Beranda / รักโบราณ / ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก / ตอนที่ 14 สำนักถูกลอบโจมตี

Share

ตอนที่ 14 สำนักถูกลอบโจมตี

Penulis: Naiyana
last update Tanggal publikasi: 2026-03-18 22:22:50

สายลมอ่อนๆในช่วงเย็นของวันพัดกิ่งไม้ให้เคลื่อนไหวไปตามแรงลม ทำให้นกน้อยทรงตัวไม้อยู่และบินออกไปในที่สุด การเคลื่อนตัวของสิ่งมีชีวิตตัวน้อยเมื่อสักครู่ไม่ส่งผลหรือทำลายบรรยากาศอันเงียบสงบของที่นี่เลยแม้แต่น้อย ใบไม่สีเขียวจากการจากไปของนกน้อยคล่อยๆล่วงล่นลงมาตามสายลม มือเรียวบางยื่นมือไปกลางอากาส ใช้พลังภายในส่งไปยังใบไม้สีเขียวนั่นก่อนที่มันจะล่นถึงพื้น นางกวาดมือเรียวบางเข้าหน้าตัว ใบไม้นั้นเองก็พัดมาที่ระหว่างคิ้วเรียงสวยในขณะที่นางยังคงหลับตาอยู่ มันลอยนิ่งอยู่กลางอากาศแต่จู่ๆกลับกลายเป็นผงธุรีในชั่วพริบตา ตามด้วยพลังมหาศานกระจายออกจากตัวนาง ระหว่างคิ้วงามเกิดสัญลักษณ์คล้ายนกฟินิกซ์ที่เป็นเหมือนสัตว์วิญญาณของนางและเลื่อนหายไป ดวงตางามค่อยๆเบิกตากว้าง นัยตามีสีฟ้าครามเพียงเสี้ยววินาทีและหายไปเช่นกัน

มุมปากบางยกขึ้นเล็กน้อยกับความสำเร็จที่อุสาฝึกฝนมาเกือบ 2 วัน นางอยากจะอวดคนหน้าดุผู้นั้นที่ชอบดูถูกนางเหลือเกิน ก่อนที่จะปิดตำราที่หน้าปกเขียนว่า พลังวิญญาณเป็นศูนย์ และเดินออกไปจากบริเวณดังกล่าว

ฟิ้วววว ฉึก!

หญิงสาวเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าวก็ถึงกลับต้องผงะถอยหลัง ใช้แขนเสื้อสะบัดลูกธนูที่พุ่งตรงเข้ามาหาตัวเองด้วยความเร็ว ดวงตางามมองลูกธนูที่ปักอยู่บนต้นไม้ใหญ่ด้วยฝีมือตนเองเมื่อสักครู่ที่หัวลูกธนูปรากฎคราบโลหิตสีแดง นางมองที่แขนเสื้ออีกครั้งพบว่าแขนเสื้อของนางตอนนี้ขาดและบาดลึกไปถึงผิวของนางด้วย

"มันคือผู้ใดกัน"

ฟางเหนียงสบดออกมาด้วยความโกรธและโมโห ที่นี่คือบริเวณในเขตสำนักนะ ใครกันถึงกล้าทำเรื่องเช่นนี้ไม่กลัวผิดกฎสำนักกันหรืออย่างไร แต่ก่อนที่หญิงสาวจะได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยเสียก่อน

"ช่วยด้วย มีผู้บุกรุก ช่วยด้วย"

เสียงร้องและตามด้วยระเบิดดังหลายต่อหลายครั้ง ฟางเหนียงรีบวิ่งไปที่เกิดเหตุในทันที พบว่าภาพตรงหน้ายิ่งกว่าสงครามส่ะอีก ผู้คนมากมายต่างปลดปล่อยพลังภายวิญญาณออกมา 

"เกิดอันใดขึ้น"

ฟางเหนียงเอ่ยถามศิษย์ในสำนักอีกคนที่ปล่อยพลังวิญญาณออกมาพร้อมตั้งรับ

"สำนักเราถูกลอบทำร้าย ตอนนี้ผู้คุ้มกันสำนักกำลังต่อสู้และป้องกันอยู่ พวกมันมากันจำนวนมากและกำลังจะต้านไม่อยู่แล้ว เหล่าอาจารย์ที่อยู่ในสำนักก็มีเพียงแค่อาจารย์เหมาเค่อและอาจารย์มู่เท่านั้น"

"แล้วท่านรองเจ้าสำนักเล่า"

"ท่ารองเจ้าสำนักไม่อยู่และน่าจะเดินทางกลับมาถึงเร็วที่สุดพรุ่งนี้...."

ก่อนที่ศิษย์คนนั้นจะเอ่ยจบ ก็มีลูกไฟพุ่งมาทางที่คนทั้งสองอยู่ ฟางเหนียงจึงจำเป็นต้องผลักศิษย์ชายคนนั้นออกไป และปล่อยพลังเป็นเกาะสีฟ้าออกมาหุ้มตนเองเอาไว้ ทุกคนในสำนักที่ได้เห็นถึงกับแปลกใจว่าเหตุใดนางถึงมีพลังได้ อีกทั้งการปล่อยพลังของนางยังไม่มีการปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมาด้วย 

"เหตุใดนางถึงได้.."

ตู้ม!

ศิษย์คนหนึ่งเอ่ยขึ้นในทันทีเมื่อเห็นสิ่งที่ฟางเหนียงทำเมื่อสักครู่ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยจบมีลูกไฟลอยมาอีกครั้ง

"ฮ่าๆ นี่หรือสำนักเพลิงวิหก ที่จริงสภาพนี้ก็ไม่น่ามองสักเท่าไหร่"

เสียงนั้นปรากฏขึ้น และตามมาด้วยชายร่างอ้วนผู้หนึ่ง อายุราวๆ 50 ปี มือข้างหนึ่งเท้าเอวส่วนอีกข้างลูบหนวดที่เคราอย่างอารมย์ดี ข้างๆเขาปรากฏสัตว์วิญญาณหมูป่า ถึงตัวมันจะดูไม่ใหญ่มากแต่หน้าตากลับน่ากลัว ดวงตามันสีแดงส่งพลังงานของความดุร้ายออกมาจนคนที่พบเห็นต้องเบี่ยงหน้าหนี เวลายามนี้เริ่มมืดค่ำไปเต็มที่ ฟางเหนียงตอนนี้มีสีหน้าของความกังวน คนที่นี่ถึงจะเห็นว่าเรื่องพวกนี้อาจจะเกิดได้ทุกเมื่อและชินกับมันเสียแล้ว แต่สำหรับนางที่พึ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน แต่กลับพบว่ามีเรื่องเฉียดตายนับครั้งไม่ถ้วน เหมือนเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นห่างกันไม่ถึง 3 วันด้วยซ้ำหากเป็นเช่นนี้ไปตลอด คงรักษาชีวิตไม่ได้เป็นแน่

"เด็กน้อยทั้งหลาย  ดูพวกเจ้าสิหน้าตาแตกตื่นกันไปหมดแล้ว ข้าอยากให้ไอ้คนที่เก่งนักเก่งหนา โอ๊ะไม่ ไม่ ไม่สิ อย่างเจ้าสำนักหนิงเฟิ่ง ที่พวกเจ้าเทิดทูนหนักหนามาเห็นจริงๆ ดูสิ พวกเจ้าลองมองไปรอบๆตอนนี้...คนของข้าล้อมสำนักไว้หมดแล้ว"

สิ้นเสียงชายอ้วนผู้นั้น ศิษย์ในสำนักก็มองไปรอบๆพบว่าตอนนี้มีแต่คนขอคนร้ายทั้งหมด พวกมันเหมือนหมาป่าที่หิวโหย หากเพียงเจ้านายเอ่ยอนุญาตพวกมันก็พร้อมกระโจนพุ่งเข้าใส่ทันที 

"แล้วอย่างไร ถึงพวกข้าจะเป็นแค่ศิษย์ในสำนักก็ไม่ได้หมายความว่าพวกข้าจะถูกจัดการได้ง่ายๆ "

ศิษย์คนหนึ่งเอ่ยขึ้น และดูเหมือนจะเป็นศิษย์ที่กำลังจะจบการศึกษาอีกไม่นานนี่ด้วย จึงค่อนข้างมีความมั่นใจในฝีมือตนเอง ฟางเหนียงที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกลับต้องเอามือกุมที่หน้าอกอย่างเหนื่อยใจ ไม่ใช่ว่านางขี้ขลาดหรืออย่างใด แต่การไปกระตุ้นฝ่ายตรงข้ามเช่นนั้นก็อาจทำให้พวกนั้นยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่ นางกวาดตามองดูรอบๆพบว่าผู้ดูแลที่หน้าประตูและรอบๆต่างสลบไปหมด ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก เพราะนางจำได้ว่าเจ้าสำนักหน้าดุให้คนเพิ่มกำลังแล้วมิใช่หรือ แล้วเหตุใดถึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้ อีกทั้งอาจารย์เหมาเค่อและอาจารย์มู่ก็มีฝีมือเป็นอย่างมาก เหตุการณ์เช่นนี้ทั้งสองคงจัดการได้สบายมาก แล้วเหตุใดถึง....

"อาจารย์มู่ล่ะ เหตุใดถึงเห็นแค่อาจารย์เหมาเค่อผู้เดียว" ฟางเหนียงเอ่ยกับตนเองในใจ ถึงอาจารย์เหมาเคอจะเก่งกาจ แต่ถูกกลุ่มคนที่มีพลังวิญญาณและบางคนดูไปแล้วอาจเทียบเท่าอาจารย์ด้วยซ้ำลุมเช่นนี้ คงต้านรับไม่ได้นานเป็นแน่

"ตำรายุทธเมฆวิฐี อยู่ที่ใดนำมาให้ข้าเดี่ยวนี้"

ชายร่างถ้วมเอ่ยออกมาอย่างต้อวการคำตอบ

"ตำราศักดิ์สิทธิ์ เจ้ามีความสามารถมากพอให้เอ่ยถึงเหรอ พวกเจ้ามาทางใดจงรีบออกไปส่ะ"

อาจารย์เหมาเค่อเอ่ยออกมาด้วยความโมโห ตำรายุทธเมฆวิฐีเป็น 1 ใน 3 ตำราเก่าแก่ที่ทรงคุณค่า หากผู้ใดครอบครองมันครบ  3 เล่ม ผู้นั้นนับว่ามีความสามารถเป็นสูงสุดเทียบเท่าเจ้าของแผ่นดินผืนนี้ ตำรา 3 เล่มนี้ถูกปิดเป็นความลับไม่มีผู้ใดรู้ว่ามันอยู่ที่ใด และนี้เป็นที่มาว่าหากมีข่าวลือว่าที่ใดมีตำรานี้อยู่ ถึงเป็นเพียงข่าวลือที่นั้นก็มักเกิดโศรกอนาตกรรมเกิดขึ้น และครั้งนี้เองก็เกิดขึ้นที่สำนักเพลิงวิหกที่นี่ด้วยเช่นกัน

"เจ้ารู้หรือไม่ หากความสามารถไม่ถึงก็ช่วยหุบปากไปส่ะ"

ชายร่างอ้วนคนนั้นเอ่ยด้วยใบหน้าดำทมึน จากนั้นปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมา หมูป่าที่เดิมตัวเล็กๆตอนนี้ร่างกายของมันเพิ่มขนาดใหญ่มากขึ้นจนน่ากลัว อาจารย์เหมาเค่อเองก็ปล่อยพลังวิญญาณของตนเองออกมาเช่นกัน สัตว์สี่ขาตัวมหึมา ขาของมันกระทืบลงที่พื้นด้วความโมโหเช่นกัน เต่าอัศณี เป็นสัตว์ที่มีพลังป้องกันและโจมตีไปในคราเดียวกัน นี้นับว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งคนหนึ่งของสัตว์วิญญาณ

"เจ้าผู้เดียวจะสู้อันใดพวกข้าได้ ฮ่าๆๆ"

"ผู้เดียวอย่างไรกัน พวกข้าผู้เป็นศิษย์ไม่มีความสามารถเลยหรืออย่างไร พี่น้องข้าทำให้พวกมันเห็นว่าเรา ศิษย์สำนักเพลิงวิหกไม่ใช่ที่หรือสถานที่ที่ผู้ใดเข้ามาได้ง่ายๆ "

ศิษย์ในสำนักคนหนึ่งตะโกนออกมาเสียงดัง เมื่อเอ่ยจบศิษย์ในสำนักทุกคนก็ปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมาพร้อมกัน และพุ่งเข้าใส่ฝ่ายตรงข้ามโดยทันที ศิษย์ในสำนักมีความสามารถก็จริงแต่หากเทียบอีกฝ่ายนั้นก็นับว่าสู้ 5  ต่อ 1 ย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่แล้ว ฟางเหนียงมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความร้อนใจ นางรวบรวมพลังเพื่อที่จะปลดปล่อยพลังวิญญาณบ้างแต่กลับนึกถึงเรื่องที่คนหน้าดุเอ่ยสั่งห้ามตนเองไว้

"ไม่ว่าเช่นไร ไม่ว่าข้าจะตายอยู่ตรงหน้าเจ้าแต่หากข้ามีได้สั่งหรือเจ้ายังมิได้รับอนุญาตห้ามเจ้าปลดปล่อยพลังวิญญาณของเจ้าออกมาเด็ดขาดหากมิได้อยู่กับข้า มิเช่นนั้นมิเกินเค่อเดียวเจ้าใสหัวออกไปจากสำนักทันที"

"แล้วเมื่อใดกันที่ข้าสามารถปลดปล่อยพลังวิญญาณได้กันเจ้าค่ะ"

ฟางเหนียงเอ่ยถามด้วยความมึนงงเล็กน้อย เหตุใดถึงให้นางปลดปล่อยพลังวิญญาณต่อหน้าผู้อื่นมิได้

"วันที่เจ้าแข็งแกร่งมากพอ"

เสียงของชายหนุ่มเอ่ยออกมาด้วยท่าทีจริงจังเมื่อคราวนั้นยังคงก้องอยู่ในหูของนาง ฟางเหนียงที่ตอนแรกกำลังจะปลดปล่อยพลังวิญญาณกลับต้องกำหมัดแน่น เพราะตอนนี้นางเองก็อยากช่วยศิษย์ทุกคนเช่นกัน ตอนนี้สิ่งที่นางทำได้คือใช้พลังสกัดกั้นพลังที่ถูกโจมตีจากฝ่ายศัตรูในศิษย์บางคนเท่านั้น การต่อสู้ด้วยพลังวิญญาณเกิดขึ้นมาเกือบ 1 ชั่วยาม ยามราตรีที่มืดมิดตอนนี้กลับสว่างไสวไปด้วยเปลวเพลิงและเสียงระเบิดจากพลังวิญญาณที่ถูกปลดปล่อยพลังออกมา

"เหมาเค่อ ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นอาจารย์ที่ดีแต่เจ้ามิสงสารศิษย์ของเจ้าหรือ ข้าว่าคงทนไม่ได้อีกแม้สักเค่อเดียว"

ชายร่างอ้วนผู้นั้นเอ่ยพร้อมหัวเราะ  อาจารย์เหมาเค่อเองก็เริ่มพลังหมดแล้วเช่นกัน แต่จะทำเช่นไรได้ ตอนนี้มีเขาเองผู้เดียวที่เป็นผู้แข็งแกร่งที่สุด ณ ตอนนี้ อีกแค่  1 ชั่วยามเจ้าสำนักก็จะมาถึงแล้ว เขาจะต้องทนให้ได้นานที่สุด เขามองไปทางด้านหลังของเขาแล้วรู้สึกท้อใจ ศิษย์ของเขาที่เขาตั้งใจฝึกฝนมาอย่างดีและควรมีอนาคตที่สดใส บัดนี้เริ่มล้มเจ็บ บางเริ่มทนไม่ไหวเนื่องด้วยฝ่ายศัตรูมีมากเกินไป เห็นทีคงไม่ถึงแม้เค่อเดียวที่จะต้านทานได้ เมื่อเห็นเช่นนั้นเขาจึงปล่อยพลังสูงสุดออกมา

"ศิษย์ข้า ที่ผ่านมาข้าเชื่อมั่นในตัวพวกเจ้าทุกคน อีกแค่ชั่วยามเดียว...ชั่วยามเดียวเท่านั้น จงรักษาสำนักเอาไว้ให้ได้"

อาจารย์เหมาเค่อเอ่ยจบก็ปลดปล่อยพลังวิญญาณใส่ร่างของชายร่างอ้วนผู้นั้นจนเกิดเสียงระเบิดดังไปทั่ว ครั้งนี้คือการระเบิดพลังเฮือกสุดท้ายของอาจารย์เหมาเค่อ หากเขาไม่จัดการผู้เป็นหัวหน้า เกรงว่าที่เหลือศิษย์ของเขาเองก็คงสู้ไม่ได้

"เจ้า..."

ชายร่างอ้วนผู้เป็นหัวหน้ายังไม่ทันได้เอ่ยจบก็ถูกพลังของอาจารย์เหมาเค่อโจมตีเข้าใส่เต็มๆ จนกระอักเลือดและตายไปในที่สุด ส่วนอาจารย์เหมาเค่อเองใช้พลังโจมตีและป้องกันตนเองพร้อมกัน พลังในร่างกายแทบไม่เหลือแล้ว พลังปลดปล่อยพลังไปก็สลบไปในที่สุด

"อาจารย์เหมาเค่อ"

ฟางเหนียงที่เห็นเช่นนั้นรีบพุ่งทยานเข้าไปรับร่างของอาจารย์เหมาเค่อโดยทันที และพาเข้าไปพักในที่ปลอดผู้คน

"อาจารย์เหมาเค่อท่านอดทนไว้นะเจ้าคะ หญิงสาวเอ่ยจบก็ถ่ายทอดพลังไปที่อาจารย์มู่เพื่อเพิ่มพลังให้ป้องกันแก่งวิญญาณเสียหาย 

ตู้ม! 

เกิดเสียงระเบิดอีกครั้ง ทำให้หญิงสาวที่กำลังถ่ายทอดพลังให้อาจารย์เหมาเค่ออยู่ถึงกับต้องตกใจ  คนผู้นั้นถูกอาจารย์เหมาเค่อจัดการไปแล้วมิใช่หรือเหตุใดนางถึงสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณแข็งแกร่งเช่นนี้อีก

"เรื่องแค่นี้ก็ต้องให้ถึงมือข้าเช่นนั้นหรือ สัตว์วิญญาณแค่เต่าอัศณีตัวเดียวกับศิษย์เพียงไม่กี่คน ข้าที่นั่งทนดูมาถึง 1 ชั่วยามแล้วรู้สึกเบื่อหน่ายเสียจริง"

เสียงนึงดังขึ้นและค่อยๆปรากฏชายร่างใหญ่ในเงามืด 

"ทำเช่นไรดี นี่คงมิใช่หัวหน้ามันอีกคนนะ"

ศิษย์อีกคนเอ่ยขึ้นด้วยความสิ้นหวัง 

"เจ้าหยางเกาหรือ....ฮ่าๆๆ มันก็แค่ไอกระจอก เป็นเพียงแค่หมารับใช้เท่านั้น เจ้ากล้าดีอย่างไรเอาข้าไปเทียบกับมัน"

ชายผู้นั้นเอ่ยจบก็ใช้มือส่งพลังไปที่ศิษย์ผู้นั้น เกิดขวัญสีดำรอบคอและบีบเข้าอย่างแรงทั้งที่ยังไม่ได้แม้แต่ปล่อยพลังวิญญาณ ศิษย์ผู้นั้นดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่สลบอยู่กลางอากาศ ฟางเหนียงที่เห็นเช่นนั้นกำมือแน่นด้วยความโมโห น้ำตานางไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่แต่ดวงตาที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำกลับมีเพียงความแค้นจนหน้ากลัว นัยนาของนางปรากฏนกฟินิกซ์สีขาวที่กำลังนอนอยู่แต่ตอนนี้นกตัวนั้นกลับกำลังตื่นขึ้นและร่างกายมันเองกำลังค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีฟ้าคราม 

"ฆ่าคนทิ้งเป็นผักปลา ถึงข้ามิเข้าใจโลกใบนี้มากนักแต่นี้มิใช่อุดมการของข้า.....กรี๊ดดดดดดดด"

สิ้นเสียงกีดร้องของหญิงสาวที่อดทนมานาน ตอนนี้มันได้ระเบิดเป็นที่เรียบร้อย ร่างของนางระเบิดพลังออกมาท้องฟ้าที่มืดมิดตอนนี้กลับแปลเปลี่ยนเป็นสีฟ้าคราม 

หวี๊ก~~~ หวี๊ก~~~

เสียงของสัตว์มหึมาดังลั่นก้อง มันบินวนอยู่เหนือท้องฟ้าด้วยความโมโห เหมือนมันถูกขัดใจที่ถูกปลุกขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น ผู้คนที่ได้เห็นกลับต้องตะลึง เพราะนี้นับเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นพลังวิญญาณที่หน้าเกรงขามเช่นนี้ แค่การมาของมันยังทำให้ทุกคนที่พบเห็นต้องเข่าอ่อนไปพร้อมๆกัน 

"ฟินิกซ์ขาววิหกเหิน นี่ นี่ นี่มันสัตว์ในตำนาน สัตว์วิญญาณระดับสูง เป็นไปได้เช่นไรกัน"

การระเบิดของพลัววิญญาณเมื่อสักครู่ ทำให้ผู้คนที่อยู่ด้านล่างเขาต่างตกใจกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น 

"ท่านเจ้าสำนัก นั้นมัน"

อาเหยาเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อมองไปบนเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนัก 

"เร่งความเร็วให้มากที่สุด ไปให้ถึงสำนักให้ทันภายในสองเค่อ"

"ขอรับ"

อาเหยารับปากเสียงดัง นี่คือความเร็วที่เขาทำได้แล้ว หนิงเฟิ่งกำมือแน่นด้วยความโมโห ในที่สุดเขาก็มาไม่ทัน ดีที่เขาตัดสินใจกลับวันนี้ หากกลับตามแผนเดิมคิดว่าสำนักของเขาอาจจะเหลือแค่เถ้าถ่าน และถึงกระนั้นก็ยังไม่ทัน

"ข้าเชื่อในตัวเจ้า เข้มแข็งเอาไว้"

ชายหนุ่มเอ่ยกับตนเองในใจเมื่อนึกถึงคนผู้หนึ่ง

>>>ปุกาศปุกาศ ตั้งแต่ตอนที่ 15 เป็นต้นไปไรท์จะเริ่มติดเหรียญ โดยจะเปิดให้อ่านฟรี 24 ชม.แรกในตอนนั้นๆ ของทุกวัน หลังจาก 24 ชม. ไรท์ของติดเหรียญตอนละ 1 เหรียญน๊าาาาา<<<<

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 64 จบบริบูรณ์

    สิบปีผ่านไปฤดูเหมันต์วนกลับมาอีกครั้ง ละอองหิมะร่วงหล่นลงมาทับถมจนพื้นดินและบริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยพื้นสีขาว วันนี้อากาศดีในรอบหลายวัน เนื่องด้วยมีดวงอาทิตย์โผล่พ้นเมฆหนาเพิ่มความอบอุ่นเล็กน้อย แสงแดดสีทองอร่ามในช่วงยามปลายยามเซินกระทบกับพื้นหิมะสีขาวงดงามยิ่งนัก ฟางเหนียงนอนดูทิวทัศน์ที่เก้าอี้ไม้โยกด้วยจิตใจที่ผ่อนคลาย สิบปีมานี้มีเรื่องมากมายเกิดขึ้น แต่ทุกเรื่องก็ล้วนจบลงได้อย่างรวดเร็วแคว้นแห่งนี้ได้เปลี่ยนมือแล้ว ฮ่องเต้น้อยที่นางเก็บได้จากตลาดกลายเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ หลังจากรัชทายาทสิ้นพระชนม์ได้เพียงเดือนเดียว หนิงเฟิ่งก็ร่วมกับวังหลวงยกทัพช่วงชิงตำรายุทธวิฐีอีกสองเล่มมาได้สำเร็จ ตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับฮั่วหยวนจาง ฮ้องเต้องค์ก่อน นางมิแปลกใจเลยว่าเหตุใดเขาในตอนนั้นถึงอยากได้ผู้สืบทอดเสียขนาดนั้น แผ่นดินนี้เสียผู้ที่ทำคุณให้แก่แคว้นไปสองคนติด รัชทายาทจากไปได้เพียงไม่นาน หนึ่งปีต่อจากนั้นฮั่วหยวนจางก็สิ้นพระชนม์ด้วยโรคหัวใจ ตำแหน่งจึงถูกส่งมาให้เจียวหมิงเฉินหรือองค์ชายสาม แต่เขากลับปฏิเสธ และโยนมันให้ฮั่วชวีเหยาหรือเฟยหมิง ด้วยความสามารถของเด็กชายในตอนนั้น อายุเพียงสิบสี่ปีก็ชนะในส

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 63 ของขวัญสหายทำให้เกิดเรื่อง (NC)

    แสงอาทิตย์ช่วงปลายยามซื้อส่องเข้ามาทางหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท ปลุกให้คนทั้งคู่รู้สึกตัว สายจนใกล้เที่ยงแล้วในตำหนักแห่งนี้กลับยังไม่มีผู้ใดออกไป ทุกคนในสำนักเองก็รู้หน้าที่ตนเองดี คืนเข้าหอเช่นนี้มิอยากเข้ามาปลุกคนทั้งสอง ทั้งคู่ร่างกายเปลือยเปล่า มีเพียงผ้าห่มผืนหนาที่เท่านั้นที่ปิดบังร่างกาย หนิงเฟิ่งตื่นก่อนหญิงสาวแต่ไม่คิดจะลุกไปที่ใด เนื่องด้วยนางนอนหนุนแขนเขาอยู่ตอนนี้ ร่างใหญ่กระชับอ้อมกอดนางมากขึ้น และจูบไปที่ไหล่เนียนเบาๆ อื้ม~ร่างเล็กในอ้อมกอดของเขาเริ่มรู้สึกตัว หญิงสาวบิดขี้เกียจเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆกระพริบตาลืมขึ้น "อรุณสวัสดิ์"หนิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นก่อนจะจุบพิตไปที่หน้าผากเนียนอีกครั้ง"อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ"ฟางเหนียงเอ่ยพลางยื่นหน้าไปหอมแก้มเขาตอบ"ข้าทำเจ้าตื่นหรือไม่"ฟางเหนียงส่ายหน้าปฏิเสธ และกำชับกอดร่างใหญ่ ตอนนี้นางระบมไปทั้งตัว ไม่ต้องก้มมองตนเองใต้ผ้าห่มก็รู้ได้ว่ารอยรักที่เขาฝากไว้นั้นมากมายเพียงใด โดยเฉพาะบริเวณนั้นยังเจ็บระบมมากๆอยู่เลย แล้วเช่นนี้นางจะเดินอย่างไร เกรงกว่าวันสองวันนี้นางต้องคลุกตัวอยู่ในตำหนักแห่งนี้ ไม่กล้าออกไปเดินด้วยท่าทางแปลกๆให้ต้องอับอายผู้

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 62 คืนเข้าหอ (NC)

    ภายในเรือนหอที่ถูกตกแต่งด้วยผ้ามงคล การตกแต่งดูเหมือนธรรมดาเรียบง่ายแต่ราคาแต่ละชิ้นไม่ธรรมดาเอาเสียเลย ฟางเหนียงนั่งหลังตรงอยู่บนเตียงในมือถือพัดเช่นเคย มือเรียวชื้นไปด้วยเหงื่อจากความตื่นเต้น เขาว่ากันว่างานแต่งของสตรีเป็นครั้งเดียวในชีวิต การได้แต่งงานกับคนที่ตนรักปราศจากการจัดแจงโดยผู้ใหญ่และความเหมาะสม เกิดขึ้นได้ยากในแผ่นดินที่นางอยู่แก๊ก!เสียงประตูไม้ถูกเปิดออกทำให้รับรู้ถึงการมาของเขา กลิ่นหอมสะอาดเฉพาะตัวทำให้นางรู้ได้ทันทีว่าเป็นเขามิใช่ผู้อื่น หนิงเฟิ่งเดินไปหยุดที่ตรงหน้านาง ฟางเหนียงค่อยๆเลื่อนพัดบังหน้าออก เผยให้เห็นการแต่งแต้มใบหน้าที่ประณีตกว่าทุกครา ปากเรียวสีแดงสดช่วยเสริมให้นางดูงดงามตราตรึงใจ รอยยิ้มหวานที่ส่งให้เขานั้นทำเขาอดที่จะจุมพิตลงไปที่หน้าผากเนียนไม่ได้"รอข้านานหรือไม่เสียงทุ้มเอ่ยถามนางเบาๆ"ท่านเจ้าสำนัก ที่นี่ยังมีผู้อื่นอยู่นะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่เตือนชายหนุ่ม หนิงเฟิ่งหันไปเห็นจ้าวเย่วที่ยังยืนอยู่ จ้าวเย่วส่งยิ้มเจือนๆให้เจ้าสำนักตอบกลับไป"วันนี้ข้าขอเป็นสักขีพยานรักในคืนเข้าหอของพวกท่านเจ้าค่ะ"จ้าวเย่วเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่น"อ่ะแฮะแฮ่ม!"นางส่งเ

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 61 พระราชทานสมรส

    จี้ชุน.ยามชื่อ (ต้นฤดูใบไม้ผลิเดือนสาม) แสงอาทิตย์ยามสายทอแสงเป็นประกายเพิ่มความอบอุ่นช่วงต้นฤดูวสันต์ บนเขาสูงยามนี้ถูกประดับประดาไปด้วยโคมไฟหลากหลายสีสันตลอดเส้นทางขึ้นเขา ผ้ามงคลสีแดงถูกตกแต่งบนเกี้ยวไม้เพิ่มความเป็นสิริมงคล เมื่อได้เวลามงคล ขบวนเจ้าสาวยาวนับลี้เคลื่อนตัวมาหยุดที่ทางเข้าสำนัก สองข้างทางมีชาวบ้านมารอเชยชมเจ้าสาวผู้ขึ้นชื่อว่างามล่มเมือง บุรุษสวมชุดมงคลดูงามสง่าใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มรอรับเจ้าสาวอยู่ก่อนแล้ว ม่านมุกถูกเปิดออกร่างบางค่อยๆ ออกมาจากเกี้ยวช้าๆ มือเรียวข้างหนึ่งถือพัดมงคลปิดบังใบหน้า ตามธรรมเนียมแล้วเจ้าสาวห้ามเท้าแตะพื้นจนกว่าจะได้เข้าจวน หนิงเฟิ่งมารอนางก่อนแล้วเช่นกัน จากนั้นจึงเข้าไปอุ้มนางมาไว้ในอ้อมก่อน ทุกคนต่างปรบมือส่งเสียงให้กำลังใจกันทั่วหน้า เมื่อผ่านพ้นประตูสำนักแล้วจึงได้วางนางลงช้าๆมือหนากุมมือของฟางเหนียงให้เดินไปตามทางเข้าสำนัก สองข้างทางมีเหล่าศิษย์ในสำนักถือโคมไฟสีแดงตลอดสองข้างทาง ยาวไปจนถึงตำหนักที่ทำพิธี อันแสดงถึงเส้นทางของคู่รักที่เปี่ยมไปด้วยความราบรื่นและสว่างไสว "ยินดีกับท่านเจ้าสำนัก ยินดีกับแม่นางฟางเหนียง ยินดีกับศิษย์

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 60 ข้อแลกเปลี่ยน

    ฟางเหนียงตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหนักหัวจนต้องยกขึ้นกุมขมับ เมื่อคืนภาพตัดไปตั้งแต่อยู่บนเรือแล้ว เมื่อคืนกลับถึงสำนักด้วยสภาพเช่นไรยังมิรู้ด้วยซ้ำ แต่เพราะรู้ว่ามีท่านเจ้าสำนักอยู่ข้างกายนางจึงไม่เป็นกังวลมากนัก ความเย็นจากอากาศที่สัมผัสตัว บวกกับความรู้สึกโล่งทำให้นางก้มมองสภาพตนเองที่อยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ใบหน้างามทำตาโตรีบดึงผ้าห่มขึ้นปิดตัวเองทันที เมื่อบนตัวนางไม่มีอาภรณ์แม้เพียงสักชิ้น ชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็มิมีแก๊ก!เสียงเปิดประตูดังขึ้นทำให้นางยิ่งถอยล่นไปด้านหลังชิดหัวเตียง เพราะนางยังเปลือยกายใต้ผ้าห่มอยู่ เกรงว่าจะมีผู้อื่นมาเห็นในสภาพที่ไม่เรียบร้อย แต่เมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใดก็ถอนหายใจ หนิงเฟิ่งเดินเข้ามาพร้อมกาน้ำร้อน กลิ่นชาหอมลอยลิ่วมาเตะจมูก "เหตุใดถึงได้มองข้าเช่นนั้น"หนิงเฟิ่งเดินมาวางกาน้ำร้อนที่หัวเตียง ก่อนจะรินชาส่งให้นาง แววตาที่เหมือนกระต่ายตื่นตูมนั้นทำให้เขาเดาได้ไม่ยาก สมองน้อยๆของนางคงกำลังก่นด่าเขาในใจเป็นแน่"เมื่อคืน....ตอนข้าเมา ท่านเจ้าสำนักขืนใจข้าหรือเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยถามเขาไปตามตรง"แล้ว......"เสียงทุ้มเอ่ยอย่างยียวน พร้อมไล่สายตาตั้งแต่ใบหน้าไปจนปล

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 59 แต่งงานกับข้านะ

    ตลาดในช่วงต้นยามห้ายนั้นวายหมดแล้ว ฟางเหนียงรู้สึกเสียดายที่ยังเดินได้ไม่กี่ร้านเท่านั้นเอง ขนมบางอย่างที่คิดก่อนที่จะมาก็ยังมิได้ซื้อเลย แต่ถึงอย่างนั้นนางก็เข้าใจได้ ตลาดอยู่เพียงตีนเขาเท่านี้เอง ค่อยขอท่านเจ้าสำนักมาเมื่อใดก็ได้ เดี๋ยวนี้ชายหนุ่มใจอ่อนกับนางบ้างแล้ว ขณะที่หญิงสาวกำลังทำหน้ามุ้ยอยู่นั้น ถังหูลู่ก็ถูกยื่นมาที่หน้าของหญิงสาว"รางวัลปลอบใจสำหรับผู้แพ้"เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างปลอบใจหญิงสาว ใบหน้างามที่หม่นหมองก่อนหน้านี้ แปรเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างทันทีเมื่อเห็นขนมหวานที่ถูกใจ "ขอบคุณนะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยพลางรับมาถือไว้ทั้งสองไม้"เหตุใดคราแรกถึงยอมให้กับไฉ่รั่วเฉิน"จู่ๆหนิงเฟิ่งก็ถามขึ้น "คราแรกที่พบเขาเมื่อหลายเดือนก่อน มิว่าจะอาภรณ์ที่สวมใส่ล้วนเป็นผ้าเนื้อดี เครื่องประดับ อีกทั้งใบหน้าของเขายังเปี่ยมไปด้วยสง่าราศี แต่พบกันครานี้เขากลับดูมิได้เลย อาภรณ์มีรอยปะเต็มไปหมด มิสวมเครื่องประดับแม้สักชิ้น ใบหน้าก็เหมือนคนมีแต่ทุกข์ ข้าจึงเดาว่าการพ่ายแพ้ของเขาครานั้น คงทำให้เขาลำบากมิน้อย ข้ายังมีสิ่งที่อยากทำมากมาย การเดินหมากมิใช่เป้าหมายหลักในชีวิตของข้า ต่างจากเขาที่การ

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่12 ข้ามีนามว่าถิงถิงเจ้าค่ะ

    "ฟางเหนียงเจ้าเสร็จหรือยัง"จ้าวเย่วเอ่ยเรียกหญิงสาวด้วยท่าทีรีบร้อนอยู่ที่หน้าห้อง"เสร็จแล้วๆ""เร็วๆ เข้า สายแล้วนะ"จ้าวเย่วยังคงบ่นให้สหายของตนเล็กน้อยทั้งที่ฟางเหนียงออกมาจากห้องแล้ว"ไปกันเถอะ"วันนี้ทั้ง 2 แต่งตัวสวยงามมากกว่าทุกวัน เพราะ 1-3 วันนี้เป็นช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ คนนี้ที่นี่เฉล

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 11 บทลงโทษเบาไปเช่นนั้นหรือ

    ช้าวันถัดมาณ เรือนหลิวรุ่ย บรรยากาศในช่วงสายของวันแม้แสงอาทิตย์จะโพล่พ้นหน้าผาด้านหลังตำหนักแล้ว แต่บรรยากาศโดยรอบยังสดชื่นอย่างเช่นเช้าตรู่ ที่โต๊ะม้านั่งหน้าตำหนัก หนิงเฟิ่งกำลังนั่งจิบชาด้วยใบหน้าเคร่งครึมเช่นเคย มือเรียบจับที่แก้วชาใช้นิ้วชี้เคาะที่ปากถ้วยช้าเบาๆ อย่างใช้ความคิด แต่ไม่นานก็ออก

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 10 ท่านเจ้าสำนักคิดจะทำอนาจารข้าหรือเจ้าคะ

    "ท่านเจ้าสำนัก~~~ว๊าย!โอ๊ย~~~"ฟางเหนียงที่วิ่งตามหลังเพราะกลัวจะไม่ทัน ต้องชนเข้ากับแผ่นหลังกว้างอย่างแรงเมื่อจู่ๆ ชายหนุ่มก็หยุดกะทันหันตุ๊บ!เสียงร่างของหญิงสาวล้มไปกองที่พื้นอย่างแรง เมื่อร่างหนาหลบและไม่มีท่าทีว่าจะคว้าหญิงสาวเพื่อช่วยนางเลยแม้แต่น้อย หนิงเฟิ่งเอามือไขว้หลังและเหม่อมองไปทางอื

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 9 เจ้าสำนักให้ข้านำยามาให้

    "โอ๊ย~~~เบาสิเบา~~"เสียงร้องของฟางเหนียงดังออกมาจากในห้องที่ถูกปิด เสียงร้องดังจนคนเดินผ่านไปมาที่ได้ยินต้องหน้าเสีย เพราะเรื่องที่หญิงสาวได้รับบาดเจ็บจากการฝึกรับรู้กันไปทั่วสำนักอย่างรวดเร็ว และสภาพของหญิงสาวเมื่อครั้งเดินกลับที่พักก็ดูไม่ได้ ผู้คนจึงเดาได้ไม่ยากว่านางร้องออกมาด้วยความทรมานนั่นเ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status