Masukวันต่อมาในห้องทำงานของรณกร เขานั่งไขว่ห้างพิงโซฟาหลังใหญ่ ในมือถือแก้วเหล้า ส่วนคิ้วขมวดเข้าหากันอย่างกับคนที่กำลังใช้ความคิดอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เมื่อคืนเขายังไม่ได้หลับ เพราะมีเรื่องที่จะต้องให้คิดและรีบจัดการอีกหลายเรื่อง
“มีอะไรครับนาย” บดินทร์ที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องเดินเข้ามาหารณกรเมื่อถูกเรียกพบ
“ไปตามพนักงานคนนั้นมาพบฉันเดี๋ยวนี้” รณกรออกคำสั่ง
“คนไหนครับ” บดินทร์ถามด้วยความสงสัย
“คนเมื่อคืนไง”
“ผมไม่รู้จักหรอกครับ แล้วก็จำไม่ได้ด้วยว่าคนไหน” เพราะบดินทร์ไม่ใช่คนที่พารสิตามาตั้งแต่แรก เขาเลยไม่รู้จักเธอ
เพล้ง!!
เขาเขวี้ยงแก้วเหล้าในมือลงไปบนพื้นจนมันแตกกระจัดกระจาย ทำให้บดินทร์กระโดดหลบแทบไม่ทัน
“มีอะไรครับ” ราเชนทร์ที่อยู่ด้านนอกอีกคนวิ่งเข้ามาถามเมื่อได้ยินเสียงแก้วแตก
“ไม่ได้เรื่องสักตัว ออกไป!!” รณกรตวาดจนไม่มีใครกล้าถามอะไรอีก
ทั้งสองพากันวิ่งออกมาด้านนอกด้วยอาการตกใจ นานแล้วที่พวกเขาไม่เห็นอาการหงุดหงิดแบบนี้ของมาเฟียหนุ่ม
“นายเป็นอะไรวะ”
“กูก็ไม่รู้ อยู่ ๆ ก็บอกให้กูไปตามน้องคนเมื่อคืน” บดินทร์บอก “หรือจะตามมาให้ล้างแผลให้”
“เอ้า มึงก็ไปตามให้นายสิ”
“กูไม่รู้จัก กูจำหน้าไม่ได้ มึงจำได้เหรอ” บดินทร์หันไปบอก “พี่ภพ...ต้องถามพี่ภพเมื่อคืนพี่ภพเป็นคนพาน้องเขามา”
“พี่ภพก็ไม่รู้จักหรอก เพราะแกก็บังเอิญเจอน้องเขาเหมือนกัน” ราเชนทร์ให้เหตุผล
“นั่นสินะ” บดินทร์เห็นด้วย
“ลองมองลงไปสิ เผื่อว่าวันนี้มาทำงานแล้ว” ราเชนทร์ออกความเห็น
“ออกดึกแบบนั้น กูว่าคงไม่เข้ากะเช้าหรอก” ถึงปากจะพูดไปแบบนั้นแต่สายตาก็กวาดมองอย่างมีความหวัง แม้ว่ามันจะริบหรี่ก็เถอะ
ไม่ใช่เพียงแค่ลูกน้องทั้งสองที่กวาดสายตามองไปด้านล่าง ตอนนี้ชายหนุ่มที่กำลังอารมณ์เสียก็ยืนมองลงไปผ่านกระจกในห้องเหมือนกัน เขาได้ยินที่ลูกน้องพูดทั้งหมด
“เข้ากะบ่ายสินะ”
ในขณะที่เขากำลังเดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน เท้าก็เหยียบอะไรบางอย่าง เขาจึงก้มลงไปเก็บสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าทำอาการหงุดหงิดที่มีหายไป
“ไอ้บิ๊ก” รณกรตะโกนเรียกลูกน้องทันที
“ครับนาย” บดินทร์ก็ไม่รอช้ารีบขานรับก่อนที่ตัวจะโผล่เข้าไป
“ตามคุณโจมาพบฉันหน่อย” เขาออกคำสั่ง
“ครับนาย” แม้จะดูเหมือนว่าเจ้านายจะใจเย็นลง แต่ด้วยความกลัวบดินทร์ก็แทบจะกระโดดลงไปโดยไม่ใช้บันได เพราะเขาไม่ใช่ซุปเปอร์แมนจึงทำให้ล้มลุกคลุกคลาน แต่เขาก็ไม่สนใจรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งไปหาจักรพงศ์อย่างรวดเร็ว
หลังได้รับทราบคำสั่งจากบดินทร์เพียงไม่นานจักรพงศ์ก็มาพบรณกรที่ห้องทำงาน
“มีอะไรให้ช่วยครับ”
“เชิญนั่งก่อน”
“ครับ” จักรพงศ์เลื่อนเก้าอี้แล้วนั่งลง
“พนักงานคนนี้” เขาวางป้ายพนักงานลงไปบนโต๊ะตรงหน้าขอจักรพงศ์ “ใช่พนักงานในบ่อนของเรามั้ย”
“ใช่ครับ” จักรพงศ์ยืนยัน
“เรียกเธอมาพบผมหน่อย”
“รู้สึกว่าวันนี้เธอจะเข้ากะบ่ายครับ” จักรพงศ์จำได้ว่าเมื่อวานรสิตาเข้างานกะบ่ายซึ่งวันนี้ก็คงไม่ต่างกัน
“มีที่อยู่ของเธอหรือเปล่า” รณกรก็ยังไม่ละความพยายามที่จะเจอรสิตาให้ได้
“เธอพักอยู่ในที่พักพนักงานของเราครับ”
“อย่างนั้นเหรอ”
คำตอบของจักรพงศ์ทำให้รณกรพอใจอยู่ไม่น้อย อย่างน้อยๆ เขาก็ไม่ต้องไปหาไกล เพราะเธออยู่ใต้จมูกของเขานี่เอง
“ครับ...คือผมขออนุญาตถามได้มั้ยครับ” จักรพงศ์ลังเลเพราะเขาอยากรู้ว่าทำไมรณกรถึงได้ถามหารสิตา
“อะไร”
“เธอไปทำอะไรให้คุณกรไม่พอใจหรือเปล่าครับ” เพราะจักรพงศ์ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเขาเลยคาดเดาไปก่อน
“ไม่มี เพียงแต่ผมมีเรื่องจะคุยกับเธอก็แค่นั้น” รณกรตอบไปตามความจริง
“อ๋อครับ” จักรพงศ์รู้สึกโล่งใจ ซึ่งรณกรก็สังเกตเห็นท่าทางนั้น “เรื่องสำคัญหรือเปล่า ให้ผมไปตามให้มั้ยครับ”
เมื่อได้รู้ว่ารสิตาไม่ได้สร้างเรื่องอะไร จักรพงศ์ก็ไม่ต้องเป็นห่วงหากเธอจะมาพบรณกรตอนนี้ และยินดีที่จะไปตามรสิตาให้
“ไม่ต้อง...ให้มาทำงานก่อนค่อยตามมาพบผม” รณกรคิดว่าเวลานี้คงจะเป็นเวลาพักผ่อนของหญิงสาวเขาเลยปฏิเสธจักรพงศ์ออกไป “เดี๋ยวผมต้องออกไปธุระข้างนอกด้วย”
“คุณกรครับ คุณท่านดีขึ้นบ้างมั้ยครับ”
“ดีขึ้นเยอะแล้ว ตอนนี้กำลังฝึกเดินอยู่”
เนื่องจากหลายเดือนก่อนพ่อของรณกรลื่นล้มในบ้านทำให้กระดูกขาร้าว จึงต้องเข้ารับการผ่าตัดซึ่งตอนนี้ก็รักษาตัวอยู่ที่บ้าน
“อ๋อครับ”
“ไม่มีอะไรแล้วกลับไปทำงานเถอะ”
“ครับ” ขณะที่กำลังจะขอตัวออกมาจักรพงศ์ก็เอื้อมมือจะหยิบป้ายชื่อของรสิตาออกมาด้วย แต่รณกรก็ยื่นมือมาเก็บไปก่อน ทำให้จักรพงศ์แก้เขินด้วยการเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำที่วางอยู่ใกล้ ๆ แทน
บ่ายสองเป็นเวลาเข้างานของรสิตา แต่วันนี้เธอมาเร็วกว่าปกติ เพราะเธอหาป้ายชื่อไม่เจอ และจำไม่ได้ว่าเอาไปวางไว้ที่ไหน เธอเดินเข้าออกตรงห้องเปลี่ยนชุดอยู่หลายรอบ สุดท้ายก็ไม่เจอ เธอจึงต้องทำงานโดยไม่ได้ติดป้ายชื่อ และแน่นอนตามกฏเธอต้องโดนหักเงินที่ไม่แต่งกายให้เรียบร้อย
“ริบบิ้น” ขณะที่รสิตาเดินผ่านก็มีหญิงสาวคนหนึ่งเรียกเธอไว้
“คะพี่เฟิร์ส” รสิตาขานรับทันที
เฟิร์สหรือ เอมิกา เธอคือพนักงานกลุ่มที่สอง เธอเป็นคนหนึ่งที่รสิตาค่อนข้างสนิทด้วย เพราะมักจะเข้างานกะเดียวกันอยู่บ่อย ๆ
“ดูแลแขกให้พี่ก่อนได้มั้ย พี่จะไปเข้าห้องน้ำ” เธอนั่งอั้นฉี่มาสักพักแล้ว พอเห็นรสิตาเดินผ่านมาเลยวานให้ช่วยดูลูกค้าให้
“อ๋อได้ค่ะ” รสิตาก็ไม่ได้ปฏิเสธ
เมื่อเอมิกาลุกออกไป รสิตาก็นั่งลงโดยเว้นระยะห่างกับลูกค้าเล็กน้อย แต่อยู่ ๆ ลูกค้าก็ขยับเข้ามาใกล้เธอแล้วพยายามเอามือโอบไหล่ เธอถอยจนติดพนักโซฟา
“โอ๊ย!!” ทันทีที่มือปลาหมึกวางไปบนขาอ่อนของรสิตา เธอก็จับเขาบิดข้อมือจนต้องร้องออกมา
“ขอโทษค่ะ ฉันสะบัดแรงไปหน่อย” รสิตาลุกขึ้นคำนับลูกค้า “ฉันเป็นพนักงานเสิร์ฟค่ะ ไม่ใช่พนักงานนั่งดริ้ง”
“ฉันจะให้ทิปหนักๆ เลย ดื่มให้ฉันสักแก้ว” เขาดึงเงินพับใหญ่ในกระเป๋าออกมา จากนั้นก็ส่งให้รสิตาเป็นแบงค์เทา 5 ใบพร้อมกับแก้วเหล้าในมือ
รสิตามีความลังเล เธออยากได้เงิน แต่เธอไม่อยากดื่มแก้วเดียวกับเสี่ยคนนี้
เมื่อเห็นว่ารสิตายังไม่รับแก้วเหล้าในมือ หนุ่มใหญ่คนนี้เลยเพิ่มแบงค์เทาอีก 5 ใบ
ในที่สุดรสิตาก็หยิบแก้วในมือของเสี่ยมาถือไว้ ก่อนจะก้มไปหยิบแก้วเปล่าที่วางอยู่ เธอเทเหล้าใส่แก้วใหม่แล้วดื่มรวดเดียวจนหมด ขณะก้มลงวางแก้วเธอก็ยื่นมือไปหยิบแบงค์พันในมือของเสี่ยทั้งสิบใบมาใส่กระเป๋าไว้อย่างรวดเร็ว ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก จนคนที่เพิ่งกลับมาจากข้างนอกที่ทันได้เห็นเหตุการณ์ยังแปลกใจ
“แก้วนี้ฉันให้สองหมื่น” เสี่ยชูแก้วในมือขึ้นคราวนี้เขาเทเหล้าเพียว ๆ ลงไปครึ่งแก้ว
คราวนี้รสิตารับมาโดยไม่ลังเล แต่ขณะที่เธอกำลังจะกระดกเหล้าเข้าปากกลับมีคนเอามือมาจับแขนของเธอไว้
“นายเรียกพบ” ราเชนทร์เป็นคนรับคำสั่งมาเรียกรสิตาไปพบรณกร
“ขอหนูดื่มเหล้าแก้วนี้ก่อน” พูดจบรสิตาก็จะกระดกเหล้าเข้าปากแต่ก็โดนห้ามไว้เหมือนเดิม “แป๊บเดียวพี่ ไม่เกินห้าวิ”
“นายบอกว่าเดี๋ยวนี้” ราเชนทร์ย้ำ เพราะเจ้านายของเขาเน้นย้ำว่าด่วน ๆ
“ก็ให้นายพี่รอไปก่อน หนูทำงานอยู่” รสิตาก็ไม่ได้รีบร้อนกับคำสั่งนั้น เธอคิดว่าแป๊บเดียวเขาคงรอได้
“ถ้าช้าอาจจะโดนไล่ออก” ราเชนทร์ขู่
ปั่ก!
เพียงแค่ได้ยินว่าไล่ออกรสิตาก็รีบวางแก้วลงทันที เพราะการอยู่ที่นี่ สำคัญกว่าอะไรทั้งหมด
“ขอโทษด้วยนะคะเสี่ย คืนพรุ่งนี้ถ้ามาอีกหนูจะมาเล่นด้วย” พูดจบเธอก็ขยิบตาให้เสี่ยไปหนึ่งที
วิโรจน์รู้สึกเสียดาย เขากำลังสนุกอยู่เลย นาน ๆ จะเจอพนักงานที่ถูกใจแบบนี้สักครั้ง และดูเหมือนเธอจะไม่ใช่พนักงานสาวทั่วไป
ท่าทางขี้เล่นนั้นตกอยู่ในสายตาคนที่ยืนรอเธออยู่หน้าห้อง เพราะเขาไม่ยอมเข้าไป เขาอยากรู้ว่ารสิตาทำอะไรเลยหยุดมองอยู่ตรงนั้น...
บนโต๊ะอาหาร ที่วันนี้พิเศษกว่าทุก ๆ วัน เพราะมีหนุ่มน้อยหน้ามน 4 ชีวิตนั่งเรียงหน้ากันอยู่ฝั่งตรงข้ามของรสิตาและรมิดา แต่เจ้าของบ้านอย่างรณกรไม่ได้รู้สึกพิเศษเลยแม้แต่น้อย มันเป็นความรู้สึกไม่ชอบใจมากกว่าที่มีหนุ่มแปลกหน้าถึงสามคนมานั่งประจันหน้าลูกสาวของเขา “ทานกันเยอะ ๆ เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ” รสิตาบอกเด็กหนุ่มทั้งสาม “ครับคุณน้า” “รีบ ๆ กินแล้วก็ขึ้นห้องไปนอนได้แล้ว” รณกรพูดเสียงเข้ม “หะ” สามหนุ่มอุทานออกมาพร้อมกัน แทนที่จะหันมองหน้าคนที่พูดแต่กลับหันไปมองรวิกรเป็นตาเดียวเพื่อขอคำอธิบาย “เอ่อ” รวิกรยิ้มแหย ๆ ให้เพื่อนทั้งสาม เขาเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้ดี อาการหวงลูกสาวของพ่อคงจะกำเริบอีกแล้ว “ยังไม่หนึ่งทุ่มเลยนะครับป๊า” “เมญ่าก็รีบกินแล้วขึ้นไปอ่านหนังสือ” “ป๊า ญ่าปิดเทอมอยู่นะคะ” เธอพูดเตือนสติพ่อของเธอ “อ่านของเทอมหน้าไง” รณกรเฉไฉไปเรื่อย “คุณคะ” “ว่าไงครับ” ทันทีที่ภรรยาเรียก น้ำเสียงของเขาก็ดูเปลี่ยนไป “รีบทานเถอะค่ะ” “ทำไมเหรอ”
ใต้ต้นไม้ใหญ่ ภายในรั้วบ้านตรงม้านั่งสีขาว มีเด็กสาววัย 16 ปีกำลังนั่งอ่านหนังสือ ความน่ารักของเธอทำให้คนที่ได้พบเจอตกหลุมรักอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เพราะเหตุผลนี้การเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้านจึงทำให้เธอใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก “เมญ่า” เมญ่า หรือรมิดา ลูกสาวคนเล็กของรณกรและรสิตา เธอเป็นเด็กผู้หญิงผิวขาว แก้มป่อง จมูกกับตาได้พ่อส่วนโครงหน้าและปากได้แม่มา เพราะเป็นลูกสาวคนเดียว เธอเลยถูกประคบประหงมเป็นพิเศษ และยิ่งไปกว่านั้นด้วยความที่พ่อหวงมากเธอจึงถูกส่งไปเรียนโรงเรียนหญิงล้วน “คะหม่าม๊า” “ยกขนมไปให้พี่มาร์ตินที่ห้องหน่อย” “ได้ค่ะ” รมิดาลุกจากเก้าอี้แล้วเดินเข้าไปหาแม่ในครวทันที เป็นปิดเทอมแรกในรั้วมหาวิทยาลัยของรวิกร ดูเหมือนเขาจะสนุกกับสิ่งที่ตัวเองเลือก แม้สาขาวิชาที่เขาเรียนจะได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจของครอบครัว แต่ทุกคนก็สนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ รมิดาถือจานขนมเดินขึ้นไปยังห้องของพี่ชาย นี่เป็นครั้งแรกที่เธอถูกวานให้นำขนมมาให้พี่ชาย หลังจากที่เมื่อตอนเธออายุได้ 10 ขวบ ตอนนั้นพี่ชายพาเพื่อนมาที่บ้านเธออาสาถือ
บนชายหาดที่มีแสงแดดอ่อน ๆ และเกลียวคลื่นซัดขึ้นมาบนหาดทราย น้ำทะเลสีฟ้าที่กำลังกระทบแสงทำให้บนผิวน้ำระยิบระยับราวกับมีกลุ่มของดวงดาวอยู่บนนั้น เพราะเลือกมาเที่ยวหาดที่มีความเป็นส่วนตัวสูงจึงทำให้ไม่มีผู้คนพลุกพล่านมากนัก นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขามาเที่ยวกันแบบครอบครัวภาพเด็กน้อยกำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน ทำคนเป็นปู่ ย่า และทวด ต่างนั่งมองด้วยความสุข ตั้งแต่รสิตาคลอดรวิกรออกมาพวกเขาก็ไม่ยอมเจ็บยอมป่วย คงเป็นเพราะอยากอยู่ชื่นชมเด็กน้อยไปนาน ๆ“ป๊า” เด็กน้อยวิ่งไปหาผู้เป็นพ่อที่กำลังนั่งอาบแดดอยู่ไม่ไกลจากที่เขาวิ่งเล่นมากนักชายหนุ่มที่ใส่เพียงแค่กางเกงขาสั้น ส่วนท่อนบนเปลือยเปล่าโชว์ซิกแพ็คก้อนโต แว่นตาแบรนด์ดังที่ประดับอยู่บนใบหน้ายิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้แก่ผู้สวมใส่ ไม่พ้นที่ใครเดินผ่านก็ต่างพากันหันมอง แต่กลับไม่มีใครได้อยู่ในสายตาของเขา เพราะแววตาภายใต้แว่นดำนั้นกลับมีแต่ภาพหญิงสาวที่ใส่ชุดว่ายน้ำทูพีชแบบเซ็กซี่เปิดช่วงอก และกลางลำตัว เขาแอบหวงเธออยู่ลึก ๆ ตั้งใจจะห้ามไม่ให้เธอใส่ แต่สุดท้ายก็ข่มใจไว้ ไม่พูดออกไป “ว่าไงครับ” แต่ก็ยังมีคนสำคัญอีกคนที่สามารถทำให้เขาละสายตาจากภร
หลายคนมักจะพูดว่า เวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน คำนี้มักจะใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย สำหรับหญิงสาวที่เธอต้องหลับไปพร้อมกับลูกชายมาหลายคืนแล้ว เพราะสามีของเธอไม่ยอมกลับบ้าน โทรไปก็ติดต่อไม่ได้เหมือนเขามีเรื่องอะไรปิดบังเธอไว้ เธอจะทำอะไรได้หากเขาจะเปลี่ยนไป “ม๊าฮะ” เด็กน้อยวัยสามขวบวิ่งเข้ามาหาผู้เป็นแม่ “ป๊าไปไหนฮะ” “ป๊าไปทำงานครับ” นี่คือคำที่รสิตาบอกลูกชายมาตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา “คิดถึงป๊า” “ม๊าก็คิดถึง” เพราะเธอก็คิดถึงพ่อของลูกมากเช่นกัน “ไปหาป๊า” เด็กน้อยชูมือสองข้างขึ้นเพื่อให้ผู้เป็นแม่อุ้ม “คืนนี้มาร์ตินนอนกับย่านะ เดี๋ยวม๊าจะไปพาป๊ากลับมาให้” เธอคิดไว้ว่าถ้าภายในเย็นนี้หากสามีของเธอไม่กลับมา เธอจะไปตามหาเขา “ฮะ” คืนนั้นรสิตาให้แม่ของรณกรเอาหลานไปนอนด้วย พอเวลาสองทุ่มตรงเธอก็จัดการเปลี่ยนชุดแล้วแอบออกไปทางหลังบ้าน เพื่อไม่ให้ลูกน้องเห็น ที่เธอต้องทำแบบนี้ เพราะว่าหลายครั้งที่เธอพยายามออกไปหารณกร ลูกน้องก็มักจะเข้ามาขวางแล้วบอกเธอว่ารณกรสั่งไว้ ไม่อนุญาตให้ออกไปไหน รสิตาไปจนถึงคาสิโน
ณ.ย่านการค้าในตัวเมือง หลังจากที่รณกรเสร็จธุระ เขาสั่งให้ลูกน้องจอดรถในขณะที่กำลังผ่านร้าน ๆ หนึ่ง “นายจะทำอะไรครับ” เอกสิทธิ์ถามด้วยความแปลกใจ “มาจองชุด” เขาตอบขณะกำลังเดินเข้าร้านไป “จองชุด ให้ใครครับ นายจะไปงานแต่งเหรอ” เอกสิทธิ์รีบเดิมตามไป พร้อมยังตั้งคำถามกับเจ้านาย “เปล่า ฉันจะแต่งงาน” “หา!! ตะ...แต่งงาน แต่งกับใครครับ” คำตอบของรณกรทำเอกสิทธิ์ปากค้าง เขาพยายามตั้งสติ นี่เขาไม่ได้หูฝาดไปใช่มั้ย “ก็เมียฉันนะสิ” “เมียนาย คนไหนครับ” “มึงอยากตายหรือไง” รณกรหยุดเดินแล้วหันกลับมาทำตาเขียวใส่อกสิทธิ์ “พูดเหมือนฉันมีหลายคน อย่าไปพูดแบบนี้ให้รสิตาได้ยินเป็นอันขาดนะ” “คะ...ครับ” คราวนี้สมภพรู้แล้วว่าเมียที่รณกรหมายถึงคือใคร หลังจากรณกรเข้าไปในร้านได้ไม่นาน สาวๆ พนักงานต่างก็รีบเข้ามาต้อนรับมาเฟียหนุ่ม ความหล่อของเขาทำสาว ๆ ในร้านต่างพากันเพ้อฝัน “คุณลูกค้าหาชุดแบบไหนคะ” “ชุดแต่งงาน” “ถ้าเป็นชุดเจ้าบ่าวเชิญทางนี้ค่ะ” “อยากดูช
หลังส่งลูกน้อยเข้านอน รสิตาก็ขึ้นมานั่งบนเตียงกว้างที่มีผู้เป็นสามีนอนรออยู่ก่อนแล้ว เธอขยับเข้าไปใกล้เขาแล้วซบลงบนอกแกร่งนั้น “เลี้ยงลูกเหนื่อยหรือเปล่า ให้ฉันจ้างคนมาช่วยเลี้ยงมั้ย” นี่เป็นคำถามครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ตั้งแต่เธอคลอดลูกชายให้เขา รณกรมักจะเป็นห่วงสุขภาพของรสิตา กลัวว่าเธอจะพักผ่อนไม่เพียงพอ เขาจึงอยากจ้างคนมาช่วยเลี้ยง แต่รสิตาก็ปฏิเสธตลอด “ไม่ต้องหรอกค่ะ ตอนกลางวันยายของฉันก็อยู่ ไหนจะคุณแม่กับคุณพ่อของคุณที่แวะเวียนมาไม่หยุดอีก กลางวันฉันแทบจะไม่ต้องเลี้ยงเองเลยค่ะ” “เมื่อไหร่ฉันจะได้ของ ๆ ฉันคืน”“ของอะไรคะ” รสิตาเอียงคอถาม เธอไม่เข้าใจว่าของที่สามีพูดถึงคืออะไร “นี่ไง” รณกรจิ้มไปที่อกกลมที่มันใหญ่กว่าเดิมเป็นสองเท่า เพราะรสิตากำลังเป็นคุณแม่ลูกอ่อนที่ต้องให้นมบุตร “นั่นลูกคุณนะคะ” “ลูกก็เถอะ ถ้ามาแย่งของรักของหวงฉันก็ไม่ยอม” “ไม่งอแงนะคะ อีกไม่นานมาร์ตินก็หย่านมแล้ว ถึงตอนนั้นมันก็จะกลับมาเป็นของคุณ” รสิตาพยายามอธบายให้สามีเข้าใจ “แต่ผมอยากได้คืนตอนนี้” “ค
![นรสิงห์ [มาเฟียร้ายรัก]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






