LOGIN“ข้าบอกพวกเขาว่านามของเจ้าคือหว่านเอ๋อร์ ข้าคิดชื่อนี้ออกตอนเห็นเจ้าเดินเข้ามาเมื่อครู่ ข้าบอกกับหัวหน้าพ่อค้าไปแบบนั้นเพราะคิดว่าเจ้าควรมีชื่อตามแบบของแคว้นจ้าว จะได้ไม่ดูเป็นคนต่างถิ่น หว่านเอ๋อร์แซ่เหยียน ต่อไปเจ้าก็ใช้ชื่อแซ่ว่าเหยียนหว่านเอ๋อร์ ส่วนนี่คือเสื้อผ้าชุดใหม่ฮูหยินของเขาฝากมาให้ เห็นบอกว่าฝากให้ฮูหยินของข้า”
“โทษข้าไม่ได้นะ กำไลของเราเหมือนกันพวกเขาก็เลยเข้าใจผิด” วันวิสาข์ยักไหล่
“เจ้าไปเปลี่ยนเป็นชุดแบบชาวแคว้นจ้าวเสียสิ”
“ข้าขอเวลาครู่เดียวนะเจ้าคะฮูหยิน” วันวิสาข์เอ่ยกับฮูหยินพ่อค้าแล้วหันหน้ากลับมามองชายหนุ่ม “เหยียนหว่านเอ๋อร์ ข้าชอบชื่อนี้” วันวิสาข์ยิ้มพอใจกับชื่อใหม่ที่เพิ่งได้
“แล้วเรื่องที่หัวหน้าพ่อค้าบอกว่าชื่อคล้องกันเมื่อครู่นั่น...แล้วชื่อของท่าน...”
“เหยียนเจี๋ย ข้าชื่อเหยียนเจี๋ย”
“เหยียนเจี๋ย เหยียนหว่านเอ๋อร์ ข้าชอบนะทั้งชื่อท่านและชื่อข้า ขอบคุณ” วันวิสาข์ยิ้มสว่างไสว โดยที่ไม่รู้เลยว่าแซ่เหยียนของตนเองนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะเหยียนคือชื่อรองขององค์ชายทั้งสามพระองค์ของแคว้นจ้าว
“แม่นางเราคงจะต้องออกเดินทางแล้ว อิงสงคงจะออกตามหาเราเช่นกัน”
“อิงสง ท่านคงจะหมายถึงคนที่หน้าบึ้งๆ บนสะพานคนนั้นใช่หรือเปล่า”
“ใช่” จ้าวเหยียนเจี๋ยยิ้มอย่าขบขันเมื่อได้ยินเช่นนั้น
รอยยิ้มเขาน่ามองชะมัด หญิงสาวคิดในใจ “ว่าแต่ท่านเป็นคนตั้งชื่อข้า อย่าเรียกแม่นางสิ ต่อไปเราสองคนคือเพื่อนกันแล้วนะ”
“เพื่อนหรือ”
“เอ่อ...หมายถึงสหายน่ะ สหายกันก็ต้องเรียกชื่อโอเคนะ”
“อะไรคือ โอเค”
“เอ่อ...ลืมตัวแฮะ...เอาเป็นว่าท่านเรียกชื่อข้าหว่านเอ๋อร์ ข้าก็จะเรียกท่านว่าเหยียนเจี๋ย ว่าแต่ว่าท่านรู้สึกดีขึ้นแล้วหรือ ท่านเสียเลือดไปมาก”
“ข้าไม่เป็นไร ข้าต้องขอบคุณเจ้าจริงๆ”
“ขอล่ะ ตั้งแต่เช้าเจอแต่คนขอบอกขอบใจจนตัวข้าจะลอยขึ้นไปแล้ว”
“ได้ยินมาว่าเจ้าช่วยลูกชายคนเดียวของหัวหน้าพ่อค้าเอาไว้ด้วย”
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ท่านไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก แต่เปลี่ยนเป็นช่วยข้าตามหาหมอจางก็พอ ตกลงตามนี้” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ย และเดินเข้าไปหาฮูหยินหัวหน้าพ่อค้าที่ยังคงยืนรออยู่
จ้าวเหยียนเจี๋ยมองตามร่างอรชรที่เดินห่างออกไปด้วยอารมณ์หลากหลาย หลังจากที่ได้สนทนากับหัวหน้าพ่อค้า ที่เล่าเรื่องราวตอนที่เขาหมดสตินั้น เขาไม่แน่ใจว่าตอนนี้เขาคิดอะไรอยู่ และคิดอย่างไรกับหญิงสาวแปลกหน้าคนนี้ที่มีที่มาไม่ธรรมดา
‘ฮูหยินท่านคงจะรักท่านมากนะ’
‘ฮูหยินของข้า’
‘ใช่ นางไปล้างหน้าล้างตา เดี๋ยวคงจะมา ฮูหยินข้าชอบนางมากเลย ทั้งสวยทั้งฉลาด แถมเป็นหมออีกด้วย นี่ฮูหยินข้าถึงขนาดยกชุดนี้ให้ นางรักชุดนี้มากเลยนะนานๆ ครั้งถึงจะใส่ แต่ก็ยอมยกให้ฮูหยินของเจ้า’
‘นางบอกพวกท่านว่าข้าเป็นสามีของนางหรือ’
‘หรือว่าพวกเจ้าเพิ่งจะหนีตามกันมาเลยโดนทำร้ายใช่ไหม เฮ้อน่าเศร้าจริงๆ นี่เจ้าคงจะไปรักกับคุณหนูสูงศักดิ์ละสิ’
‘คือ...ว่า’
‘ไม่เป็นไร ข้าเข้าใจพวกเจ้า ข้าดูแล้วเจ้าสองคนเป็นคนดีเหมาะสมกันด้วย อีกอย่างดูก็รู้ว่านางรักเจ้ามาก นางดูร้อนใจมาตอนเจ้านอนเจ็บ ข้าก็ไม่รู้ว่านางทำได้อย่างไรแต่นางถึงกับยอมแบ่งลมหายใจให้ท่านเลยนะ’
‘ท่านหมายความว่าอย่างไรที่นางยอมแบ่งลมหายใจให้ข้า’
‘ก็ข้าเจอท่านตอนนั้น ท่านไม่มีลมหายใจแล้ว แต่นางกลับเป่าลมหายใจของนางเข้าไปในปากท่าน ผ่านปากของนางเองเลย ตอนแรกข้านึกว่านางเป็นบ้าไปแล้ว เพราะความเสียใจแต่ที่ไหนได้ หลังจากนางทำแบบนั้น เจ้าก็กลับมามีลมหายใจอีกครั้งไม่เชื่อก็ต้องเชื่อล่ะ’
‘จริงหรือ’ เขาแตะริมฝีปากตังเองอย่างลืมตัว
‘ว่าแต่ฮูหยินเจ้าชื่ออะไรเล่าพ่อหนุ่ม ข้าลืมถามนางซะสนิทเลย’
‘ชื่อของนาง...’
‘ใช่ข้าจะได้จำเอาไว้เพราะเมื่อคืนนี้นางช่วยรักษาอาการป่วยของลูกข้าเอาไว้ด้วย’ ทันใดนั้นร่างแบบบางของหญิงสาวที่กำลังเดินใกล้เข้ามาก็ปรากฏขึ้น
‘หว่านเอ๋อร์... ชื่อของนางคือหว่านเอ๋อร์’ เขายิ้มเล็กน้อยแล้วเอ่ยออกมา
‘หว่านเอ๋อร์ ชื่อเพราะสมตัวนาง เจ้าล่ะพ่อหนุ่ม’
‘เหยียนเจี๋ยคือชื่อของข้า’ เขาไม่ได้เอ่ยออกมาทั้งหมดว่าเขาคือองค์ชายจ้าวเหยียนเจี๋ย องค์ชายสามแคว้นจ้าวและแม่ทัพใหญ่รักษาดินแดน เพราะในระหว่างการเดินทางนี้ เขาตัดสินใจว่าเขาจะเป็นเพียงแค่เหยียนเจี๋ย นายทหารคนหนึ่งเท่านั้น
‘สองคนทั้งรูปงามนามก็เพราะช่างเหมาะสมกันจริงๆ’
‘งามนัก เจ้าสวมชุดนี้แล้วสวยมากเลยแม่นางหว่านเอ๋อร์’ ฮูหยินพ่อค้าเอ่ยชมจนเหยียนหว่านเอ๋อร์รู้สึกขัดเขิน
‘นั่นเพราะชุดที่ท่านให้มาแท้ๆ เลยขอบคุณท่านมากนะเจ้าคะ’
‘อย่าได้เกรงใจไปเลย ท่านช่วยรักษาลูกชายของเราแค่นี้ยังน้อยไปวันหน้าหากเจ้าไปที่เมืองจงตูก็แวะไปหาข้าได้ตลอดเลย มาเถอะสายมากแล้วเจ้าและข้าต่างก็สมควรออกเดินทางได้แล้ว’
เมื่อเดินเข้ามารวมกับคนอื่นๆ ทุกคนในขบวน ต่างก็มองมาที่เหยียนหว่านเอ๋อร์เป็นตาเดียวกัน พวกเขาเอ่ยชมเป็นเสียงเดียวกัน จ้าวเหยียนเจี๋ยเองก็มองนางด้วยความชื่นชมเขาคิดไว้มิผิดจริงๆ เหยียนหว่านเอ๋อร์เหมาะกับชุดของหญิงสาวแคว้นจ้าว อีกทั้งชุดสีขาวสลับเหลืองช่วยขับให้ผิวเนียนสดใสของนางให้แลดูอ่อนเยาว์ ผมยาวสลวยของนางที่เคยถูกพันไว้ลวกๆ ตอนนี้ครึ่งหนึ่งถูกปล่อยสยายลงมาเต็มบ่า ส่วนอีกครึ่งถูกถักเอาไว้แล้วม้วนเป็นวงยึดเอาไว้กึ่งกลางศีรษะด้วยปิ่นไม้
เหยียนหว่านเอ๋อร์เดินยิ้มเข้ามาหาจ้าวเหยียนเจี๋ย ตอนนี้เขาเองก็เปลี่ยนมาใส่ชุดสีน้ำตาลเข้มที่ได้รับมาจากพ่อค้าซึ่งมีรูปร่างใกล้เคียงกัน “ข้าดูเป็นอย่างไรบ้าง”
“สวยมากเลยแม่นาง” ทุกคนเอ่ย
กระท่อมหลังถัดมาหลังที่สามมิใช่ที่อยู่แต่เป็นโรงครัว ห้องกินข้าว และห้องเก็บอาหาร พวกเราทั้งหมดใช้มันร่วมกัน กินข้าวด้วยกัน ทำกับข้าวสรวลเสเฮฮาร่วมกัน ตอนแรกหม่าซือหยวนคิดว่าอาจารย์มีความคิดที่แปลกประหลาดยิ่ง บ้านของใครก็ควรจะมีโรงครัวเป็นของตัวเองสิ แต่ตอนนี้เขาเห็นแล้วว่าการทำแบบนี้ทำให้ทั้งหมดกลายเป็นครอบครัวใหญ่จริงๆ เพราะตกเย็นทั้งหมดได้มานั่งร่วมกัน กินข้าวด้วยกัน พูดคุยกัน ทั้งยังแบ่งปันสิ่งที่ทำมาให้กันและกันฟังกระท่อมหลังสุดท้ายเป็นของอาจารย์กับนายท่านเหยียนเจี๋ย กระท่อมหลังนี้เป็นหลังที่ดีที่สุดสร้างขึ้นเพื่อเป็นของขวัญให้กับคนทั้งสอง เพราะอาจารย์ของเขามีความรู้สึกไวต่ออากาศเย็น ดังนั้นกระท่อมหลังนี้จึงเป็นแบบปิด ภายในนั้นมีเตาผิงที่ต้องจุดไฟเอาไว้ตลอดเวลาในหน้าหนาว แต่หน้าร้อนก็สามารถเปิดหน้าต่างระบายอากาศได้สมาชิกครอบครัวใหญ่อาศัยอยู่ที่หุบเขามังกรหลับแห่งนี้ทั้งหมดเก้าคน มีตัวเขาหม่าซือหยวน นายท่านเหยียนเจี๋ย อาจารย์ อาจารย์ปู่ ผู้อาวุโสเฟิง สือเจี้ยนหาว อู๋อิงสงกับฮูหยินของเขา และคนสุดท้ายแม่นางน้อยที่ใจแข็งคนหนึ่ง สาวน้อยผู้ที่กำลังซักผ้าอยู่ที่ริมลำธาร แม่นางเสี่ยวจู
ทั้งสองจุมพิตกันและกันอย่างเร่าร้อนคลอเคลียพัวพันไม่ห่าง ใบหน้างดงามของเหยียนหว่านเอ๋อร์แดงซ่าน แม้จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความต้องการ แม้จะเคยเห็นบทรักในหนังมามาก ทว่าพอเอาเข้าจริงหญิงสาวกลับไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน ร่างกายที่ร้อนรุ่มยิ่งทวีความร้อนขึ้นกว่าเดิมเมื่อร่างเปลือยเปล่าของนางถูกเขาจุมพิตไปทั่วความรู้สึกขัดแย้งในกายพุ่งขึ้นสูง ทั้งสุขสมทว่ากลับไม่สบายตัว คล้ายบางอย่างไม่ได้รับการเติมเต็ม หญิงสาวหอบหายใจภายใต้ร่างของเขาอย่างไร้ทางสู้ มือทั้งสองข้างกอดเกี่ยวเขาเอาไว้ทั้งยังแอ่นกายขึ้นไปแนบร่างเข้าหาตัวเขา นางคล้ายหนาวสั่นและพยายามโหยหาความอบอุ่น มือน้อยลูบไล้มัดกล้ามบนตัวเขาอย่างสะเปะสะปะอากัปกิริยาของนางทำให้เขาสูดลมหายใจเข้าอย่างห้ามไม่อยู่ เขาโน้มกายเข้าหานางและจุมพิตปากเล็กที่กำลังครางเสียงหวานออกมาเบาๆ คล้ายลูกแมวกำลังออดอ้อนขอความรักจ้าวเหยียนเจี๋ยจุมพิตแผ่วเบาเพื่อปลอบโยนนาง ในยามที่เขาโน้มกายเข้าครอบครองนางในที่สุด ทว่าความเจ็บปวดที่พุ่งขึ้นสูง ทำให้นางหวีดร้องออกมาเสียงแผ่ว บางอย่างในกายฉีกขาดออกจากกันให้ ความรู้สึกเจ็บร้าวทำให้นางผงะถอย ทว่าจ้าวเหยียนเจี๋ยกลับใช้สอ
“เจ้าเจี๋ย เจ้าบ่าวจะต้องอยู่ดื่มเหล้ามงคลกับแขกเหรื่อก่อนสิจึงจะถูก” ซูหย่งจื้อเอ่ย“อาจารย์” เหยียนหว่านเอ๋อร์มองซูหย่งจื้ออย่างงงงัน“เขาเมาน่ะ” หลี่เฟิงเสวียนเอ่ยกลั้วหัวเราะ“นี่ พวกเจ้าแม้จะแต่งงานก็ยังร่วมหอไม่ได้นะ สุขภาพเจ้าไม่แน่ว่าจะรับไหวดังนั้นข้าขอเตือน”“อาจารย์!” เหยียนหว่านเอ๋อร์หน้าแดง“นี่มันคืนส่งตัวนะผู้อาวุโส” หลายคนพยายามดึงเขาออกไปจากห้องหอ“เจ้าเจี๋ยน่ะ ข้าไว้ใจ แต่ที่ข้าไม่ไว้ใจน่ะศิษย์ตัวแสบของข้าต่างหาก”“ท่านกำลังพูดอะไรกัน ไป ท่านเมาแล้ว” สือเจี้ยนหาวอ่อนใจเหลือเกิน ศิษย์อาจารย์คู่นี้ช่างหาเรื่องให้ปวดหัวได้ไม่เว้นวันจริงๆ“จริงๆ นะ เจ้าเจี๋ย อย่าให้นางจับเจ้ากินไปเสียก่อนเล่า”“อาจารย์ท่านเหลวไหลอะไร!!”“ข้าน่ะหรือเหลวไหล เจ้าน่ะไม่น่าไว้ใจ ส่วนเจ้าเจี๋ยเขาไม่มีทางรู้ทันความเจ้าเล่ห์ของเจ้าหรอก เจ้ากะจะจับเขากินโดยไม่ฟังข้าล่ะสิ”“อาจารย์!” เหยียนหว่านเอ๋อร์ถึงกับพูดไม่ออก นางอายจนใบหน้าแดงก่ำร้อนแทบจะลุกเป็นไฟ“เจ้าเจี๋ย...ข้าไว้ใจเจ้านะ” เสียงตะโกนของซูหย่งจื้อยังคงดังเข้ามาแม้ว่าเขาจะโดนหิ้วตัวไปแล้ว“เอ่อ...นี่เป็นการก่อกวนห้องหอเท่านั้น ขอท่านอาเขยก
“ข้าจ้าวเหยียนเจี๋ยขอสาบาน ข้าจะรักเหยียนหว่านเอ๋อร์เพียงผู้เดียวมิแบ่งใจให้คนอื่น เจ้าจะเป็นหนึ่งเดียวในใจข้า ข้าจะซื่อสัตย์ต่อเจ้าเพียงผู้เดียวไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่”“ข้าเหยียนหว่านเอ๋อร์ขอสาบาน ข้าจะรักจ้าวเหยียนเจี๋ย รักด้วยจิตวิญญาณทั้งหมดของข้า ท่านจะมีข้า และข้าจะมีท่านเดินเคียงข้างกันไปนับจากวันนี้ จวบจนวันสุดท้ายของชีวิต”ถ้อยคำหนักแน่นของทั้งสองดังขึ้นท่ามกลางสายลมที่พัดแผ่ว ท่ามกลางทุ่งดอกหญ้าสีขาวบริสุทธิ์ ท่ามกลางหุบเขาลำเราไพรที่ร่วมเป็นสักขีพยาน... งานมงคลเรียบง่ายของบ่างสาวสองคู่ถูกจัดขึ้น จ้าวเหยียนเจี๋ยแต่งเหยียนหว่านเอ๋อร์เป็นฮูหยิน และอู๋อิงสงแต่งอวิ๋นหยาเป็นฮูหยิน ภายในถ้ำนำแข็งพันปีของวังเมฆาอัคคีถูกตบแต่งด้วยข้าวของมงคลสีแดงทว่าเหล่าสักขีพยานที่เข้ามาร่วมงานกลับมีเยอะกว่าที่เหยียนหว่านเอ๋อร์คาด ตอนแรกนางเพียงอยากให้งานมงคลนี้เป็นเพียงงานเลี้ยงเล็กๆ เท่านั้น แต่จ้าวเหยียนเจี๋ยกลับส่งคนไปเชิญสหายสนิททั้งหมดของนางมาร่วมแสดงความยินดีเสวียนหมิง ลั่วอิงยี่ หลิงหลิง จ้าวเหยียนอิ่ง ซิ่วอิ่งจิน มู่หรงเซียว ซิ่วจินหลิน หลี่เฟิงเสวียน ซูหย่งจื้อ สือเจี้ยนหาว คนทั้งหมดนี
นางรู้เพียงถูกลงโทษตามกฎของพรรค เสวียนหมิงให้จั่วจินเหิงนาบสัญลักษณ์ของการถูกขับไล่ก่อนจะให้จั่วจินเหิงโบยนางด้วยตนเอง เมื่อครบร้อยไม้แล้วพวกเขาก็ประกาศไปว่านางตายไปแล้ว ศพของนางถูกส่งลงเขามาฝังทว่าลมหายใจนางกลับคืนมา เสวียนหมิงจึงให้ซูหย่งจื้อรั้งชีวิตนางเอาไว้กระนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ คือนางถูกนาบสัญลักษณ์ของการถูกขับไล่ และที่ต้องเป็นจั่วจินเหิงเท่านั้นที่ทำหน้าที่โบย เนื่องจากเสวียนหมิงไม่ไว้ใจให้คนอื่นทำเขาจะต้องกะแรงให้พอดิบพอดีไม่ลงหนักหรือเบาจนเกินไป แต่เขาก็ยังต้องโบยถึงห้าสิบไม้กว่าที่อวิ๋นหยาจะสลบ ก่อนจะประกาศไปว่านางสิ้นลมแล้วส่งตัวนางมายังกระท่อมแห่งนี้“เจ้า...ข้าคิดว่าจ้าววังส่งเจ้าไปที่อื่น เขาบอกว่าเจ้าทำความผิดร้ายแรงต้องถูกลงโทษ เลยต้องส่งเจ้าไป”“ข้าอยู่ที่นี่มาตลอด คนในพรรคคิดว่าข้าตายไปแล้ว แต่นั่นก็จริงสำหรับพวกเขาข้าตายไปแล้ว ข้าถูกขับออกจากพรรคตอนนี้ข้าไม่มีที่ให้ไปแล้ว ดังนั้นหากท่านไม่ทำตามคำพูดไม่แต่งข้าเป็นฮูหยิน ข้าจะฆ่าท่านเสีย” นางขู่“แล้วข้าจะแต่งใครได้” เขาจูบหนักๆ ลงบนหน้าผากนาง“ต้องขอบคุณฮูหยินท่านนั้น” อิงสงหันกลับมามองคนที่เดินตามเขามาถึงกระ
เช้าวันต่อมาข่าวการเสียชีวิตของเหยียนหว่านเอ๋อร์ก็ถูกประกาศออกไป พร้อมๆ กันนั้นข่าวที่องค์ชายสามทรงอาการบาดเจ็บภายในทรุดลง เพราะทรงเสียพระทัยกับข่าวการตายของว่าที่พระชายาก็ได้แพร่ออกไป กระทั่งสองวันหลังจากนั้นข่าวการที่องค์ชายสามทรงสิ้นพระชนม์ตามว่าที่พระชายาก็ถูกประกาศออกไปในวังหลวงต่างก็เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ทว่าก็ซาบซึ้งกับความรักที่องค์ชายสามมีต่อพระชายายิ่งนัก ว่ากันว่าจ้าวเหยียนอี้อนุญาตให้ฝังศพของคนทั้งสองไว้ด้วยกันในสุสานหลวง แต่เพราะเหยียนหว่านเอ๋อร์ยังมิได้แต่งให้องค์ชายสามอย่างถูกต้อง และยังไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระชายาอย่างเป็นทางการ จ้าวเหยียนอี้จึงพระราชทานตำแหน่งให้เหยียนหว่านเอ๋อร์เป็นฮูหยินคุณธรรม ฮูหยินแม่ทัพใหญ่แคว้นจ้าวขณะที่ผู้คนในเมืองหลวงต่างไว้ทุกข์ให้องค์ชายสามและฮูหยินคุณธรรมอยู่นั้น เหยียนหว่านเอ๋อร์ก็ถูกพาเข้าไปนอนรักษาตัวอยู่บนเตียงน้ำแข็ง ในถ้ำน้ำแข็งพันปีของวังเมฆาอัคคี โดยมีเสวียนหมิงและซูหย่งจื้อดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด“อาหมิง เรื่องอวิ๋นหยาไปถึงไหนแล้ว”“ท่านอาโปรดวางใจ ข้าได้ทำตามที่ท่านอาบอกแล้ว”“เช่นนั้นหรือ นางเป็นเช่นไรบ้าง”“ยังมีชีวิตอยู่
“ตกลงไปในหุบเหว” เสวียนหมิงเลิกคิ้ว“ใช่ ข้าจะตกลงไปในหุบเหวบ่ายวันนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นนำข้าไปพบกับหลี่เฟิงเสวียนในอดีต ก่อนที่ข้ากลับมาที่นี่อีกครั้งแล้วเจ้าก็จะพาข้ามาที่ร้านขนมตระกูลอิ่นแห่งนี้”“ท่านหมายความว่า...”“มีหลายสิ่งหลายอย่างข้าเองก็อธิบายไม่ได้ มันยากจะเชื่อข้ารู้ แต่ข้าก็ยังอยากจะข
“หลี่เฟิงเสวียนมีน้องสาวคนหนึ่ง นางเคยเป็นนางกำนัลอยู่ในวังหลวง เขากับข้าพบกันในวังหลวงตอนที่เขาแอบเข้าไปหานาง น้องสาวของเขาคือคนที่พ่อเจ้าโกหกอายุครรภ์ นางชื่อว่าอิ่นชิงเซียนนางคือสหายของข้า”“อิ่นมู่ชิง อิ่นชิงเซียน” เสวียนหมิงเอ่ยชื่อสองชื่อออกมา“ร้านขนมตระกูลอิ่นแห่งนี้ คือบ้านเกิดมารดาของพวกเ
“ท่านพ่อบุญธรรมเคยเล่าว่าท่านเป็นคนเฉลียวฉลาด เห็นทีจะจริง” เสวียนหมิงยิ้มเมื่อเห็นแววตาที่จ้องเขม็งมายังเขา คล้ายนางกำลังบอกเขาว่า อย่าได้คิดปิดบังข้าเชียว“ข้ามิได้เฉลียวฉลาดขนาดนั้น แต่เจ้าบอกว่าเจ้าทำการย้ายเขาเข้าไปฝังในสุสานของจ้าววัง การที่คนผู้หนึ่งจะทำการย้ายศพเข้าไปสถานที่ที่สำคัญขนาดนั้น
เหยียนหว่านเอ๋อร์พบว่าขั้นตอนการทำขนมแทบจะทุกอย่าง เสวียนหมิงจะเป็นคนดูแลด้วยตัวเองโดยตลอด เขาเพียงแต่จ้างคนงานไม่กี่คนช่วยในการขายขนมหน้าร้าน อิ่นมู่ และหลิงหลิงเป็นผู้รับผิดชอบงานบัญชีของร้าน แต่หากว่างจากการดูแลอิ่นมู่ นางมักจะเข้าไปช่วยงานเสวียนหมิงในครัววันนี้หลังจากที่เสวียนหมิงเสร็จจากงานใน







