LOGINสายลมอ่อนๆในช่วงเย็นของวันพัดกิ่งไม้ให้เคลื่อนไหวไปตามแรงลม ทำให้นกน้อยทรงตัวไม้อยู่และบินออกไปในที่สุด การเคลื่อนตัวของสิ่งมีชีวิตตัวน้อยเมื่อสักครู่ไม่ส่งผลหรือทำลายบรรยากาศอันเงียบสงบของที่นี่เลยแม้แต่น้อย ใบไม่สีเขียวจากการจากไปของนกน้อยคล่อยๆล่วงล่นลงมาตามสายลม มือเรียวบางยื่นมือไปกลางอากาส ใช้พลังภายในส่งไปยังใบไม้สีเขียวนั่นก่อนที่มันจะล่นถึงพื้น นางกวาดมือเรียวบางเข้าหน้าตัว ใบไม้นั้นเองก็พัดมาที่ระหว่างคิ้วเรียงสวยในขณะที่นางยังคงหลับตาอยู่ มันลอยนิ่งอยู่กลางอากาศแต่จู่ๆกลับกลายเป็นผงธุรีในชั่วพริบตา ตามด้วยพลังมหาศานกระจายออกจากตัวนาง ระหว่างคิ้วงามเกิดสัญลักษณ์คล้ายนกฟินิกซ์ที่เป็นเหมือนสัตว์วิญญาณของนางและเลื่อนหายไป ดวงตางามค่อยๆเบิกตากว้าง นัยตามีสีฟ้าครามเพียงเสี้ยววินาทีและหายไปเช่นกัน
มุมปากบางยกขึ้นเล็กน้อยกับความสำเร็จที่อุสาฝึกฝนมาเกือบ 2 วัน นางอยากจะอวดคนหน้าดุผู้นั้นที่ชอบดูถูกนางเหลือเกิน ก่อนที่จะปิดตำราที่หน้าปกเขียนว่า พลังวิญญาณเป็นศูนย์ และเดินออกไปจากบริเวณดังกล่าว
ฟิ้วววว ฉึก!
หญิงสาวเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าวก็ถึงกลับต้องผงะถอยหลัง ใช้แขนเสื้อสะบัดลูกธนูที่พุ่งตรงเข้ามาหาตัวเองด้วยความเร็ว ดวงตางามมองลูกธนูที่ปักอยู่บนต้นไม้ใหญ่ด้วยฝีมือตนเองเมื่อสักครู่ที่หัวลูกธนูปรากฎคราบโลหิตสีแดง นางมองที่แขนเสื้ออีกครั้งพบว่าแขนเสื้อของนางตอนนี้ขาดและบาดลึกไปถึงผิวของนางด้วย
"มันคือผู้ใดกัน"
ฟางเหนียงสบดออกมาด้วยความโกรธและโมโห ที่นี่คือบริเวณในเขตสำนักนะ ใครกันถึงกล้าทำเรื่องเช่นนี้ไม่กลัวผิดกฎสำนักกันหรืออย่างไร แต่ก่อนที่หญิงสาวจะได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยเสียก่อน
"ช่วยด้วย มีผู้บุกรุก ช่วยด้วย"
เสียงร้องและตามด้วยระเบิดดังหลายต่อหลายครั้ง ฟางเหนียงรีบวิ่งไปที่เกิดเหตุในทันที พบว่าภาพตรงหน้ายิ่งกว่าสงครามส่ะอีก ผู้คนมากมายต่างปลดปล่อยพลังภายวิญญาณออกมา
"เกิดอันใดขึ้น"
ฟางเหนียงเอ่ยถามศิษย์ในสำนักอีกคนที่ปล่อยพลังวิญญาณออกมาพร้อมตั้งรับ
"สำนักเราถูกลอบทำร้าย ตอนนี้ผู้คุ้มกันสำนักกำลังต่อสู้และป้องกันอยู่ พวกมันมากันจำนวนมากและกำลังจะต้านไม่อยู่แล้ว เหล่าอาจารย์ที่อยู่ในสำนักก็มีเพียงแค่อาจารย์เหมาเค่อและอาจารย์มู่เท่านั้น"
"แล้วท่านรองเจ้าสำนักเล่า"
"ท่ารองเจ้าสำนักไม่อยู่และน่าจะเดินทางกลับมาถึงเร็วที่สุดพรุ่งนี้...."
ก่อนที่ศิษย์คนนั้นจะเอ่ยจบ ก็มีลูกไฟพุ่งมาทางที่คนทั้งสองอยู่ ฟางเหนียงจึงจำเป็นต้องผลักศิษย์ชายคนนั้นออกไป และปล่อยพลังเป็นเกาะสีฟ้าออกมาหุ้มตนเองเอาไว้ ทุกคนในสำนักที่ได้เห็นถึงกับแปลกใจว่าเหตุใดนางถึงมีพลังได้ อีกทั้งการปล่อยพลังของนางยังไม่มีการปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมาด้วย
"เหตุใดนางถึงได้.."
ตู้ม!
ศิษย์คนหนึ่งเอ่ยขึ้นในทันทีเมื่อเห็นสิ่งที่ฟางเหนียงทำเมื่อสักครู่ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยจบมีลูกไฟลอยมาอีกครั้ง
"ฮ่าๆ นี่หรือสำนักเพลิงวิหก ที่จริงสภาพนี้ก็ไม่น่ามองสักเท่าไหร่"
เสียงนั้นปรากฏขึ้น และตามมาด้วยชายร่างอ้วนผู้หนึ่ง อายุราวๆ 50 ปี มือข้างหนึ่งเท้าเอวส่วนอีกข้างลูบหนวดที่เคราอย่างอารมย์ดี ข้างๆเขาปรากฏสัตว์วิญญาณหมูป่า ถึงตัวมันจะดูไม่ใหญ่มากแต่หน้าตากลับน่ากลัว ดวงตามันสีแดงส่งพลังงานของความดุร้ายออกมาจนคนที่พบเห็นต้องเบี่ยงหน้าหนี เวลายามนี้เริ่มมืดค่ำไปเต็มที่ ฟางเหนียงตอนนี้มีสีหน้าของความกังวน คนที่นี่ถึงจะเห็นว่าเรื่องพวกนี้อาจจะเกิดได้ทุกเมื่อและชินกับมันเสียแล้ว แต่สำหรับนางที่พึ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน แต่กลับพบว่ามีเรื่องเฉียดตายนับครั้งไม่ถ้วน เหมือนเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นห่างกันไม่ถึง 3 วันด้วยซ้ำหากเป็นเช่นนี้ไปตลอด คงรักษาชีวิตไม่ได้เป็นแน่
"เด็กน้อยทั้งหลาย ดูพวกเจ้าสิหน้าตาแตกตื่นกันไปหมดแล้ว ข้าอยากให้ไอ้คนที่เก่งนักเก่งหนา โอ๊ะไม่ ไม่ ไม่สิ อย่างเจ้าสำนักหนิงเฟิ่ง ที่พวกเจ้าเทิดทูนหนักหนามาเห็นจริงๆ ดูสิ พวกเจ้าลองมองไปรอบๆตอนนี้...คนของข้าล้อมสำนักไว้หมดแล้ว"
สิ้นเสียงชายอ้วนผู้นั้น ศิษย์ในสำนักก็มองไปรอบๆพบว่าตอนนี้มีแต่คนขอคนร้ายทั้งหมด พวกมันเหมือนหมาป่าที่หิวโหย หากเพียงเจ้านายเอ่ยอนุญาตพวกมันก็พร้อมกระโจนพุ่งเข้าใส่ทันที
"แล้วอย่างไร ถึงพวกข้าจะเป็นแค่ศิษย์ในสำนักก็ไม่ได้หมายความว่าพวกข้าจะถูกจัดการได้ง่ายๆ "
ศิษย์คนหนึ่งเอ่ยขึ้น และดูเหมือนจะเป็นศิษย์ที่กำลังจะจบการศึกษาอีกไม่นานนี่ด้วย จึงค่อนข้างมีความมั่นใจในฝีมือตนเอง ฟางเหนียงที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกลับต้องเอามือกุมที่หน้าอกอย่างเหนื่อยใจ ไม่ใช่ว่านางขี้ขลาดหรืออย่างใด แต่การไปกระตุ้นฝ่ายตรงข้ามเช่นนั้นก็อาจทำให้พวกนั้นยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่ นางกวาดตามองดูรอบๆพบว่าผู้ดูแลที่หน้าประตูและรอบๆต่างสลบไปหมด ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก เพราะนางจำได้ว่าเจ้าสำนักหน้าดุให้คนเพิ่มกำลังแล้วมิใช่หรือ แล้วเหตุใดถึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้ อีกทั้งอาจารย์เหมาเค่อและอาจารย์มู่ก็มีฝีมือเป็นอย่างมาก เหตุการณ์เช่นนี้ทั้งสองคงจัดการได้สบายมาก แล้วเหตุใดถึง....
"อาจารย์มู่ล่ะ เหตุใดถึงเห็นแค่อาจารย์เหมาเค่อผู้เดียว" ฟางเหนียงเอ่ยกับตนเองในใจ ถึงอาจารย์เหมาเคอจะเก่งกาจ แต่ถูกกลุ่มคนที่มีพลังวิญญาณและบางคนดูไปแล้วอาจเทียบเท่าอาจารย์ด้วยซ้ำลุมเช่นนี้ คงต้านรับไม่ได้นานเป็นแน่
"ตำรายุทธเมฆวิฐี อยู่ที่ใดนำมาให้ข้าเดี่ยวนี้"
ชายร่างถ้วมเอ่ยออกมาอย่างต้อวการคำตอบ
"ตำราศักดิ์สิทธิ์ เจ้ามีความสามารถมากพอให้เอ่ยถึงเหรอ พวกเจ้ามาทางใดจงรีบออกไปส่ะ"
อาจารย์เหมาเค่อเอ่ยออกมาด้วยความโมโห ตำรายุทธเมฆวิฐีเป็น 1 ใน 3 ตำราเก่าแก่ที่ทรงคุณค่า หากผู้ใดครอบครองมันครบ 3 เล่ม ผู้นั้นนับว่ามีความสามารถเป็นสูงสุดเทียบเท่าเจ้าของแผ่นดินผืนนี้ ตำรา 3 เล่มนี้ถูกปิดเป็นความลับไม่มีผู้ใดรู้ว่ามันอยู่ที่ใด และนี้เป็นที่มาว่าหากมีข่าวลือว่าที่ใดมีตำรานี้อยู่ ถึงเป็นเพียงข่าวลือที่นั้นก็มักเกิดโศรกอนาตกรรมเกิดขึ้น และครั้งนี้เองก็เกิดขึ้นที่สำนักเพลิงวิหกที่นี่ด้วยเช่นกัน
"เจ้ารู้หรือไม่ หากความสามารถไม่ถึงก็ช่วยหุบปากไปส่ะ"
ชายร่างอ้วนคนนั้นเอ่ยด้วยใบหน้าดำทมึน จากนั้นปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมา หมูป่าที่เดิมตัวเล็กๆตอนนี้ร่างกายของมันเพิ่มขนาดใหญ่มากขึ้นจนน่ากลัว อาจารย์เหมาเค่อเองก็ปล่อยพลังวิญญาณของตนเองออกมาเช่นกัน สัตว์สี่ขาตัวมหึมา ขาของมันกระทืบลงที่พื้นด้วความโมโหเช่นกัน เต่าอัศณี เป็นสัตว์ที่มีพลังป้องกันและโจมตีไปในคราเดียวกัน นี้นับว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งคนหนึ่งของสัตว์วิญญาณ
"เจ้าผู้เดียวจะสู้อันใดพวกข้าได้ ฮ่าๆๆ"
"ผู้เดียวอย่างไรกัน พวกข้าผู้เป็นศิษย์ไม่มีความสามารถเลยหรืออย่างไร พี่น้องข้าทำให้พวกมันเห็นว่าเรา ศิษย์สำนักเพลิงวิหกไม่ใช่ที่หรือสถานที่ที่ผู้ใดเข้ามาได้ง่ายๆ "
ศิษย์ในสำนักคนหนึ่งตะโกนออกมาเสียงดัง เมื่อเอ่ยจบศิษย์ในสำนักทุกคนก็ปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมาพร้อมกัน และพุ่งเข้าใส่ฝ่ายตรงข้ามโดยทันที ศิษย์ในสำนักมีความสามารถก็จริงแต่หากเทียบอีกฝ่ายนั้นก็นับว่าสู้ 5 ต่อ 1 ย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่แล้ว ฟางเหนียงมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความร้อนใจ นางรวบรวมพลังเพื่อที่จะปลดปล่อยพลังวิญญาณบ้างแต่กลับนึกถึงเรื่องที่คนหน้าดุเอ่ยสั่งห้ามตนเองไว้
"ไม่ว่าเช่นไร ไม่ว่าข้าจะตายอยู่ตรงหน้าเจ้าแต่หากข้ามีได้สั่งหรือเจ้ายังมิได้รับอนุญาตห้ามเจ้าปลดปล่อยพลังวิญญาณของเจ้าออกมาเด็ดขาดหากมิได้อยู่กับข้า มิเช่นนั้นมิเกินเค่อเดียวเจ้าใสหัวออกไปจากสำนักทันที"
"แล้วเมื่อใดกันที่ข้าสามารถปลดปล่อยพลังวิญญาณได้กันเจ้าค่ะ"
ฟางเหนียงเอ่ยถามด้วยความมึนงงเล็กน้อย เหตุใดถึงให้นางปลดปล่อยพลังวิญญาณต่อหน้าผู้อื่นมิได้
"วันที่เจ้าแข็งแกร่งมากพอ"
เสียงของชายหนุ่มเอ่ยออกมาด้วยท่าทีจริงจังเมื่อคราวนั้นยังคงก้องอยู่ในหูของนาง ฟางเหนียงที่ตอนแรกกำลังจะปลดปล่อยพลังวิญญาณกลับต้องกำหมัดแน่น เพราะตอนนี้นางเองก็อยากช่วยศิษย์ทุกคนเช่นกัน ตอนนี้สิ่งที่นางทำได้คือใช้พลังสกัดกั้นพลังที่ถูกโจมตีจากฝ่ายศัตรูในศิษย์บางคนเท่านั้น การต่อสู้ด้วยพลังวิญญาณเกิดขึ้นมาเกือบ 1 ชั่วยาม ยามราตรีที่มืดมิดตอนนี้กลับสว่างไสวไปด้วยเปลวเพลิงและเสียงระเบิดจากพลังวิญญาณที่ถูกปลดปล่อยพลังออกมา
"เหมาเค่อ ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นอาจารย์ที่ดีแต่เจ้ามิสงสารศิษย์ของเจ้าหรือ ข้าว่าคงทนไม่ได้อีกแม้สักเค่อเดียว"
ชายร่างอ้วนผู้นั้นเอ่ยพร้อมหัวเราะ อาจารย์เหมาเค่อเองก็เริ่มพลังหมดแล้วเช่นกัน แต่จะทำเช่นไรได้ ตอนนี้มีเขาเองผู้เดียวที่เป็นผู้แข็งแกร่งที่สุด ณ ตอนนี้ อีกแค่ 1 ชั่วยามเจ้าสำนักก็จะมาถึงแล้ว เขาจะต้องทนให้ได้นานที่สุด เขามองไปทางด้านหลังของเขาแล้วรู้สึกท้อใจ ศิษย์ของเขาที่เขาตั้งใจฝึกฝนมาอย่างดีและควรมีอนาคตที่สดใส บัดนี้เริ่มล้มเจ็บ บางเริ่มทนไม่ไหวเนื่องด้วยฝ่ายศัตรูมีมากเกินไป เห็นทีคงไม่ถึงแม้เค่อเดียวที่จะต้านทานได้ เมื่อเห็นเช่นนั้นเขาจึงปล่อยพลังสูงสุดออกมา
"ศิษย์ข้า ที่ผ่านมาข้าเชื่อมั่นในตัวพวกเจ้าทุกคน อีกแค่ชั่วยามเดียว...ชั่วยามเดียวเท่านั้น จงรักษาสำนักเอาไว้ให้ได้"
อาจารย์เหมาเค่อเอ่ยจบก็ปลดปล่อยพลังวิญญาณใส่ร่างของชายร่างอ้วนผู้นั้นจนเกิดเสียงระเบิดดังไปทั่ว ครั้งนี้คือการระเบิดพลังเฮือกสุดท้ายของอาจารย์เหมาเค่อ หากเขาไม่จัดการผู้เป็นหัวหน้า เกรงว่าที่เหลือศิษย์ของเขาเองก็คงสู้ไม่ได้
"เจ้า..."
ชายร่างอ้วนผู้เป็นหัวหน้ายังไม่ทันได้เอ่ยจบก็ถูกพลังของอาจารย์เหมาเค่อโจมตีเข้าใส่เต็มๆ จนกระอักเลือดและตายไปในที่สุด ส่วนอาจารย์เหมาเค่อเองใช้พลังโจมตีและป้องกันตนเองพร้อมกัน พลังในร่างกายแทบไม่เหลือแล้ว พลังปลดปล่อยพลังไปก็สลบไปในที่สุด
"อาจารย์เหมาเค่อ"
ฟางเหนียงที่เห็นเช่นนั้นรีบพุ่งทยานเข้าไปรับร่างของอาจารย์เหมาเค่อโดยทันที และพาเข้าไปพักในที่ปลอดผู้คน
"อาจารย์เหมาเค่อท่านอดทนไว้นะเจ้าคะ หญิงสาวเอ่ยจบก็ถ่ายทอดพลังไปที่อาจารย์มู่เพื่อเพิ่มพลังให้ป้องกันแก่งวิญญาณเสียหาย
ตู้ม!
เกิดเสียงระเบิดอีกครั้ง ทำให้หญิงสาวที่กำลังถ่ายทอดพลังให้อาจารย์เหมาเค่ออยู่ถึงกับต้องตกใจ คนผู้นั้นถูกอาจารย์เหมาเค่อจัดการไปแล้วมิใช่หรือเหตุใดนางถึงสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณแข็งแกร่งเช่นนี้อีก
"เรื่องแค่นี้ก็ต้องให้ถึงมือข้าเช่นนั้นหรือ สัตว์วิญญาณแค่เต่าอัศณีตัวเดียวกับศิษย์เพียงไม่กี่คน ข้าที่นั่งทนดูมาถึง 1 ชั่วยามแล้วรู้สึกเบื่อหน่ายเสียจริง"
เสียงนึงดังขึ้นและค่อยๆปรากฏชายร่างใหญ่ในเงามืด
"ทำเช่นไรดี นี่คงมิใช่หัวหน้ามันอีกคนนะ"
ศิษย์อีกคนเอ่ยขึ้นด้วยความสิ้นหวัง
"เจ้าหยางเกาหรือ....ฮ่าๆๆ มันก็แค่ไอกระจอก เป็นเพียงแค่หมารับใช้เท่านั้น เจ้ากล้าดีอย่างไรเอาข้าไปเทียบกับมัน"
ชายผู้นั้นเอ่ยจบก็ใช้มือส่งพลังไปที่ศิษย์ผู้นั้น เกิดขวัญสีดำรอบคอและบีบเข้าอย่างแรงทั้งที่ยังไม่ได้แม้แต่ปล่อยพลังวิญญาณ ศิษย์ผู้นั้นดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่สลบอยู่กลางอากาศ ฟางเหนียงที่เห็นเช่นนั้นกำมือแน่นด้วยความโมโห น้ำตานางไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่แต่ดวงตาที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำกลับมีเพียงความแค้นจนหน้ากลัว นัยนาของนางปรากฏนกฟินิกซ์สีขาวที่กำลังนอนอยู่แต่ตอนนี้นกตัวนั้นกลับกำลังตื่นขึ้นและร่างกายมันเองกำลังค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีฟ้าคราม
"ฆ่าคนทิ้งเป็นผักปลา ถึงข้ามิเข้าใจโลกใบนี้มากนักแต่นี้มิใช่อุดมการของข้า.....กรี๊ดดดดดดดด"
สิ้นเสียงกีดร้องของหญิงสาวที่อดทนมานาน ตอนนี้มันได้ระเบิดเป็นที่เรียบร้อย ร่างของนางระเบิดพลังออกมาท้องฟ้าที่มืดมิดตอนนี้กลับแปลเปลี่ยนเป็นสีฟ้าคราม
หวี๊ก~~~ หวี๊ก~~~
เสียงของสัตว์มหึมาดังลั่นก้อง มันบินวนอยู่เหนือท้องฟ้าด้วยความโมโห เหมือนมันถูกขัดใจที่ถูกปลุกขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น ผู้คนที่ได้เห็นกลับต้องตะลึง เพราะนี้นับเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นพลังวิญญาณที่หน้าเกรงขามเช่นนี้ แค่การมาของมันยังทำให้ทุกคนที่พบเห็นต้องเข่าอ่อนไปพร้อมๆกัน
"ฟินิกซ์ขาววิหกเหิน นี่ นี่ นี่มันสัตว์ในตำนาน สัตว์วิญญาณระดับสูง เป็นไปได้เช่นไรกัน"
การระเบิดของพลัววิญญาณเมื่อสักครู่ ทำให้ผู้คนที่อยู่ด้านล่างเขาต่างตกใจกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
"ท่านเจ้าสำนัก นั้นมัน"
อาเหยาเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อมองไปบนเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนัก
"เร่งความเร็วให้มากที่สุด ไปให้ถึงสำนักให้ทันภายในสองเค่อ"
"ขอรับ"
อาเหยารับปากเสียงดัง นี่คือความเร็วที่เขาทำได้แล้ว หนิงเฟิ่งกำมือแน่นด้วยความโมโห ในที่สุดเขาก็มาไม่ทัน ดีที่เขาตัดสินใจกลับวันนี้ หากกลับตามแผนเดิมคิดว่าสำนักของเขาอาจจะเหลือแค่เถ้าถ่าน และถึงกระนั้นก็ยังไม่ทัน
"ข้าเชื่อในตัวเจ้า เข้มแข็งเอาไว้"
ชายหนุ่มเอ่ยกับตนเองในใจเมื่อนึกถึงคนผู้หนึ่ง
>>>ปุกาศปุกาศ ตั้งแต่ตอนที่ 15 เป็นต้นไปไรท์จะเริ่มติดเหรียญ โดยจะเปิดให้อ่านฟรี 24 ชม.แรกในตอนนั้นๆ ของทุกวัน หลังจาก 24 ชม. ไรท์ของติดเหรียญตอนละ 1 เหรียญน๊าาาาา<<<<
วันถัดมา"อาเหยา ท่านเจ้าสำนักเรียกข้ามาพบ"ฟางเหนียงเอ่ยบอกกล่าวที่หน้าตำหนัก ถึงนางจะทำตัวดีมากขึ้นแล้ว อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าอาเหยาผู้นี้จะยังมีอคติกับตนเองอยู่หรือไม่ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ทุกครั้งที่มาหาเจ้าสำนักที่ตำหนัก อย่างไรก็ต้องแจ้งให้ทราบเพื่อความบริสุทธิ์ใจ อาเหยาพยักหน้ารับเนื่องด้วยผู้เป็นนายบอกกล่าวตนเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว"ท่านเจ้าสำนักอยู่ท้ายตำหนัก หากเจ้ามาแล้วก็ไปพบเขาที่นั่น เจ้าเคยมาอยู่ที่นี่แล้วไปถูกใช่หรือไม่""อื้ม ข้าไปเองได้"ฟางเหนียงเอ่ยรับคำก่อนจะเดินเข้าไปในตำหนัก เช่นไรก็ต้องเดินผ่านตัวตำหนักไป ด้านหลังของตำหนักเป็นสวนหย่อมมีน้ำตกสูงที่ไหลลงมาจากหน้าผา นับว่าเจ้าของตำหนักเลือกที่ตั้งได้ดียิ่งนัก อีกทั้งเสียงน้ำตกยังไม่ดังพอทำให้รบกวนการพักผ่อนด้านในตำหนักอีกด้วย ร่างบางเดินมาหยุดที่สวนหย่อมไกลๆ ยืนมองร่างใหญ่ที่กำลังนั่งหลังตรงอยู่บนโต๊ะหินอ่อน เขากำลังวุ่นอยู่กับกองกระดาษตรงหน้านับสิบ ใบหน้าเรียบนิ่งที่มักประดับอยู่บนใบหน้าคมนั้น เสริมให้เขาดูหล่อเหลาขนาดที่ว่ามองเช่นไรก็ไม่มีวันเบื่อ นางไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดร่างนี้ถึงได้หลงเสน่ห์บุรุษผู้นี้มากมาย
บนเส้นทางเดินอุโมงค์ต้นไม้ใหญ่ ที่สองข้างทางปกคลุมไปด้วยต้นสนที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกมาจนปิดเป็นอุโมงค์ ขณะนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวจนไม่เห็นใบสีเขียวที่ร่วงหล่นของใบมันเสียแล้ว เป็นเวลาในช่วงบ่ายแต่กลับเพิ่งได้เห็นแสงแดดของพระอาทิตย์ครั้งแรกของวัน อากาศในตอนนี้หนาวขึ้นจนศิษย์ในสำนักบางคน หากไม่มีเรียนก็แทบไม่ออกมาข้างนอกกัน ต่างกับฟางเหนียงที่กลับไม่รู้สึกหนาวเท่าทุกคนมากนัก นางสอบถามจากเจ้าสำนักแล้วว่าอาจจะเกิดจากพลังวิญญาณของนางที่เป็น ฟินิกซ์ขาววิหคเหิน ความหนาวเหน็บจากพลังวิญญาณที่แผ่ออกมานั้น ไหนเลยสภาพอากาศแค่นี้จะเทียบเท่า"สีหน้าของเจ้าไม่ดีนะ"จ้าวเย่วที่เดินมาด้วยกันกับหญิงสาวเอ่ยทักสหาย"ข้ากังวลเรื่องการสอบเลื่อนขั้น ”ฟางเหนียงเอ่ยออกไปตามตรง ตั้งแต่เรื่องที่สำนักถูกลักลอบทำร้ายเมื่อคราวก่อน นางก็ถูกจับจ้องจากศิษย์ในสำนัก ถึงแม้ว่าเรื่องที่มีพลังวิญญาณสูงสุดจะถูกปิดเป็นความลับ แต่ความลับมักไม่มีจริง ในสำนักมีศิษย์ที่มีพลังวิญญาณสูงสุดถึงสองคน สร้างความเป็นกังวลให้กับสำนักอื่นจนไม่เว้นแม้แต่วังหลวง หากนางสามารถสอบเลื่อนขั้นชั้นปีได้ ก็เท่ากับว่านางสามารถจบการศึกษาได้เร็วมา
บานหน้าต่างไม้เล็กที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้ พัดเอาเกร็จหิมะสีขาวเข้ามาในห้องตามแรงลม บริเวณภายนอกหน้าต่างถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวบริสุทธิ์ ต้นไม้ใบหญ้าที่เป็นสีเขียวไม่มีเหลือให้เห็นมากหนัก ทุกคนที่นี่บอกว่าปีนี่นับว่าแปลกไปกว่าทุกปี เนื่องจากอากาศนั้นหนาวรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา แต่น่าแปลกหญิงสาวที่กำลังยืนอยู่ตรงบานหน้าต่างกลับไม่รู้สึกหนาวเท่าที่คนอื่นรู้สึก นางเพียงคลุมด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์บางๆเพียงเท่านั้น ต่างจากโลกใบเก่าที่หญิงสาวมักจะเป็นคนขี้หนาวมาก อากาศเพียงเลขหลักเดียวนางก็แทบทนไม่ไหวแล้ว แต่ที่นี่ดูจากหิมะที่ตกอย่างหนักและลมที่พัดมาอย่างไม่หยุดนั้น อากาศตอนนี้คงติดลบแล้วเป็นแน่หากมีเครื่องมือวัดอากาศเมื่ออย่างโลกใบเก่าที่นางอยู่"เจ้าไม่หนาวรึ"เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ"ไม่รู้สิ ข้ารู้สึกว่าไม่หนาวเหมือนอย่างทุกปี"ฟางเหนียงเอ่ยตอบขณะที่สายตายังคงมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง โดยที่ไม่ได้หันมาสนใจผู้ที่เอ่ยถามตนเลยสักคำ นางรู้ดีว่าผู้ที่สามารถเข้าห้องของนางได้มีเพียงสหายของตน จ้าวเย่วเท่านั้น "ข้าได้ข่าวว่าเจ้าพาลูกชายที่เก็บได้จากตลาดในหมู่บ้านข้ามาด้วยหรือ""เจ้าพึ่งกล
ใช้เวลากว่าครึ่งค่อนวัน ไม่นานรถมาก็ชะลอความเร็วและจอดสนิทลง เจ้าสำนักหนิงเฟิ่งเดินลงมาก่อนและยื่นมือเพื่อรับหญิงสาว"ขอบคุณเจ้าค่ะ" ฟางเหนียงเอ่ยขอบคุณก่อนที่จะหันมายื่นมือจับกับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างๆเพื่อพาเข้าที่พัก"เจ้าจะพาเด็กผู้นี้ไปที่ใด""ห้องพักของข้าอย่างไรล่ะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยตอบออกไปตามตรง"ชายหญิงจะพักห้องเดียวกันได้อย่างไร""ชายหญิง...ท่านเจ้าสำนักเจ้าค่ะ เด็กผู้นี้เป็นเพียงเด็กน้อยนะเจ้าคะ หากเทียบอายุข้ากับหญิงสาวทั่วไป ข้าคงเป็นแม่ของเด็กผู้นี้ได้แล้วกระมัง""ไม่ได้"ร่างใหญ่เอ่ยปฏิเสธเสียงดุ"ข้าจะอยู่กับพี่สาว"เด็กชายเอ่ยด้วยใบหน้าเศร้าขณะที่มองหน้าฟางเหนียง ร่างบางคุกเข่าตรงหน้าเด็กชายลง พร้อมยื่นมือไปสัมผัสที่ใบหน้าเล็ก มุมปากเล็กและหน้าฝากยังคงมีรอยฟกช้ำจากการถูกทำร้าย เด็กชายกำมือนางเน้น ฝามือเล็กๆที่ไม่มีท่าทางว่าจะปล่อยมือนั้น ทำให้ยิ่งมองก็ยิ่งเอ็นดูเข้าไปใหญ่ เหตุใดเด็กคนหนึ่งต้องมาเจอเรื่องอะไรเช่นนี้ด้วยนะ หากเลี้ยงไม่ไหวเหตุใดต้องทำให้เกิดขึ้นมาด้วย ความเห็นแก่ตัวของคนเรามีตั้งแต่ยุคสมัยนี้จนไปถึงปัจจุบันเชี่ยวหรือ"หากเจ้าฟังมิรู้ความก็ออกจากสำนัก
"อื่อ~~~ ปวดหัวจัง"ร่างเล็กที่นอนขดตัวบนเตียงกว้างพึมพำเบาออกมาเบาๆ แสงแดดช่วงสายของวันปลุกให้นางตื่นขึ้น ร่างเล็กลุกขึ้นนั่งพร้อมกุมขมับตนเอง ร่างใหญ่ที่นั่งตัวตรงอยู่ที่โต๊ะน้ำชามาตลอดทั้งคืน มีสีหน้าเรียบนิ่งไม่แสดงความรู้สึกอันใดออกมา"ข้ากลับมาได้เช่นไรกัน"ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นกับตนเองพร้อมก้มดูเสื้อผ้าตนที่ตอนนี้เสื้อตัวนอกถูกถอดออกมากองอยู่ที่พื้น "ทะ...ท่านๆๆๆ ท่านเจ้าสำนักท่านทำอะไรข้า นี่ๆๆนี่ท่านรังแกข้าหรือ"ฟางเหนียงกระโดดลงจากเตียงไปยืนอยู่หน้าชายหนุ่ม หนิงเฟิ่งยังคงวางท่าเช่นเดิมไม่เอ่ยอันใด 'เอ๊ะ! หรือข้าเดาผิด' หญิงสาวเอ่ยกับตนเองในใจ พรางลอบมองไปยังชายหนุ่ม เท้าขาวบางที่ไม่ได้ส่วมอะไรค่อยย่องเท้าบนพื้นที่เย็นเฉียบไปยังเสื้อผ้าของตนที่กองอยู่กับพื้นแล้วหยิบมันขึ้นมา จังหวะนั้นหญิงสาวถึงกับต้องโยนทิ้งแล้วใช้มือปิดจมูกทันที ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนฉายขึ้นมาในหัว ภาพตนเองที่ทั้งอ้วกทั้งพูดไม่หยุดชวนให้ปวดหัว ตอนนี้สีหน้าของหญิงสาวแดงระเรื่อด้วยความอาย นางอยากเอาหน้ามุดแผ่นดินแล้วหนีออกไปเสียจริงๆ"หากจำได้แล้วก็รีบไปเก็บข้าวของส่ะ"เสียงเข้มเอ่ยเรียกสติหญิงสาว "เจ้าค่ะ"ร่า
เสียงเจี๊ยวจ๊าวแต่ไม่ดังมากปลุกร่างบางให้รู้สึกตัว ถึงแม้อากาศจะชวนให้นางอยากนอนต่อแต่ก็อดรำคาญเสียงพูดคุยของคนมากมายจนฝืนข่มตาหลับไม่ลง นางลุกขึ้นนั่งทั้งที่ตายังไม่ลืม ผมเผ้ายุ่งเหยิง มือบางยกขึ้นป้องปากเวลาหาว จากนั้นชูมือขึ้นบิดขี้เกียจอย่างเคยตัว ดวงตางามค่อยๆลืมตาเพื่อปรับกับแสงอาทิตย์ "วร๊ายยยยย ท่านเจ้าสำนัก"ฟางเหนียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นเขากำลังนั่งดื่มชาอยู่ เมื่อสักครู่นางทำตัวเคยชินเหมือนที่อยู่คนเดียว นี่เขาคงไม่ได้ทันสังเกตนางหรอกมั้ง มือบางลูบผมอย่างลวกๆ"อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านเจ้าสำนัก"เสียงหวานเอ่ยทักทายเขาเสียงใส"ดูท่าแล้วที่พื้นคงนอนสบายมิน้อย"หนิงเฟิ่งเอ่ยพลางยกชาขึ้นดื่ม ฟางเหนียงยกมือเช็ดคาบน้ำลายที่มุมปากอย่างเขินอาย "แล้วท่านเจ้าสำนักล่ะเจ้าคะ เมื่อคืนท่านหลับสบายดีหรือเปล่า""ก็ดี หากมิมีผู้ใดละเมอเรียกชื่อข้า""ห๊า~~~ เรียกชื่ออันใดกันเจ้าคะ"ฟางเหนียงตาโตเป็นไข่หานเมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม "มาทานข้าว"คนตัวโตเอ่ยเสียงดุ หญิงสาวจึงรีบลุกเข้าห้องอาบน้ำ เพียงเค่อเดียวก็วิ่งออกมา คนตัวเล็กตักข้าวต้มเข้าปากพร้อมชำเรืองมองชายหนุ่







