LOGINบทที่ 3 วางแผน
เช้าวันใหม่มาถึงพร้อมกับแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาในห้องครัว น้ำปิงกำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารเช้าให้ลูกชายอย่างเงียบ ๆ พลันประตูห้องก็เปิดออก เมื่อหญิงสาวคนเมื่อคืนเดินลงมาจากบันไดเพียงลำพัง ท่าทางของเธอรีบร้อนและมีพิรุธเล็กน้อย เมื่อเห็นน้ำปิงเธอก็ยกมือไหว้เขาอย่างเกรงใจ ก่อนจะรีบเดินออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว เด็กชายที่กำลังนั่งรออาหารหันไปมองหน้าแม่ด้วยความไม่เข้าใจ ในสายตาของเด็กสามขวบมีความสงสัยอย่างชัดเจนว่าผู้หญิงคนเมื่อกี้เป็นใคร และเหตุใดถึงเข้ามาอยู่ในบ้านของตนได้ “แม่ครับ ผู้หญิงคนนั้นใครครับ?” น้องปันปันถามเสียงใส น้ำปิงกำลังจะอธิบายให้ลูกชายฟังว่าเธอเป็นเพื่อนคุณพ่อเพื่อปกป้องจิตใจของลูก แต่ยังไม่ทันที่จะได้อ้าปาก เสียงผู้เป็นสามีที่แต่งตัวเต็มยศนายทหารก็เดินลงมาจากบันไดมาถึงห้องครัวพอดี “มอร์นิ่งครับ ลูกชายพ่อ” พันเอกธเนศทักทายลูกชายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติเล็กน้อย “มอร์นิ่งครับ คุณพ่อ” เด็กชายตอบผู้เป็นพ่อเสียงแผ่ว พลางหลบสายตาไม่กล้าสบตาตรง ๆ ด้วยความหวาดกลัวจากเหตุการณ์เมื่อวาน “วันนี้ไปเที่ยวบิ๊กซีไหมครับ?” พันเอกธเนศเอ่ยถามอย่างเอาใจ “เอ่อ…ได้เหรอครับ?” น้องปันปันตอบด้วยความประหลาดใจ เพราะปกติพ่อจะไม่ค่อยพาไปไหน “ได้สิครับ เดี๋ยวไปพร้อมพ่อ” “ครับ” เด็กชายพยักหน้าตอบรับ พลางหันไปสบตากับคนเป็นแม่ที่ยืนนิ่งไม่ได้พูดอะไร น้ำปิงเพียงแค่ยืนมองพ่อกับลูกที่นั่งลงทานอาหารเช้า โดยมีฉากความเจ็บปวดเมื่อคืนมาตอกย้ำความด้านชาในหัวใจ “จะยืนอีกนานไหม ไปแต่งตัวสิ” เสียงเข้มของพันเอกธเนศหันมาพูดกับน้ำปิงอย่างเย็นชา “ไปชุดนี้ก็ได้ครับ” น้ำปิงมองดูเสื้อเชิ้ตสีอ่อนและกางเกงขายาวที่เขาใส่ ซึ่งดูเรียบร้อยดีอยู่แล้ว “สกปรก! ไปหาชุดดี ๆ มา อย่าให้ฉันต้องขายหน้า” “ครับ…”เขาได้แต่เดินจำใจขึ้นไปเปลี่ยนชุด ทั้งที่ชุดที่เขาสวมใส่มันก็ไม่ได้ดูแย่เลยสักนิด แต่ก็ไม่ต้องการที่จะสร้างความขัดแย้งให้บานปลายไปมากกว่านี้ในยามเช้า น้ำปิงเดินขึ้นไปบนห้องอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกอึดอัดแน่นอยู่ในอก ภาพอดีตผุดขึ้นมาในห้วงความคิด เมื่อก่อนไม่ว่าเขาจะใส่ชุดแบบไหน พี่เนศ ก็ไม่เคยว่า มีแต่เอ่ยปากชมว่าใส่อะไรก็น่ารักไปหมด นี่ละหนาคำที่เขาว่ากัน ‘แรก ๆ น้ำต้มผักก็ว่าหวาน พอนานวัน น้ำตาลยังว่าขม’ ก็คงจะจริงดังคำพูดนั้นที่ความรักเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้อย่างไร้ซึ่งเยื่อใย เขาหยิบชุดที่สุภาพที่สุดออกมาจากตู้ ก่อนจะเหลือบมองกระเป๋าเดินทางขนาดกลางที่ซ่อนอยู่ในมุมมืดของห้อง มันถูกจัดเตรียมไว้อย่างเงียบเชียบรอวันเดินทางไกล รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านอนันต์ มุ่งหน้าไปยังบิ๊กซีที่ตั้งอยู่ใกล้กับค่ายทหาร พันเอกธเนศ เป็นคนขับ สองแม่ลูกได้แต่นั่งตัวเกร็งอยู่เบาะหลัง น้ำปิงมองดูทัศนียภาพภายนอกด้วยหัวใจที่เต้นระรัวราวกับกำลังนับถอยหลัง “ถึงแล้วครับ” พันเอกธเนศหันมายิ้มให้ลูกชายตัวน้อย ก่อนจะเอื้อมมือมายีผมเบา ๆ อย่างรักใคร่ “ขอบคุณครับ” น้องปันปันตอบรับอย่างนอบน้อม “งั้นปันปันไปเดินเล่นกับแม่นะ เดี๋ยวพ่อจัดการธุระเสร็จแล้วจะมารับ” “ครับ” ก่อนที่พันเอกธเนศจะลงจากรถ ร่างสูงใหญ่หันหน้ามาพูดกับน้ำปิงด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการกำชับและความเป็นเจ้าของ “ดูลูกกูดี ๆ ล่ะ” “ปันปันก็ลูกผมเหมือนกัน ต้องดูแลอยู่แล้วไหม” น้ำปิงเผลอตอบโต้กลับไปอย่างอดไม่ได้ “ต่อปากต่อคำ! เดี๋ยวมึงจะโดนอีก!” ปัง!! เสียงปิดประตูรถดังสนั่น น้ำปิงรีบพาลูกชายออกมาจากรถทันที ไม่อยากให้การทะเลาะเบาะแว้งเกิดขึ้นต่อหน้าผู้คน ทันทีที่เข้ามาในห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี เขาพาลูกชายเดินตรงขึ้นไปชั้นสองทันทีเพื่อตั้งใจจะไปที่ร้านหนังสือ ระหว่างนั้น สายตาของเขาก็หันไปเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่คุ้นเคย “อ้าว! พี่รุ้ง สวัสดีครับ” น้ำปิงยกมือไหว้รุ่นพี่สาวที่เคยรู้จักสมัยเรียนอย่างนอบน้อม “อ้าวน้ำปิง! มาซื้อหนังสือเหมือนกันเหรอ” พี่รุ้ง ยิ้มตอบอย่างเป็นมิตร “ใช่ครับ พี่รุ้งสบายดีไหมครับ” “พี่น่ะสบายดี แล้วเราล่ะช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง ดูซูบ ๆ ไปนะ” พี่รุ้งสังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของรุ่นน้อง “ผม…ผมมีปัญหาครอบครัวนิดหน่อยครับ” น้ำปิงลังเลเล็กน้อย “นั่ง ๆ ก่อนซิ! น้องเดีย ดูมิกิกับปันปันให้ด้วยนะ” พี่รุ้งรีบหันไปบอกน้องสาวให้ช่วยดูลูกสาวของตนน้องมิกิกับน้องปันปันให้ พวกเขานั่งลงที่เก้าอี้หน้าร้านหนังสือในมุมที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว “น้ำปิง... ไหนเล่าให้พี่ฟังซิเรา เป็นอะไรไปหืม?” พี่รุ้ง เอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดพลางเอื้อมมือมาบีบไหล่บางอย่างปลอบประโลม สัมผัสที่เต็มไปด้วยความเมตตาจากรุ่นพี่ที่เคารพเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่น้ำปิงพยายามยึดเหนี่ยวไว้ ความเข้มแข็งที่ฝืนสร้างมาตลอดทั้งวันพังครืนลงในพริบตา หยาดน้ำตาที่กลั้นไว้ไม่อยู่ไหลอาบแก้มใสอย่างสุดกลั้น “พี่รุ้ง... ฮึก... ผมไม่ไหวแล้ว” น้ำปิงสะอื้นหนักจนตัวโยน น้ำเสียงสั่นเครือขาดห้วงราวกับคนกำลังจะขาดใจ “เขาตีผม... พี่รุ้ง เขาไม่ได้แค่มีคนอื่น แต่เขาทำร้ายผมทั้งร่างกายและจิตใจ... คำพูดแต่ละคำของเขา มันรุนแรงจนผมแทบไม่มีที่ยืนเลยครับพี่” น้ำปิงซบหน้าลงกับฝ่ามือ ปล่อยให้ความขมขื่นที่ถูกกักขังไว้ไหลออกมาพร้อมกับหยาดน้ำตา ความเจ็บช้ำจากการถูกนอกกายและนอกใจยังไม่เท่ากับศักดิ์ศรีที่ถูกผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี “ตายแล้วน้ำปิง! ทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้!” พี่รุ้งอุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความคาดไม่ถึง มือที่จับไหล่เขาอยู่สั่นเทาด้วยความสงสารจับใจ “ตอนแต่งงานกันใหม่ๆ พี่เนศเขายังดูรักและ ทะนุถนอมเราดีอยู่เลยนี่นา... ทำไมเขาถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ลูก”พี่รุ้งดึงร่างที่สั่นเทาของรุ่นน้องเข้ามากอดไว้แนบอก พลางลูบหลังปลอบขวัญ ความจริงที่ได้รับรู้มันช่างบิดเบี้ยวและโหดร้ายเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดว่าเบื้องหลังภาพลักษณ์นายทหารที่ดูดี จะมีความอำมหิตซ่อนอยู่ในความสัมพันธ์ขนาดนี้ “มันเป็นไปแล้วครับพี่... ทุกอย่างมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว”น้ำปิงเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบาทว่าแฝงไปด้วยความขมขื่นเกินบรรยาย ความจริงที่ปวดร้าวถูกยอมรับผ่านหยาดน้ำตาที่เพิ่งแห้งเหือดไป “แล้วจะเอายังไงต่อ... หย่าไหม? ในเมื่อเขาทำร้ายเราถึงขนาดนี้แล้ว พี่ว่ามันเกินจะเยียวยาแล้วนะน้ำปิง”พี่รุ้งถามด้วยความเป็นห่วง แววตาของรุ่นพี่สาวเต็มไปด้วยความร้อนใจ “ผมอยากหย่าครับพี่รุ้ง... อยากไปให้พ้นจากขุมนรกนี้ใจจะขาด แต่เขาไม่ยอมปล่อยผม เขาเห็นผมเป็นแค่ของตายที่จะเหยียบย่ำยังไงก็ได้” น้ำปิงกำหมัดแน่นจนสั่น แววตาที่เคยอ่อนโยนเริ่มฉายแววเด็ดเดี่ยว “โถ่เอ๊ย... แล้วเราจะทำยังไงต่อไปล่ะลูก มีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกมาได้เลยนะ พี่พร้อมจะช่วยเราทุกอย่าง” น้ำปิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยความลับที่เขาเฝ้าจดจำและวางแผนมาตลอดหลายคืน “ผม... ผมจะพาลูกหนีกลับศรีสะเกษครับพี่” พี่รุ้งนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ด้วยความคาดไม่ถึง ดวงตาของเธอไหววูบด้วยความกังวล “ความคิดน่ะมันดีนะน้ำปิง... แต่เราจะพ้นจากเงื้อมมือคนอย่างเขาจริงๆ เหรอ อำนาจเขาไม่ใช่เล่นๆ เลยนะ” “พ้นครับ! ถ้าผมกลับไปซ่อนตัวอยู่ที่อีสาน ผมจะหายไปให้เงียบที่สุด เขาไม่มีวันหาผมเจอแน่นอน” น้ำปิงยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ราวกับว่าความหวังเดียวในชีวิตคือการกลับไปสู่แผ่นดินแม่ “พี่ขอให้เราทำสำเร็จนะ ขอให้พระคุ้มครองให้เรากับลูกปลอดภัย... มีอะไรติดขัด หรือต้องการความช่วยเหลือเมื่อไหร่ โทรหาพี่ได้ตลอดเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงเลยนะน้ำปิง” พี่รุ้งกำชับพลางบีบมือน้องชายแน่นเพื่อส่งพลังใจ “ขอบคุณมากนะครับพี่รุ้ง ขอบคุณจริงๆ ที่เข้าใจผม” น้ำปิงยกมือไหว้รุ่นพี่สาวด้วยความซาบซึ้งใจ น้ำใจในยามมืดมนแบบนี้มีค่าสำหรับเขามากกว่าสิ่งใด “ไม่เป็นไรเลยน้ำปิง ยังไงเราก็คือน้องชายที่น่ารักของพี่เสมอ... ไปเถอะ ไปเตรียมตัวให้ดี” “ครับพี่...”น้ำปิงรับคำสั้น ๆ ก่อนจะพยายามสลัดความเศร้าทิ้งไป เขาหันไปส่งยิ้มบางๆ ให้กับลูกชายที่นั่งมองตาใสแป๋ว “ไปครับปันปัน ไปเดินดูของเล่นทางโน้นต่อกันเถอะลูก”น้ำปิงจูงมือลูกชายก้าวเดินต่อไปในห้างสรรพสินค้า ท่ามกลางผู้คนที่เดินผ่านไปมาไม่มีใครรู้เลยว่า ภายใต้ท่าทางที่ดูนิ่งสงบนั้น เขากำลังเริ่มต้นวางแผนการหนีครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต… . . . หลังจากวันที่ พันเอกธเนศ พาเขาและลูกไปที่บิ๊กซี ร่างสูงก็ไม่กลับบ้านอีกเลยเป็นเวลาเกือบสามวันเต็ม ความเงียบเหงาที่ปกคลุมบ้านหลังใหญ่ตอกย้ำให้ น้ำปิง รู้ว่าครอบครัวที่เขาพยายามประคับประคองมาตลอดนั้น น่าจะถึงทางตันแล้วจริง ๆ หัวใจที่เคยอ่อนไหวบัดนี้เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว น้ำปิงที่นั่งมองลูกชายเล่นของเล่นอยู่บนพื้น ก่อนที่ความคิดสุดท้ายจะตกผลึก เขาตัดสินใจหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดเบอร์โทรศัพท์ของ ยายนิด หรืออาสาวที่อยู่ศรีสะเกษด้วยความลังเล “ติ๊ด… ติ๊ด… ติ๊ด…” เสียงรอสายดังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ปลายสายจะรับและมีเสียงถามสำเนียงอีสานที่คุ้นเคยดังมา “ฮัลโหลจ้า นั่นผู้ใด๋?” “อาครับ ผมน้ำปิงเอง” น้ำปิงตอบกลับด้วยเสียงที่พยายามให้เป็นปกติที่สุด “โอ๊ย! อาก็คิดว่าใครโทรมา” เสียงของยายนิดตอบกลับมาด้วยความโล่งใจและยินดี “ครับ” “อาละคิดถึง ไม่พาตัวเล็กมาหาอาบ้างเลยล่ะเนี่ย อาทำบ้านใหม่หมดแล้วนะ น้ำปิงพาตัวเล็กมาหาอาสิ ที่ทางบ้านเราก็มี” คำพูดที่อบอุ่นของอาสาวเป็นดั่งน้ำทิพย์ชโลมใจเขา “ครับ… ผมว่าจะขอไปอยู่กับอาสักพักได้ไหมครับ?” น้ำปิงถามด้วยความหวัง “มาเลยลูก! หลวงปู่คงดีใจที่หลานได้กลับมาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แล้วแม่เราล่ะ มาด้วยไหม?” “ไม่ครับ แม่แต่งงานใหม่แล้ว ย้ายไปอยู่สุพรรณบุรีครับ” “ไม่เป็นไร น้ำปิงพาลูกมานะ อาจะช่วยเลี้ยง ที่บ้านอาก็มีแค่เจมส์กับจิมมี่แค่นั้น” “แล้วโจ้ล่ะครับ?” น้ำปิงเอ่ยถึงลูกพี่ลูกน้องคนเล็ก “น้องทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ โน่นจ้า” “น้ำปิงมาอยู่บ้านเรานะลูก อาจะช่วยเลี้ยงหลานให้ แล้วเราก็เปิดร้านขายของเล็ก ๆ ก็ได้ เดี๋ยวอาลงทุนให้” “ครับอา…” น้ำปิงน้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้งใจ “แล้วจะมาเมื่อไหร่ล่ะ อาจะได้เก็บห้องไว้รอ” “ไม่เกินสิ้นเดือนนี้ครับ” เขาให้คำมั่น เพราะเขามีเวลาน้อยเต็มที “โอเค! มาอยู่กับอานะ ที่ทางพ่อเรา อาก็เก็บไว้ให้เรานะลูก ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรเลย” “ครับอา” “แค่นี้ก่อนนะลูก เดี๋ยวอาจะโทรไปบอกหลวงปู่ว่าน้ำปิงจะกลับมาอยู่บ้าน” “ครับ สวัสดีครับอา” “จ้า ลูก” น้ำปิงมองโทรศัพท์ที่ถูกตัดสายไปแล้วด้วยความรู้สึกโล่งใจ เขายังไม่ได้บอกสาเหตุทั้งหมดของการหนีไปอยู่ที่นั่น แต่ตั้งใจไว้ว่าเมื่อไปถึงแล้วค่อยเล่ารายละเอียดให้ฟังทั้งหมด ตอนนี้เหลือเพียงแค่การดำเนินการตามแผนที่วางไว้ ส่วนเรื่องใบหย่า เขาได้ปรึกษาทนายอย่างรอบคอบแล้วว่ามีโอกาสสูงมากที่จะหย่าได้ เพราะเขามีหลักฐานแน่นหนา ทั้งคลิปวิดีโอการนอกใจของสามี และหลักฐานการทำร้ายร่างกาย รวมถึงใบรับรองแพทย์ที่เตรียมไว้ล่วงหน้า เขาตัดสินใจแล้วว่าก่อนจะออกเดินทาง เขาจะเซ็นใบหย่าทิ้งไว้ แล้วให้ทนายความจัดการขั้นตอนทางกฎหมายทั้งหมดให้น้ำปิงเก็บโทรศัพท์ พลางมองลูกชายที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุขกับของเล่นในมือนี่คือเหตุผลเดียวที่เขาจะต้องออกเดินทางบทที่ 5 มาเยือนอีสาน ณ สถานีขนส่งผู้โดยสาร อำเภอโพธิ์ศรีพิสัย จังหวัดศรีสะเกษเวลาเก้าโมงเช้าตามเวลาที่กะไว้ไม่มีผิดเพี้ยน รถทัวร์สีฟ้าขาวคันใหญ่เคลื่อนตัวเข้าจอดสนิทในชานชาลา น้ำปิงกระชับอ้อมกอดอุ้มลูกชายที่เพิ่งตื่นเต็มตาลงจากรถอย่างทุลักทุเล มืออีกข้างต้องคอยพยุงกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่บรรจุสัมภาระชิ้นสุดท้ายในชีวิตเดิมของเขาเอาไว้ เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ สถานีขนส่งที่ดูเรียบง่ายและเงียบสงบ กลิ่นไอของไอดินและสายลมจาง ๆ ในยามเช้าของภาคอีสานช่างแตกต่างจากความแออัดในเมืองหลวงที่เขาเพิ่งจากมา น้ำปิงตัดสินใจจูงมือลูกชายไปนั่งรอที่ม้านั่งยาวตัวหนึ่งใกล้ ๆ จุดจอดรถ เพราะกลัวว่าถ้าเดินไปไหนไกล น้องชายที่อาบอกว่าจะมารับจะหากันไม่เจอ ส่วนน้องปันปัน เด็กน้อยดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ ดวงตาคู่กลมโตกวาดมองรถสามล้อเครื่องและผู้คนที่สวมโสร่งหรือผ้าซิ่นเดินขวักไขว่ไปมาอย่างแปลกตา “หม่ามี้ครับ...เราอยู่ที่ไหนครับ?” เสียงเล็ก ๆ ถามขึ้นด้วยความอยากรู้ พลางดึงชายเสื้อแม่เบา ๆ น้ำปิงก้มลงยิ้มให้ลูกชาย ความกังวลในใจดูจะเบาบางลงเมื่อเห็นท่าทางของเด็กน้อย “เราอยู่อีสานครับ เป็นบ้านเกิดของคุณตา” “ว้
บทที่ 4 เดินทาง เย็นวันเดียวกันกับที่ น้ำปิง ได้พูดคุยกับอาสาวเรื่องการเดินทาง พันเอกธเนศ ก็กลับมาบ้านกลางดึกเหมือนเช่นเคย แต่คราวนี้มาพร้อมกับภาพที่บาดตาและบาดใจมากกว่าทุกครั้ง ร่างสูงใหญ่โอบกอดเด็กหนุ่มรูปร่างอรชรที่ดูอายุเพียงประมาณสิบแปดปีเข้าบ้านอย่างหน้าไม่อาย น้ำปิงที่เดินลงมาดูสถานการณ์ก็เห็นภาพนั้นเข้าพอดี เขาได้แต่ยืนกอดอก มองดูพฤติกรรมอันน่ารังเกียจของผู้เป็นสามีด้วยความอดกลั้นที่ถึงขีดสุด “พี่เนศ! เมื่อไหร่พี่จะเลิกสำส่อนเอาไม่เลือกแบบนี้!” น้ำปิงเหลืออดกับพฤติกรรมที่เลยเถิด ทุกครั้งที่พันเอกธเนศหายไปสามวัน พอวันที่สี่มักจะมีเด็กใหม่กลับมาด้วยเสมอ ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย “กูบอกกี่ครั้งแล้ว ว่าอย่าเสือก!” พันเอกธเนศตวาดกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ผมต้องเสือก! ผมทนไม่ไหวกับพฤติกรรมพี่แล้ว!” “นั่นก็เรื่องของมึง! ส่วนเรื่องของกูคือ... ควยกู! กูจะเอาใครมึงก็ไม่มีสิทธิ์เสือก เพราะกูเป็นคนหาเงินเลี้ยงมึงกับลูก! เงียบปากเน่าๆ ของมึงไปซะ!” ถ้อยคำหยาบช้าที่พ่นออกมาอย่างไร้ซึ่งความเคารพ ทำเอาใบหน้าของน้ำปิงชาหนึบราวกับถูกตบด้วยของแข็ง หัวใจเขาเต้นรัวด้วยความอัปยศที่ถูกลดทอนคุณค
บทที่ 3 วางแผน เช้าวันใหม่มาถึงพร้อมกับแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาในห้องครัว น้ำปิงกำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารเช้าให้ลูกชายอย่างเงียบ ๆ พลันประตูห้องก็เปิดออก เมื่อหญิงสาวคนเมื่อคืนเดินลงมาจากบันไดเพียงลำพัง ท่าทางของเธอรีบร้อนและมีพิรุธเล็กน้อย เมื่อเห็นน้ำปิงเธอก็ยกมือไหว้เขาอย่างเกรงใจ ก่อนจะรีบเดินออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว เด็กชายที่กำลังนั่งรออาหารหันไปมองหน้าแม่ด้วยความไม่เข้าใจ ในสายตาของเด็กสามขวบมีความสงสัยอย่างชัดเจนว่าผู้หญิงคนเมื่อกี้เป็นใคร และเหตุใดถึงเข้ามาอยู่ในบ้านของตนได้ “แม่ครับ ผู้หญิงคนนั้นใครครับ?” น้องปันปันถามเสียงใส น้ำปิงกำลังจะอธิบายให้ลูกชายฟังว่าเธอเป็นเพื่อนคุณพ่อเพื่อปกป้องจิตใจของลูก แต่ยังไม่ทันที่จะได้อ้าปาก เสียงผู้เป็นสามีที่แต่งตัวเต็มยศนายทหารก็เดินลงมาจากบันไดมาถึงห้องครัวพอดี “มอร์นิ่งครับ ลูกชายพ่อ” พันเอกธเนศทักทายลูกชายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติเล็กน้อย “มอร์นิ่งครับ คุณพ่อ” เด็กชายตอบผู้เป็นพ่อเสียงแผ่ว พลางหลบสายตาไม่กล้าสบตาตรง ๆ ด้วยความหวาดกลัวจากเหตุการณ์เมื่อวาน “วันนี้ไปเที่ยวบิ๊กซีไหมครับ?” พันเอกธเนศเอ่ยถามอย่างเอาใจ “เ
บทที่ 2 ตัดพ้อ สองสามวันที่พันเอกธเนศไม่กลับบ้าน เป็นความเงียบสงบที่หาได้ยากยิ่งในคฤหาสน์หลังนี้ น้ำปิง และลูกชายรู้สึกสบายใจที่ไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้ความกดดัน และไม่ต้องคอยฟังเสียงก่นด่าที่บาดลึก แต่ทว่าความสบายใจนั้นมักอยู่กับเขาได้ไม่นาน กลางดึกคืนหนึ่ง ขณะที่น้ำปิงกำลังจะเคลิ้มหลับ ความเงียบก็ถูกทำลายด้วยเสียงเครื่องยนต์คุ้นเคยที่ดังเข้ามาจากหน้าบ้าน เขาเดินลงมาชั้นล่างด้วยความหวาดระแวง และภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้เขาก้าวขาไม่ออก แม้มันจะไม่ใช่ครั้งแรก แต่เขาก็ไม่เคยชินกับความเจ็บปวดที่บาดลึกนี้เลย ร่างสูงใหญ่ของผู้เป็นสามี กำลังประคองหญิงสาวใบหน้าน่ารักที่แต่งกายล่อแหลมเข้ามาในบ้านอย่างไม่แยแสและเปิดเผย หัวใจของน้ำปิงแตกสลายจนนับครั้งไม่ถ้วน แต่ละครั้งที่เห็นก็เหมือนโดนคมมีดกรีดซ้ำลงไปบนแผลเก่า เขาพยายามประคับประคองครอบครัวนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่คนเป็นภรรยาจะทำได้ ทว่าความทุ่มเททั้งหมดกลับไร้ความหมายเมื่อเทียบกับการกระทำที่ตรงกันข้ามมาโดยตลอดของผู้เป็นที่รัก “พี่เนศ…เมื่อไหร่พี่จะเลิกพาผู้หญิงเข้าบ้าน?” น้ำปิงเอ่ยถามเสียงสั่น แม้จะรู้ว่าคำตอบที่ได้มาจะไม่น่าฟังก็ตาม
บทที่ 1 รอยร้าวในใจณ หมู่บ้านอนันต์ ตำบลโคกหม้อ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี คฤหาสน์หรูสองชั้นสไตล์โมเดิร์นสีเทาขาวตั้งตระหง่านอยู่บนเนื้อที่กว่าสองร้อยตารางวา ใกล้กับใจกลางเมืองยิ่งเน้นให้ความโอ่อ่าดูโดดเด่นสะดุดตา เป็นที่พำนักของครอบครัวนายทหารยศใหญ่ที่ผู้คนภายนอกต่างมองด้วยสายตาชื่นชมในความสมบูรณ์แบบทว่า... ใต้ฉากหน้าอันเลิศหรูที่ฉาบไว้ กลับมีเพียงรอยร้าวอันลึกล้ำที่กัดกินความสุข และฝังรากลึกในหัวใจของคนภายในมานานนับสิบปี“กูบอกให้ดูลูกดี ๆ มึงเป็นแม่ประสาอะไรห้ะน้ำปิง!”เสียงก่นด่าที่ดุดันและเกรี้ยวกราดดังลั่นไปทั่วโถงรับแขกของบ้าน น้ำปิง นภวัฒน์ ในวัยยี่สิบเก้าปีที่ยังคงดูอ่อนหวานและงดงามราวกับไม่เคยผ่านการทำงานหนัก ชะงักมือที่กำลังประคองลูกชายวัยสามขวบอย่างน้องปันปัน ให้หยุดร้องไห้ ร่างกายที่เคยอ่อนนุ่มของเขา บัดนี้กลับชาชินกับแรงสั่นสะเทือนจากเสียงกร้าวเหล่านั้นเสียแล้ว ตลอดระยะเวลาที่อยู่ร่วมกันมา... สิบปีที่เขาอุทิศตนเป็นยิ่งกว่าแม่ศรีเรือน คอยดูแลบ้านและอาหารการกินอย่างไม่เคยขาดตกบกพร่อง ความดีงามทั้งหมดที่พยายามประคับประคองมานั้น กลับไม่ได้มีความหมายแม้แต่น้อยที่จะทำให้ผู้ที
แวะมาทำความรู้จักกันก่อนนะครับมาล้อมวงกันเข้ามาจ้า! วันนี้ กระผม จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับเหล่าตัวละครที่จะมาสร้างความม่วนซื่นและฮีลใจให้ทุกคนในทุ่งนาแห่งนี้กันครับภาษาในเรื่องในนิยายเรื่องนี้ ไรต์มีการใช้ "ภาษาอีสาน" สอดแทรกในบทสนทนาบ้าง เพื่อให้ได้บรรยากาศความม่วนซื่นและเข้ากับกลิ่นอายของจังหวัดศรีสะเกษครับ แต่คนดีไม่ต้องกังวลใจไปนะครับ กระผมจะเน้นคำที่เข้าใจง่าย หรือมีการแปลกำกับไว้ให้ในตอน เพื่อให้ทุกคนอ่านได้ลื่นไหลและอินไปกับความน่ารักของพี่สิงห์และน้ำปิงแน่นอนจ้า!สถานที่ในเรื่องสำหรับสถานที่ที่ปรากฏในนิยายเรื่องนี้ มีชื่อสถานที่อยู่จริงในจังหวัดศรีสะเกษครับ แต่เหตุการณ์ บรรยากาศ และรายละเอียดต่างๆ ภายในเรื่อง เป็นเพียงจินตนาการที่ไรต์แต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงเท่านั้นเด้อ ไม่ได้อ้างอิงจากบุคคลหรือเหตุการณ์จริงในพื้นที่ 100% จ้า อ่านเอาความม่วนความฟินกันนะจ๊ะ!:นายเอก น้ำปิง (นภวัฒน์) อายุ 29 ปีนิสัยของนายเอก : แม่ศรีเรือนตัวจริงครับ เรียบร้อย พูดจาอ่อนหวาน ใจเย็นสุดๆ แถมยังทำกับข้าวเก่งจนมัดใจคนทั้งบ้านได้ แต่เห็นหวานๆ แบบนี้ เวลาเด็ดขาดขึ้นมาบอกเลยว่า ‘แม่เสือ’ ดีๆ นี่เ







![What is a divorce? [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)