Share

บทที่ 4

Author: หิมะ
ตอนเดินออกจากสถานีตำรวจก็เป็นเวลาดึกดื่นแล้ว โย่วอวี้ชุนเดินทางกลับบ้านพ่อแม่

แม้เธอจะเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว แต่แม่ก็สังเกตเห็นทันทีว่าท่าเดินของเธอผิดปกติ จึงรีบโทรตามแพทย์ประจำตระกูลมาทันที

"แม่คะ หนูไม่เป็นไรค่ะ" เธอจับมือแม่ไว้ “วันนี้หนูเก่งมากเลยนะ ช่วยเด็กผู้หญิงคนหนึ่งไว้ด้วย”

แม่โย่วจ้องมองเธอ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและหนักแน่น "อวี้ชุนบ้านเรา เป็นคนจิตใจดีแบบนี้มาโดยตลอดนั่นแหละ"

โย่วอวี้ชุนชะงักนิ่งไป

ในความทรงจำ ทุกครั้งที่เธอก่อเรื่องและถูกคนอื่นตำหนิว่าเอาแต่ใจ แม่มักจะยิ้มแล้วพูดแทนเธอแบบนี้เสมอ “อวี้ชุนบ้านเราเป็นเด็กดี แค่เป็นคนนิสัยตรงไปตรงมานิดหน่อยเท่านั้นเอง”

ตอนถูกฉู่อวิ๋นหุยตั้งคำถามเธอไม่ได้ร้องไห้ แต่กลับต้องขอบตาแดงเพราะคำยืนยันนี้ของผู้เป็นแม่

เธอรีบก้มหน้าลงและเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

"พ่อคะแม่คะ ทางฝั่งต่างประเทศวางโครงสร้างพื้นฐานเสร็จสิ้นเกือบหมดแล้ว อีกราวๆ ครึ่งเดือน บริษัทก็จะสามารถเปลี่ยนไปเน้นงานที่นั่นได้ ถึงตอนนั้นพวกเราจะไปด้วยกัน”

หลายวันต่อมาที่บริษัทโย่วซื่อกรุ๊ป

โย่วอวี้ชุนกำลังประชุมอยู่ เลขาก็ผลักประตูเข้ามา แล้วกระซิบอะไรบางอย่างข้างหูเธอ

เธอลุกขึ้นยืน "ทุกท่านคะ ขออภัยด้วย เดี๋ยวเราค่อยมาประชุมกันต่อ”

ที่ทางเดิน มีเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบหลายคนรออยู่แล้ว

"ประธานโย่ว พวกเรามาจากกรมสรรพากร ได้รับแจ้งเรื่องร้องเรียนระบุตัวตน จึงต้องขอตรวจสอบตามกฎหมาย โปรดให้ความร่วมมือด้วยครับ"

โย่วอวี้ชุนเลิกคิ้วขึ้น บริษัทโย่วซื่อกรุ๊ปภายใต้การบริหารของพ่อเธอนั้นปฏิบัติตามกฎหมายมาโดยตลอด เธอจึงไม่กลัวการตรวจสอบ เพียงแต่ว่า ใครกันที่มาร้องเรียนเอาในจังหวะสำคัญเช่นนี้?

เธอบอกว่าจะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบอย่างเต็มที่ พร้อมกับส่งสายตาให้เลขาไปทีหนึ่ง

ครึ่งชั่วโมงต่อมา เธอเปิดดูข้อความที่เลขาส่งมา แล้วต่อสายตรงหาฉู่อวิ๋นหุยทันที

"เรื่องร้องเรียนภาษี เป็นนายที่ยอมให้อู้หนงหนงทำใช่ไหม?”

ปลายสายเงียบไปสองวินาที ก่อนจะไม่ปฏิเสธ "เรื่องของเจาเจา คุณติดค้างหนงหนงอยู่ ปล่อยให้เธอได้ระบายความโกรธ เรื่องนี้ก็ถือว่าจบกัน”

โย่วอวี้ชุนแทบจะขำออกมาด้วยความโกรธกับน้ำเสียงที่ฟังดูชอบธรรมเช่นนี้

"ฉู่อวิ๋นหุย ด้วยสมองอย่างนายเนี่ย บริษัทฉู่ซื่อกรุ๊ปยังไม่เจ๊งนี่ก็นับว่าบรรพบุรุษของนายคุ้มครองแล้ว”

พูดจบ เธอก็กดตัดสายทันที

ขั้นตอนการตรวจสอบยุ่งยากแต่เป็นระบบ และเป็นไปตามที่เธอคาดไว้ ตระกูลโย่วไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น พอตรวจไปถึงช่วงหลัง ท่าทีของเจ้าหน้าที่ก็ดีขึ้นมาก

แต่หลังจากส่งคนกลุ่มนั้นกลับไป เจ้าหน้าที่อีกกลุ่มก็เดินทางมาถึง นั่นคือหน่วยงานกำกับดูแลการเงิน

"คุณโย่วครับ พวกเราได้รับเบาะแสว่า ระยะนี้คุณทำการโยกย้ายสินทรัพย์มูลค่าสูงข้ามประเทศอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเข้าข่ายต้องสงสัยว่าปั่นแต่งกำไร ขอเชิญคุณไปให้ความร่วมมือในการสอบสวนกับพวกเราด้วยครับ"

ข้อกล่าวหาในครั้งนี้ ร้ายแรงกว่าการตรวจภาษีมาก

โย่วอวี้ชุนจ้องมองเอกสารที่อีกฝ่ายยื่นให้ ดูออกทันทีว่านี่คือฝีมือของฉู่อวิ๋นหุย สมองของอู้หนงหนงไม่มีทางคิดแผนการแบบนี้ได้แน่

"ตกลง ฉันจะไปกับพวกคุณ" เธอหันหลังกลับ จัดแจงสั่งงานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย พร้อมกับให้เลขารีบติดต่อทนายความ

ขั้นตอนการให้ความร่วมมือในการสอบสวนนั้น ยาวนานและยากลำบากกว่าที่คิดไว้มาก

โย่วอวี้ชุนนั่งอยู่บนเก้าอี้แข็งๆ คนฝั่งตรงข้ามผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาชุดแล้วชุดเล่า เนื้อหาเดิมๆ ถูกถามวนไปวนมา

เธออธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงที่เคยชัดเจนค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นแหบแห้ง

ไม่มีใครรินน้ำให้เธอ และเธอเองก็ไม่ได้เอ่ยปากขอ

ท้องฟ้าด้านนอกหน้าต่างเปลี่ยนจากสว่างเป็นมืด แล้วก็กลับมาสว่างอีกครั้ง เธอจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองนั่งอยู่ตรงนี้มานานเท่าใด

ระหว่างนั้นเธอได้รับอนุญาตให้ไปห้องน้ำเพียงแค่สองครั้ง และทุกครั้งจะมีเจ้าหน้าที่หญิงเดินตามติดไม่ห่าง สายตาจับจ้องราวกับเงาตามตัว

การขาดนอนทำให้ขมับของเธอเต้นตุบๆ สายตาเริ่มพร่ามัวเนื่องจากต้องใช้สมาธิจดจ่อเป็นเวลานาน ความเจ็บปวดที่แผ่นหลังค่อยๆ ลุกลามไปทั่ว

แต่เธอยังคงนั่งหลังตรงอยู่เสมอ เวลาตอบคำถามก็ยังเป็นเหตุเป็นผลด้วยท่าทีไม่อ่อนข้อและไม่แข็งกร้าวจนเกินไป

ในที่สุด หลังจากผ่านการตรวจสอบข้อมูลเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ เธอก็ได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับได้

ตอนเดินออกจากอาคารหลังนั้น สองเท้าของเธอเซโซไปหลายก้าว คิดจะโทรศัพท์หาพ่อแม่เพื่อบอกว่าปลอดภัยดี แต่กลับพบว่าไม่มีคนรับสาย

จนกระทั่งเลขาบอกว่าคุณท่านโย่วเกิดเรื่องขึ้น เธอถึงได้รู้ว่าพ่อกำลังนอนหมดสติอยู่ในโรงพยาบาล

ด้านนอกห้องพิเศษ แม่โย่วดูแก่ลงไปมาภายในชั่วข้ามคืน เมื่อเห็นโย่วอวี้ชุน ก็สะกดกลั้นอารมณ์ไว้แล้วรีบคว้ามือลูกสาวเอาไว้

"หลังจากลูกถูกพาตัวไป พวกเราก็ออกสืบข่าวไปทั่ว อยากรู้ว่าลูกสบายดีไหม แต่ผลปรากฏว่ามีคนจงใจสร้างความลำบากให้ลูก ต้องไปลำบากลำบนข้างใน"

"พวกเราเป็นห่วงจนแทบทำอะไรไม่ถูก คิดว่าลูกไม่เคยต้องเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน จึงจำใจต้องไปหาฉู่อวิ๋นหุย"

"แต่คนที่ออกมากลับเป็นอู้หนงหนง เธอพูดจาแย่ๆ ใส่ตั้งหลายคำ ตอนนั้นพ่อของลูกโกรธจนหน้าซีดเขียว"

น้ำตาของแม่โย่วไหลพรูลงมาในตอนนั้นเอง “ตลอดชีวิตพ่อไม่เคยพูดจารุนแรงกับใคร แต่ตอนนั้นแม้แต่มือที่ชี้หน้าอู้หนงหนงยังสั่นเลย ตอนอยู่บนรถขากลับ พ่อของลูกเขา…จู่ๆ ก็แน่นิ่งไป…”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ฤดูใบไม้ผลิปีที่เจ็ด ไร้เงาหิมะ   บทที่ 18

    ตอนพิเศษของฉู่อวิ๋นฮุยตอนที่เลขาขานำใบหย่าเข้ามาส่งในห้องทำงาน ด้านนอกกำลังมีหิมะโปรยปราย ผมเปิดสมุดเล่มบางนั้นออก มองชื่อสองชื่อที่อยู่เรียงคู่กัน ปลายนิ้วรู้สึกเย็นขึ้นมาเล็กน้อย โย่วอวี้ชุนชื่อนี้อยู่ในชีวิตผมมาตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา ราวกับเงาที่ไม่อาจมองข้าม และราวกับกองไฟที่แผดเผา ช่วงแรกเริ่ม ผมเกลียดเธอจริงๆตอนอายุสิบเก้าปีที่ตกน้ำ ในช่วงเวลาที่สติพร่ามัวผมถูกคนลากขึ้นฝั่ง เธอพูดว่า "ฉันช่วยชีวิตนายไว้ นายต้องแต่งงานกับฉัน"ผมคิดว่าเธอบ้าไปแล้ว แต่ตระกูลโย่วมีศักยภาพมากพอบริษัทเล็กๆ ที่พ่อแม่บริหารอยู่กำลังเผชิญวิกฤต พวกเขาแทบจะอ้อนวอนให้ผมยอมรับการแต่งงานครั้งนี้ "อวิ๋นฮุย ถือเสียว่าทำเพื่อครอบครัวเถอะนะ..."งานแต่งงานยิ่งใหญ่ตระการตาจนคนทั้งเมืองจับจ้องคืนวันแต่งงาน ผมยื่นอยู่ในห้องรับรอง และได้ยินเสียงร้องไห้ที่พยายามกลั้นเอาไว้ดังมาจากห้องนอนใหญ่ ผมบอกกับตัวเองว่า นี่คือสิ่งที่เธอหาเรื่องใส่ตัวเองจนกระทั่งอู้หนงหนงเดินทางกลับประเทศอันที่จริงความรู้สึกของผมที่มีต่ออู้หนงหนงได้จางหายไปตามกาลเวลา จนเหลือเพียงความฝันเก่าๆ ในวัยเยาว์ แต่ปฏิกิริยารุนแรงข

  • ฤดูใบไม้ผลิปีที่เจ็ด ไร้เงาหิมะ   บทที่ 17

    "ฉันรู้สึกว่ามันไร้สาระค่ะ" โย่วอวี้ชุนพูดตามตรง “ฉันเกลียดเธอ แต่เธอกลับฝากลูกสาวไว้กับฉัน แล้วฉันดันกำลังลังเลอยู่” "ลังเลน่ะเป็นเรื่องปกติครับ" ฉู่ชิงชวนพูดfด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "คุณมีน้ำใจ รู้จักคิดไตร่ตรอง และทำใจไม่ลง” "แต่การเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องเล็กๆ โดยเฉพาะยังเป็น..." โย่วอวี้ชุนขมวดคิ้ว"โดยเฉพาะยังเป็นลูกเลี้ยงของอดีตศัตรูหัวใจของคุณน่ะเหรอ?" ฉู่ชิงชวนพูดต่อพร้อมหัวเราะ "อวี้ชุน ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่คุณทำอะไรต้องสนสายตาคนอื่น? คุณแค่ต้องถามตัวเองว่า อยากทำไหม เต็มใจไหม และรับผิดชอบไหวหรือเปล่า” เขาเก็บสีหน้าล้อเล่นลง ก่อนพูดอย่างจริงจังว่า “ถ้าคุณเต็มใจ พวกเราก็เลี้ยงด้วยกัน ถ้าคุณรู้สึกฝืน พวกเราก็ช่วยจัดหาผู้ปกครองที่ไว้ใจได้และจัดการเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ให้เธอ เพื่อให้แน่ใจว่าเธอจะเติบโตอย่างปลอดภัย” “แต่อย่าตัดสินใจแบบรีบร้อนเพียงเพราะเกลียดอู้หนงหนง หรือกลัวว่าคนอื่นจะพูดอะไร ความรู้สึกของคุณต่างหากที่สำคัญที่สุดครับ""พวกเราเหรอคะ?" โย่วอวี้ชุนจับคำในประโยคของเขาได้"ก็ต้องเป็นพวกเราสิครับ" ฉู่ชิงชวนพยักหน้าอย่างเป็นเรื่องปกติ "ผมกำลังคบหากับ

  • ฤดูใบไม้ผลิปีที่เจ็ด ไร้เงาหิมะ   บทที่ 16

    ไม่กี่วันต่อมา การพิจารณาคดีในศาลที่โย่วอวี้ชุนรอคอยมานานก็มาถึงในที่สุดครั้งนี้ที่เธอกลับประเทศ นอกจากเรื่องงานแล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เธอไม่มีวันปล่อยตัวการที่ทำให้พ่อของเธอต้องหมดสติไปอย่างแน่นอน บนที่นั่งผู้เข้าฟังการพิจารณาคดี เธอมองหญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเคยน่าสงสาร แต่ตอนนี้กลับมีสีหน้าซีดเซียวราวกับไร้ชีวิตบนที่นั่งจำเลย ไม่มีความสะใจ มีเพียงความเฉยชาหลังจากทุกอย่างที่ได้ข้อสรุปแล้ว ในวันที่คำตัดสินสุดท้ายออกมา อู้หนงหนงถูกจำคุกตามบทลงโทษเนื่องจากมีความผิดหลายกระทงค้อนตุลาการเคาะลง ไม่เพียงเป็นการลงโทษต่อความผิดของเธอ แต่ยังเป็นการปิดฉากเรื่องราวอันไร้สาระในอดีตอีกด้วย แต่ก่อนที่จะถูกนำตัวไปคุมขัง อู้หนงหนงได้ส่งต่อคำร้องขอผ่านทนายความว่า เธอต้องการพบโย่วอวี้ชุนสักครั้งเดิมทีโย่วอวี้ชุนไม่อยากพบอีก แต่หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ยังคงเดินทางไปบางคำพูด บางทีอาจต้องพูดต่อหน้ากันเพื่อให้จบสิ้น ภายในห้องเยี่ยม ผ่านกระจกเย็นเยียบ อู้หนงหนงมองดูโย่วอวี้ชุนด้วยสายตาซับซ้อน ทั้งเคียดแค้น ทั้งหวาดกลัว และท้ายที่สุดก็เหลือเพียงความสงบนิ่งที่แทบจะสิ้นหวัง "ฉันแพ้

  • ฤดูใบไม้ผลิปีที่เจ็ด ไร้เงาหิมะ   บทที่ 15

    ฉู่ชิงชวนหัวเราะเสียงดังขึ้นกว่าเดิม "ไม่เป็นไรครับ รู้ตอนนี้ก็ยังไม่สาย แต่ว่า คำว่า 'ดาราตัวท็อป' อะไรนั่นมันก็แค่ชื่อเสียงจอมปลอม สำหรับคุณแล้ว ผมก็คือฉู่ชิงชวนครับ"เขาเปลี่ยนหัวข้อสนทนา พร้อมพูดอย่างหยอกล้อ “แต่ว่าต่อจากนี้ คุณอาจต้องปรับตัวสักหน่อยกับการใช้ชีวิตที่บางครั้งเดินอยู่ข้างผมแล้วอาจถูกกล้องถ่ายภาพนะ กลัวไหม?”โย่วอวี้ชุนมองออกไปยังท้องถนนด้านนอกที่สว่างไสวด้วยแสงนีออนและแสงหิมะ ก่อนส่ายหน้า กลัวเหรอ?เธอผ่านทั้งการต่อสู้ในโลกธุรกิจที่มีทั้งการปะทะกันซึ่งหน้าและการเล่นงานลับหลัง รวมถึงความหนาวเหน็บในชีวิตแต่งงานมาแล้ว การถูกจับจ้องเพียงแค่นี้ นับเป็นเรื่องเล็กน้อยจริงๆยิ่งไปกว่านั้น…"อยู่กับคุณ ไม่มีอะไรต้องกลัวหรอกค่ะ" เสียงของเธอเบามาก แต่กลับดังชัดเจนเข้าไปในหูของฉู่ชิงชวนแทบจะในเวลาเดียวกัน ที่ห้องทำงานประธานบริษัทฉู่ซื่อกรุ๊ปฉู่อวิ๋นฮุยเพิ่งเสร็จสิ้นพิ่งจบการประชุมวิดีโอข้ามประเทศอันยืดเยื้อ ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ภายใต้การจัดการอย่างเด็ดขาดและการปรับทิศทางธุรกิจใหม่ของเขา บริษัทฉู่ซื่อกรุ๊ป ฟื้นตัวจากช่วงตกต่ำ แต่ความเสียหายจากความขัดแย้งภายในและการถู

  • ฤดูใบไม้ผลิปีที่เจ็ด ไร้เงาหิมะ   บทที่ 14

    โย่วอวี้ชุนยื่นนิ่งอยู่กับที่ ลมยามค่ำคืนพัดปอยผมของเธอพลิ้วไหวคำพูดของเขาแต่ละคำค่อยๆ กระทบลงในใจเธอ ในตอนนั้นเอง ความเย็นก็ตกลงบนใบหน้าของเธอ จากนั้นเกล็ดเล็กๆ ก็เริ่มโปรยปรายลงมามากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางแสงไฟจากถนนและไฟหน้ารถ "อุ๊ย หิมะตกแล้ว!" คู่รักที่ยืนรอรถอยู่ริมถนนร้องขึ้นมาอย่างประหลาดใจ“จริงด้วย! ได้ยินว่าที่นี่เกือบสองปีแล้วที่ไม่ได้มีหิมะตกจริงจังเลย ปีนี้ฤดูหนาวมาถึงเร็ว แถมหิมะยังตกกะทันหันแบบนี้อีก...” โย่วอวี้ชุนจ้องมองหิมะที่เริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความเหม่อลอยฉู่ชิงชวนโน้มตัวเข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ กลิ่นหอมสะอาดสดชื่นแผ่เข้ามาโอบล้อมเขาลดเสียงลงต่ำ กระซิบข้างหูเธอว่า "อวี้ชุน ตอนหิมะแรกตกต้องอธิษฐานนะ” ภาพหนึ่งที่ฝังลึกอยู่ในใจผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอเคยยืนอยู่ในลานบ้านตัวเอง หันไปพูดกับแผ่นหลังที่เย็นชานั้นพร้อมรอยยิ้มว่า "ฉู่อวิ๋นหุย ตอนหิมะแรกตกต้องอธิษฐานนะ มันศักดิ์สิทธิ์มากเลยล่ะ"สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการเมินเฉยโย่วอวี้ชุนหันขวับกลับไปทันทีสิ่งที่อยู่ใกล้เพียงคืบหน้าคือดวงตาของเขาที่กำลังมองเธออย่างตั้งใจพร้อมรอยยิ้ม ใน

  • ฤดูใบไม้ผลิปีที่เจ็ด ไร้เงาหิมะ   บทที่ 13

    ตามมาติดๆ อีกข้อความหนึ่ง【เพิ่งเลิกงานแล้วเห็นน่ะ คิดว่าคุณน่าจะชอบ เวลาเหนื่อยๆ ได้มองอะไรที่กว้างหูตากว้างไกล อารมณ์จะดีขึ้นนะ ไม่ต้องตอบ รีบพักผ่อนเถอะ】 โย่วอวี้ชุนจ้องมองรูปถ่ายใบนั้น เส้นประสาทที่ตึงเครียดก็ผ่อนคลายลงเธอเดินไปที่หน้าต่าง มองดูบรรยากาศยามค่ำคืนในแดนไกล เป็นครั้งแรกที่ไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวและเหน็บหนาวเธอยังคงทุ่มเทพลังงานส่วนใหญ่ไปกับการทำงานและการดูแลครอบครัว ปราการในหัวใจยังคงหนาแน่นแต่ฉู่ชิงชวนกลับเปรียบเสมือนแสงแดดอันดื้อรั้น มักจะซอกซอนผ่านรอยแยกเข้ามาสร้างความอบอุ่นให้ได้ทีละนิดเสมอโย่วอวี้ชุนรู้ว่าเขากำลังตามจีบเธออยู่ความรู้สึกของเขาชัดเจนเปิดเผย ไม่เคยปกปิดเลยสักนิดเธอเองก็รู้ดีว่าตัวเองยังไม่พร้อมแต่ในบางครั้ง ตอนเห็นมุกตลกไร้สาระที่เขาส่งมาแล้วอดหัวเราะไม่ได้ หรือยามดึกได้รับข้อความเตือนว่า “อย่าลืมปิดหน้าต่าง อากาศกำลังจะเปลี่ยนแล้ว”... เธอจะรู้สึกเผลอใจไปชั่วขณะว่า การค่อยเป็นค่อยไปแบบนี้ก็ดูไม่เลวเหมือนกันเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง พ่อโย่วก็สามารถออกจากโรงพยาบาลมาทำกายภาพบำบัดต่อที่บ้านได้แล้วภาระอันหนักอึ้งบนบ่าของโย่วอวี้ชุนผ่อนคลา

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status