Masukหลังจากวันนั้นยายของรสิตาก็เข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้ง และกลางดึกของคืนหนึ่งเธอก็ต้องพายายของเธอไปโรงบาลแบบเร่งด่วนเพราะยายของเธอมีอาการเจ็บหน้าอก และเหนื่อยเพลียอย่างต่อเนื่อง ผลการวินิจฉัยของหมอในครั้งนี้สรุปว่ายายของเธอเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล แม้จะกังวลแต่รสิตาก็ทำตามที่หมอแนะนำคือต้องรักษาโดยการผ่าตัด
หลังผ่าตัดได้สองวันอาการของหญิงชราก็มีอาการดีขึ้นตามลำดับ รสิตายังเทียวไปเทียวมาระหว่างคาสิโนและโรงพยาบาลเพื่อดูแลยายของเธอ
“นายครับ ผมเจอคนไข้คนนึงนามสกุลเดียวกับนังตำรวจคนนั้น...ครับนาย...ผมจะรีบจัดการให้ครับ”
ขณะที่รสิตากำลังเดินผ่านตรงที่บุรุษพยาบาลคนหนึ่ง นั่งคุยโทรศัพท์อยู่ เธอก็ได้ยินบทสนทนานั้นโดยบังเอิญ จึงรีบก้มหน้าลงแล้วเดินผ่านไป
“คุณหมอคะ ถ้าฉันจะขอย้ายโรงพยาบาลได้มั้ย” รสิตารีบเข้าพบหมอที่เป็นเจ้าของไข้ของหญิงชราทันที
“แล้วแต่ความประสงค์ของญาติเลยค่ะ” หมอพูดขณะที่ดูแฟ้มประวัติของคนไข้ “แต่หมอแนะนำว่าให้ยืดเวลาออกไปก่อน เพราะตอนนี้คนไข้ยังไม่เหมาะที่จะเคลื่อนย้ายเพราะเพิ่งได้รับการผ่าตัดมาใหม่ๆ”
“แต่ฉันจำเป็นจริงๆ นะคะ”
“ถ้าอย่างนั้นหมอแนะนำให้ญาติติดต่อโรงพยาบาลที่จะพาคนไข้ไปรักษาก่อนนะคะ และก็พูดคุยเรื่องการเคลื่อนย้ายคนไข้ด้วย คงจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงพอสมควร”
“ขอบคุณค่ะคุณหมอ”
หลังจากออกจากโรงพยาบาลรสิตาก็กลับไปทำงานตามปกติ ท่าทางเหม่อลอยของเธอทำให้เอมิกาสังเกตเห็น
“เป็นอะไร วันนี้ก็เหม่อลอยอีกแล้ว” เอมิกาถามด้วยความเป็นห่วง
“มีเรื่องไม่สบายใจนิดหน่อยค่ะ”
“เรื่องเจ้านายเหรอ” เอมิกาก็ยังคิดว่าเป็นเพราะรณกร
“เปล่าค่ะ เรื่องยาย”
“อ้าว ยายเป็นอะไรเหรอ”
“พอดียายเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดค่ะ ตอนนี้อาการก็ดีขึ้นแล้ว”
“แล้วไม่สบายใจเรื่องอะไรอีก”
“หนูอยากย้ายโรงพยาบาลให้ยาย เอาที่แบบมีระบบรักษาความปลอดภัยอย่างดีนะคะ พี่เฟิร์สรู้จักบ้างมั้ย”
“เดี๋ยวนะพี่ขอนึกดูก่อน” เอมิกาทำท่าครุ่นคิด รสิตาก็รอฟังคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ “นึกออกแล้ว พอดีมีพี่ที่รู้จักทำงานอยู่ แต่ราคาสูงมากนะ เพราะเป็นโรงพยาบาลเอกชนระดับต้นๆ ของกรุงเทพเลย” เอมิกาไม่รู้ว่ารสิตาจะไหวไหม แต่เธอก็แนะนำไว้เป็นทางเลือกให้รสิตา
“ขอที่อยู่ให้หนูหน่อยได้มั้ย หนูจะลองไปสอบถามดู” ถึงแม้ว่าจะแพงแต่ถ้ามันปลอดภัยเธอก็จำเป็นต้องย้าย
“ได้สิ”
ณ อาคารร้างย่านชานเมืองเสียงปืนที่เพิ่งสงบลงทำให้คนที่ใช้ผนังอาคารเป็นที่กำบังอยู่ต้องลดปืนลง
“ออกมา!!! กูบอกให้ออกมา”
“ขอโทษครับ ไว้ชีวิตผมด้วยครับ”
“เข้ามาใกล้ ๆ สิ” เขาสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่คนฟังกลับรู้สึกหวาดกลัวกับความเรียบนิ่งนี้
“ครับ ๆ” ชายหนุ่มรีบคลานเข้าไปหาคนเรียกทันที
“ฝากไปบอกนายของมึงด้วยว่าถ้ายังไม่หยุดลอบกัด กูจะไปถล่มถึงรัง” มาเฟียหนุ่มหน้าเหี้ยมจนชายหนุ่มรู้สึกกลัว “อ้อ แล้วฝากบอกด้วยว่าข้อตกลงทุกข้อเป็นโมฆะ”
ช่วงนี้เขาไม่มีเวลาได้เข้าไปตรวจความเรียบร้อยในบ่อน เพราะเขาต้องคอยเก็บกวาดเช็ดล้างปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมไปถึงสนธิสัญญาที่พ่อของเขาได้ทำไว้กับแก๊งเสือดำตั้งแต่เขาเป็นเด็ก แก๊งเสือดำเป็นแก๊งที่เป็นคู่ปรับตลอดกาลของแก๊งมังกรขาวของเขา
ก่อนหน้านี้พวกเขาก็ต่างคนต่างอยู่กันมาพักใหญ่ จนมาช่วงหลังๆ ที่หัวหน้าแก๊งเสือดำ แต่งตั้งหัวหน้าคนใหม่ขึ้นมาแทนซึ่งก็เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนนั่นเอง หัวหน้าแก๊งเสือดำคนใหม่จึงเริ่มเหิมเกริมกับณรกร คอยส่งลูกน้องมาตลบหลังเขาอยู่หลายครั้ง จนตอนนี้เขาหมดความอดทน
“ไม่ต้องตาม” รณกรยกมือห้ามเมื่อเห็นว่าลูกน้องกำลังจะตามคนที่เขาเพิ่งปล่อยไป
“นายจะปล่อยมันไปจริง ๆ เหรอครับ” สมภพถาม
“อืม”
“งั้นกลับกันเลยมั้ยครับ” เอกสิทธิ์ถามหลังจากที่ใช้บดินทร์ไปเตรียมรถ
รณกรหันไปพยักหน้าให้ลูกน้อง
รถเคลื่อนตัวมาจอดทางด้านหน้าของคาสิโน วันนี้รณกรเลือกที่จะใช้เส้นทางด้านหน้าของร้าน ขณะเดินเข้าไปก็ผ่านผู้คนและโต๊ะต่างๆ เขากวาดสายตามองไปทั่วก็ไม่พบหน้าหญิงสาวที่เขาไม่ได้เจอมาหลายวันแล้ว
รณกรจึงเดินขึ้นไป ก่อนจะจับราวแล้วมองลงมาอีกครั้ง
“นายหาใครอยู่ครับ”
“เปล่า”
“ผมคิดว่ามองหาน้องสาว” เพราะหลายวันก่อนบดินทร์ได้เล่าให้สมภพฟังว่ารณกรเรียกหารสิตา วันนี้เขาเลยคิดว่ารณกรมองหารสิตา
“นั่นน้องสาวแกเหรอ” รณกรเหล่มอง
“มะ...ไม่ใช่ครับ”
“แล้วไปเป็นน้องสาวแกตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ก็อายุน้อยกว่าผม ผมก็ต้องเรียกน้องสาวสิครับ แถมเธอก็เรียกผมว่าพี่”
“ไอ้ภพ มึงอยากตายหรือไง มึงดูหน้านายก่อน” เอกสิทธิ์กระซิบเตือนสมภพ
สมภพรีบก้มหน้าลงทันที เมื่อเห็นสายตาพิฆาตของรณกรที่มองมา
วันต่อมารสิตายังขอหยุดงาน เพื่อไปติดต่อโรงพยาบาลที่เอมิกาได้แนะนำไว้
“เธอจะทำยังไงดีรสิตา เงินมากมายขนาดนั้นเธอจะหามาจากที่ไหน เงินเก็บที่มีก็เริ่มหมดแล้ว” เธอพูดกับตัวเองเมื่อออกมาจากโรงพยาบาล
เธอต้องเตรียมเงินไว้อย่างน้อยหนึ่งแสนเพื่อจ่ายค่ารักษาของโรงพยาบาลเดิม ค่ารถสำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วย รวมไปถึงค่าจ้างพยาบาลพิเศษที่เธอจะให้ดูแลยายในขณะที่อยู่โรงพยาบาลแห่งใหม่ ตลอดไปจนถึงค่าห้องและค่ายาทั้งหมดตลอดการรักษาอยู่ที่นี่
รสิตาย้อนกลับไปโรงพยาบาลที่ยายของเธอรักษาตัวอยู่อีกครั้ง ขณะเดินไปถึงห้องที่ยายของเธอพักรักษาตัวอยู่ก็มีชายหนุ่มที่เธอจำได้ว่าคือคนเดียวกับบุรุษพยาบาลคนนั้น รสิตาจึงทำทีเป็นเปิดอีกห้องเข้าไป
“ขอโทษค่ะ พอดีจำเลขห้องสลับกัน”
ญาติผู้ป่วยในห้องหันมามองเธอเป็นตาเดียว เธอจึงยิ้มแหยๆ ให้พวกเขา
รสิตารีบวิ่งไปยังห้องของยาย เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็เห็นว่ายายนอนดูทีวีอยู่บนเตียง เธอเลยรู้สึกโล่งใจ
“ยาย”
“ทำไมทำท่าตกใจขนาดนั้น” เมื่อเห็นว่าหน้าตาของหลานสาวดูตื่นๆ หญิงชราจึงถามขึ้น
“คนที่เดินออกไป เขาเข้ามาทำไมคะ”
“อ๋อ เมื่อกี้พยาบาลให้เขามาพายายไปเอ็กเรย์ แล้วเขาก็พายายกลับมาส่ง”
“แล้วเขาพูดอะไรกับยายบ้างคะ”
“เขาถามว่าญาติไปไหน ทำไมอยู่คนเดียว”
“แล้วยายบอกว่าไงคะ”
“ยายบอกว่าลูกชายทำงานบริษัท ค่ำ ๆ ถึงได้มาเยี่ยม”
“ยายเก่งมากเลยค่ะ” รสิตารู้สึกโล่งอก อย่างน้อยยายของเธอก็มีไหวพริบที่ดี
“มีอะไรหรือเปล่า” หญิงชราสังเกตเห็นว่าหลานสาวมีหน้าตาที่เคร่งเครียด
“หนูสงสัยว่าเขาจะรู้จักกับภาคภูมิค่ะ”
ภาคภูมิคือนักการเมือง คนบงการที่สั่งให้ลูกน้องตามล่ารสิตากับยายของเธอ
“ตายจริง” หญิงชรามีท่าทีตกใจ
“ยายคะ” รสิตาเลื่อนเก้าอี้มานั่งลงข้างๆ ยายขอเธอ “หนูจะให้ยายย้ายโรงพยาบาลนะคะ แต่หนูคงไปเยี่ยมบ่อยๆ ไม่ได้”
“ทำไมต้องย้าย อีกไม่กี่วันยายก็ได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว”
“แต่หนูรอถึงตอนนั้นไม่ได้ค่ะ หนูติดต่อโรงพยาบาลใหม่แล้วนะ ไกลจากที่นี่หน่อยแต่หนูจะพยายามไปเยี่ยมบ่อย ๆ”
“ถ้านี่เป็นการตัดสินใจของริบบิ้นยายก็ไม่ขัด”
“ขอบคุณยายมากนะคะ ที่เข้าใจหนู อ้อหนูหาพยาบาลมาคอยดูแลยายด้วยนะคะ ยายจะได้มีเพื่อนคุย”
“ไม่ต้องก็ได้ เปลืองเงินเปล่า ๆ”
“ยายไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นค่ะ หนูจัดการเอง”
บนโต๊ะอาหาร ที่วันนี้พิเศษกว่าทุก ๆ วัน เพราะมีหนุ่มน้อยหน้ามน 4 ชีวิตนั่งเรียงหน้ากันอยู่ฝั่งตรงข้ามของรสิตาและรมิดา แต่เจ้าของบ้านอย่างรณกรไม่ได้รู้สึกพิเศษเลยแม้แต่น้อย มันเป็นความรู้สึกไม่ชอบใจมากกว่าที่มีหนุ่มแปลกหน้าถึงสามคนมานั่งประจันหน้าลูกสาวของเขา “ทานกันเยอะ ๆ เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ” รสิตาบอกเด็กหนุ่มทั้งสาม “ครับคุณน้า” “รีบ ๆ กินแล้วก็ขึ้นห้องไปนอนได้แล้ว” รณกรพูดเสียงเข้ม “หะ” สามหนุ่มอุทานออกมาพร้อมกัน แทนที่จะหันมองหน้าคนที่พูดแต่กลับหันไปมองรวิกรเป็นตาเดียวเพื่อขอคำอธิบาย “เอ่อ” รวิกรยิ้มแหย ๆ ให้เพื่อนทั้งสาม เขาเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้ดี อาการหวงลูกสาวของพ่อคงจะกำเริบอีกแล้ว “ยังไม่หนึ่งทุ่มเลยนะครับป๊า” “เมญ่าก็รีบกินแล้วขึ้นไปอ่านหนังสือ” “ป๊า ญ่าปิดเทอมอยู่นะคะ” เธอพูดเตือนสติพ่อของเธอ “อ่านของเทอมหน้าไง” รณกรเฉไฉไปเรื่อย “คุณคะ” “ว่าไงครับ” ทันทีที่ภรรยาเรียก น้ำเสียงของเขาก็ดูเปลี่ยนไป “รีบทานเถอะค่ะ” “ทำไมเหรอ”
ใต้ต้นไม้ใหญ่ ภายในรั้วบ้านตรงม้านั่งสีขาว มีเด็กสาววัย 16 ปีกำลังนั่งอ่านหนังสือ ความน่ารักของเธอทำให้คนที่ได้พบเจอตกหลุมรักอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เพราะเหตุผลนี้การเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้านจึงทำให้เธอใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก “เมญ่า” เมญ่า หรือรมิดา ลูกสาวคนเล็กของรณกรและรสิตา เธอเป็นเด็กผู้หญิงผิวขาว แก้มป่อง จมูกกับตาได้พ่อส่วนโครงหน้าและปากได้แม่มา เพราะเป็นลูกสาวคนเดียว เธอเลยถูกประคบประหงมเป็นพิเศษ และยิ่งไปกว่านั้นด้วยความที่พ่อหวงมากเธอจึงถูกส่งไปเรียนโรงเรียนหญิงล้วน “คะหม่าม๊า” “ยกขนมไปให้พี่มาร์ตินที่ห้องหน่อย” “ได้ค่ะ” รมิดาลุกจากเก้าอี้แล้วเดินเข้าไปหาแม่ในครวทันที เป็นปิดเทอมแรกในรั้วมหาวิทยาลัยของรวิกร ดูเหมือนเขาจะสนุกกับสิ่งที่ตัวเองเลือก แม้สาขาวิชาที่เขาเรียนจะได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจของครอบครัว แต่ทุกคนก็สนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ รมิดาถือจานขนมเดินขึ้นไปยังห้องของพี่ชาย นี่เป็นครั้งแรกที่เธอถูกวานให้นำขนมมาให้พี่ชาย หลังจากที่เมื่อตอนเธออายุได้ 10 ขวบ ตอนนั้นพี่ชายพาเพื่อนมาที่บ้านเธออาสาถือ
บนชายหาดที่มีแสงแดดอ่อน ๆ และเกลียวคลื่นซัดขึ้นมาบนหาดทราย น้ำทะเลสีฟ้าที่กำลังกระทบแสงทำให้บนผิวน้ำระยิบระยับราวกับมีกลุ่มของดวงดาวอยู่บนนั้น เพราะเลือกมาเที่ยวหาดที่มีความเป็นส่วนตัวสูงจึงทำให้ไม่มีผู้คนพลุกพล่านมากนัก นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขามาเที่ยวกันแบบครอบครัวภาพเด็กน้อยกำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน ทำคนเป็นปู่ ย่า และทวด ต่างนั่งมองด้วยความสุข ตั้งแต่รสิตาคลอดรวิกรออกมาพวกเขาก็ไม่ยอมเจ็บยอมป่วย คงเป็นเพราะอยากอยู่ชื่นชมเด็กน้อยไปนาน ๆ“ป๊า” เด็กน้อยวิ่งไปหาผู้เป็นพ่อที่กำลังนั่งอาบแดดอยู่ไม่ไกลจากที่เขาวิ่งเล่นมากนักชายหนุ่มที่ใส่เพียงแค่กางเกงขาสั้น ส่วนท่อนบนเปลือยเปล่าโชว์ซิกแพ็คก้อนโต แว่นตาแบรนด์ดังที่ประดับอยู่บนใบหน้ายิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้แก่ผู้สวมใส่ ไม่พ้นที่ใครเดินผ่านก็ต่างพากันหันมอง แต่กลับไม่มีใครได้อยู่ในสายตาของเขา เพราะแววตาภายใต้แว่นดำนั้นกลับมีแต่ภาพหญิงสาวที่ใส่ชุดว่ายน้ำทูพีชแบบเซ็กซี่เปิดช่วงอก และกลางลำตัว เขาแอบหวงเธออยู่ลึก ๆ ตั้งใจจะห้ามไม่ให้เธอใส่ แต่สุดท้ายก็ข่มใจไว้ ไม่พูดออกไป “ว่าไงครับ” แต่ก็ยังมีคนสำคัญอีกคนที่สามารถทำให้เขาละสายตาจากภร
หลายคนมักจะพูดว่า เวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน คำนี้มักจะใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย สำหรับหญิงสาวที่เธอต้องหลับไปพร้อมกับลูกชายมาหลายคืนแล้ว เพราะสามีของเธอไม่ยอมกลับบ้าน โทรไปก็ติดต่อไม่ได้เหมือนเขามีเรื่องอะไรปิดบังเธอไว้ เธอจะทำอะไรได้หากเขาจะเปลี่ยนไป “ม๊าฮะ” เด็กน้อยวัยสามขวบวิ่งเข้ามาหาผู้เป็นแม่ “ป๊าไปไหนฮะ” “ป๊าไปทำงานครับ” นี่คือคำที่รสิตาบอกลูกชายมาตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา “คิดถึงป๊า” “ม๊าก็คิดถึง” เพราะเธอก็คิดถึงพ่อของลูกมากเช่นกัน “ไปหาป๊า” เด็กน้อยชูมือสองข้างขึ้นเพื่อให้ผู้เป็นแม่อุ้ม “คืนนี้มาร์ตินนอนกับย่านะ เดี๋ยวม๊าจะไปพาป๊ากลับมาให้” เธอคิดไว้ว่าถ้าภายในเย็นนี้หากสามีของเธอไม่กลับมา เธอจะไปตามหาเขา “ฮะ” คืนนั้นรสิตาให้แม่ของรณกรเอาหลานไปนอนด้วย พอเวลาสองทุ่มตรงเธอก็จัดการเปลี่ยนชุดแล้วแอบออกไปทางหลังบ้าน เพื่อไม่ให้ลูกน้องเห็น ที่เธอต้องทำแบบนี้ เพราะว่าหลายครั้งที่เธอพยายามออกไปหารณกร ลูกน้องก็มักจะเข้ามาขวางแล้วบอกเธอว่ารณกรสั่งไว้ ไม่อนุญาตให้ออกไปไหน รสิตาไปจนถึงคาสิโน
ณ.ย่านการค้าในตัวเมือง หลังจากที่รณกรเสร็จธุระ เขาสั่งให้ลูกน้องจอดรถในขณะที่กำลังผ่านร้าน ๆ หนึ่ง “นายจะทำอะไรครับ” เอกสิทธิ์ถามด้วยความแปลกใจ “มาจองชุด” เขาตอบขณะกำลังเดินเข้าร้านไป “จองชุด ให้ใครครับ นายจะไปงานแต่งเหรอ” เอกสิทธิ์รีบเดิมตามไป พร้อมยังตั้งคำถามกับเจ้านาย “เปล่า ฉันจะแต่งงาน” “หา!! ตะ...แต่งงาน แต่งกับใครครับ” คำตอบของรณกรทำเอกสิทธิ์ปากค้าง เขาพยายามตั้งสติ นี่เขาไม่ได้หูฝาดไปใช่มั้ย “ก็เมียฉันนะสิ” “เมียนาย คนไหนครับ” “มึงอยากตายหรือไง” รณกรหยุดเดินแล้วหันกลับมาทำตาเขียวใส่อกสิทธิ์ “พูดเหมือนฉันมีหลายคน อย่าไปพูดแบบนี้ให้รสิตาได้ยินเป็นอันขาดนะ” “คะ...ครับ” คราวนี้สมภพรู้แล้วว่าเมียที่รณกรหมายถึงคือใคร หลังจากรณกรเข้าไปในร้านได้ไม่นาน สาวๆ พนักงานต่างก็รีบเข้ามาต้อนรับมาเฟียหนุ่ม ความหล่อของเขาทำสาว ๆ ในร้านต่างพากันเพ้อฝัน “คุณลูกค้าหาชุดแบบไหนคะ” “ชุดแต่งงาน” “ถ้าเป็นชุดเจ้าบ่าวเชิญทางนี้ค่ะ” “อยากดูช
หลังส่งลูกน้อยเข้านอน รสิตาก็ขึ้นมานั่งบนเตียงกว้างที่มีผู้เป็นสามีนอนรออยู่ก่อนแล้ว เธอขยับเข้าไปใกล้เขาแล้วซบลงบนอกแกร่งนั้น “เลี้ยงลูกเหนื่อยหรือเปล่า ให้ฉันจ้างคนมาช่วยเลี้ยงมั้ย” นี่เป็นคำถามครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ตั้งแต่เธอคลอดลูกชายให้เขา รณกรมักจะเป็นห่วงสุขภาพของรสิตา กลัวว่าเธอจะพักผ่อนไม่เพียงพอ เขาจึงอยากจ้างคนมาช่วยเลี้ยง แต่รสิตาก็ปฏิเสธตลอด “ไม่ต้องหรอกค่ะ ตอนกลางวันยายของฉันก็อยู่ ไหนจะคุณแม่กับคุณพ่อของคุณที่แวะเวียนมาไม่หยุดอีก กลางวันฉันแทบจะไม่ต้องเลี้ยงเองเลยค่ะ” “เมื่อไหร่ฉันจะได้ของ ๆ ฉันคืน”“ของอะไรคะ” รสิตาเอียงคอถาม เธอไม่เข้าใจว่าของที่สามีพูดถึงคืออะไร “นี่ไง” รณกรจิ้มไปที่อกกลมที่มันใหญ่กว่าเดิมเป็นสองเท่า เพราะรสิตากำลังเป็นคุณแม่ลูกอ่อนที่ต้องให้นมบุตร “นั่นลูกคุณนะคะ” “ลูกก็เถอะ ถ้ามาแย่งของรักของหวงฉันก็ไม่ยอม” “ไม่งอแงนะคะ อีกไม่นานมาร์ตินก็หย่านมแล้ว ถึงตอนนั้นมันก็จะกลับมาเป็นของคุณ” รสิตาพยายามอธบายให้สามีเข้าใจ “แต่ผมอยากได้คืนตอนนี้” “ค







