเด็กชายตัวขาวอมชมพูที่ตนเพิ่งจะได้พบหน้าไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน“โบราณท่านว่าเด็กผู้ชายหน้าเหมือนแม่จะวาสนาดี” คุณย่าทวดที่เห่อเหลนเอ่ยอย่างชอบใจ“ค่อยโล่งใจหน่อยที่หน้าเหมือนน้องมิ้งค์ ถ้าหน้าเหมือนมึงนี่คิดหนักเลย” รณภพที่ยืนรอลุ้นอยู่เหมือนกันแซว“เออ คอยลุ้นของมึงเหอะว่าหน้าจะเหมือนฟ้าหรือเปล่า แต่ถ้าเหมือนฟ้าแล้วปากน่าล่อบาทาเหมือนมึงก็ไม่ไหวนะ” หันไปตอบกลับเพื่อนสนิทซึ่งกำลังโอบไหล่นภาทิพย์ที่กำลังตั้งท้องลูกชายอยู่เช่นกัน“แค่กูเป็นเพื่อนกับมึงก็น่าปวดหัวพอละ นี่ลูกเรายังจะต้องมาเป็นเพื่อนกันอีกเหรอ” เติมตระกูลส่ายหัวอย่างระอา“เสียดายเป็นผู้ชายทั้งคู่ ถ้าเป็นผู้หญิงย่าจะหมั้นหมายไว้ตั้งแต่เด็กเลย” คุณย่านงนุชเอ่ยขึ้นเสียงจริงจัง“งั้นคนต่อไปก็ได้ครับคุณย่า ผมว่าจะเอาผู้หญิงอีกสักคน” รณภพเออออตาม“ดี! รับปากย่าแล้วนะ ย่าอาจจะอยู่ไม่ทันเห
“ใครจะแต่งฟ้าผ่าแบบมึงล่ะ เจอกันปุ๊บหาฤกษ์แต่งงานปั๊บ”“ความต้องการของคุณย่ากู มีย่าดีก็มีชัยไปกว่าครึ่ง”“แต่ก็เอาเถอะ ถึงกูจะแต่งหลังมึงแต่กูต้องได้อุ้มลูกก่อนมึง” รณภพยักคิ้วหรี่ตาอย่างมาดมั่น“ฝันไปเถอะไอ้ภพ กว่ามึงจะแต่งก็หลังกู แถมตอนนี้มึงยังโดนน้านีคุมความประพฤติอยู่อีก ยังไงมึงก็ตามกูไม่ทันหรอก” ยกเอาปรานีมาอ้าง เพราะตอนนี้มารดาของนภาทิพย์ขอร้องไม่ให้ทั้งคู่ทำอะไรเกินเลยจนกว่าจะแต่งงาน เพื่อเป็นการลงโทษที่รณภพเอาเปรียบหญิงสาวตอนก่อนหน้านี้“ไอ้ขี้โม้!”“กูไม่ได้โม้ เผลอ ๆ ตอนนี้ลูกกูอาจจะกำลังดิ้นดุ๊กดิกอยู่ในท้องของมิ้งค์แล้วก็ได้ มึงยังไม่รู้สินะว่ากูเร่งมือทุกคืน”“พี่เติม!” ญานิศาตีเผี้ยะลงบนแขนของคนข้าง ๆ ด้วยความเขินอาย“นี่มึงล่วงเกินน้องมิ้งค์ก่อนแต่งงานเหรอ”“ไม่ได้ล่วงเกิน แต่เป็นความต้องการคุณย่า คุณย่าอยากอุ้มเหลนจนใจจะขาดแล้ว ไม่งั้นจะทุ่มสินสอดไม่อั้น หาฤกษ์แต่งที่เร็วที่สุด แถมจัดเตรียมสถานที่เองทั้งหมดแบบนี้เหรอ”“เออ... กูยอมใจย่ามึงแล้วว่ะ ใจร้อนยิ่งกว่าวัยรุ่นอย่างกูอีก”“พี่ภพไม่วัยรุ่นแล้วนะคะ อายุจะ40แล้ว” นภาทิพย์ที่นั่งฟังอยู่ข้าง ๆ มานานเอ่ยแซวขึ้น“โ
สองมือหนาดันขาเรียวให้แยกออกจากกันเปิดเปลือยให้เห็นกุหลาบงามที่กำลังบานล่อภมรหนุ่มอย่างเขาอยู่เนินสาวที่ปกคลุมด้วยเส้นไหมอ่อนนุ่มช่างเชิญชวนให้ก้มลงไปชิมยิ่งนัก และต่อให้กินบ่อยแค่ไหนเขาก็ไม่เคยนึกเบื่อฮึก! ญานิศาถึงกับผวามือโดนลิ้นร้อนแตะลงไปยังกุหลาบงาม ลิ้นร้ายไล่เลียชอนไชทุกซอกมุมลับ ดูดดึงเม็ดบัวและกลีบงามจนเธอต้องกัดปากแน่นด้วยความทรมานเมื่อเห็นว่ากุหลาบงามหลั่งน้ำหวานออกมามากพอร่างสูงก็ลุกยืนขึ้น ใช้มือจับแก่นกายที่ผงาดเต็มตัวถูไถกับร่องหลีบอย่างยั่วยวนอีกฝ่ายให้กระหายมากกว่าเดิม“รีบใส่เข้าสักทีสิคะ ทรมานจะแย่แล้ว” เสียงหวานที่เอ่ยเรียกร้องออกมาเต็มไปด้วยความรัญจวนเติมตระกูลไม่รอช้าสอดใส่แท่งร้อนเข้าไปในกุหลาบงามจนมิดลำ แล้วขยับโยกตามจังหวะครวญครางของอีกฝ่าย“มิ้งค์มีความสุขที่สุดเลยค่ะ มันเสียวมาก” ดวงตาที่มองมาพราวระยับจนคนมองแทบหลอมละลายยิ่งรู้ว่าเธอชอบและมีความสุขกับมัน เขายิ่งโหมกระหน่ำสะโพกระรัวเร็วขึ้นกว่าเดิม จนใบหน้าหวานเหย่เกแทบประคองสติไว้ไม่ได้อื้ม....เสียงครางหวานที่หลุดผ่านลำคอออกมาและแรงกระตุกเบา ๆ ของคนตัวเล็กทำให้รู้ว่าเธอเสร็จสมถึงที่หมายแล้ว ชายหนุ่มจึ
“แล้วรู้ไหมว่าแหวนวงนี้พี่ตั้งใจซื้อให้มิ้งค์แทนสร้อยคอเส้นนั้น บอกกับเจ้าของร้านว่าจะเอาไปขอแฟนแต่งงาน”“พี่เติมตั้งใจจะแต่งงานกับมิ้งค์ตั้งแต่ตอนนั้นเลยเหรอคะ?”“มิ้งค์บอกว่าไม่คิดมาก่อนว่าวันหนึ่งจะได้เป็นเจ้าสาวของพี่ใช่ไหม แต่พี่รู้ตัวมาตลอดเลยนะว่าเจ้าสาวของพี่ต้องเป็นมิ้งค์อย่างแน่นอน พี่รู้ใจตัวเองมานานแล้วว่าคิดยังไงกับมิ้งค์” แววตาที่ส่งมาให้หญิงสาวเต็มไปด้วยความรักร่างบางขวยเขินจนเผลอกัดริมฝีปากตัวเองเบา ๆ โดยไม่รู้เลยว่ามันแสนเย้ายวนในสายตาของอีกฝ่ายแค่ไหน“ทานต่อดีกว่านะคะ” หยิบเอาจานสปาเก็ตตี้บนโต๊ะขึ้นมา แล้วใช้ส้อมพันเส้นสปาเก็ตตี้มาจ่อริมฝีปากหนาคนที่โดนป้อนส่ายหน้าเบา ๆ“ไม่รีบทานเดี๋ยวเย็นหมด”“ไม่เห็นเป็นไรเย็นก็เวฟใหม่สิ”“ทำไมพี่เติมไม่ทานต่อคะ หรือว่าจริง ๆ แล้วมันไม่อร่อย” น้ำเสียงที่ถามดูหงอยลง“พี่บอกแล้วไงว่าอร่อย เพียงแต่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่พี่อยากทานสปาเก็ตตี้ มันมีอย่างอื่นที่พี่อยากทานมากกว่าครับ” เขากระซิบบอกเสียงพร่าแทบชิดใบหูร่างบางหน้าขึ้นสีเปร่งปรั่งไม่ต่างจากลูกตำลึงสุก เพราะรู้ทันว่าตอนนี้เติมตระกูลอยากทานอะไร“เรายังไม่เคยลองบนโต๊ะอาหารเลยใช







