เข้าสู่ระบบภายในรถม้า
บรรยากาศภายในรถม้าถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบหลังรถม้าออกเคลื่อนตัวจนเวลาผ่านไปเกือบ 1เค่อแล้ว ไม่มีใครเอ่ยปากก่อนได้ยินเพียงเสียงหายใจและเสียงของล้อรถม้าที่กระทบกับหินครั้งแล้วครั้งเล่า ดวงตางามเหลือบไปทางคนตัวโตที่แสดงหน้าเย็นชาเช่นเดิมอย่างเป็นประจำ ปากบางเม้มเข้าหากันอย่างรวบรวมความกล้า เพื่อที่จะเป็นฝ่ายเริ่มการสนทนานี้ก่อน
"ท่านเจ้าสำนักเหตุใดท่านถึงเงียบไป หากข้าทำเรื่องอันใดที่ผิดต่อกฎสำหรับท่านก็บอกข้ามาเถอะ ข้าจะจำไว้และจะไม่ทำมันอีก"
หญิงสาวเอ่ยออกมาในที่สุด นางเลือกเปิดบทสนทนาอย่างประนีประนอมก่อนถึงแม้จะรู้ว่าสิ่งที่ตนเองทำนั้นไม่ได้ผิดก็ตาม
"คนเช่นเจ้ารู้ตัวด้วยหรือว่าตัวเองนั้นทำผิด มิใช่กลับผิดเป็นถูกเสียทุกอย่าง"
เป็นเสียงเข้มที่เอ่ยออกมา และมองมาทางหญิงสาวอย่างคาดโทษ
"แต่ข้าจำได้มิใช่หรือเจ้าคะ ว่ากฎของสำนักมิได้ห้ามไม่ให้ไปทานอาหารร่วมกับผู้ใด"
"เถียงคำมิตกฟาก"
"เอ๊ะ! ท่าน..."
ก่อนที่หญิงสาวจะได้พูดอะไรต่อ ก็เจอสายพิฆาตมองมาเสียก่อนที่นางเผลอขึ้นเสียง
"อุ้ย! ขออภัยเจ้าค่ะข้าลืมตัวไปหน่อย ก็มันจริงนิเจ้าคะกฎของสำนักข้าจำมันได้ทุกข้อแต่ไม่เห็นว่าข้อไหนที่ข้าทำผิดไปเลยสักนิด"
"แล้วเจ้าใช่ศิษย์ของสำนักทั่วไปหรือไม่ เป็นสตรีเหตุใดถึงไปทานอาหารร่วมกับชายแปลกหน้าที่พึ่งพบกันเพียงครั้งแรก"
ชายหนุ่มเอ่ยเข้าประเด็นในที่สุด ทำให้หญิงสาวเข้าใจในทันที ข้ามิใช่ศิษย์ทั่วไปแต่เป็นถึงคุณหนูของสำนักอีกด้วย เขาคงห่วงหน้าตาสินะ นึกว่าเป็นห่วงที่อาจเจอคนไม่ดีหรือถูกหลอก
ใน
"แต่ถึงเช่นไรหากมิได้รู้จักกันคราแรก แล้วจะเรียกว่ารู้จักกันได้เช่นไร คนเรามันต้องมีครั้งแรกนะเจ้าคะ"
'เอ๊ะ! คำพูดมันดูแปลกๆนะข้ากำลังพูดอันใดอยู่เนี้ย' ประโยคหลังหญิงสาวเอ่ยกับตัวเองในใจ
"เจ้าก็คือเจ้าวันยังค่ำ"
"คำนี้อีกแล้วนะเจ้าค่ะ เมื่อหลายวันก่อนท่านก็เอ่ยคำนี้กับข้า ข้ามันเป็นเช่นไรกันเจ้าคะ เมื่อก่อนข้าอาจจะชมชอบท่านถึงขั้นทำเรื่องไม่ดี ขออภัยสำหรับเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่นี้ไปข้าจะไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นอีก ท่านไม่ต้องห่วงหรอกเจ้าคะท่านในตอนนี้ไม่ใช่สเปค เอ้ย! ไม่ใช่ชายที่ข้าหมายปองอีกแล้วสบายใจได้ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมข้าจะตกแต่งออกไปกับชายที่ท่านเลือกให้ด้วยความสบายใจ แต่ถ้าท่านจะกรุณาขอให้ข้าเป็นผู้เลือกชายที่ข้าจะอยู่กับเขาไปชั่วชีวิตด้วยตัวข้าเอง ซึ่งแน่นอนชายผู้นั้นไม่ใช่ท่านแน่นอน"
หญิงสาวเอ่ยออกมาเสียยืดยาวและเป็นจังหวะที่รถม้าจอดพอดี ฟางเหนียงลุกขึ้นเตรียมที่จะออกจากรถม้าก่อน แต่ขณะที่กำลังจะเปิดผ้าม่านก็คิดอะไรขึ้นมาได้ ก่อนที่จะหันมาทางชายหนุ่มที่ยังคงนั่งเงียบอยู่กับที่
"อ้อ อีกอย่างที่ท่านบอกว่าสตรีมิควรอยู่กับชายสองต่อสอง เช่นนั้นก็ฝากบอกแม่นางเหลียนฮวาด้วยนะเจ้าคะ เห็นท่านสองคนสนิทกันข้าเป็นสตรีเช่นกันก็เป็นห่วงนาง เป็นชายรู้หน้ามิรู้ใจ"
ฟางเหนียงเอ่ยจบก็เดินลงจากรถม้าไป เหลือเพียงชายหนุ่มที่ยังคงนั่งอยู่กับที่ หญิงสาวหลอกด่าเขาเมื่อสักครู่เหตุใดเขาถึงจะมิรู้ แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดคำพูดของนางก่อนหน้านี้ที่บอกว่าจะไม่ยุ่งกับเขาอีก และจะแต่งออกไปทำให้เขารู้สึกอารมย์ไม่ดี ทั้งที่เป็นสิ่งที่เขาต้องการและรอมันมาตลอด
.
วันถัดมา ณ ตำหนักหลิวรุ่ย
บริเวณลานไม้กว้างทางด้านขวาของตัวตำหนัก บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความเครียดแค้น แต่เป็นเครีนดแค้นที่เรียกได้ว่าไม่สามารถทำอันใดได้มากกกว่า ดวงตางามกำลังจ้องมองหนิงเฟิ่งด้วยความสะบักสะบอม ใบหน้าของนางเลอะคาบดินเล็กน้อยจากการถูกโจมตี 'หน่อยแหน่ะ! ไหนท่านบอกว่าจะแค่ทดสอบพื้นฐานที่ข้ามีเท่านั้น แต่ที่ท่านทำอยู่นี่เรียกว่ารังแกข้าอยู่นะ
"ใครรังแกเจ้ากัน"
เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้านิ่งเรียบ ทันทีที่หญิงสาวได้ยินถึงกับทำตาโตเท่าไข่หาน และยกมือทั้งสองข้างป้องปากในทันทีด้วยความตกใจ
"ทะ ทะท่านได้ยินสิ่งที่ข้าคิดด้วยหรือเจ้าคะ"
"สิ่งที่เจ้าคิดอันใดกัน"
หนิงเฟิ่งเอ่ยถามหญิงสาวด้วยความมึนงง 'เมื่อสักครู่นางเป็นผู้พูดออกมาเองไม่ใช่เหรอ เหตุใดถึงได้เอ่ยกับข้าเช่นนี้กัน' หนิงเฟิ่งเอ่ยกับตนเองในใจและจ้องมองหญิงสาวด้วยความสงสัย แต่ปฎิกริยาของหญิงสาวกลับทำให้เขาต้องตกใจอีกครั้งคือ นางอ้าปากและยิ่งเบิกตากว้างกว่าเดิมพร้อมเดินมาทางเขา
"มะ เมื่อสักครู่ท่านได้พูดว่า ข้าพูดออกมาเองแท้ๆ แล้วเหตุใดถึงได้ถามท่านเช่นนั้นใช่หรือไม่"
"ข้ายังมิท่านได้พูด..."
แต่ก่อนที่ชายหนุ่มจะเอ่ยจบเขาก็คิดได้ขึ้นมาท่านที หรือว่าเขาและนางจะได้ยินความคิดของกันและกัน
"ใช่หรือไม่เจ้าคะ"
ฟางเหนียงเอ่ยกลับชายหนุ่มด้วยความตื่นเต้น
"เหลวไหล"
หนิงเฟิ่งเอ่ยจบก็เก็บพลังวิญญาณของตนเอง และเดินไปพักที่โต๊ะม้านั่งก่อนที่จะรินชาและเตรียมยกดื่มอย่างให้ใจเย็น ก่อนที่ถ้วยชาจะจรดที่ริมฝีปาก ด้วงตาคมจ้องมองไปทางหญิงสาวที่กำลังเก็บพลังวิญญาณ 'มานั่งดื่มชาที่ตรงข้ามข้า' ชายหนุ่มเอ่ยกับตนเองในใจและมองไปทางหญิงสาวอีกครั้ง เขาอยากจะทดสอบว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเขาและนางเมื่อสักครู่มันคืออะไร เมื่อเขาเอ่ยในใจเป็นจังหวะที่นางเก็บพลังวิญญาณเสร็จพอดี หญิงสาวเดินมาหยุดที่หน้าของเขา แต่ชายหนุ่มยังคงจ้องหน้าหญิงสาวเมื่อกำลังรอคำตอบและดูปฎิกริยาของนางอยู่
"ท่านเจ้าสำนักมีอันใดหรือเจ้าคะ"
ฟางเหนียงเอ่ยถามด้วยความงงงวย เพราะเห็นชายหนุ่มเอาแต่จ้องมองนางแต่ไม่เอ่ยอันใดสักที
"เจ้าอาบน้ำบางหรือไม่"
ชายหนุ่มเอ่ยตอบหญิงสาวอย่างเปลี่ยนเรื่อง พลางยกชาขึ้นดื่ม
"นี่ท่าน!"
หญิงสาวที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกลับหน้ายับด้วยความโมโห พลางก้มดมกลิ่นตัวเองอย่างสำรวจแต่กลับพบว่าก็ไม่ได้มีกลิ่นเหม็นอันใดนิ เพียงแค่เลอะคราบดินจากการฝึกเมื่อสักครู่เท่านั้น
"ข้าขอดื่มชานะเจ้าคะ ข้ากระหายน้ำมิไหวแล้วเจ้าคะ"
เอ่ยจบหญิงสาวก็รินชาใส่ถ้วยอีกใบที่คว่ำอยู่โดยที่ยังไม่ได้ทันที่จะได้รับอนุญาต และยกขึ้นดื่มอย่างรวดเร็วด้วยความกระหายและเหนื่อยล้า หนิงเฟิ่งมองปฏิกิริยาของหญิงสาวอย่างใช้ความคิด เมื่อสักครู่นางขอเขาก่อนเช่นนั้นแปลว่านางไม่ได้ยินสิ่งที่ข้าเอ่ยกับนางในใจ เช่นนั้นแล้วเหตุใดเมื่อตอนฝึกเมื่อสักครู่นางถึงได้ยินเสียงที่ข้าเอ่ยในใจ แต่ครานี้กลับไม่ได้ยินเสียแล้วเล่า แปลก!
"พลังของเจ้าต่ำเกินไป ต้องฝึกควบคุมพลังก่อน จำที่ข้าพาทำเมื่อก่อนประลองได้หรือไหม"
"จำได้เจ้าค่ะ"
"ดี เช่นนั้นสามวันนี้ เจ้าฝึกจนกว่าจะชำนาญ"
เอ่ยจบชายหนุ่มก็ล้วงเข้าไปในแขนเสื้อของตน หยิบตำราเล่นหนึ่งออกมาและวางมันที่ด้านหน้าของหญิงสาว มือบางเอื้อมไปหยิบขึ้นมาพลิกดูอย่างสนใจ แต่ก็ค่อนข้างเบามือเพราะดูจากสีของตำรา คาดว่าคงอยู่มานานนับร้อยปีเป็นแน่ ไม่ก็อาจจะถูกใช้งานมาอย่างหนัก เพราะมันทั้งเก่าและบางหน้าเริ่มมีรอยยับอย่างมาก
"พลังภายในเป็นศูนย์"
"ใช่"
"ท่านเอ่ยว่า 3 วัน เช่นนั้นหรือ สามวันนี้ท่านจะไม่อยู่หรือเจ้าคะ"
หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความสงสัยพลางสายตาหันไปเห็นที่นิ้วยาวของเขา ที่นิ้วชี้สวมแหวนหยกสีครามเอาไว้ที่ด้านขวา มีเจ้าของแล้วแท้ๆ แต่ยังสวมแหวนไว้ที่นิ้วชี้คงเป็นพวกหลอกหญิงงามไปทั่วสินะ 'จะบอกเขาเรื่องอาจารย์มู่ดีไหมนะ' หญิงสาวเอ่ยกับตนเองในใจ เมื่อนึกได้ว่าเมื่อหลายวันก่อนตนเองได้แอบไปยินอะไรมา สีหน้าของนางลังเลเล็กน้อยขณะที่มองหน้าชายหนุ่ม
"มีอันใด"
หนิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าของนางแปลกๆ แต่ทำท่าเหมือนไม่กล้าที่จะเอ่ยออกมาตรงๆ
"เออ...คือว่า...เรื่องนี้ข้าก็มิรู้ว่าจะเอ่ยบอกท่านเช่นไร เพราะข้าเองก็ไม่รู้อันใดมาก"
"มีอันใดที่ข้าควรรู้เช่นนั้นหรือ"
"เจ้าค่ะ ข้าอยากให้ท่าระ...."
"ท่านเจ้าสำนักจดหมายจาก..."
ฟางเหนียงยังเอ่ยไม่ทันจบก็ถูกเสียงหนึ่งขัดขึ้นเสียก่อน เป็นเสียงของอาเหยาที่รีบวิ่งมาด้วยความรีบร้อน แต่เมื่อเห็นว่าเจ้าสำนักมิได้อยู่เพียงผู้เดียวก็รีบเงียบปากในทันที หนิงเฟิ่งเหลือบมองจดหมายที่ผู้ช่วยของเขาถือมาด้วย มีสัญลักษณ์ที่ด้านบนถูกประทับด้วยตราของวังหลวงก็พยักหน้าให้ชายหนุ่มทันที
"เอาหล่ะวันนี้เจ้ากลับไปก่อน ข้ามีธุระที่ต้องจัดการ"
ชายหนุ่มเอ่ยจบก็ลุกขึ้นเดินเข้าตำหนักของตนเองทันที ส่วนอาเหยาเองก็รีบตามผู้เป็นนายเข้าไป โดยที่ไม่ได้หันมาสนใจหญิงสาวอีกเพราะมีเรื่องสำคัญเร่งด่วนเกินกว่าที่จะสนใจเรื่องที่นางจะเอ่ยบอก ฟางเหนียงได้แต่อ้าปากค้างเพราะเรื่องที่นางจะบอกเขาเองก็สำคัญเช่นกัน 'ชั่งเขาเถอะความสามารถเช่นเขา คงไม่มีผู้ใดลอบทำร้ายได้หรอก' เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็ลุกและเดินไปที่หอตำราเช่นทุกวัน ระหว่างทางหญิงสาวรู้สึกเหมือนทุกอย่างรอบตัวนางไม่ปกติ บรรยากาศในสำนักดูครึ้มๆไม่ชอบมาพากลคล้ายจะเกิดเรื่องไม่ได้ขึ้น แต่ความคิดนั้นก็ต้องถูกผลักออกไปจากความคิด และคิดว่าตนเองอาจจะคิดมากเกินไป นางกำชับตำราที่หนิงเฟิ่งในมือแน่น ก่อนที่จะเข้าไปในหอตำรา
ภายในตำหนัก
"ทำเช่นไรดีขอรับเจ้าสำนัก ท่านรองเจ้าสำนักก็ต้องไปทำธุระแทนท่านเรื่องการแข่งขัน ตอนนี้ท่านเองก็ต้องเข้าวังหลวง หากเกิดเหตุการณ์คนร้ายลักลอบเข้ามาอีกจะทำเช่นไร"
อาเหยาเอ่ยด้วยความเป็นห่วง หนิงเฟิ่งมีสีหน้าหนักอึ้ง เพราะทุกอย่างมีเรื่องให้เขาต้องคิดมากไปหมดช่วงนี้
"เพิ่มกำลังดูแลสำนักและคนคุมกันเพิ่มเป็น 2 เท่า ข้าจะออกเดินทางคืนนี้ทันที"
"ขอรับ"
วันถัดมา"อาเหยา ท่านเจ้าสำนักเรียกข้ามาพบ"ฟางเหนียงเอ่ยบอกกล่าวที่หน้าตำหนัก ถึงนางจะทำตัวดีมากขึ้นแล้ว อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าอาเหยาผู้นี้จะยังมีอคติกับตนเองอยู่หรือไม่ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ทุกครั้งที่มาหาเจ้าสำนักที่ตำหนัก อย่างไรก็ต้องแจ้งให้ทราบเพื่อความบริสุทธิ์ใจ อาเหยาพยักหน้ารับเนื่องด้วยผู้เป็นนายบอกกล่าวตนเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว"ท่านเจ้าสำนักอยู่ท้ายตำหนัก หากเจ้ามาแล้วก็ไปพบเขาที่นั่น เจ้าเคยมาอยู่ที่นี่แล้วไปถูกใช่หรือไม่""อื้ม ข้าไปเองได้"ฟางเหนียงเอ่ยรับคำก่อนจะเดินเข้าไปในตำหนัก เช่นไรก็ต้องเดินผ่านตัวตำหนักไป ด้านหลังของตำหนักเป็นสวนหย่อมมีน้ำตกสูงที่ไหลลงมาจากหน้าผา นับว่าเจ้าของตำหนักเลือกที่ตั้งได้ดียิ่งนัก อีกทั้งเสียงน้ำตกยังไม่ดังพอทำให้รบกวนการพักผ่อนด้านในตำหนักอีกด้วย ร่างบางเดินมาหยุดที่สวนหย่อมไกลๆ ยืนมองร่างใหญ่ที่กำลังนั่งหลังตรงอยู่บนโต๊ะหินอ่อน เขากำลังวุ่นอยู่กับกองกระดาษตรงหน้านับสิบ ใบหน้าเรียบนิ่งที่มักประดับอยู่บนใบหน้าคมนั้น เสริมให้เขาดูหล่อเหลาขนาดที่ว่ามองเช่นไรก็ไม่มีวันเบื่อ นางไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดร่างนี้ถึงได้หลงเสน่ห์บุรุษผู้นี้มากมาย
บนเส้นทางเดินอุโมงค์ต้นไม้ใหญ่ ที่สองข้างทางปกคลุมไปด้วยต้นสนที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกมาจนปิดเป็นอุโมงค์ ขณะนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวจนไม่เห็นใบสีเขียวที่ร่วงหล่นของใบมันเสียแล้ว เป็นเวลาในช่วงบ่ายแต่กลับเพิ่งได้เห็นแสงแดดของพระอาทิตย์ครั้งแรกของวัน อากาศในตอนนี้หนาวขึ้นจนศิษย์ในสำนักบางคน หากไม่มีเรียนก็แทบไม่ออกมาข้างนอกกัน ต่างกับฟางเหนียงที่กลับไม่รู้สึกหนาวเท่าทุกคนมากนัก นางสอบถามจากเจ้าสำนักแล้วว่าอาจจะเกิดจากพลังวิญญาณของนางที่เป็น ฟินิกซ์ขาววิหคเหิน ความหนาวเหน็บจากพลังวิญญาณที่แผ่ออกมานั้น ไหนเลยสภาพอากาศแค่นี้จะเทียบเท่า"สีหน้าของเจ้าไม่ดีนะ"จ้าวเย่วที่เดินมาด้วยกันกับหญิงสาวเอ่ยทักสหาย"ข้ากังวลเรื่องการสอบเลื่อนขั้น ”ฟางเหนียงเอ่ยออกไปตามตรง ตั้งแต่เรื่องที่สำนักถูกลักลอบทำร้ายเมื่อคราวก่อน นางก็ถูกจับจ้องจากศิษย์ในสำนัก ถึงแม้ว่าเรื่องที่มีพลังวิญญาณสูงสุดจะถูกปิดเป็นความลับ แต่ความลับมักไม่มีจริง ในสำนักมีศิษย์ที่มีพลังวิญญาณสูงสุดถึงสองคน สร้างความเป็นกังวลให้กับสำนักอื่นจนไม่เว้นแม้แต่วังหลวง หากนางสามารถสอบเลื่อนขั้นชั้นปีได้ ก็เท่ากับว่านางสามารถจบการศึกษาได้เร็วมา
บานหน้าต่างไม้เล็กที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้ พัดเอาเกร็จหิมะสีขาวเข้ามาในห้องตามแรงลม บริเวณภายนอกหน้าต่างถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวบริสุทธิ์ ต้นไม้ใบหญ้าที่เป็นสีเขียวไม่มีเหลือให้เห็นมากหนัก ทุกคนที่นี่บอกว่าปีนี่นับว่าแปลกไปกว่าทุกปี เนื่องจากอากาศนั้นหนาวรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา แต่น่าแปลกหญิงสาวที่กำลังยืนอยู่ตรงบานหน้าต่างกลับไม่รู้สึกหนาวเท่าที่คนอื่นรู้สึก นางเพียงคลุมด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์บางๆเพียงเท่านั้น ต่างจากโลกใบเก่าที่หญิงสาวมักจะเป็นคนขี้หนาวมาก อากาศเพียงเลขหลักเดียวนางก็แทบทนไม่ไหวแล้ว แต่ที่นี่ดูจากหิมะที่ตกอย่างหนักและลมที่พัดมาอย่างไม่หยุดนั้น อากาศตอนนี้คงติดลบแล้วเป็นแน่หากมีเครื่องมือวัดอากาศเมื่ออย่างโลกใบเก่าที่นางอยู่"เจ้าไม่หนาวรึ"เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ"ไม่รู้สิ ข้ารู้สึกว่าไม่หนาวเหมือนอย่างทุกปี"ฟางเหนียงเอ่ยตอบขณะที่สายตายังคงมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง โดยที่ไม่ได้หันมาสนใจผู้ที่เอ่ยถามตนเลยสักคำ นางรู้ดีว่าผู้ที่สามารถเข้าห้องของนางได้มีเพียงสหายของตน จ้าวเย่วเท่านั้น "ข้าได้ข่าวว่าเจ้าพาลูกชายที่เก็บได้จากตลาดในหมู่บ้านข้ามาด้วยหรือ""เจ้าพึ่งกล
ใช้เวลากว่าครึ่งค่อนวัน ไม่นานรถมาก็ชะลอความเร็วและจอดสนิทลง เจ้าสำนักหนิงเฟิ่งเดินลงมาก่อนและยื่นมือเพื่อรับหญิงสาว"ขอบคุณเจ้าค่ะ" ฟางเหนียงเอ่ยขอบคุณก่อนที่จะหันมายื่นมือจับกับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างๆเพื่อพาเข้าที่พัก"เจ้าจะพาเด็กผู้นี้ไปที่ใด""ห้องพักของข้าอย่างไรล่ะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยตอบออกไปตามตรง"ชายหญิงจะพักห้องเดียวกันได้อย่างไร""ชายหญิง...ท่านเจ้าสำนักเจ้าค่ะ เด็กผู้นี้เป็นเพียงเด็กน้อยนะเจ้าคะ หากเทียบอายุข้ากับหญิงสาวทั่วไป ข้าคงเป็นแม่ของเด็กผู้นี้ได้แล้วกระมัง""ไม่ได้"ร่างใหญ่เอ่ยปฏิเสธเสียงดุ"ข้าจะอยู่กับพี่สาว"เด็กชายเอ่ยด้วยใบหน้าเศร้าขณะที่มองหน้าฟางเหนียง ร่างบางคุกเข่าตรงหน้าเด็กชายลง พร้อมยื่นมือไปสัมผัสที่ใบหน้าเล็ก มุมปากเล็กและหน้าฝากยังคงมีรอยฟกช้ำจากการถูกทำร้าย เด็กชายกำมือนางเน้น ฝามือเล็กๆที่ไม่มีท่าทางว่าจะปล่อยมือนั้น ทำให้ยิ่งมองก็ยิ่งเอ็นดูเข้าไปใหญ่ เหตุใดเด็กคนหนึ่งต้องมาเจอเรื่องอะไรเช่นนี้ด้วยนะ หากเลี้ยงไม่ไหวเหตุใดต้องทำให้เกิดขึ้นมาด้วย ความเห็นแก่ตัวของคนเรามีตั้งแต่ยุคสมัยนี้จนไปถึงปัจจุบันเชี่ยวหรือ"หากเจ้าฟังมิรู้ความก็ออกจากสำนัก
"อื่อ~~~ ปวดหัวจัง"ร่างเล็กที่นอนขดตัวบนเตียงกว้างพึมพำเบาออกมาเบาๆ แสงแดดช่วงสายของวันปลุกให้นางตื่นขึ้น ร่างเล็กลุกขึ้นนั่งพร้อมกุมขมับตนเอง ร่างใหญ่ที่นั่งตัวตรงอยู่ที่โต๊ะน้ำชามาตลอดทั้งคืน มีสีหน้าเรียบนิ่งไม่แสดงความรู้สึกอันใดออกมา"ข้ากลับมาได้เช่นไรกัน"ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นกับตนเองพร้อมก้มดูเสื้อผ้าตนที่ตอนนี้เสื้อตัวนอกถูกถอดออกมากองอยู่ที่พื้น "ทะ...ท่านๆๆๆ ท่านเจ้าสำนักท่านทำอะไรข้า นี่ๆๆนี่ท่านรังแกข้าหรือ"ฟางเหนียงกระโดดลงจากเตียงไปยืนอยู่หน้าชายหนุ่ม หนิงเฟิ่งยังคงวางท่าเช่นเดิมไม่เอ่ยอันใด 'เอ๊ะ! หรือข้าเดาผิด' หญิงสาวเอ่ยกับตนเองในใจ พรางลอบมองไปยังชายหนุ่ม เท้าขาวบางที่ไม่ได้ส่วมอะไรค่อยย่องเท้าบนพื้นที่เย็นเฉียบไปยังเสื้อผ้าของตนที่กองอยู่กับพื้นแล้วหยิบมันขึ้นมา จังหวะนั้นหญิงสาวถึงกับต้องโยนทิ้งแล้วใช้มือปิดจมูกทันที ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนฉายขึ้นมาในหัว ภาพตนเองที่ทั้งอ้วกทั้งพูดไม่หยุดชวนให้ปวดหัว ตอนนี้สีหน้าของหญิงสาวแดงระเรื่อด้วยความอาย นางอยากเอาหน้ามุดแผ่นดินแล้วหนีออกไปเสียจริงๆ"หากจำได้แล้วก็รีบไปเก็บข้าวของส่ะ"เสียงเข้มเอ่ยเรียกสติหญิงสาว "เจ้าค่ะ"ร่า
เสียงเจี๊ยวจ๊าวแต่ไม่ดังมากปลุกร่างบางให้รู้สึกตัว ถึงแม้อากาศจะชวนให้นางอยากนอนต่อแต่ก็อดรำคาญเสียงพูดคุยของคนมากมายจนฝืนข่มตาหลับไม่ลง นางลุกขึ้นนั่งทั้งที่ตายังไม่ลืม ผมเผ้ายุ่งเหยิง มือบางยกขึ้นป้องปากเวลาหาว จากนั้นชูมือขึ้นบิดขี้เกียจอย่างเคยตัว ดวงตางามค่อยๆลืมตาเพื่อปรับกับแสงอาทิตย์ "วร๊ายยยยย ท่านเจ้าสำนัก"ฟางเหนียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นเขากำลังนั่งดื่มชาอยู่ เมื่อสักครู่นางทำตัวเคยชินเหมือนที่อยู่คนเดียว นี่เขาคงไม่ได้ทันสังเกตนางหรอกมั้ง มือบางลูบผมอย่างลวกๆ"อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านเจ้าสำนัก"เสียงหวานเอ่ยทักทายเขาเสียงใส"ดูท่าแล้วที่พื้นคงนอนสบายมิน้อย"หนิงเฟิ่งเอ่ยพลางยกชาขึ้นดื่ม ฟางเหนียงยกมือเช็ดคาบน้ำลายที่มุมปากอย่างเขินอาย "แล้วท่านเจ้าสำนักล่ะเจ้าคะ เมื่อคืนท่านหลับสบายดีหรือเปล่า""ก็ดี หากมิมีผู้ใดละเมอเรียกชื่อข้า""ห๊า~~~ เรียกชื่ออันใดกันเจ้าคะ"ฟางเหนียงตาโตเป็นไข่หานเมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม "มาทานข้าว"คนตัวโตเอ่ยเสียงดุ หญิงสาวจึงรีบลุกเข้าห้องอาบน้ำ เพียงเค่อเดียวก็วิ่งออกมา คนตัวเล็กตักข้าวต้มเข้าปากพร้อมชำเรืองมองชายหนุ่







