LOGINบทที่ 3 วางแผน
เช้าวันใหม่มาถึงพร้อมกับแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาในห้องครัว น้ำปิงกำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารเช้าให้ลูกชายอย่างเงียบ ๆ พลันประตูห้องก็เปิดออก เมื่อหญิงสาวคนเมื่อคืนเดินลงมาจากบันไดเพียงลำพัง ท่าทางของเธอรีบร้อนและมีพิรุธเล็กน้อย เมื่อเห็นน้ำปิงเธอก็ยกมือไหว้เขาอย่างเกรงใจ ก่อนจะรีบเดินออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว เด็กชายที่กำลังนั่งรออาหารหันไปมองหน้าแม่ด้วยความไม่เข้าใจ ในสายตาของเด็กสามขวบมีความสงสัยอย่างชัดเจนว่าผู้หญิงคนเมื่อกี้เป็นใคร และเหตุใดถึงเข้ามาอยู่ในบ้านของตนได้ “แม่ครับ ผู้หญิงคนนั้นใครครับ?” น้องปันปันถามเสียงใส น้ำปิงกำลังจะอธิบายให้ลูกชายฟังว่าเธอเป็นเพื่อนคุณพ่อเพื่อปกป้องจิตใจของลูก แต่ยังไม่ทันที่จะได้อ้าปาก เสียงผู้เป็นสามีที่แต่งตัวเต็มยศนายทหารก็เดินลงมาจากบันไดมาถึงห้องครัวพอดี “มอร์นิ่งครับ ลูกชายพ่อ” พันเอกธเนศทักทายลูกชายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติเล็กน้อย “มอร์นิ่งครับ คุณพ่อ” เด็กชายตอบผู้เป็นพ่อเสียงแผ่ว พลางหลบสายตาไม่กล้าสบตาตรง ๆ ด้วยความหวาดกลัวจากเหตุการณ์เมื่อวาน “วันนี้ไปเที่ยวบิ๊กซีไหมครับ?” พันเอกธเนศเอ่ยถามอย่างเอาใจ “เอ่อ…ได้เหรอครับ?” น้องปันปันตอบด้วยความประหลาดใจ เพราะปกติพ่อจะไม่ค่อยพาไปไหน “ได้สิครับ เดี๋ยวไปพร้อมพ่อ” “ครับ” เด็กชายพยักหน้าตอบรับ พลางหันไปสบตากับคนเป็นแม่ที่ยืนนิ่งไม่ได้พูดอะไร น้ำปิงเพียงแค่ยืนมองพ่อกับลูกที่นั่งลงทานอาหารเช้า โดยมีฉากความเจ็บปวดเมื่อคืนมาตอกย้ำความด้านชาในหัวใจ “จะยืนอีกนานไหม ไปแต่งตัวสิ” เสียงเข้มของพันเอกธเนศหันมาพูดกับน้ำปิงอย่างเย็นชา “ไปชุดนี้ก็ได้ครับ” น้ำปิงมองดูเสื้อเชิ้ตสีอ่อนและกางเกงขายาวที่เขาใส่ ซึ่งดูเรียบร้อยดีอยู่แล้ว “สกปรก! ไปหาชุดดี ๆ มา อย่าให้ฉันต้องขายหน้า” “ครับ…”เขาได้แต่เดินจำใจขึ้นไปเปลี่ยนชุด ทั้งที่ชุดที่เขาสวมใส่มันก็ไม่ได้ดูแย่เลยสักนิด แต่ก็ไม่ต้องการที่จะสร้างความขัดแย้งให้บานปลายไปมากกว่านี้ในยามเช้า น้ำปิงเดินขึ้นไปบนห้องอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกอึดอัดแน่นอยู่ในอก ภาพอดีตผุดขึ้นมาในห้วงความคิด เมื่อก่อนไม่ว่าเขาจะใส่ชุดแบบไหน พี่เนศ ก็ไม่เคยว่า มีแต่เอ่ยปากชมว่าใส่อะไรก็น่ารักไปหมด นี่ละหนาคำที่เขาว่ากัน ‘แรก ๆ น้ำต้มผักก็ว่าหวาน พอนานวัน น้ำตาลยังว่าขม’ ก็คงจะจริงดังคำพูดนั้นที่ความรักเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้อย่างไร้ซึ่งเยื่อใย เขาหยิบชุดที่สุภาพที่สุดออกมาจากตู้ ก่อนจะเหลือบมองกระเป๋าเดินทางขนาดกลางที่ซ่อนอยู่ในมุมมืดของห้อง มันถูกจัดเตรียมไว้อย่างเงียบเชียบรอวันเดินทางไกล รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านอนันต์ มุ่งหน้าไปยังบิ๊กซีที่ตั้งอยู่ใกล้กับค่ายทหาร พันเอกธเนศ เป็นคนขับ สองแม่ลูกได้แต่นั่งตัวเกร็งอยู่เบาะหลัง น้ำปิงมองดูทัศนียภาพภายนอกด้วยหัวใจที่เต้นระรัวราวกับกำลังนับถอยหลัง “ถึงแล้วครับ” พันเอกธเนศหันมายิ้มให้ลูกชายตัวน้อย ก่อนจะเอื้อมมือมายีผมเบา ๆ อย่างรักใคร่ “ขอบคุณครับ” น้องปันปันตอบรับอย่างนอบน้อม “งั้นปันปันไปเดินเล่นกับแม่นะ เดี๋ยวพ่อจัดการธุระเสร็จแล้วจะมารับ” “ครับ” ก่อนที่พันเอกธเนศจะลงจากรถ ร่างสูงใหญ่หันหน้ามาพูดกับน้ำปิงด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการกำชับและความเป็นเจ้าของ “ดูลูกกูดี ๆ ล่ะ” “ปันปันก็ลูกผมเหมือนกัน ต้องดูแลอยู่แล้วไหม” น้ำปิงเผลอตอบโต้กลับไปอย่างอดไม่ได้ “ต่อปากต่อคำ! เดี๋ยวมึงจะโดนอีก!” ปัง!! เสียงปิดประตูรถดังสนั่น น้ำปิงรีบพาลูกชายออกมาจากรถทันที ไม่อยากให้การทะเลาะเบาะแว้งเกิดขึ้นต่อหน้าผู้คน ทันทีที่เข้ามาในห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี เขาพาลูกชายเดินตรงขึ้นไปชั้นสองทันทีเพื่อตั้งใจจะไปที่ร้านหนังสือ ระหว่างนั้น สายตาของเขาก็หันไปเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่คุ้นเคย “อ้าว! พี่รุ้ง สวัสดีครับ” น้ำปิงยกมือไหว้รุ่นพี่สาวที่เคยรู้จักสมัยเรียนอย่างนอบน้อม “อ้าวน้ำปิง! มาซื้อหนังสือเหมือนกันเหรอ” พี่รุ้ง ยิ้มตอบอย่างเป็นมิตร “ใช่ครับ พี่รุ้งสบายดีไหมครับ” “พี่น่ะสบายดี แล้วเราล่ะช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง ดูซูบ ๆ ไปนะ” พี่รุ้งสังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของรุ่นน้อง “ผม…ผมมีปัญหาครอบครัวนิดหน่อยครับ” น้ำปิงลังเลเล็กน้อย “นั่ง ๆ ก่อนซิ! น้องเดีย ดูมิกิกับปันปันให้ด้วยนะ” พี่รุ้งรีบหันไปบอกน้องสาวให้ช่วยดูลูกสาวของตนน้องมิกิกับน้องปันปันให้ พวกเขานั่งลงที่เก้าอี้หน้าร้านหนังสือในมุมที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว “น้ำปิง... ไหนเล่าให้พี่ฟังซิเรา เป็นอะไรไปหืม?” พี่รุ้ง เอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดพลางเอื้อมมือมาบีบไหล่บางอย่างปลอบประโลม สัมผัสที่เต็มไปด้วยความเมตตาจากรุ่นพี่ที่เคารพเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่น้ำปิงพยายามยึดเหนี่ยวไว้ ความเข้มแข็งที่ฝืนสร้างมาตลอดทั้งวันพังครืนลงในพริบตา หยาดน้ำตาที่กลั้นไว้ไม่อยู่ไหลอาบแก้มใสอย่างสุดกลั้น “พี่รุ้ง... ฮึก... ผมไม่ไหวแล้ว” น้ำปิงสะอื้นหนักจนตัวโยน น้ำเสียงสั่นเครือขาดห้วงราวกับคนกำลังจะขาดใจ “เขาตีผม... พี่รุ้ง เขาไม่ได้แค่มีคนอื่น แต่เขาทำร้ายผมทั้งร่างกายและจิตใจ... คำพูดแต่ละคำของเขา มันรุนแรงจนผมแทบไม่มีที่ยืนเลยครับพี่” น้ำปิงซบหน้าลงกับฝ่ามือ ปล่อยให้ความขมขื่นที่ถูกกักขังไว้ไหลออกมาพร้อมกับหยาดน้ำตา ความเจ็บช้ำจากการถูกนอกกายและนอกใจยังไม่เท่ากับศักดิ์ศรีที่ถูกผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี “ตายแล้วน้ำปิง! ทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้!” พี่รุ้งอุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความคาดไม่ถึง มือที่จับไหล่เขาอยู่สั่นเทาด้วยความสงสารจับใจ “ตอนแต่งงานกันใหม่ๆ พี่เนศเขายังดูรักและ ทะนุถนอมเราดีอยู่เลยนี่นา... ทำไมเขาถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ลูก”พี่รุ้งดึงร่างที่สั่นเทาของรุ่นน้องเข้ามากอดไว้แนบอก พลางลูบหลังปลอบขวัญ ความจริงที่ได้รับรู้มันช่างบิดเบี้ยวและโหดร้ายเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดว่าเบื้องหลังภาพลักษณ์นายทหารที่ดูดี จะมีความอำมหิตซ่อนอยู่ในความสัมพันธ์ขนาดนี้ “มันเป็นไปแล้วครับพี่... ทุกอย่างมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว”น้ำปิงเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบาทว่าแฝงไปด้วยความขมขื่นเกินบรรยาย ความจริงที่ปวดร้าวถูกยอมรับผ่านหยาดน้ำตาที่เพิ่งแห้งเหือดไป “แล้วจะเอายังไงต่อ... หย่าไหม? ในเมื่อเขาทำร้ายเราถึงขนาดนี้แล้ว พี่ว่ามันเกินจะเยียวยาแล้วนะน้ำปิง”พี่รุ้งถามด้วยความเป็นห่วง แววตาของรุ่นพี่สาวเต็มไปด้วยความร้อนใจ “ผมอยากหย่าครับพี่รุ้ง... อยากไปให้พ้นจากขุมนรกนี้ใจจะขาด แต่เขาไม่ยอมปล่อยผม เขาเห็นผมเป็นแค่ของตายที่จะเหยียบย่ำยังไงก็ได้” น้ำปิงกำหมัดแน่นจนสั่น แววตาที่เคยอ่อนโยนเริ่มฉายแววเด็ดเดี่ยว “โถ่เอ๊ย... แล้วเราจะทำยังไงต่อไปล่ะลูก มีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกมาได้เลยนะ พี่พร้อมจะช่วยเราทุกอย่าง” น้ำปิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยความลับที่เขาเฝ้าจดจำและวางแผนมาตลอดหลายคืน “ผม... ผมจะพาลูกหนีกลับศรีสะเกษครับพี่” พี่รุ้งนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ด้วยความคาดไม่ถึง ดวงตาของเธอไหววูบด้วยความกังวล “ความคิดน่ะมันดีนะน้ำปิง... แต่เราจะพ้นจากเงื้อมมือคนอย่างเขาจริงๆ เหรอ อำนาจเขาไม่ใช่เล่นๆ เลยนะ” “พ้นครับ! ถ้าผมกลับไปซ่อนตัวอยู่ที่อีสาน ผมจะหายไปให้เงียบที่สุด เขาไม่มีวันหาผมเจอแน่นอน” น้ำปิงยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ราวกับว่าความหวังเดียวในชีวิตคือการกลับไปสู่แผ่นดินแม่ “พี่ขอให้เราทำสำเร็จนะ ขอให้พระคุ้มครองให้เรากับลูกปลอดภัย... มีอะไรติดขัด หรือต้องการความช่วยเหลือเมื่อไหร่ โทรหาพี่ได้ตลอดเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงเลยนะน้ำปิง” พี่รุ้งกำชับพลางบีบมือน้องชายแน่นเพื่อส่งพลังใจ “ขอบคุณมากนะครับพี่รุ้ง ขอบคุณจริงๆ ที่เข้าใจผม” น้ำปิงยกมือไหว้รุ่นพี่สาวด้วยความซาบซึ้งใจ น้ำใจในยามมืดมนแบบนี้มีค่าสำหรับเขามากกว่าสิ่งใด “ไม่เป็นไรเลยน้ำปิง ยังไงเราก็คือน้องชายที่น่ารักของพี่เสมอ... ไปเถอะ ไปเตรียมตัวให้ดี” “ครับพี่...”น้ำปิงรับคำสั้น ๆ ก่อนจะพยายามสลัดความเศร้าทิ้งไป เขาหันไปส่งยิ้มบางๆ ให้กับลูกชายที่นั่งมองตาใสแป๋ว “ไปครับปันปัน ไปเดินดูของเล่นทางโน้นต่อกันเถอะลูก”น้ำปิงจูงมือลูกชายก้าวเดินต่อไปในห้างสรรพสินค้า ท่ามกลางผู้คนที่เดินผ่านไปมาไม่มีใครรู้เลยว่า ภายใต้ท่าทางที่ดูนิ่งสงบนั้น เขากำลังเริ่มต้นวางแผนการหนีครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต… . . . หลังจากวันที่ พันเอกธเนศ พาเขาและลูกไปที่บิ๊กซี ร่างสูงก็ไม่กลับบ้านอีกเลยเป็นเวลาเกือบสามวันเต็ม ความเงียบเหงาที่ปกคลุมบ้านหลังใหญ่ตอกย้ำให้ น้ำปิง รู้ว่าครอบครัวที่เขาพยายามประคับประคองมาตลอดนั้น น่าจะถึงทางตันแล้วจริง ๆ หัวใจที่เคยอ่อนไหวบัดนี้เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว น้ำปิงที่นั่งมองลูกชายเล่นของเล่นอยู่บนพื้น ก่อนที่ความคิดสุดท้ายจะตกผลึก เขาตัดสินใจหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดเบอร์โทรศัพท์ของ ยายนิด หรืออาสาวที่อยู่ศรีสะเกษด้วยความลังเล “ติ๊ด… ติ๊ด… ติ๊ด…” เสียงรอสายดังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ปลายสายจะรับและมีเสียงถามสำเนียงอีสานที่คุ้นเคยดังมา “ฮัลโหลจ้า นั่นผู้ใด๋?” “อาครับ ผมน้ำปิงเอง” น้ำปิงตอบกลับด้วยเสียงที่พยายามให้เป็นปกติที่สุด “โอ๊ย! อาก็คิดว่าใครโทรมา” เสียงของยายนิดตอบกลับมาด้วยความโล่งใจและยินดี “ครับ” “อาละคิดถึง ไม่พาตัวเล็กมาหาอาบ้างเลยล่ะเนี่ย อาทำบ้านใหม่หมดแล้วนะ น้ำปิงพาตัวเล็กมาหาอาสิ ที่ทางบ้านเราก็มี” คำพูดที่อบอุ่นของอาสาวเป็นดั่งน้ำทิพย์ชโลมใจเขา “ครับ… ผมว่าจะขอไปอยู่กับอาสักพักได้ไหมครับ?” น้ำปิงถามด้วยความหวัง “มาเลยลูก! หลวงปู่คงดีใจที่หลานได้กลับมาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แล้วแม่เราล่ะ มาด้วยไหม?” “ไม่ครับ แม่แต่งงานใหม่แล้ว ย้ายไปอยู่สุพรรณบุรีครับ” “ไม่เป็นไร น้ำปิงพาลูกมานะ อาจะช่วยเลี้ยง ที่บ้านอาก็มีแค่เจมส์กับจิมมี่แค่นั้น” “แล้วโจ้ล่ะครับ?” น้ำปิงเอ่ยถึงลูกพี่ลูกน้องคนเล็ก “น้องทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ โน่นจ้า” “น้ำปิงมาอยู่บ้านเรานะลูก อาจะช่วยเลี้ยงหลานให้ แล้วเราก็เปิดร้านขายของเล็ก ๆ ก็ได้ เดี๋ยวอาลงทุนให้” “ครับอา…” น้ำปิงน้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้งใจ “แล้วจะมาเมื่อไหร่ล่ะ อาจะได้เก็บห้องไว้รอ” “ไม่เกินสิ้นเดือนนี้ครับ” เขาให้คำมั่น เพราะเขามีเวลาน้อยเต็มที “โอเค! มาอยู่กับอานะ ที่ทางพ่อเรา อาก็เก็บไว้ให้เรานะลูก ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรเลย” “ครับอา” “แค่นี้ก่อนนะลูก เดี๋ยวอาจะโทรไปบอกหลวงปู่ว่าน้ำปิงจะกลับมาอยู่บ้าน” “ครับ สวัสดีครับอา” “จ้า ลูก” น้ำปิงมองโทรศัพท์ที่ถูกตัดสายไปแล้วด้วยความรู้สึกโล่งใจ เขายังไม่ได้บอกสาเหตุทั้งหมดของการหนีไปอยู่ที่นั่น แต่ตั้งใจไว้ว่าเมื่อไปถึงแล้วค่อยเล่ารายละเอียดให้ฟังทั้งหมด ตอนนี้เหลือเพียงแค่การดำเนินการตามแผนที่วางไว้ ส่วนเรื่องใบหย่า เขาได้ปรึกษาทนายอย่างรอบคอบแล้วว่ามีโอกาสสูงมากที่จะหย่าได้ เพราะเขามีหลักฐานแน่นหนา ทั้งคลิปวิดีโอการนอกใจของสามี และหลักฐานการทำร้ายร่างกาย รวมถึงใบรับรองแพทย์ที่เตรียมไว้ล่วงหน้า เขาตัดสินใจแล้วว่าก่อนจะออกเดินทาง เขาจะเซ็นใบหย่าทิ้งไว้ แล้วให้ทนายความจัดการขั้นตอนทางกฎหมายทั้งหมดให้น้ำปิงเก็บโทรศัพท์ พลางมองลูกชายที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุขกับของเล่นในมือนี่คือเหตุผลเดียวที่เขาจะต้องออกเดินทางบทที่ 31ความสุข The End กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว จากวันที่มีกลุ่มคนมาประท้วงวุ่นวายที่หน้าบ้าน บัดนี้เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบ 3 เดือนแล้ว เป็นช่วงเวลาที่ทั้งน้ำปิงและสิงห์ร่วมกันสร้าง รากฐานของคำว่าครอบครัวให้มั่นคงยิ่งขึ้น แผนการแต่งงานที่ตอนแรกตั้งใจว่าจะจัดกันแบบเรียบง่ายสไตล์บ้านๆกลับกลายเป็นงานช้างระดับตำบล เพราะความกว้างขวางของเถ้าแก่สิงห์ที่อยากจะประกาศศักดาความรักให้โลกจำ จนสุดท้ายน้ำปิงต้องยอมจำนนจ้างบริษัทออแกไนซ์มืออาชีพมาดูแลสถานท่ีให้ เพื่อไม่ให้หัวหมุนไปมากกว่านี้ ณ ร้านเช่าชุดพรีเวดดิ้งชื่อดังในตัวเมือง “เหนื่อยจังเลยครับ...” น้ำปิงทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหนังอย่างหมดแรง ใบหน้าหวานล้อมกรอบด้วยเหงื่อเม็ดเล็กๆ หลังจากถูกจับเปลี่ยนชุดไปไม่ต่ำกว่าห้ารอบ ใจจริงน้ำปิงอยากเลือกใส่ชุดสูทกางเกงที่ดูทะมัดทะแมง แต่ติดตรงที่ว่าที่สามีอย่างสิงห์กลับยืนกรานหัวชนฝาว่าอยากเห็นยอดดวงใจในชุดกระโปรงลูกไม้สีขาวบริสุทธิ์สักครั้งในชีวิต “โอ๋ๆ... ไม่เหนื่อยนะจ๊ะคนดี ใส่กระโปรงนะ... พี่อยากเห็นหนูในชุดแบบนี้จริงๆ นะจ๊ะ” สิงห์ขยับเข้าไปใกล้พลางลูบศีรษะน้ำปิงอย่างแผ่วเบา สายตาอ้อนว
บทที่ 30 ไม่ยอม ข่าวลือเรื่องงานแต่งงานของเถ้าแก่สิงห์แพร่กระจายไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง เพียงชั่วข้ามคืนคนทั้งตำบลก็รู้กันทั่วว่าสิงห์รถเกี่ยวตัดสินใจจะสละโสดกับหลานชายคนสวยของอานิด แน่นอนว่ามีคนยินดี... แต่สำหรับบรรดาอดีตเด็กในสังกัด ทั้งหลาย ข่าวนี้กลับเหมือนระเบิดที่ลงกลางใจจนอยู่ไม่สุข เช้าวันนั้น หลังจากสิงห์ขับรถกระบะไปส่งปันปันที่โรงเรียนเสร็จสรรพ ทันทีที่เลี้ยวรถเข้ามาจอดหน้าบ้านอานิด ทั้งสิงห์และน้ำปิงก็ต้องชะงักกึก เมื่อเห็นกลุ่มคนทั้งชายหนุ่มหน้าหวานและสาวน้อยหน้าใสมานั่งรวมตัวกันอยู่ที่แคร่หน้าบ้าน โดยมีอานิดนั่งกอดอกมองด้วยสายตาเอือมระอา “มาทำอะไรกันเยอะแยะเนี่ย?” สิงห์เดินลงจากรถด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์พลางจูงมือน้ำปิงไว้แน่น “พวกเราไม่ยอมที่อ้ายสิแต่งงาน!” หมวยเล็ก ลูกสาวร้านขายส่งเจ้าใหญ่เปิดฉากขึ้นคนแรก ก่อนที่เสียงคัดค้านจากคนอื่นๆ จะดังระงมตามมาเป็นพรวน “ใช่! พี่สิงห์จะทิ้งพวกเราไปแต่งงานกับคนอื่นไม่ได้นะ!” “พวกเรามาก่อนนะพี่! ทำไมพี่ทำร้ายจิตใจพวกเราแบบนี้ล่ะ!” “พี่สิงห์ต้องรับผิดชอบความรู้สึกพวกเราด้วย!” เสียงประท้วงดังเซ็งแซ่จนชาวบ้านละแวกนั้นเริ่มเดินมามุงด
บทที่ 29 ได้ฤกษ์แต่งงาน แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องนอน น้ำปิงตื่นขึ้นมาเตรียมข้าวปลาอาหารและจัดแจงข้าวของให้ลูกชายตามปกติ เขาปล่อยให้ "พ่อลูก" ที่ดูจะเข้ากันได้ดีเหลือเกินนอนกองรวมกันอยู่บนเตียงจนถึงเวลาอันสมควร ร่างบางเดินกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง เห็นภาพสิงห์ที่นอนกอดก่ายอยู่กับปันปัน แขนแกร่งที่เคยแบกเครื่องยนต์หนักๆ บัดนี้กลับใช้รองศีรษะให้เด็กน้อยอย่างทะนุถนอม น้ำปิงลอบยิ้มออกมาด้วยความอุ่นใจ ก่อนจะเริ่มทำหน้าที่ปลุกสมาชิกทั้งสอง “ตื่นได้แล้วครับทั้งสองคน ปันปันไปโรงเรียนลูก ส่วนพี่สิงห์... ลุกมาล้างหน้าล้างตาได้แล้วครับ” น้ำปิงส่งเสียงเรียกพลางเดินไปเปิดม่าน “งึมๆ... หม่ามี้” ปันปันขยี้ตาปรือ ลุกขึ้นนั่งโงนเงนด้วยความงงงวยตามประสาเด็กเพิ่งตื่น ทว่าคนตัวโตอย่างสิงห์กลับไม่มีท่าทีจะลุกขึ้นมาหยอกล้อเหมือนทุกวัน เขากุมขมับพลางครางซี้ดออกมาในลำคอ ใบหน้าคมเข้มดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด “หนู... พี่ปวดหัวมากเลยจ้ะ เหมือนโลกมันหมุนไปหมุนมา พี่จะอ้วกอีกแล้ว” สิงห์บอกเสียงพร่าพยายามจะหยัดตัวลุกขึ้นแต่ก็ต้องทิ้งตัวลงนอนตามเดิม น้ำปิงรีบเดินเข้าไปเอาหลังมือแตะหน้าผาก
บทที่ 28 อ่อนแอก็แพ้ไป เย็นวันนั้น ณ ร้านอาหารริมทางระหว่างทางกลับบ้าน สิงห์บ่นว่าหิวจนทนไม่ไหวจึงแวะร้านอาหารอีสานเจ้าประจำ ทว่าทันทีที่กลิ่นกุ้งเต้นและลาบเลือดโชยมาแตะจมูก เถ้าแก่ผู้เคยกินได้ทุกอย่างกลับชะงักกึก "อุ้ก... แหวะ!" สิงห์รีบยกมือปิดปากแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ใบหน้าคมเข้มที่เคยอิ่มเอิบเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำในชั่วพริบตา กลิ่นข้าวคั่วหอมๆ และกลิ่นปลาร้านัวๆ ที่เคยทำให้เขาน้ำลายสอ บัดนี้กลับกลายเป็นกลิ่นเหม็นรุนแรงที่ทำเอาลำไส้ปั่นป่วนจนแทบจะขย้อนออกมาเสียให้ได้ “พี่สิงห์! เป็นอะไรไปอีกครับ!” น้ำปิงที่เพิ่งอุ้มปันปันลงจากรถรีบถลาเข้ามาดูด้วยความตกใจ เห็นว่าที่สามีจอมขี้เล่นกำลังยืนเกาะเสาร้านอาหารอีสานโก่งคอทำท่าจะอ้วกแหล่ไม่แหล่แหล่ “ไหนบอกว่าหายเมาค้างแล้วไงครับ?” “พี่... พี่ไม่รู้ อึก... แหวะ! กลิ่นมัน... กลิ่นปลาร้ามันเหม็นเหมือนซากอะไรสักอย่างเลยหนู พี่ทนไม่ไหวแล้ว!” สิงห์บอกเสียงอู้อี้ผ่านฝ่ามือพลางรีบหันหลังวิ่งพุ่งตรงไปหลังร้านอาหารทันที ทิ้งให้น้ำปิงยืนอึ้งอยู่กับปันปันที่มองตามคุณยักษ์ของเขาไปด้วยความงุนงงก่อนจะเดินตามไปดู "หือ? ปกติพี่ชอบกินส้มตำปลาร้
บทที่ 27 รักษาคนป่วย 18+ ตั้งแต่เก้าโมงเช้าที่เถ้าแก่หนุ่มร้องขอ "ยาดี" จากเมียจ๋า ดูเหมือนยาขนานนี้น่าจะออกฤทธิ์แรงเกินคาด เพราะสิงห์ไม่มีทีท่าว่าจะพักรบเลยสักนิด อาการเวียนหัวเมาค้างหายเป็นปลิดทิ้ง เหลือเพียงแรงขับเคลื่อนมหาศาลที่ทำเอาน้ำปิงแทบรับมือไม่ไหว “อ๊ะ... พี่สิงห์ ใกล้เวลา... ไปรับลูกแล้วนะจ๊ะ” น้ำปิงประท้วงเสียงพร่า ลมหายใจติดขัดยามที่ร่างสูงใหญ่โถมเข้าหาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ดวงตาสวยพยายามจะโฟกัสเข็มนาฬิกาบนผนังที่บัดนี้เดินมาถึงเลขสองกว่าๆ แต่มันช่างยากเหลือเกินเมื่อสติสัมปชัญญะถูกรบกวนด้วยสัมผัสวาบหวามที่สิงห์มอบให้ไม่หยุดหย่อน “อีกนิดนะจ๊ะเมียจ๋า... พี่กำลังจะหายดีแล้วเนี่ย หนูดูสิ... หัวพี่ไม่หมุนแล้ว แต่ใจพี่มันสั่นแทน” สิงห์ตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าพลางกดจูบซับเหงื่อตามขมับนวลอย่างรักใคร่ มือหนาที่แกร่งกร้าวรวบเอวคอดไว้มั่นราวกับจะประกาศว่าต่อให้ฟ้าจะถล่มเขาก็ไม่มีวันปล่อยยาดีขนานนี้ไปง่ายๆ “บ่ายสองครึ่งเราค่อยออกจ้ะ... จากบ้านพี่ไปโรงเรียนสิบนาทีก็ถึง พี่ซิ่งกระบะแป๊บเดียว ปันปันไม่รอนานหรอกหนู... เชื่อพี่นะ” “แต่พี่... อื้อ... พี่พูดแบบนี้มาหลายรอบแล้วนะ!”
บทที่ 26 เมื่อเสือสิ้นลาย… เวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปเกือบหนึ่งปีแล้วที่ น้ำปิง หอบหิ้วดวงใจน้อยๆ อย่างปันปันมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดินแดนที่ราบสูงแห่งนี้ จากวันแรกที่เต็มไปด้วยความกังวล บัดนี้เขามีสถานะเป็นถึงคู่หมั้นของ สิงห์ เถ้าแก่รถเกี่ยว หลายเดือนมานี้ ร้านลูกชิ้นปิ้งที่เคยเป็นอาชีพหลักต้องปิดตัวลงชั่วคราวหรืออาจจะถาวรเพราะว่าที่สามีตัวดีไม่ยอมให้เขาตรากตรำอาบเหงื่อต่างน้ำอีกต่อไป หน้าที่หลักของน้ำปิงในตอนนี้คือการดูแล "ปันปัน" ที่กำลังจะเริ่มต้นก้าวสำคัญในฐานะนักเรียนชั้นอนุบาล เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอ่อนที่สาดส่องผ่านรอยแยกของผ้าม่าน กระทบกับชุดนักเรียนตัวจิ๋วสีขาวสะอาดตาที่แขวนเตรียมไว้ น้ำปิงบรรจงกลัดกระดุมเม็ดสุดท้ายให้ลูกชายอย่างเบามือ ปันปันในชุดนักเรียนใหม่เอี่ยมดูหล่อเหลาถอดแบบคนเป็นพ่อมาไม่มีผิดเพี้ยน “หล่อที่สุดเลยครับลูกชายหม่ามี้” น้ำปิงพรมจูบลงบนหน้าผากมนของเด็กน้อยที่กำลังตื่นเต้นจนนั่งไม่ติดพื้น ทว่าในจังหวะที่เสียงเครื่องยนต์รถกระบะคู่ใจของสิงห์คำรามใกล้เข้ามาและจอดสนิทที่หน้าบ้านเหมือนเช่นทุกวันแต่… “อ๊อก!... แหวะ!” เสียงโก่งคออาเจียนที่ดังสนั่นมาจ

![อุบัติรักฟีโรโมน [Omagaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



![เกิดใหม่เป็นตัวร้ายในซีรีส์วายเรื่องหนึ่ง [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

