Masuk“ใครส่งเธอมา” น้ำเสียงดุดันนั้นทำให้รสิตาต้องสะดุ้ง
“มะ...ไม่มี...ไม่มีใครส่งมาทั้งนั้นแหละ” ลมหายใจที่รดอยู่บนต้นคอทำให้รสิตาต้องย่นคอหนี แถมความใกล้ชิดนี้ยังทำให้เธอหายใจติดขัด
“แล้วเธอเข้ามาทำไม” รณกรจับให้เธอเอียงหน้ามามองเขา
รสิตาต้องสะดุ้งอีกครั้งเมื่อเจอสายตาคมคู่สีนิลนั้น แววตาที่มองมาที่เธอไม่มีความอ่อนโยนเลยสักนิด รสิตาจึงรีบเสมองไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาของรณกร
“อยากตายหรือไง” เมื่อรสิตาเริ่มดิ้นรณกรเลยพูดขู่ “อยู่นิ่งๆ”
“ฉันเจ็บนะ”
“เมื่อกี้ฉันก็เจ็บ” รณกรย้อน “เธอตั้งใจทำให้ฉันเจ็บใช่มั้ย”
“มะ...ไม่ใช่นะ...ฉะ...ฉันแค่...อื้อ...” ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อรณกรโน้มหน้าเข้ามาแล้วจูบไปบนปากของรสิตา เธอพยายามดิ้นสุดแรง แต่ยิ่งดิ้นเขาก็ยิ่งบดเบียดริมฝีปากอย่างหนักจนรสิตารู้สึกเจ็บ
รณกรพยายามบีบคางเพื่อให้หญิงสาวที่นั่งอยู่บนตักเปิดปากให้เขา แต่ไม่เลยเธอกลับเม้มปากเข้าหากันจนแน่น
“โอ๊ย!!!...ยัยบ้านี่” รณกรร้องสุดเสียง
รสิตาไม่มีทางเลือก เธอเอานิ้วกดไปตรงแผลของรณกร จนเลือดติดมือของเธอมาด้วย ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้นแต่รณกรก็ไม่ยอมปล่อยเธอ รสิตายังนั่งอยู่บนตักของเขาและมือของเขาก็ยังบีบคางเธออยู่อย่างนั้น แต่ตอนนี้มือทั้งสองข้างของรสิตาถูกเขารวบไว้ด้านหลังของเธอแล้ว
“นายครับ” สมภพและลูกน้องอีกสามคนรีบกรูกันเข้ามาเมื่อได้ยินเสียงร้องของรณกร ภาพที่เห็นทำให้ทั้งหมดต่างก็งงและหันมองหน้ากันด้วยความแปลกใจ
ปากที่แดงระเรื่อของรสิตานั้นทำให้พวกเขาได้คำตอบ และในคราวเดียวกันก็แอบสงสารเธออยู่ไม่น้อย ที่ต้องมาเจอกับเจ้านายของพวกเขา
“เธอเป็นใคร!!” รณกรถามลูกน้องด้วยน้ำเสียงที่ไม่ว่าใครได้ฟังก็รับรู้ได้ว่าเขากำลังอารมณ์ไม่ดี
“นายใจเย็น ๆ ครับ” เอกสิทธิ์รีบยกมือห้าม “เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่พวกผมหามาให้นายนะครับ”
พวกเขาคิดว่าที่รณกรหงุดหงิดเพราะพาผู้หญิงที่ไม่ถูกใจมาให้
“ใช่ ๆ ครับ” สมภพช่วยเสริม “เธอเป็นพนักงานในร้านครับเห็นว่าเลิกงานพอดี เลยให้ช่วยมาทำแผล”
“ใครเป็นคนอนุญาตให้ขึ้นมา” รณกรกวาดสายตามองลูกน้องทั้งสี่คน
“ผะ...ผมครับ” สมภพค่อย ๆ ยกมือขึ้น
“เสร็จเรื่องนี้ฉันจะจัดการกับแก ออกไปให้หมด” พูดจบรณกรก็เอ่ยไล่ลูกน้องทันที ตอนนี้เขารู้แล้วว่าหญิงสาวตรงหน้าไม่ใช่บุคคลอันตรายสำหรับเขา
“ปล่อยฉันได้ยัง...โอ๊ย!!” รสิตาร้องเพราะเธอโดนผลักล้มลงไปบนพื้น “คุณมัน...”
เธอลุกขึ้นแล้วหันมากำลังจะชี้หน้าเขา แต่เมื่อนึกได้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าคือมาเฟียและเป็นเจ้านายของเธอ เธอจึงลดมือลง เพราะเธอรู้ดีว่าหากเธอกร่างใส่ผู้ชายคนนี้เธอจะโดนอะไร
“ฉันมันทำไม” เขาจ้องหน้าเธอเขม็ง
“เปล่าค่ะ” รสิตาเดินไปหยิบของที่เธอวางไว้อย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะรีบวิ่งออกไปจากห้อง
“จะไปไหน” ไม่ทันที่เธอจะได้ก้าวเท้าออกไป รณกรก็เรียกไว้
“ออกไปข้างนอก” เธอตอบโดยไม่หันมามองเขา
“ใครอนุญาต”
“ก็คุณไล่ให้ออกไปให้หมด” คราวนี้รสิตาก็ค่อยๆ หมุนตัวกลับมา
“ไม่ได้หมายถึงเธอ”
“แล้วฉันต้องอยู่ทำไมคะ” เธอเหลือบมองรณกรนิดหนึ่งก่อนจะหลุบตาลงแล้วมองต่ำ
“มาทำแผลให้ฉันไม่ใช่เหรอ” เขาเลิกคิ้วถาม “มาทำต่อให้เสร็จ”
พูดจบรณกรก็นอนลงไปแล้วเอามือก่ายหน้าผากเหมือนเดิม ท่าทางของเขาตอนนี้เหมือนกำลังใช้ความคิด
รสิตาเองก็จำใจเดินกลับไปทำแผลให้รณกร ซึ่งคราวนี้รณกรนอนนิ่งๆ ปล่อยให้รสิตาจัดการกับแผลของเขา จนรสิตาปิดแผล นั่นแหละเขาถึงหันมามอง
เข้าของดวงตาสีนิลพินิจพิจารณาภาพของหญิงสาวที่ผมถูกรวบไว้ง่ายๆ แถมยังดูกระเซอะกระเซิง ใบหน้ารูปไข่ ปากอิ่มที่แดงระเรื่อ จมูกเล็กได้รูป ทำเขาเผลอมองอยู่พักใหญ่ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่รสิตาลุกขึ้นยืน
“เสร็จแล้วค่ะ” เธอเอาผ้าเช็ดมือของตัวเองให้สะอาด “อย่าลืมทานยาแก้อักเสพ อ้อถ้ามียาแก้ปวดแก้ไข้ก็ทานคู่กันไปเลยนะคะ กันไว้เผื่อแผลร้าวเดี๋ยวจะไม่สบาย อีกอย่างพรุ่งนี้อย่าลืมล้างแผลด้วยนะ หากเป็นไปได้ถ้าคุณมีเวลาคุณก็ไปโรงพยาบาลซะนะ แผลของคุณบางทีอาจจะต้องเย็บ ปล่อยไว้เดี๋ยวจะติดเชื้อ”
รณกรนั่งมองหน้าหญิงสาวที่แนะนำเขาอย่างฉะฉาน แต่แปลกที่เธอไม่สบตาเขาเลย ทั้ง ๆ ที่มีผู้หญิงมากมายอยากนั่งจ้องตากับเขา แต่เธอกลับทำเป็นไม่สนใจเขา
‘มองไม่เห็นความหล่อของฉันหรือไง ยัยบ้านี่’ เขาคิดในใจ
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวนะคะ”
“เดี๋ยว” ขณะที่รสิตาก้มลงไปหยิบของรณกรก็เรียกไว้
“คะ” รสิตายืนนิ่ง “มีอะไรหรือเปล่า”
“ไปเถอะ” รณกรเหมือนจะพูดอะไร แต่สุดท้ายเขาก็ไม่พูด
“ค่ะ” รสิตารีบก้มไปหยิบของที่เธอวางไว้แล้วรีบเดินออกไปจากห้องทันที
คราวนี้รณกรไม่ได้เรียกไว้เขานั่งมองเธอเดินออกไปจากห้อง ก่อนที่เขาจะทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง
“เป็นไง เรียบร้อยมั้ย”
เพียงแค่ประตูถูกเปิดออกมา ลูกน้องของรณกรก็กรูกันเข้ามาถามถึงสถานการณ์ด้านใน ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงรสิตา แต่เพราะเป็นห่วงชีวิตของตัวเองมากกว่า
“เรียบร้อยดีค่ะ”
“เฮ้อ” ลูกน้องทั้งสี่พร้อมใจกันถอนหายใจออกมายาวๆ
“ไปแล้วนะคะ”
“ขอบใจมากไอ้น้อง” สมภพตะโกนตามหลัง
“ค่า” รสิตารีบวิ่งลงไป เธอไม่อยากพูดอะไรให้มากมาย เพราะกลัวจะเกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดขึ้นอีก
หลังจากนอนคิดอะไรเพลิน ๆ รณกรจึงลุกขึ้นนั่งก่อนจะเดินไปหยิบสื้อโค้ชมาใส่
“ไอ้ภพ!!”
“คะ...ครับนาย” สมภพรีบขานรับทั้ง ๆ ที่เขายังยืนอยู่ด้านนอก ตอนนี้หัวใจของเขาหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มแล้ว
“มีใครบาดเจ็บอีกมั้ย” เพียงแค่สมภพโผล่เข้ามารณกรก็เอ่ยปากถาม
“มีสองคนครับ ตอนนี้ส่งตัวไปรักาที่โรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว” สมภพรู้สึกโล่งใจ เพราะเขาคิดว่ารณกรจะเรียกเขามาลงโทษซะอีก “นายจะให้ทำยังไงกับเชลยครับ”
“เค้นความจริงให้ได้ แล้วฆ่าทิ้งซะ” รณกรตอบแบบไม่ใส่ใจ
“ครับนาย”
“พวกนายไม่บาดเจ็บใช่มั้ย”
คำถามของรณกรทำให้สมภพเผลอยิ้มออกมา รณกรมักจะเป็นแบบนี้ ในสายตาของคนภายนอกอาจจะมองรณกรเป็นมาเฟียที่เหี้ยมโหดไร้เมตตา แต่เปล่าเลยกับลูกน้องคนสนิทรณกรมักมีความเมตตาให้เสมอ
“ไม่ครับ”
“ดีแล้ว” รณกรเอนหลังไปบนโซฟาก่อนจะหลับตาลง “ไปพักผ่อนเถอะ”
หลังสมภพออกไปแล้วรณกรก็ลืมตาขึ้น เขารินเหล้าที่อยู่บนโต๊ะแล้วดื่มลงไปหลายแก้ว หลายครั้งที่เขาขยับตัวแล้วทำให้รู้สึกแสบตรงบาดแผล ภาพของใครคนหนึ่งก็มักจะโผล่ขึ้นมา หญิงสาวที่ยกแขนขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง สัญชาติญานของเธอคนนี้ก็ไวอยู่เหมือนกัน แต่เขาก็ยังไวกว่าเธอมากนักเธอเลยถูกจับยกมานั่งอยู่บนตักของเขาโดยง่ายดาย
ท่าทางหวงตัวของเธอยังติดตาเขา นานแล้วที่เขาไม่เจอผู้หญิงเล่นตัวกับเขาแบบนี้ ปกติมีแต่สาวสวยหุ่นแซ่บเข้าแถวรอเขาทั้งนั้น แต่เธอคนนี้แม้แต่หน้าของเขาเธอยังไม่มอง พอนึกถึงตรงนี้รณกรยิ่งหงุดหงิด เขารินเหล้าแล้วดื่มติดต่อกันหลายแก้ว
ปั่ก!!!
เสียงแก้วเปล่าถูกวางลงบนโต๊ะอย่างแรง ก่อนเขาจะลุกขึ้นไปนั่งดูเอกสารต่อบนโต๊ะทำงาน...
บนโต๊ะอาหาร ที่วันนี้พิเศษกว่าทุก ๆ วัน เพราะมีหนุ่มน้อยหน้ามน 4 ชีวิตนั่งเรียงหน้ากันอยู่ฝั่งตรงข้ามของรสิตาและรมิดา แต่เจ้าของบ้านอย่างรณกรไม่ได้รู้สึกพิเศษเลยแม้แต่น้อย มันเป็นความรู้สึกไม่ชอบใจมากกว่าที่มีหนุ่มแปลกหน้าถึงสามคนมานั่งประจันหน้าลูกสาวของเขา “ทานกันเยอะ ๆ เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ” รสิตาบอกเด็กหนุ่มทั้งสาม “ครับคุณน้า” “รีบ ๆ กินแล้วก็ขึ้นห้องไปนอนได้แล้ว” รณกรพูดเสียงเข้ม “หะ” สามหนุ่มอุทานออกมาพร้อมกัน แทนที่จะหันมองหน้าคนที่พูดแต่กลับหันไปมองรวิกรเป็นตาเดียวเพื่อขอคำอธิบาย “เอ่อ” รวิกรยิ้มแหย ๆ ให้เพื่อนทั้งสาม เขาเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้ดี อาการหวงลูกสาวของพ่อคงจะกำเริบอีกแล้ว “ยังไม่หนึ่งทุ่มเลยนะครับป๊า” “เมญ่าก็รีบกินแล้วขึ้นไปอ่านหนังสือ” “ป๊า ญ่าปิดเทอมอยู่นะคะ” เธอพูดเตือนสติพ่อของเธอ “อ่านของเทอมหน้าไง” รณกรเฉไฉไปเรื่อย “คุณคะ” “ว่าไงครับ” ทันทีที่ภรรยาเรียก น้ำเสียงของเขาก็ดูเปลี่ยนไป “รีบทานเถอะค่ะ” “ทำไมเหรอ”
ใต้ต้นไม้ใหญ่ ภายในรั้วบ้านตรงม้านั่งสีขาว มีเด็กสาววัย 16 ปีกำลังนั่งอ่านหนังสือ ความน่ารักของเธอทำให้คนที่ได้พบเจอตกหลุมรักอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เพราะเหตุผลนี้การเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้านจึงทำให้เธอใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก “เมญ่า” เมญ่า หรือรมิดา ลูกสาวคนเล็กของรณกรและรสิตา เธอเป็นเด็กผู้หญิงผิวขาว แก้มป่อง จมูกกับตาได้พ่อส่วนโครงหน้าและปากได้แม่มา เพราะเป็นลูกสาวคนเดียว เธอเลยถูกประคบประหงมเป็นพิเศษ และยิ่งไปกว่านั้นด้วยความที่พ่อหวงมากเธอจึงถูกส่งไปเรียนโรงเรียนหญิงล้วน “คะหม่าม๊า” “ยกขนมไปให้พี่มาร์ตินที่ห้องหน่อย” “ได้ค่ะ” รมิดาลุกจากเก้าอี้แล้วเดินเข้าไปหาแม่ในครวทันที เป็นปิดเทอมแรกในรั้วมหาวิทยาลัยของรวิกร ดูเหมือนเขาจะสนุกกับสิ่งที่ตัวเองเลือก แม้สาขาวิชาที่เขาเรียนจะได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจของครอบครัว แต่ทุกคนก็สนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ รมิดาถือจานขนมเดินขึ้นไปยังห้องของพี่ชาย นี่เป็นครั้งแรกที่เธอถูกวานให้นำขนมมาให้พี่ชาย หลังจากที่เมื่อตอนเธออายุได้ 10 ขวบ ตอนนั้นพี่ชายพาเพื่อนมาที่บ้านเธออาสาถือ
บนชายหาดที่มีแสงแดดอ่อน ๆ และเกลียวคลื่นซัดขึ้นมาบนหาดทราย น้ำทะเลสีฟ้าที่กำลังกระทบแสงทำให้บนผิวน้ำระยิบระยับราวกับมีกลุ่มของดวงดาวอยู่บนนั้น เพราะเลือกมาเที่ยวหาดที่มีความเป็นส่วนตัวสูงจึงทำให้ไม่มีผู้คนพลุกพล่านมากนัก นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขามาเที่ยวกันแบบครอบครัวภาพเด็กน้อยกำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน ทำคนเป็นปู่ ย่า และทวด ต่างนั่งมองด้วยความสุข ตั้งแต่รสิตาคลอดรวิกรออกมาพวกเขาก็ไม่ยอมเจ็บยอมป่วย คงเป็นเพราะอยากอยู่ชื่นชมเด็กน้อยไปนาน ๆ“ป๊า” เด็กน้อยวิ่งไปหาผู้เป็นพ่อที่กำลังนั่งอาบแดดอยู่ไม่ไกลจากที่เขาวิ่งเล่นมากนักชายหนุ่มที่ใส่เพียงแค่กางเกงขาสั้น ส่วนท่อนบนเปลือยเปล่าโชว์ซิกแพ็คก้อนโต แว่นตาแบรนด์ดังที่ประดับอยู่บนใบหน้ายิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้แก่ผู้สวมใส่ ไม่พ้นที่ใครเดินผ่านก็ต่างพากันหันมอง แต่กลับไม่มีใครได้อยู่ในสายตาของเขา เพราะแววตาภายใต้แว่นดำนั้นกลับมีแต่ภาพหญิงสาวที่ใส่ชุดว่ายน้ำทูพีชแบบเซ็กซี่เปิดช่วงอก และกลางลำตัว เขาแอบหวงเธออยู่ลึก ๆ ตั้งใจจะห้ามไม่ให้เธอใส่ แต่สุดท้ายก็ข่มใจไว้ ไม่พูดออกไป “ว่าไงครับ” แต่ก็ยังมีคนสำคัญอีกคนที่สามารถทำให้เขาละสายตาจากภร
หลายคนมักจะพูดว่า เวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน คำนี้มักจะใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย สำหรับหญิงสาวที่เธอต้องหลับไปพร้อมกับลูกชายมาหลายคืนแล้ว เพราะสามีของเธอไม่ยอมกลับบ้าน โทรไปก็ติดต่อไม่ได้เหมือนเขามีเรื่องอะไรปิดบังเธอไว้ เธอจะทำอะไรได้หากเขาจะเปลี่ยนไป “ม๊าฮะ” เด็กน้อยวัยสามขวบวิ่งเข้ามาหาผู้เป็นแม่ “ป๊าไปไหนฮะ” “ป๊าไปทำงานครับ” นี่คือคำที่รสิตาบอกลูกชายมาตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา “คิดถึงป๊า” “ม๊าก็คิดถึง” เพราะเธอก็คิดถึงพ่อของลูกมากเช่นกัน “ไปหาป๊า” เด็กน้อยชูมือสองข้างขึ้นเพื่อให้ผู้เป็นแม่อุ้ม “คืนนี้มาร์ตินนอนกับย่านะ เดี๋ยวม๊าจะไปพาป๊ากลับมาให้” เธอคิดไว้ว่าถ้าภายในเย็นนี้หากสามีของเธอไม่กลับมา เธอจะไปตามหาเขา “ฮะ” คืนนั้นรสิตาให้แม่ของรณกรเอาหลานไปนอนด้วย พอเวลาสองทุ่มตรงเธอก็จัดการเปลี่ยนชุดแล้วแอบออกไปทางหลังบ้าน เพื่อไม่ให้ลูกน้องเห็น ที่เธอต้องทำแบบนี้ เพราะว่าหลายครั้งที่เธอพยายามออกไปหารณกร ลูกน้องก็มักจะเข้ามาขวางแล้วบอกเธอว่ารณกรสั่งไว้ ไม่อนุญาตให้ออกไปไหน รสิตาไปจนถึงคาสิโน
ณ.ย่านการค้าในตัวเมือง หลังจากที่รณกรเสร็จธุระ เขาสั่งให้ลูกน้องจอดรถในขณะที่กำลังผ่านร้าน ๆ หนึ่ง “นายจะทำอะไรครับ” เอกสิทธิ์ถามด้วยความแปลกใจ “มาจองชุด” เขาตอบขณะกำลังเดินเข้าร้านไป “จองชุด ให้ใครครับ นายจะไปงานแต่งเหรอ” เอกสิทธิ์รีบเดิมตามไป พร้อมยังตั้งคำถามกับเจ้านาย “เปล่า ฉันจะแต่งงาน” “หา!! ตะ...แต่งงาน แต่งกับใครครับ” คำตอบของรณกรทำเอกสิทธิ์ปากค้าง เขาพยายามตั้งสติ นี่เขาไม่ได้หูฝาดไปใช่มั้ย “ก็เมียฉันนะสิ” “เมียนาย คนไหนครับ” “มึงอยากตายหรือไง” รณกรหยุดเดินแล้วหันกลับมาทำตาเขียวใส่อกสิทธิ์ “พูดเหมือนฉันมีหลายคน อย่าไปพูดแบบนี้ให้รสิตาได้ยินเป็นอันขาดนะ” “คะ...ครับ” คราวนี้สมภพรู้แล้วว่าเมียที่รณกรหมายถึงคือใคร หลังจากรณกรเข้าไปในร้านได้ไม่นาน สาวๆ พนักงานต่างก็รีบเข้ามาต้อนรับมาเฟียหนุ่ม ความหล่อของเขาทำสาว ๆ ในร้านต่างพากันเพ้อฝัน “คุณลูกค้าหาชุดแบบไหนคะ” “ชุดแต่งงาน” “ถ้าเป็นชุดเจ้าบ่าวเชิญทางนี้ค่ะ” “อยากดูช
หลังส่งลูกน้อยเข้านอน รสิตาก็ขึ้นมานั่งบนเตียงกว้างที่มีผู้เป็นสามีนอนรออยู่ก่อนแล้ว เธอขยับเข้าไปใกล้เขาแล้วซบลงบนอกแกร่งนั้น “เลี้ยงลูกเหนื่อยหรือเปล่า ให้ฉันจ้างคนมาช่วยเลี้ยงมั้ย” นี่เป็นคำถามครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ตั้งแต่เธอคลอดลูกชายให้เขา รณกรมักจะเป็นห่วงสุขภาพของรสิตา กลัวว่าเธอจะพักผ่อนไม่เพียงพอ เขาจึงอยากจ้างคนมาช่วยเลี้ยง แต่รสิตาก็ปฏิเสธตลอด “ไม่ต้องหรอกค่ะ ตอนกลางวันยายของฉันก็อยู่ ไหนจะคุณแม่กับคุณพ่อของคุณที่แวะเวียนมาไม่หยุดอีก กลางวันฉันแทบจะไม่ต้องเลี้ยงเองเลยค่ะ” “เมื่อไหร่ฉันจะได้ของ ๆ ฉันคืน”“ของอะไรคะ” รสิตาเอียงคอถาม เธอไม่เข้าใจว่าของที่สามีพูดถึงคืออะไร “นี่ไง” รณกรจิ้มไปที่อกกลมที่มันใหญ่กว่าเดิมเป็นสองเท่า เพราะรสิตากำลังเป็นคุณแม่ลูกอ่อนที่ต้องให้นมบุตร “นั่นลูกคุณนะคะ” “ลูกก็เถอะ ถ้ามาแย่งของรักของหวงฉันก็ไม่ยอม” “ไม่งอแงนะคะ อีกไม่นานมาร์ตินก็หย่านมแล้ว ถึงตอนนั้นมันก็จะกลับมาเป็นของคุณ” รสิตาพยายามอธบายให้สามีเข้าใจ “แต่ผมอยากได้คืนตอนนี้” “ค







