Masukเธอสวมชุดเดรสกำมะหยี่สีแดงเข้ม ผมยาวสีดำสนิททิ้งตัวลงถึงกลางหลัง ผิวขาวซีดสะท้อนกับแสงไฟจนดูแตกต่างจากทุกคนรอบตัว
และเธอกำลังมองนาเดียร์อยู่
ไม่ใช่การมองแบบบังเอิญ
แต่เป็นการมองราวกับกำลังรอให้เธอสังเกตเห็น
หญิงสาวคนนั้นยกแก้วในมือขึ้น ส่งยิ้มบาง ๆ มาให้
เพียงเท่านั้น หัวใจของนาเดียร์ก็เต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล
อาจเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์
อาจเป็นเพราะแสงสีแดงที่ทำให้รอยยิ้มนั้นดูเย้ายวนกว่าความจริง
หรืออาจเป็นเพราะบางอย่างในแววตาของอีกฝ่าย ซึ่งดูราวกับรู้จักเธอมานานแล้ว
นาเดียร์เดินฝ่าฝูงชนเข้าไปหา
หญิงสาวปริศนาไม่ขยับหนีแม้แต่น้อย กระทั่งนาเดียร์มาหยุดยืนตรงหน้า อีกฝ่ายจึงเอนตัวเข้ามาใกล้ กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ คล้ายดอกไม้ที่เธอไม่รู้จักลอยปะทะจมูก
“ในที่สุดก็มาเสียที”
ถ้อยคำนั้นแทบถูกเสียงเพลงกลืนหาย
นาเดียร์ขมวดคิ้ว
“เราเคยเจอกันเหรอ”
หญิงสาวไม่ตอบ เพียงยื่นมือมาแตะปลายนิ้วที่ข้อมือของเธอ
สัมผัสนั้นเย็นจัด
เย็นเสียจนผิวของนาเดียร์ลุกชัน แม้ภายในผับจะร้อนอบอ้าว
“คุณชื่ออะไรเหรอ?” นาเดียร์ถาม
“คืนนี้ชื่อไม่สำคัญหรอก”
อีกฝ่ายขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม ร่างของทั้งคู่แทบแนบชิดกันท่ามกลางแสงสลัว นาเดียร์ควรจะถอย แต่ความมึนเมาทำให้เสียงเตือนในใจเบาลงทุกขณะ
เธอจึงปล่อยให้อีกฝ่ายโอบเอว แล้วขยับไปตามจังหวะเพลงอย่างช้า ๆ
ไม่นาน อาเธอร์ก็เดินฝ่าฝูงชนเข้ามา เขาเมามากกว่าที่นาเดียร์เคยเห็น ใบหน้าขาวขึ้นสีแดง ดวงตาปรือเล็กน้อย ถึงอย่างนั้นเขายังพยายามรักษาท่าทีสุขุมของตัวเองไว้
หญิงสาวชุดแดงหันไปมองเขา ก่อนส่งรอยยิ้มเชื้อเชิญแบบเดียวกัน
เธอยื่นมือให้อาเธอร์
และแทนที่จะปฏิเสธเหมือนทุกครั้ง เขากลับจับมือนั้นไว้
หลังจากนั้นทุกอย่างก็เกิดขึ้นรวดเร็วจนนาเดียร์แทบเรียบเรียงไม่ได้
หญิงสาวปริศนาชวนพวกเธอไปดื่มต่อในสถานที่ที่เป็นส่วนตัวกว่า นาเดียร์กับอาเธอร์สบตากันครู่หนึ่ง ความมึนเมาและความคึกคะนองทำให้เหตุผลทั้งหมดเลือนหายไป
ท้ายที่สุด ทั้งสามก็มาถึงโรงแรมซึ่งอยู่ไม่ไกลจากผับ
ภายในห้องมีเพียงแสงสีส้มสลัวจากโคมไฟข้างเตียงกับเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังสม่ำเสมอ ขวดเครื่องดื่มจากมินิบาร์ถูกเปิดวางไว้บนโต๊ะ
หญิงสาวชุดแดงนั่งอยู่ระหว่างสองพี่น้อง
ไม่มีใครพูดถึงชื่อของเธออีก
สิ่งที่เริ่มต้นจากการชนแก้วและหัวเราะเล่น ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นการสัมผัสใกล้ชิด ริมฝีปากของหญิงสาวสลับจูบนาเดียร์และอาเธอร์อย่างเชื่องช้า มือเย็นเฉียบของเธอลูบผ่านต้นแขนและแผ่นหลัง ราวกับกำลังสำรวจบางสิ่งมากกว่าจะหลงใหล
นาเดียร์ไม่แน่ใจว่าตัวเองตื่นเต้นหรือหวาดระแวงกันแน่
ทุกครั้งที่หญิงสาวสัมผัสผิว เธอจะรู้สึกเย็นวาบลึกลงไปถึงกระดูก
“ฉันต้องบอกไว้ก่อนนะ”
นาเดียร์ผละออกเล็กน้อย ลมหายใจยังไม่เป็นจังหวะ
“พวกเราไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน”
หญิงสาวชุดแดงมองเธอ ก่อนเหลือบไปหาอาเธอร์ซึ่งนั่งพิงหัวเตียงด้วยอาการมึนเมา
รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนริมฝีปากสีแดง
“ไม่เป็นไร”
น้ำเสียงของเธอฟังดูอ่อนโยน
แต่แววตากลับทำให้นาเดียร์รู้สึกราวกับตัวเองเพิ่งพูดสิ่งที่อีกฝ่ายรู้อยู่แล้ว
เวลาผ่านไปไม่นาน อาเธอร์ก็ดื่มจนแทบประคองสติไม่อยู่ เขาทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ดวงตาปิดสนิท แม้นาเดียร์จะเรียกชื่อและเขย่าแขน เขาก็เพียงครางตอบเบา ๆ ก่อนหลับไป
“พี่ไม่เคยเมาขนาดนี้”
นาเดียร์พึมพำ
หญิงสาวชุดแดงมองอาเธอร์นิ่ง ๆ
“เขาแค่เหนื่อย”
นาเดียร์รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมากะทันหัน จึงขอตัวเข้าไปในห้องน้ำ เธอเปิดก๊อก ล้างหน้าด้วยน้ำเย็น และจ้องเงาสะท้อนของตนเองในกระจก
ใบหน้าของเธอแดงจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ ดวงตาฉ่ำวาว และริมฝีปากบวมเล็กน้อยจากการจูบ
เธอกำลังถามตัวเองว่าควรหยุดทุกอย่างไว้เพียงเท่านี้หรือไม่ เมื่อเสียงประตูห้องน้ำเปิดขึ้น
หญิงสาวชุดแดงเดินเข้ามา
“นี่...ฉันขออยู่คนเดียวสักแปปได้ไหม”
นาเดียร์ถาม แม้น้ำเสียงจะไม่ได้จริงจังนัก
อีกฝ่ายไม่ตอบ เพียงยืนพิงประตูและจ้องเธอผ่านกระจก
“เธอรู้สึกถึงซาเวียร์มั้ย?”
คำถามนั้นทำให้นาเดียร์ชะงัก
“อะไรนะ”
“ซาเวียร์”
หญิงสาวออกเสียงช้า ๆ คำนั้นฟังดูหรูหรา คล้ายชื่อแบรนด์น้ำหอมหรือเครื่องประดับราคาแพง แต่ในขณะเดียวกันก็แปลกประหลาดราวกับไม่ใช่ภาษาที่มนุษย์ควรพูด
“มันคืออะไร?”
“เธอรู้สึกถึงมันไหม?”
นาเดียร์พยายามคิด แต่ศีรษะหนักอึ้งเกินไป
“ไม่รู้สิ ฉันไม่เข้าใจว่าเธอหมายถึงอะไร??”
เซบาสเตียนแตะใบหน้านาง“เพราะชีวิตหนึ่งซึ่งเจ้ามองข้าเป็นคนแปลกหน้า ยังดีกว่านิรันดร์ที่ไม่มีเจ้าอยู่ในจักรวาล”คีรินทร์ซึ่งยืนฟังอยู่ไม่ไกลเข้าใจในเวลานั้นว่า ผู้เป็นนายกับตนไม่ได้แตกต่างกันเลยเซบาสเตียนยอมให้นางเกิดซ้ำ เพื่อให้มีโอกาสถูกเลือกส่วนคีรินทร์ยอมเฝ้าวงจร เพื่อให้มีโอกาสอยู่ข้างนางก่อนความทรงจำกลับมาชายทั้งสองรู้ว่า การเวียนว่ายจะสร้างความเจ็บปวดแต่ไม่มีใครยอมปล่อยเพราะสำหรับผู้เป็นอมตะ ความสูญเสียไม่ใช่การเห็นคนรักตายเพียงครั้งเดียวมันคือการต้องมีชีวิตต่อไปตลอดกาล โดยรู้ว่าคนคนนั้นเคยมีอยู่ และจะไม่มีวันกลับมาอีกเซบาสเตียนกลัวความว่างเปล่านั้นคีรินทร์ก็เช่นกันจึงไม่มีใครถามอมาเรียว่า ความปรารถนาที่เอ่ยในวันที่สิ้นหวัง ยังเป็นสิ่งที่นางต้องการจริงหรือไม่พวกเขาเพียงเปิดวงจรอีกครั้งชีวิตแรกของการเกิดใหม่จบลงเร็วกว่าที่ทุกคนคาดเมื่อข่าวเรื่องปีศาจแพร่ไปถึงศาสนจักร ครอบครัวของอมาเรียถูกกล่าวหาว่าทำสัญญากับสิ่งชั่วร้ายทหารถูกส่งมาล้อมคฤหาสน์บิดาของนางถูกสังหารขณะปกป้องลูกมารดาถูกจับส่วนน้องชายถูกนำไปเป็นตัวประกัน เพื่อบังคับให้อมาเรียยอมมอบตัวประวัติศาสตร์เริ่ม
เซบาสเตียนมองหญิงสาวในอ้อมแขนของคีรินทร์ความเงียบอันหนักอึ้งปกคลุมห้อง“ส่งนางมาให้ข้า”คีรินทร์กระชับแขนแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว“ร่างของนางยังรับความทรงจำไม่ได้”“เพราะเจ้าปลุกนางเร็วเกินไป”“ข้าเพียงสอนเรื่องอดีต”“เจ้าพูดชื่อข้า?”“นางจำได้เอง”เซบาสเตียนยื่นมือออกมา“ส่งมา”คีรินทร์ไม่ขยับปีศาจผู้เป็นนายมองการต่อต้านของลูกน้องด้วยสีหน้าเย็นชา“เจ้าลืมหน้าที่หรือ”“หน้าที่ของข้าคือปกป้องนาง”“หน้าที่ของเจ้าคือพานางกลับมาหาข้า”“หากท่านแตะต้องตอนนี้ วิญญาณนางอาจแตกสลาย”“ข้ารู้วิธีรักษานางดีกว่าเจ้า”“ท่านรู้วิธีรักษา หรือรู้เพียงวิธีครอบครอง”คำพูดนั้นทำให้เงาทั่วห้องเคลื่อนไหวหน้าต่างทุกบานปิดกระแทกพร้อมกันเซบาสเตียนเข้ามาหยุดตรงหน้า“เจ้ากำลังท้าทายข้าเพราะนาง?”คีรินทร์สบตาผู้เป็นนาย“ข้าไม่ยอมให้นางเจ็บอีก”“เจ้าคิดว่าข้ายอม?”“ท่านคือคนสร้างวงจรนี้”“ตามคำขอของนาง”“เพราะท่านกลัวนางจากไป”ดวงตาสีแดงของเซบาสเตียนเข้มขึ้น“แล้วเจ้าตามหานางเพราะอะไร”คีรินทร์เงียบ“ความภักดี?”เซบาสเตียนถาม“หรือหวังว่า ก่อนความทรงจำจะกลับมา นางจะรักเจ้าเสียก่อน”คำพูดนั้นเปิดเผยความจริงที่คีริน
หลังประตูแห่งความมืด ปีศาจผู้เป็นเจ้าของดินแดนนิรันดร์ลืมตาขึ้นจากการหลับใหลหัวใจของเขาไม่ได้เต้นมานานกว่าหนึ่งร้อยปีตั้งแต่วินาทีที่วีวี่สลายไปจากอ้อมแขนแต่ในคืนนั้น เศษพลังที่ฝังอยู่ในวิญญาณของนางส่งเสียงตอบรับกลับมาตุบหัวใจเต้นหนึ่งครั้งพระราชวังทั้งหลังสั่นสะเทือนดอกไม้ที่ไม่เคยร่วงโรยกลับหลุดจากกิ่งพร้อมกันแม่น้ำสีเงินหยุดไหลและประตูบานใหญ่ซึ่งปิดตายมาตลอดศตวรรษก็ปรากฏรอยแยกเล็ก ๆเซบาสเตียนลุกขึ้นจากบัลลังก์“วีวี่…”ชื่อของนางหลุดออกจากริมฝีปากเขาเดินไปยังทะเลสาบแห่งอดีตผิวน้ำสะท้อนภาพเด็กสาวคนหนึ่งกำลังเดินกลับบ้านพร้อมน้องชายใบหน้าไม่ใช่วีวี่แต่ท่าทางเวลาลูบศีรษะเด็กชายเหมือนเดิมรอยยิ้มเวลาถูกน้องชายแกล้งเหมือนเดิมกระทั่งวิธีจับข้อมือตัวเองเมื่อรู้สึกกังวลก็ยังเหมือนเดิมเซบาสเตียนยื่นมือแตะผิวน้ำภาพสะท้อนสั่นไหว“เจ้ากลับมาแล้วจริง ๆ”เขาควรยินดีแต่เมื่อเห็นคีรินทร์ยืนอยู่ห่างออกไปในภาพ ความยินดีกลับปะปนด้วยความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยความหึงหวงคีรินทร์สามารถเดินอยู่ในโลกมนุษย์พูดคุยกับนางยืนข้างนางใต้แสงอาทิตย์ส่วนเซบาสเตียนทำได้เพียงเฝ้ามองอยู่หลังประตูเพ
หลายร้อยปีหลังนครเวลลาริสล่มสลาย เด็กหญิงคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวขุนนางแห่งดินแดนอันห่างไกลนางมีเส้นผมสีเข้ม ชอบจับเครื่องมือของบิดามาแยกชิ้นส่วน และมักใช้เวลาหลายชั่วโมงจ้องมองเฟืองทองเหลืองหมุนอยู่ในนาฬิกาเรือนเก่าบิดาตั้งชื่อให้นางว่า อมาเรียไม่มีใครรู้ว่า ภายในร่างเล็กนั้นมีเศษเสี้ยวของวิญญาณซึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ในนครเวลลาริสไม่มีใครรู้ว่าเด็กหญิงคนนี้เคยมีชื่อว่าวีวี่แม้แต่อมาเรียเองก็ไม่รู้นางจำบิดาผู้เป็นช่างทำนาฬิกาไม่ได้จำมารดาที่เสียชีวิตในคุกไม่ได้จำลูซิอัส น้องชายซึ่งสิ้นใจอยู่ในอ้อมแขนไม่ได้และจำปีศาจผู้ยอมฉีกส่วนหนึ่งของชีวิตนิรันดร์มาฝังไว้ในหัวใจของนางไม่ได้แต่ความทรงจำบางอย่างไม่จำเป็นต้องกลับมาในรูปของภาพหรือถ้อยคำบางครั้งมันกลับมาเป็นความรู้สึกอมาเรียกลัวประตูหินที่ไม่มีลูกบิดเกลียดเสียงสวดของนักบวชร้องไห้ทุกครั้งที่เห็นเด็กชายเจ็บป่วยและไม่เคยยอมให้นาฬิกาในห้องนอนหยุดเดิน แม้เพียงคืนเดียวนางมักฝันถึงชายสองคนคนแรกมีดวงตาสีแดง เขายืนอยู่อีกฟากของประตูมืดมิดและเรียกชื่อที่นางไม่รู้จักอีกคนสวมเสื้อคลุมสีดำ ยืนอยู่ใต้หน้าต่างห้องนอนทุกคืน แต่ไม่เคย
พิธีเกิดขึ้นในวิหารใต้ดินของเวลลาริสเซบาสเตียนสร้างนาฬิกาเรือนแรกจากไม้ของต้นไม้ซึ่งเติบโตอยู่ระหว่างโลกคนเป็นกับโลกคนตายวีวี่วางมือบนหน้าปัดคีรินทร์ยืนเฝ้าประตูส่วนเซบาสเตียนใช้เลือดของตนวาดวงกลมสามชั้นลงบนพื้นวงแรกแทนอดีตวงที่สองแทนปัจจุบันวงสุดท้ายแทนอนาคตที่ไม่มีวันมาถึง หากผู้ถูกผูกยังไม่ยอมปล่อยมือตรงกลางวงกลมเป็นรูปดวงตาปิดดวงตาของผู้ที่เกิดใหม่โดยไม่รู้ความจริงเซบาสเตียนถามเป็นครั้งสุดท้าย“เจ้าแน่ใจหรือ”วีวี่มองร่างของครอบครัวซึ่งถูกนำมาวางรอบวงพิธี“ข้าอยากพบพวกเขาอีก”“แม้ต้องสูญเสียซ้ำ?”นางหลับตา“อย่างน้อยข้าก็จะได้รักพวกเขาอีกครั้ง”“แม้จะจำข้าไม่ได้?”วีวี่ลืมตาขึ้นและเอื้อมมือแตะใบหน้าของเขา“หากความรักของเราจริง ต่อให้ความทรงจำหายไป หัวใจข้าคงกลับมาหาท่าน”เซบาสเตียนยิ้มเศร้า“นั่นคือความหวังที่โหดร้ายที่สุดที่เจ้าเคยมอบให้ข้า”เขาจูบหน้าผากนางจากนั้นแทงมือเข้าไปในหน้าอกตนเอง และดึงเศษพลังสีดำซึ่งส่องประกายเหมือนแก้วออกมามันคือส่วนหนึ่งของชีวิตนิรันดร์ของปีศาจของขวัญที่ไม่ควรถูกมอบให้มนุษย์เขาฝังมันลงในหัวใจของวีวี่ร่างของนางสว่างขึ้นเส้นเลือดสีทองปร
วิญญาณของนางอาจเดินผ่านประตูสุดท้าย และเขาจะไม่มีวันได้พบอีกระหว่างปล่อยให้คนรักจากไปอย่างสงบ กับกักนางไว้ในโลกเพื่อให้มีโอกาสพบกันอีก—เซบาสเตียนเลือกอย่างเห็นแก่ตัว“ข้าจะทำ”เขากล่าวคีรินทร์หันไปมองเจ้านาย“ท่านรู้หรือไม่ว่าต้องจ่ายด้วยอะไร”“รู้”เซบาสเตียนเดินเข้าไปหาวีวี่“ข้าจะผูกวิญญาณเจ้ากับผู้ที่เจ้ารัก ทุกครั้งที่ประตูแห่งซาเวียร์ถูกเปิด เจ้าจะถือกำเนิดขึ้นในโลกมนุษย์ และวิญญาณของครอบครัวจะถูกดึงมาอยู่ใกล้เจ้า”“ข้าจะจำพวกเขาได้ไหม”“ไม่”“แล้วจะรู้ได้อย่างไร”“หัวใจเจ้าจะรู้”“แล้วท่านล่ะ”เซบาสเตียนนิ่งไป“ข้าจะรออยู่อีกฟาก”วีวี่มองเขาด้วยความเจ็บปวด“ข้าไม่อยากลืมท่าน”“แต่เจ้าต้องลืม มิฉะนั้นวิญญาณจะไม่สามารถเริ่มชีวิตใหม่ได้”“แล้วเมื่อไรจะจำได้”“เมื่อวงจรเข้าใกล้จุดจบ เมื่อเจ้าต้องเลือกระหว่างครอบครัวกับข้าอีกครั้ง”“เหตุใดต้องเลือก”“เพราะไม่มีวิญญาณใดอยู่ได้ทั้งในโลกของคนเป็นและอาณาจักรของข้าตลอดไป”เซบาสเตียนยื่นมือแตะใบหน้านาง“ทุกชีวิต เจ้าจะมีโอกาสเลือกใหม่”“หากข้าเลือกครอบครัว?”“วงจรจะเริ่มอีกครั้ง”“หากเลือกท่าน?”“เจ้าจะกลับมาอยู่กับข้า และปล่อยพวกเขาเด







