Share

บทที่ 2

Author: หวังไจ๋เสี่ยวฉวนโถว
ฉันขบคิดประโยคนี้วนไปวนมาในหัว แล้วก็ยิ้มออกมา

อีกเจ็ดวันข้างหน้า คือวันเกิดของไป๋เหิง

และยิ่งไปกว่านั้น มันคือวันที่ฉันกับเขาจะตัดขาดกันอย่างถาวร

เช้าวันต่อมา เสียงกุกกักดังขึ้นจนทำให้ฉันตื่น

ฉันลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย ก็พบว่าเป็นไป๋เหิงที่กำลังจัดเก็บเครื่องสำอางซึ่งวางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งของฉัน

ไม่ได้เจอกันแค่คืนเดียว แววตาของเขาก็เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่ปิดไม่มิด

“ชิวชิว คุณตื่นแล้ว ผมเห็นคุณวางเครื่องสำอางทิ้งไว้ไม่เป็นระเบียบอีกแล้ว ก็เลยช่วยเก็บให้”

ฉันมองดูใบหน้าเธอเหลาของเขาอย่างเงียบๆ โดยไม่ส่งเสียงอะไร

เขามักจะใส่ใจแบบนี้เสมอ

เรื่องเล็กๆ อย่างการจัดโต๊ะเครื่องแป้งให้ฉัน ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิตและรายละเอียดเล็กน้อยนับไม่ถ้วนที่ฉันละเลย เขาก็มักจะคอยนึกถึงและจัดการแทนฉันได้เป็นอย่างดี

สิบห้าปีที่ผ่านมาเขาเป็นแบบนี้เสมอมา เอาเรื่องของฉันมาเป็นอันดับแรกจริงๆ

แต่ผู้ชายที่คอยคิดเผื่อฉันไปซะทุกเรื่องคนนี้ กลับไปพลอดรักหวานชื่นกับผู้หญิงคนอื่นในวันเกิดของฉัน

อาจจะเพราะสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของฉันที่เปลี่ยนไป เขาจึงล้วงเอากล่องใบเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋า

ไป๋เหิงคุกเข่าลงข้างหนึ่ง แววตาของเขาอ่อนโยนจนแทบจะล้นทะลักออกมา

“ชิวชิว เมื่อคืนวันเกิดคุณที่ผมไม่ได้กลับบ้าน ก็เพราะผมไปสั่งทำแหวนวงนี้มาให้คุณ เพชรเม็ดนี้คือหัวใจนิรันดร์ที่ผมทุ่มเทตามหามาอย่างยากลำบาก มีแค่เม็ดเดียวในโลกเลยนะ!”

เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อว่า

“ให้สิ่งนี้เป็นตัวแทนความรักที่เป็นนิรันดร์ของเรานะ ชิวชิว ผมรักคุณตลอดไป”

ฟังเขาพูดจบ ฉันก็กระตุกยิ้มมุมปาก

รับแหวนจากมือเขามา แล้วพลิกดูซ้ายขวาอย่างพินิจพิเคราะห์

ไป๋เหิงยังคงสวมกอดเอวฉันไว้อย่างออดอ้อน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเว้าวอน

“ชิวชิว เมื่อคืนผมอุตส่าห์ทำแหวนให้คุณทั้งคืนเลยนะ คุณไม่มีอะไรจะให้รางวัลผมหน่อยเหรอ?”

พูดจบ น้ำเสียงของเขาก็แหบพร่าลง ฝ่ามือหนาเริ่มลูบไล้ไปตามเอวของฉัน

สีหน้าของฉันเรียบเฉย และเอื้อมมือไปจับมือของเขาเพื่อหยุดการกระทำนั้น

ข้ออ้างห่วยๆ แบบนี้ ถ้าฉันไม่จับได้ว่าไป๋เหิงนอกใจ ฉันก็คงจะเชื่อไปแล้ว

เพราะสิบห้าปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยโกหกฉันเลยสักครั้ง

จนกระทั่งหลินซวงเยว่ปรากฏตัวขึ้น

ที่แท้ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นไปได้ทั้งนั้น เพียงแค่มันยังไม่ถึงเวลา

ฉันเก็บซ่อนความรู้สึก น้ำเสียงราบเรียบจนเดาอารมณ์ไม่ถูก

“คุณยุ่งมาทั้งคืนคงเหนื่อยแย่แล้ว พักผ่อนให้สบายเถอะ”

เมื่อได้ยินดังนั้น ไป๋เหิงก็ยิ่งกอดฉันแน่นขึ้นไปอีก เอาแต่ซุกไซ้ใบหน้าเข้าที่ซอกคอของฉันไม่หยุด ราวกันโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ตัวโตที่กำลังอ้อนเจ้าของ

“ชิวชิวของผมนี่ดีกับผมจังเลยนะ ผมนี่มันเป็นผู้ชายที่โชคดีที่สุดในโลกเลย!”

เขาพูดไป ฉันก็หัวเราะเบาๆ ตามไปด้วย พร้อมหยิบกล่องของขวัญดีไซน์ประณีตที่อยู่ใกล้มือขึ้นมา

ไป๋เหิงรับไปแล้วก็มีสีหน้างุนงงเล็กน้อย และทำท่าจะเปิดมันออกทันที

ฉันกดมือเขาไว้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเนิบนาบว่า

“ของขวัญวันเกิดล่วงหน้าน่ะ จำไว้นะว่าต้องเปิดดูในวันเกิดเท่านั้น”

เขาดูประหลาดใจระคนยินดีเอามากๆ

“ให้ของขวัญล่วงหน้าตั้งหกวันเลยเหรอ! ตอนนี้ผมอดใจรอไม่ไหวแล้วนะ อยากรู้จังว่าชิวชิวเตรียมอะไรไว้ให้ผม!”

ความดีใจบนใบหน้าของเขาดูออกมาจากใจจริงล้วนๆ เราสองคนดูราวกับคู่สามีภรรยาธรรมดาๆ ที่แสนจะมีความสุข

แต่ฉันรู้ดีว่า ทั้งหมดนี้มันก็แค่ภาพลวงตา

และเขาก็รู้ดีเช่นกัน

ดังนั้นเขาจึงยิ่งแสดงละครอย่างสุดความสามารถ

ของที่อยู่ในกล่องใบนั้น ก็คือข้อความทั้งหมดที่หลินซวงเยว่ส่งมาหาฉันตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา

ทั้งประวัติการแชตเชิงชู้สาว รูปถ่ายคู่สุดแนบชิด และข้าวของสารพัดอย่างที่เขาซื้อให้เธอ

แม้กระทั่งคลิปวิดีโอที่หลินซวงเยว่ส่งมาให้ ฉันก็รวบรวมใส่แฟลชไดรฟ์เอาไว้ให้หมดแล้ว

นอกจากของพวกนี้แล้ว ก็ยังมีหนังสือสัญญาหย่าที่ฉันเซ็นชื่อเอาไว้เรียบร้อยแล้วอีกหนึ่งฉบับ

หวังว่าในวันเกิดอีกหกวันข้างหน้า เขาจะชอบของขวัญชิ้นนี้นะ

ช่วงบ่าย ไป๋เหิงฝากให้ฉันเอาเอกสารไปส่งให้เขาที่บริษัท

“ชิวชิว เมื่อเช้าผมรีบออกจากบ้านไปหน่อย เอกสารนั่นต้องใช้ประกอบการร่วมทุนกับต่างชาติวันนี้ สำคัญมากเลยนะ คุณช่วยเอามาส่งให้ผมหน่อยได้ไหม?”

ยิ่งพูด เสียงของเขาก็ยิ่งเบาลง ประโยคสุดท้ายเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

“โทษผมเองแหละ ถ้าผมไม่ขี้ลืม ชิวชิวก็คงไม่ต้องลำบากวิ่งมาหาหรอก”

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ตอนที่ได้ยินคำพูดรู้สึกผิดของไป๋เหิง ฉันคงจะปลอบใจเขาอย่างดี และบอกเขาว่าแค่แวะมาบริษัทเอง ไม่เห็นจะลำบากตรงไหนเลย

แต่ตอนนี้ ฉันทำเพียงแค่ส่งเสียงตอบรับเบาๆ ในลำคอ แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรต่ออีกเลย

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • ลาก่อนความรัก ฉันไม่ขอรับมันอีกต่อไป   บทที่ 10

    หลังจากวันนั้น ฉันก็ไม่ได้เจอไป๋เหิงอีกเลยต่อมาเป็นสวี่อินอินที่บอกฉันว่า ตอนที่เธอเดินผ่านสถานที่แห่งหนึ่ง เห็นไป๋เหิงนั่งขดตัวอยู่ข้างถังขยะพอได้ยินแบบนั้น ในใจของฉันก็รู้สึกแย่อย่างบอกไม่ถูกขึ้นชื่อว่าเคยผูกพันเป็นสามีภรรยากันมา ฉันคงไม่อาจปล่อยปละละเลยเขาได้จริงๆฉันจึงขอที่อยู่จากสวี่อินอินไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่วัน ไป๋เหิงดูซูบผอมลงกว่าเดิมมาก แผ่นหลังที่เคยเหยียดตรงในยามนี้กลับคุดคู้เพราะความหนาวเหน็บบนตัวเขาสวมเพียงเสื้อผ้าตัวบาง แอบซ่อนอยู่ตรงมุมอับลมด้านหลังถังขยะพลางพ่นลมหายใจอุ่นๆ ออกมาไม่หยุดเห็นดังนั้น ฉันก็ลอบถอนหายใจ ยื่นเสื้อคลุมให้เขาตัวหนึ่งร่างกายของไป๋เหิงแข็งทื่อไปวูบหนึ่ง พอรับเสื้อคลุมไปแล้วก็เอาแต่ก้มหน้าไม่กล้าสบตาฉันผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอู้อี้"ตอนนี้สภาพที่ตกอับของผมคงดูไม่ได้เลยใช่ไหม? ขอโทษนะ ที่ไม่ได้ทิ้งความทรงจำดีๆ ไว้ให้คุณเป็นครั้งสุดท้าย"ฉันค้อนขวับใส่เขาแวบหนึ่ง แล้วยื่นแก้วน้ำอุ่นให้เขา"ทำไมยังไม่กลับประเทศอีก?"เขาชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยเสียงเบา "พาสปอร์ตหายน่ะ บัตรประชาชนกับมือถือก็โดนปล้นไปหมด ภาษาฝร

  • ลาก่อนความรัก ฉันไม่ขอรับมันอีกต่อไป   บทที่ 9

    พวกเราดื่มกันอย่างเต็มคราบ พลางบอกเล่าเรื่องราวของแต่ละคน หัวใจกลับรู้สึกดีขึ้นมากอย่างน่าประหลาดไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ผู้คนในร้านเริ่มบางตาลง ส่วนสวี่อินอินก็เมามายจนไม่ได้สติไปแล้วมองดูสภาพของเธอแล้ว ฉันก็กดโทรศัพท์หาเย่เซิ่งถิงเงียบๆ"พี่เย่ มารับพวกเราหน่อยสิ คืนนี้พวกเราดื่มกันไปเยอะมากเลย"ปลายสายแม้ว่าน้ำเสียงของเย่เซิ่งถิงจะราบเรียบจนเดาอารมณ์ไม่ถูก แต่ก็ยังสัมผัสได้ว่าเขากับกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่"ได้เลย"กว่าเย่เซิ่งถิงจะมาถึงยังพอมีเวลาอีกสักพัก ฉันจึงเดินออกจากห้องส่วนตัวเพื่อไปสูดอากาศหายใจทว่ากลับเดินสวนกับชายผิวดำคนหนึ่ง เขาเมามายจนโซเซ แถมสายตากระลิ้มกระเหลี่ยหยาบโลนยังจับจ้องมาที่ตัวฉันไม่วางตา"โอ้ แม่สาวน้อยคนสวยมาจากไหนเนี่ย? ไม่เคยเห็นหน้าเลยแฮะ""มาให้พี่ชายจูบสักทีสิ อยากรู้จังว่าจะหวานหอมเหมือนอีหนูคนอื่นไหม"พูดจบ เขาก็ทำท่าจะขยับเข้ามาใกล้ฉันฉันขมวดคิ้ว มือคว้าขวดเหล้าเปล่าที่อยู่ข้างเท้าขึ้นมาทันทีช่วงเวลาที่อยู่ต่างประเทศนี้ ฉันเองก็พอจะเรียนศิลปะป้องกันตัวมาบ้างแต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ลงมือ ชายผิวดำคนนั้นก็ถูกร่างผอมเพรียวร่างหน

  • ลาก่อนความรัก ฉันไม่ขอรับมันอีกต่อไป   บทที่ 8

    ริมฝีปากของเขาสั่นระริก เอ่ยพึมพำอย่างอึกอัก"ชิวชิว คุณให้อภัยผมเถอะนะ ได้ไหม? ความรักสิบห้าปีของเราบอกว่าจะตัดก็ตัดได้ง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ?""เราผ่านความยากลำบากมาตั้งมากมาย ก้าวข้ามอุปสรรคมาตั้งเท่าไหร่ กว่าจะได้มาอยู่ด้วยกัน นี่คุณอยากจะตัดขาดจากผมอย่างถาวรจริงๆ เหรอ!""คุณเคยบอกว่าพวกเราจะมีลูกด้วยกัน จะไปเที่ยวด้วยกัน จะบอกรักกันในวันที่มีหิมะตกหนัก พวกเรายังทำอะไรด้วยกันได้อีกตั้งเยอะแยะ เรื่องที่เราสัญญากันไว้ยังทำไม่สำเร็จเลย คุณก็จะทิ้งผมไปแล้วเหรอ?!"เขาเอ่ยออกมาแทบจะเป็นการแผดเสียงตะโกน ร่างกายสั่นเทาไม่หยุดตลอดสิบปีที่ผ่านมา ฉันไม่เคยเห็นไป๋เหิงสติแตกขนาดนี้มาก่อนเลยในความทรงจำ เขาเป็นสุภาพบุรุษที่อ่อนโยนละมุนละไมดั่งหยกมาโดยอัธยาศัยดีกับทุกคนและทุกสิ่ง ยิ่งกับฉันก็ยิ่งอ่อนโยนเป็นพิเศษ ไม่เคยหลุดโมโหเลยแม้แต่น้อยที่แท้ความรักก็สามารถเปลี่ยนคนคนหนึ่งได้จริงๆถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนที่ได้เห็นไป๋เหิงในสภาพนี้ ฉันก็อาจจะใจอ่อนแต่ตอนนี้ ความรู้สึกที่ฉันมีต่อเขามันถูกกัดเซาะจนไม่เหลือชิ้นดีมาตั้งนานแล้วฉันมองดูดวงตาที่แหลกสลายของเขา แล้วเอ่ยออกไปทีละคำอย่างชัดเจน"ไป๋

  • ลาก่อนความรัก ฉันไม่ขอรับมันอีกต่อไป   บทที่ 7

    กว่าสิบปีที่ผ่านมา ฉันแทบจะเอาชีวิตทั้งจิตใจและร่างกายไปหมุนรอบตัวไป๋เหิง ไม่ได้ทำงาน ไม่ได้เรียนหนังสือ ชีวิตทั้งชีวิตหยุดนิ่งอยู่กับที่หยุดพักมานานขนาดนี้ ก็ถึงเวลาต้องเริ่มต้นใหม่เสียทีมื้อนี้พวกเรากินกันอย่างมีความสุขมาก ระหว่างนั้นสวี่อินอินก็คอยคีบอาหารให้ฉันตลอด บรรยากาศบนโต๊ะอาหารพอมีเธออยู่ด้วยก็ราวกับไม่มีวันเงียบเหงาพวกเราถูกชะตากันตั้งแต่แรกพบหลังจากกินข้าวเสร็จ ฉันก็ไปที่บริษัทกับสองสามีภรรยา และเข้าร่วมหุ้นกับบริษัท sy อย่างเป็นทางการห้องทำงานที่เย่เซิ่งถิงเตรียมไว้ให้ฉันนั้นกว้างขวางและสว่างไสว ส่วนห้องข้างๆ ก็คือสวี่อินอินนอกเวลางาน พวกเรามักจะไปกินข้าวที่ร้านอาหารใต้ตึกบริษัท ไม่ก็ไปจิบเครื่องดื่มเบาๆ ที่บาร์นั่งชิลใกล้ๆบางทีพอคุยกันถูกคอ พวกเราก็จะไปปลดปล่อยกันที่ผับแถวๆ นั้นแต่ก็มักจะถูกเย่เซิ่งถิงจับได้ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เดินเข้าประตูไปพอถึงตอนนั้น สวี่อินอินก็มักจะโวยวายอย่างไม่พอใจ"มีจิ่งชิวอยู่เป็นเพื่อนฉันทั้งคน คุณจะกลัวอะไร! ฉันไม่หนีตามคนอื่นไปหรอกน่า!"เย่เซิ่งถิงมือหนึ่งหิ้วคอเสื้อเธอไว้ ส่วนอีกมือก็คอยจิ้มหน้าผากเธอไม่หยุด"ข้างในนั้น

  • ลาก่อนความรัก ฉันไม่ขอรับมันอีกต่อไป   บทที่ 6

    จากนั้นก็ถอดซิมการ์ดโทรศัพท์ออก หักครึ่งแล้วโยนทิ้งลงถังขยะเมื่อเครื่องแลนดิ้ง เย่เซิ่งถิงก็มารออยู่ที่สนามบินตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วพอเห็นฉันเดินมา เขาก็ชูช่อดอกลิลลี่ในมือขึ้น"จิ่งชิว ทางนี้!"ฉันได้ยินเสียงเรียกของเขา จึงส่งยิ้มรับสายตาของเขาไม่ได้เจอกันหลายปี เขาดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากฉันยื่นมือออกไปทักทายเขาเย่เซิ่งถิงรับกระเป๋าเดินทางในมือฉันไปถือไว้อย่างกระตือรือร้น"ตั้งแต่เราแยกย้ายกันคราวก่อน นี่ไม่ได้เจอกันกี่ปีแล้วเนี่ย?"เมื่อได้ยินคำพูดของเขา ความทรงจำก็ค่อยๆ พรั่งพรูเข้ามาในหัวฉันกับเย่เซิ่งถิงเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยมปลาย หลังสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็เรียนเอกออกแบบแฟชั่นเหมือนกันตอนมัธยมปลายเราเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะที่คอยช่วยเหลือกันและกัน พอเรียนมหาวิทยาลัยเราก็เป็นคู่หูที่ใครๆ ต่างก็ชื่นชมไอเดียการออกแบบทั้งหมดของฉัน เขาสามารถเข้าใจมันได้อย่างลึกซึ้ง และแนวคิดการออกแบบของเขาก็สอดคล้องกับฉันราวกับนัดกันมาเราคือคนที่มีอุดมการณ์และใจรักในสิ่งเดียวกันอย่างแท้จริงช่วงนั้นฉันกับเย่เซิ่งถิงสนิทกันมาก จนมีเพื่อนหลายคนมาคอยตะล่อมถามเรื่องความสัมพันธ์ของฉันกับเขา

  • ลาก่อนความรัก ฉันไม่ขอรับมันอีกต่อไป   บทที่ 5

    เราทั้งคู่ต่างก็ไม่ได้สนใจหิมะบนตัวเลยฉันยังคงรอคอยเมื่อก่อนฉันกับไป๋เหิงเคยสัญญากันไว้ว่า ทุกครั้งที่เดินตากหิมะด้วยกัน เราจะต้องบอกรักกันหนึ่งครั้งแต่พอฉันมองดูผู้ชายตรงหน้าที่ยังคงเอาแต่ชื่นชมวิวหิมะตามลำพัง ก็ตระหนักได้อีกครั้งว่า สุดท้ายแล้วเราคงไม่อาจอยู่ร่วมกันจนแก่เฒ่าได้เสียงกึกก้องดังจากไกลเข้ามาใกล้ จู่ๆ ในใจฉันก็เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา พอเงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณ ก็เห็นหินก้อนยักษ์กำลังกลิ้งหลุนๆ พุ่งตรงมาทางฉันอย่างรวดเร็วสมองของฉันขาวโพลนไปชั่วขณะ เสียงดัง "ครืน" สนั่นหวั่นไหว วินาทีต่อมา ร่างกายก็รู้สึกราวกับถูกรถบรรทุกทับ"ซี๊ด—"ฉันกุมหน้าอกสูดปากด้วยความเจ็บปวด เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผาก"ชิวชิว!!"ไป๋เหิงตกใจจนเสียงหลง ขอบตาแดงก่ำในพริบตา น้ำตาร้อนผ่าวไหลอาบแก้ม"ชิวชิว! คุณเป็นยังไงบ้าง? ผมจะพาคุณไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้!"ฉันมองใบหน้าที่ตื่นตระหนกของเขา แล้วแค่นยิ้มหยันเมื่อกี้ไป๋เหิงยืนอยู่ห่างจากฉันไม่ไกล เขามีเวลาถมเถที่จะดึงฉันเข้าไปหลบในจุดที่ปลอดภัยแต่เมื่อกี้เขามัวแต่ก้มหน้าดูมือถือ จนไม่ได้สนใจแม้กระทั่งเสียงหินยักษ์ที่กลิ้งตกลงมาฉันหลุบ

  • ลาก่อนความรัก ฉันไม่ขอรับมันอีกต่อไป   บทที่ 4

    ฉันยกมือขึ้นบังหน้าตัวเองโดยสัญชาตญาณ แล้วเดินตามหลังพวกเขาไปผู้คนในบริษัทเห็นจนชินตาแล้ว สายตาหยอกล้อจับจ้องไปที่พวกเขา ถึงขั้นมีคนที่สนิทกับหลินซวงเยว่เอ่ยแซวอย่างเปิดเผยว่า"ซวงเยว่ ทำงานอยู่กับท่านประธานจอมเผด็จการของคุณอีกแล้วเหรอ?"หลินซวงเยว่ค้อนขวับคนพูดด้วยความขัดเขิน ไป๋เหิงเห็นดังนั้น

  • ลาก่อนความรัก ฉันไม่ขอรับมันอีกต่อไป   บทที่ 3

    ฉันกับเขา ไม่มีอะไรจะพูดกันอีกแล้วทันทีที่ก้าวเข้าไปในบริษัท ตั้งแต่พนักงานรักษาความปลอดภัยหน้าประตู พนักงานต้อนรับที่ล็อบบี้ ไปจนถึงพนักงานที่กำลังเดินขวักไขว่ วินาทีที่เห็นฉัน ทุกคนต่างก็หยุดเดินแล้วโค้งทักทายฉันนี่คือสิ่งที่ไป๋เหิงกำชับไว้เป็นพิเศษ ถึงขั้นเขียนระบุไว้ในกฎระเบียบของบริษัทเลยที

  • ลาก่อนความรัก ฉันไม่ขอรับมันอีกต่อไป   บทที่ 1

    ในคลิปวิดีโอ ผู้หญิงคนนั้นครางออดอ้อนไม่หยุด “อาเหิงเก่งจังเลย”เขาเอาคำหวานที่เราเคยพร่ำบอกกันไปพูดให้ผู้ช่วยคนนั้นฟัง ฉันก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเขาแอบไปมีลูกกับผู้ช่วยคนนั้นลับหลังฉัน ฉันก็ไม่ร้องไห้ฟูมฟายและไม่โวยวายเขาคิดว่าตัวเองปิดบังได้แนบเนียนไร้ที่ติ โดยที่ไม่รู้เลยว่าฉันเตรียมตัวถอ

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status