ログインถิงถิง หญิงสาววัย 25 ปี เลือกจบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตายจากธุรกิจล้มละลาย แต่สวรรค์กลับส่งเธอมายังโลกที่คล้ายยุคจีนโบราณ เหมือนดั่งซีรี่ย์จีนที่เธอเคยเห็น แต่นั้นยังไม่พอเพราะร่างที่เธอเข้ามาอยู่นั้นคือร่างที่คนทั่วทั้งเมืองต่างชิงชัง 'ฟางเหนียง' หญิงสาวที่มีนิสัยเอาแต่ใจและร้ายกาจ และด้วยนิสัยของเธอทำให้ 'หนิงเฟิ่ง' ชายที่เธอหมายปองทั้งเกลียดและไม่ชอบนางเข้ากระดูก ชายที่ได้ชื่อว่าสง่างาม และเป็นที่หมายปองของคนทั่วทั้งเมือง แต่แล้ววันหนึ่งเขากลับทำตัวแปลกไป เมื่อหญิงสาวที่คอยตามรังควาญเขามาตลอดกลับน่าสนใจ จนเขาเองก็ไม่รู้ตัวว่าหัวใจได้เปลี่ยนไปแล้ว
もっと見るสิบปีผ่านไปฤดูเหมันต์วนกลับมาอีกครั้ง ละอองหิมะร่วงหล่นลงมาทับถมจนพื้นดินและบริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยพื้นสีขาว วันนี้อากาศดีในรอบหลายวัน เนื่องด้วยมีดวงอาทิตย์โผล่พ้นเมฆหนาเพิ่มความอบอุ่นเล็กน้อย แสงแดดสีทองอร่ามในช่วงยามปลายยามเซินกระทบกับพื้นหิมะสีขาวงดงามยิ่งนัก ฟางเหนียงนอนดูทิวทัศน์ที่เก้าอี้ไม้โยกด้วยจิตใจที่ผ่อนคลาย สิบปีมานี้มีเรื่องมากมายเกิดขึ้น แต่ทุกเรื่องก็ล้วนจบลงได้อย่างรวดเร็วแคว้นแห่งนี้ได้เปลี่ยนมือแล้ว ฮ่องเต้น้อยที่นางเก็บได้จากตลาดกลายเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ หลังจากรัชทายาทสิ้นพระชนม์ได้เพียงเดือนเดียว หนิงเฟิ่งก็ร่วมกับวังหลวงยกทัพช่วงชิงตำรายุทธวิฐีอีกสองเล่มมาได้สำเร็จ ตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับฮั่วหยวนจาง ฮ้องเต้องค์ก่อน นางมิแปลกใจเลยว่าเหตุใดเขาในตอนนั้นถึงอยากได้ผู้สืบทอดเสียขนาดนั้น แผ่นดินนี้เสียผู้ที่ทำคุณให้แก่แคว้นไปสองคนติด รัชทายาทจากไปได้เพียงไม่นาน หนึ่งปีต่อจากนั้นฮั่วหยวนจางก็สิ้นพระชนม์ด้วยโรคหัวใจ ตำแหน่งจึงถูกส่งมาให้เจียวหมิงเฉินหรือองค์ชายสาม แต่เขากลับปฏิเสธ และโยนมันให้ฮั่วชวีเหยาหรือเฟยหมิง ด้วยความสามารถของเด็กชายในตอนนั้น อายุเพียงสิบสี่ปีก็ชนะในส
แสงอาทิตย์ช่วงปลายยามซื้อส่องเข้ามาทางหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท ปลุกให้คนทั้งคู่รู้สึกตัว สายจนใกล้เที่ยงแล้วในตำหนักแห่งนี้กลับยังไม่มีผู้ใดออกไป ทุกคนในสำนักเองก็รู้หน้าที่ตนเองดี คืนเข้าหอเช่นนี้มิอยากเข้ามาปลุกคนทั้งสอง ทั้งคู่ร่างกายเปลือยเปล่า มีเพียงผ้าห่มผืนหนาที่เท่านั้นที่ปิดบังร่างกาย หนิงเฟิ่งตื่นก่อนหญิงสาวแต่ไม่คิดจะลุกไปที่ใด เนื่องด้วยนางนอนหนุนแขนเขาอยู่ตอนนี้ ร่างใหญ่กระชับอ้อมกอดนางมากขึ้น และจูบไปที่ไหล่เนียนเบาๆ อื้ม~ร่างเล็กในอ้อมกอดของเขาเริ่มรู้สึกตัว หญิงสาวบิดขี้เกียจเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆกระพริบตาลืมขึ้น "อรุณสวัสดิ์"หนิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นก่อนจะจุบพิตไปที่หน้าผากเนียนอีกครั้ง"อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ"ฟางเหนียงเอ่ยพลางยื่นหน้าไปหอมแก้มเขาตอบ"ข้าทำเจ้าตื่นหรือไม่"ฟางเหนียงส่ายหน้าปฏิเสธ และกำชับกอดร่างใหญ่ ตอนนี้นางระบมไปทั้งตัว ไม่ต้องก้มมองตนเองใต้ผ้าห่มก็รู้ได้ว่ารอยรักที่เขาฝากไว้นั้นมากมายเพียงใด โดยเฉพาะบริเวณนั้นยังเจ็บระบมมากๆอยู่เลย แล้วเช่นนี้นางจะเดินอย่างไร เกรงกว่าวันสองวันนี้นางต้องคลุกตัวอยู่ในตำหนักแห่งนี้ ไม่กล้าออกไปเดินด้วยท่าทางแปลกๆให้ต้องอับอายผู้
ภายในเรือนหอที่ถูกตกแต่งด้วยผ้ามงคล การตกแต่งดูเหมือนธรรมดาเรียบง่ายแต่ราคาแต่ละชิ้นไม่ธรรมดาเอาเสียเลย ฟางเหนียงนั่งหลังตรงอยู่บนเตียงในมือถือพัดเช่นเคย มือเรียวชื้นไปด้วยเหงื่อจากความตื่นเต้น เขาว่ากันว่างานแต่งของสตรีเป็นครั้งเดียวในชีวิต การได้แต่งงานกับคนที่ตนรักปราศจากการจัดแจงโดยผู้ใหญ่และความเหมาะสม เกิดขึ้นได้ยากในแผ่นดินที่นางอยู่แก๊ก!เสียงประตูไม้ถูกเปิดออกทำให้รับรู้ถึงการมาของเขา กลิ่นหอมสะอาดเฉพาะตัวทำให้นางรู้ได้ทันทีว่าเป็นเขามิใช่ผู้อื่น หนิงเฟิ่งเดินไปหยุดที่ตรงหน้านาง ฟางเหนียงค่อยๆเลื่อนพัดบังหน้าออก เผยให้เห็นการแต่งแต้มใบหน้าที่ประณีตกว่าทุกครา ปากเรียวสีแดงสดช่วยเสริมให้นางดูงดงามตราตรึงใจ รอยยิ้มหวานที่ส่งให้เขานั้นทำเขาอดที่จะจุมพิตลงไปที่หน้าผากเนียนไม่ได้"รอข้านานหรือไม่เสียงทุ้มเอ่ยถามนางเบาๆ"ท่านเจ้าสำนัก ที่นี่ยังมีผู้อื่นอยู่นะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่เตือนชายหนุ่ม หนิงเฟิ่งหันไปเห็นจ้าวเย่วที่ยังยืนอยู่ จ้าวเย่วส่งยิ้มเจือนๆให้เจ้าสำนักตอบกลับไป"วันนี้ข้าขอเป็นสักขีพยานรักในคืนเข้าหอของพวกท่านเจ้าค่ะ"จ้าวเย่วเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่น"อ่ะแฮะแฮ่ม!"นางส่งเ
จี้ชุน.ยามชื่อ (ต้นฤดูใบไม้ผลิเดือนสาม) แสงอาทิตย์ยามสายทอแสงเป็นประกายเพิ่มความอบอุ่นช่วงต้นฤดูวสันต์ บนเขาสูงยามนี้ถูกประดับประดาไปด้วยโคมไฟหลากหลายสีสันตลอดเส้นทางขึ้นเขา ผ้ามงคลสีแดงถูกตกแต่งบนเกี้ยวไม้เพิ่มความเป็นสิริมงคล เมื่อได้เวลามงคล ขบวนเจ้าสาวยาวนับลี้เคลื่อนตัวมาหยุดที่ทางเข้าสำนัก สองข้างทางมีชาวบ้านมารอเชยชมเจ้าสาวผู้ขึ้นชื่อว่างามล่มเมือง บุรุษสวมชุดมงคลดูงามสง่าใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มรอรับเจ้าสาวอยู่ก่อนแล้ว ม่านมุกถูกเปิดออกร่างบางค่อยๆ ออกมาจากเกี้ยวช้าๆ มือเรียวข้างหนึ่งถือพัดมงคลปิดบังใบหน้า ตามธรรมเนียมแล้วเจ้าสาวห้ามเท้าแตะพื้นจนกว่าจะได้เข้าจวน หนิงเฟิ่งมารอนางก่อนแล้วเช่นกัน จากนั้นจึงเข้าไปอุ้มนางมาไว้ในอ้อมก่อน ทุกคนต่างปรบมือส่งเสียงให้กำลังใจกันทั่วหน้า เมื่อผ่านพ้นประตูสำนักแล้วจึงได้วางนางลงช้าๆมือหนากุมมือของฟางเหนียงให้เดินไปตามทางเข้าสำนัก สองข้างทางมีเหล่าศิษย์ในสำนักถือโคมไฟสีแดงตลอดสองข้างทาง ยาวไปจนถึงตำหนักที่ทำพิธี อันแสดงถึงเส้นทางของคู่รักที่เปี่ยมไปด้วยความราบรื่นและสว่างไสว "ยินดีกับท่านเจ้าสำนัก ยินดีกับแม่นางฟางเหนียง ยินดีกับศิษย์
หนิงเฟิ่งอุ้มหญิงสาวเข้ามาในตำหนัก จากนั้นวางนางลงที่เตียงช้าๆ ท่ามกลางบรรยากาศภายนอกที่วุ่นวาย ตอนนี้เขาไม่อยากรับรู้อันใดทั้งนั้น ความสนใจของเขาอยู่ที่นางผู้เดียว หนิงเฟิ่งปล่อยปล่อยพลังวิญญาณออกมาสร้างเขตแดนพลังวิญญาณตนเอง ที่ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าออกได้ เนื่องด้วยพลังวิญญาณของเขาในตอนนี้กลับมาแล้
ในห้องตำราตอนนี้บรรยากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยความอึดอัด ทั้งสามคนไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากเลยแม้แต่น้อย ไม่เว้นแม้กระทั่งหยงอี๋ ที่จริงเรื่องนี้เขาก็ทำมิถูก เรื่องใหญ่เพียงนี้เขามิควรปิดบังท่านเจ้าสำนัก เขาที่เป็นผู้ใหญ่แล้วยังเห็นด้วยกับวิธีการเช่นนี้ หนิงเฟิ่งนิ่งเงียบไม่เอ่ยสิ่งใด นั่งอยูที่โต๊ะตำราม
ตกดึกในช่วงยามซวี ณ ห้องตำราในตำหนักหลิวรุ่ย ที่ตอนนี้มันเปลี่ยนมาเป็นห้องนอนของเจ้าของตำหนักเป็นการชั่วคราว ชายหนุ่มใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่นี่ หลังจากฟางเหนียงอาการเริ่มดีขึ้น เดินเหินได้สะดวกเคยขอกลับไปพักที่หอพักของนางแล้ว แต่ชายหนุ่มไม่อนุญาต จนตอนนี้ที่ข้างตำหนักได้สร้างเรือนรับรองขนาดไม่ต่างจ
ณ สำนักเพลิงวิหคหนิงเฟิ่งเดินทางจากวังหลวงไปยังสำนักเพลิงวิหค ใช้เวลาเพียงแค่สี่วันจากการเดินทางปกติ ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืนฝีเท้าของม้าก็มิได้หยุดพัก เขาใช้วิธีการซื้อม้าตัวใหม่แทนการพักม้า ใจของเขาห่วงหาหญิงสาวทุกลมหายใจ กลัวว่าหากตนเองช้าเพียงเสี้ยววินาทีอาจจะช่วยนางไว้ไม่ทัน แต่ระยะเวลาสี่ว






レビュー