Masukเสียงดนตรีบรรเลงดังสะท้อนก้องทั่ววังหลวง แสงโคมไฟสว่างไสวแต่งแต้มทั่วตำหนักองค์ชายสาม ผู้คนต่างเฉลิมฉลองให้กับพิธีสมรสขององค์ชายสาม หลงเจิ้งหยาง กับบุตรสาวของเสนาบดีไป๋เหวินเทียน
ทว่าภายในเรือนหอ บรรยากาศกลับเย็นเยียบราวกับหลุมศพ
ไป๋ลี่เยว่นั่งอยู่บนเตียงบุปผา อาภรณ์เจ้าสาวสีแดงสดปักดิ้นทองขับผิวงามให้ขาวผ่อง แต่หลังจากเจ้าบ่าวได้ปลดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออกกลับเผยใบหน้าอวบดูซีดเซียว ร่างกายอวบอ้วนทำให้อาภรณ์ที่ควรจะสง่างามกลับดูรัดแน่นจนน่าอึดอัด
นางเอื้อมมือไปลูบชายผ้าของตัวเอง รู้สึกถึงเหงื่อที่ซึมออกมาผสมกับฝ่ามือเย็นเฉียบ เมื่อนางได้รู้ว่าบุรุษที่อยู่ตรงหน้าเกลียดชังนางเพียงใด
“สมความปรารถนาของเจ้าแล้ว หมดหน้าที่ของข้าแล้ว” น้ำเสียงเย็นชาและกดข่มดังขึ้นจากด้านหน้า หลังปลดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว
ไป๋ลี่เยว่เงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษที่ถูกขนานนามว่าเป็นเทพสงครามแห่งแคว้นต้าเฉิง
หลงเจิ้งหยาง องค์ชายสามแห่งต้าเฉิง ยืนกอดอกมองนางด้วยสายตาเย็นชา เขาสวมอาภรณ์ชุดเจ้าบ่าวเต็มยศ ขับให้ใบหน้าคมคายดูดุดันราวกับเทพสงครามของแคว้น
“องค์ชายสาม ต่อจากนี้ หม่อมฉันได้ใช้ชีวิตร่วมกับท่านแล้ว แม้ท่านยังไม่รักหม่อมฉัน แต่หม่อมฉันจะใช้ชีวิตข้างกายท่านให้ดีที่สุดเพคะ”
“เจ้าไม่คู่ควรกับตำแหน่งพระชายาของข้าด้วยซ้ำ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงกดต่ำ
“เจ้าใช้ความดีความชอบที่ช่วยชีวิตข้า มาแลกกับการเป็นพระชายาสามของข้า ฝันใฝ่ถึงข้าถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”
ไป๋ลี่เยว่ชะงักงัน ราวกับถูกกรีดกลางหัวใจ
“หม่อมฉัน” นางอ้าปากจะพูด แต่กลับไม่มีคำใดเปล่งออกมา
“เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเจ้าสมควรยืนอยู่ข้างกายข้า” ร่างสูงสูดหายใจลึกเพื่อระงับความโกรธ
“คิดจริงๆ หรือว่าเจ้าคู่ควรกับตำแหน่งพระชายาขององค์ชายสาม”
ไป๋ลี่เยว่กำมือแน่น มือของนางสั่นเล็กน้อย
“หม่อมฉัน”
“เจ้าเป็นสตรีที่โง่เขลาและเห็นแก่ตัวนัก ไป๋ลี่เยว่ ” หลงเจิ้งหยางกล่าวเสียงเย็น
“เจ้าอ้วน หน้าตาธรรมดา ไร้เสน่ห์ มีดีเพียงฐานะบุตรสาวขุนนางผู้มีความดีความชอบเท่านั้น”
“เช่นนี้แล้ว เจ้าคิดจริงหรือว่าข้าจะยินดีแต่งงานกับเจ้า”
ไป๋ลี่เยว่รู้สึกเหมือนโลกของนางกำลังพังทลาย บุรุษที่นางรัก พูดกับนางเช่นนี้
ใช่ นางรักเขา
เมื่อสามปีก่อน องค์ชายสามได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกลอบสังหาร บังเอิญว่านางไปพบเข้า และช่วยเหลือเขาไว้ แม้ในตอนนั้นเขาจะหมดสติ แต่นางก็ทุ่มเททุกสิ่งเพื่อรักษาชีวิตเขาเป็นเวลาหลายเดือนกว่าเขาจะฟื้น
ตอนนั้นนางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่นางช่วยชีวิตไว้เป็นใคร นางรู้เพียงว่ารักเขาตั้งแต่แรกพบ
เมื่อได้รับโอกาสให้ขอรางวัลจากฮ่องเต้ นางจึงขอเพียงแค่ ‘การแต่งงาน’ กับเขา คิดว่า บางทีเขาอาจจะมองนางในแง่ดีขึ้นบ้าง
ทว่า นางคิดผิด
“เจ้ามัน ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง” หลงเจิ้งหยางแค่นเสียงเย็นชา ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความรังเกียจ
“เจ้าคิดจริงหรือว่าการช่วยชีวิตข้าจะทำให้ข้ารักเจ้า”
ไป๋ลี่เยว่ก้มหน้าลง น้ำตาที่เอ่อล้นถูกกลืนกลับไปในลำคอ
“หม่อมฉันมิได้หวังให้ท่านรักหม่อมฉันตอนนี้” นางกล่าวแผ่วเบา
“หม่อมฉันเพียงหวังว่า ท่านจะไม่รังเกียจหม่อมฉันเพียงนี้”
หลงเจิ้งหยางหัวเราะเยาะ “แต่ข้าก็รังเกียจเจ้าอยู่ดี”
“ไปให้พ้นจากสายตาข้า”
เสียงทรงอำนาจขององค์ชายสามดังขึ้นราวกับสายฟ้าฟาดกลางใจ ไป๋ลี่เยว่ที่อยู่ในชุดเจ้าสาวสีแดงสดยังไม่ทันตั้งตัวดี ก็ถูกผลักไสให้ล้มลงไปกับพื้นเย็นเยียบ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเดียดฉันท์ ราวกับว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็นตราบาปของชีวิต นางกำมือแน่น พยายามสะกดกลั้นความเจ็บปวด แต่หยาดน้ำตากลับหยดลงมาบนอาภรณ์สีแดงสด
“องค์ชาย” นางพยายามยกมืออวบขึ้นคว้าแขนเสื้อของเขาไว้ แต่กลับถูกสะบัดออกอย่างไร้เยื่อใย
“อย่ามาแตะต้องข้า อ้วนเหมือนหมูเช่นเจ้า คิดหรือว่าจะคู่ควรกับข้า”
ไป๋ลี่เยว่กำมือแน่น ฝืนกล้ำกลืนก้อนสะอื้นในลำคอ
“แต่” นางเรียกเขาอย่างแผ่วเบา เสียงสั่นเครือ
“คืนนี้เป็นคืนเข้าหอของเรา”
“เข้าหอ น่าขันสิ้นดี” หลงเจิ้งหยางหัวเราะเย็นชา ดวงตาสีดำสนิทกวาดมองนางจากศีรษะจรดปลายเท้าอย่างเย้ยหยัน
“เจ้าคิดว่าข้าจะหลับนอนกับสตรีอัปลักษณ์เช่นเจ้าจริงหรือ”
หัวใจของไป๋ลี่เยว่บีบรัดแน่นจนแทบหายใจไม่ออก นางรับรู้ถึงความเกลียดชังที่เขามีต่อนาง แต่ไม่คิดว่ามันจะรุนแรงถึงเพียงนี้
“แต่หม่อมฉันเป็นพระชายาของพระองค์” นางพยายามเอ่ยออกมา แม้จะรู้ดีว่าคำพูดของนางไร้ความหมาย
หลงเจิ้งหยางก้าวเข้ามาใกล้ คุกเข่าลงตรงหน้าเตียงแล้วบีบคางของนางแน่นจนรู้สึกเจ็บ
“จำไว้ให้ดีไป๋ลี่เยว่ ข้าแต่งงานกับเจ้าก็เพราะราชโองการ หาใช่เพราะข้าเต็มใจ”
แววตาของเขามีแต่ความเย็นชา ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยเพลิงแค้นที่นางไม่เข้าใจ
“หากไม่ใช่เพราะเจ้าเป็นนางจิ้งจอกไปขอสมรสพระราชทานจากเสด็จพ่อมาบังคับข้า เจ้าคิดจริงหรือว่าข้าจะลดตัวมาแต่งกับเจ้าที่อัปลักษณ์เช่นนี้”
ไป๋ลี่เยว่เงยหน้าขึ้น ดวงตาของนางมีแววปวดร้าว
“หม่อมฉันรู้ ว่าท่านมิได้รักหม่อมฉัน”
“แต่หม่อมฉันก็เพียงหวังว่า จะได้ดูแลท่าน ได้อยู่เคียงข้างท่าน เพียงเท่านั้นก็พอใจแล้ว” นางกลั้นน้ำตาไว้ก่อนจะกล่าวต่อ
“แต่ดูเหมือนว่า หม่อมฉันจะคิดผิด”
หลงเจิ้งหยางจ้องมองนาง หัวเราะเยาะอีกครั้ง
“ดีที่เจ้ารู้ตัว เช่นนั้น เจ้าจงอยู่ในตำหนักไปเงียบๆ และอย่าได้หวังว่าจะได้รับความรักจากข้า เพราะข้าจะไม่มีวันรักเจ้า”
“ไม่มีวัน” หลงเจิ้งหยางย้ำเสียงดัง
เขากำลังจะออกจากห้องหอนี้โดยไม่ต้องแตะต้องนาง แต่ทันใดนั้นเอง ร่างกายของเขาก็เริ่มร้อนผ่าว
“นี่มัน”
ความร้อนวาบพุ่งพล่านไปทั่วร่างกาย ความรู้สึกกระหายที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน กำลังถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง
“องค์ชาย ท่านเป็นอะไรไป” ไป๋ลี่เยว่มองเขาด้วยความตกใจ
“ข้า ข้าถูกวางยา” หลงเจิ้งหยางกัดฟันแน่น เขาถูกวางยาปลุกกำหนัดและรู้ทันทีว่านี่เป็นฝีมือของผู้ใด
“เสด็จแม่”
และมีเพียงนาง ที่อยู่ตรงหน้าเขาในยามนี้
“องค์ชาย”
ไป๋ลี่เยว่ยังคงนิ่ง แม้จะรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น แต่นางก็ยังคงอ่อนโยน และมิได้ผลักไสเขาออกไป
หลงเจิ้งหยางกำหมัดแน่น เขาโกรธตัวเอง โกรธเสด็จแม่ โกรธไป๋ลี่เยว่ และโกรธโชคชะตาที่บีบบังคับเขา
แต่ในค่ำคืนนี้ เขาไม่มีทางเลือกอีกแล้ว
“เจ้าต้องการเป็นพระชายาของข้านักใช่หรือไม่” หลงเจิ้งหยางก้าวเข้ามาใกล้ ดวงตาเย็นเยียบของเขาเต็มไปด้วยความเหยียดหยัน
“เช่นนั้น ข้าจะทำให้เจ้าสมปรารถนา”
ไป๋ลี่เยว่เงยหน้าขึ้นมองเขา ก่อนที่ร่างของนางจะถูกกระชากเข้าสู่อ้อมแขนของบุรุษที่นางรักสุดหัวใจ
ณ ศาลาเร้นเมฆา ตั้งอยู่ท่ามกลางหมู่แมกไม้หนาทึบ บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงหยดน้ำที่ไหลจากชายคาตกกระทบลงสู่รางหิน... ติ่ง... ติ่ง... แสงโคมสลัวรางพาดผ่านม่านโปร่งบาง พลิ้วไหวตามแรงลมราวมือของปีศาจที่กำลังกรีดกรายเริงระบำในความมืดบนโต๊ะไม้กฤษณาหอม ปรากฏปลายนิ้วเรียวยาวขาวจัดราวกระเบื้องเคลือบ กำลังบรรจงปักด้ายไหมสีเทาหม่นลงบนผืนผ้าสีนิลอย่างเชื่องช้า เข็มเงินวาววับแทงทะลุเนื้อผ้า ให้เส้นไหมสีเทาหม่นสอดประสานกันเป็นรูปลักษณ์ซับซ้อน ปมพิรุณนิรันดร์ ที่พันเกี่ยวจนหาจุดสิ้นสุดมิได้เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้น ก่อนที่เงาร่างหนึ่งในชุดดำสนิทจะทรุดกายลงคุกเข่าที่มุมมืดด้านหลังศาลา“นายท่าน... ข่าวด่วนจากนกพิราบสื่อสาร” เสียงบุรุษสั่นพร่า“หน่วยพิรุณที่ส่งไปชิงขบวนเสบียง ทำงานพลาด เว่ยหลางนำหน่วยม้าเร็วเข้าแทรกแซงได้ทันเวลา พร้อมนำกำลังเข้าตอบโต้ คนของเรา... กลืนยาพิษปลิดชีพตนเองเพื่อรักษาความลับจนสิ้น บัดนี้เสบียงเข้าสู่ค่ายของหลงเจิ้งหยางแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“บัดนี้เสบียง…ถึงค่ายแล้ว”มือที่กำลังปักผ้าชะงักเพียงชั่วครู่ ทว่ามิได้สั่นไหว ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามปมผ้าที่เพิ่งปักเสร็จอย่างแผ่วเบา“
“นั่น... ขบวนเสบียง ขบวนเสบียงหลวงมาถึงแล้ว” ทหารยามบนป้อมค่ายแผดเสียงตะโกนฝ่าลมหนาวและม่านหิมะดังไปทั่วค่าย เสียงฝีเท้านับพันและล้อเกวียนบดอัดแผ่นหิมะดังสนั่นกึกก้องจากทิศตะวันออก เสียงโห่ร้องปะทุขึ้นแทบพร้อมกัน ขวัญกำลังใจที่เคยร่วงหล่นถูกร้อยกลับคืนมาแน่นหนายิ่งกว่าเดิมนชั่วพริบตา หลงเจิ้งหยางเดินออกมาจากกระโจมบัญชาการด้วยท่วงท่าสงบสง่า เขาไม่ได้ดูประหลาดใจแม้แต่น้อย แววตาคมปลาบจ้องมองไปยังเงาตะคุ่มของขบวนเกวียนนับร้อยที่ค่อยๆ เคลื่อนฝ่าม่านหมอกเข้ามา โดยมีเว่ยหลางควบม้านำหน้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนฝุ่นแต่ดวงตามีประกายแห่งชัยชนะ เว่ยหลางกระโดดลงจากหลังม้าแล้วคุกเข่าลงเบื้องหน้าแม่ทัพใหญ่ทันที“รายงานท่านแม่ทัพ... กระหม่อมนำขบวนเสบียงหลวงกลับมาถึงค่ายโดยสวัสดิภาพแล้วพ่ะย่ะค่ะ เป็นดังที่พระองค์ทรงคาดการณ์… พวกมันสลับป้ายลวงขบวนเกวียนให้วนเวียนอยู่ในหุบเขาฉิงหลัวจนเกือบสิ้นแรง” ด้านหลังของเว่ยหลาง นายกองลำเลียงที่สภาพอิดโรยและใบหน้าเต็มไปด้วยความละอายใจ รีบคลานเข้าหมอบกราบลงกับพื้น ตัวสั่นเทา หน้าซีดเผือด “ท่านแม่ทัพ... ข้าน้อยผิดไปแล้ว ข้าน้อยโง่เขลานักที่เชื่อคำคนนำทางและแผนที่อัปมงค
ท่ามกลางหิมะที่เริ่มจับตัวหนาขึ้นอย่างเชื่องช้า ลานค่ายพักทัพกลับเงียบงันผิดวิสัย ความเงียบนั้นไม่ใช่ความสงบ หากเป็นความเงียบแบบเดียวกับก่อนคมดาบจะฟาดฟันความเงียบที่คนผ่านศึกมาโชกโชนอย่างหลงเจิ้งหยางไม่เคยไว้วางใจเขาก้าวไปหยุดที่กองกระสอบข้าวซึ่งยึดมาได้จากโรงเตี้ยมในเมือง มือหนาล้วงลงไปในกระสอบ หยิบเมล็ดข้าวขึ้นมาปล่อยให้ไหลผ่านนิ้วช้า ๆ เมล็ดข้าวขาวสะอาด แห้งสนิท ลื่นมือ ไร้กลิ่นอับชื้นแม้แต่น้อย“ข้าวพวกนี้…” หลงเจิ้งหยางเอ่ยเสียงต่ำเยือกเย็น “ใหม่เกินกว่าจะเป็นเสบียงสำรองยามขัดสนอย่างที่หูเฉิงอ้าง”เขาหยุดนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนเอ่ยต่ออย่างเย็นเยียบ “ปริมาณเท่านี้... ต่อให้ประหยัด ก็เลี้ยงทหารได้ไม่ถึงสิบวัน” หานเจี้ยนรองแม่ทัพคู่กายขมวดคิ้วจนเป็นปมสีหน้าเคร่งเครียด ใบหน้าคร่ำเครียดกว่าที่เคยเป็น “พ่ะย่ะค่ะท่านแม่ทัพ... ทว่าเสบียงหลวงชุดหลักจากวังหลวง กลับเงียบหายไปนานถึงห้าวันแล้ว… ตามกำหนดการควรมาถึงตั้งแต่ห้าวันก่อนแล้ว นี่ราวกับระเหยกลายเป็นไอท่ามกลางพายุหิมะ”หลงเจิ้งหยางไม่ตอบ เขาเพียงสะบัดมือให้ทหารรอบข้างถอยออก ก่อนเดินตรงเข้าสู่กระโจมบัญชาการ แสงตะเกียงส่องให้เงาร่างสูง
เช้าวันรุ่งขึ้น หูเฉิงเดินทางมาที่ค่ายพักทัพด้วยใบหน้าแสยะยิ้มแกมดูแคลน ที่พยายามปกปิดไว้ เขาตั้งใจจะมาดูภาพกองทัพที่ใกล้พินาศ ทหารที่นอนซมด้วยความอดอยาก และเสียงคร่ำครวญของทหารที่หมดแรงสู้ หลงเจิ้งหยางที่ต้องก้มหัวขอร้องเขาประดุจขอทาน เขาจะใช้โอกาสนี้เห็นอกเห็นใจและถ่วงเวลาต่อไปทว่าเมื่อก้าวเข้าสู่เขตค่าย... หูเฉิงกลับต้องยืนตะลึงจนพัดในมือแทบหล่นภาพที่เห็นไม่ใช่กองทัพที่ใกล้ตาย แต่เป็นเหล่านักรบที่กำลังฝึกซ้อมอาวุธด้วยพละกำลังมหาศาล เสียงโห่ร้องก้องกังวานไปทั่วค่ายใบหน้าของทหารแต่ละนายดูอิ่มเอิบ ผิวพรรณมีเลือดฝาดจากการพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวหุงใหม่และเนื้อย่างลอยมาจากโรงครัวในค่าย จนหูเฉิงแทบไม่อยากเชื่อสายตา‘นี่มัน... เป็นไปได้อย่างไร’ หูเฉิงพึมพำ ตัวสั่นเทาด้วยความสับสน‘ข้าส่งไปเพียงข้าวฟ่างเน่าไม่กี่กระสอบ พวกมันควรจะนอนรอความตายมิใช่หรือ’ หลงเจิ้งหยางเดินออกมาจากกระโจมที่พักด้วยท่าทางสง่างาม แววตาคมปลาบดุจพยัคฆ์จ้องตรงมาที่เจ้าเมืองหูเฉิงที่กำลังยืนหน้าซีดเผือด“ท่านหู มาแต่เช้าเชียวหรือ” หลงเจิ้งหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยแรงกดดัน หูเฉิงรีบป
ภายในกระโจมพักทัพอันหนาวเหน็บ แสงเทียนวูบไหวสะท้อนเงาของหลงเจิ้งหยางที่พาดผ่านผนังผ้าใบราวกับอสูรยืนเด่นกลางหิมะ หูเฉิงเดินเข้ามาพร้อมกับขบวนผู้ติดตามที่แบกข้าวฟ่างมาสามกระสอบ เขาคุกเข่าลงอย่างแรงจนหิมะฟุ้งกระจาย แล้วไอโขลกขลักอย่างผู้ทุกข์ยาก “ท่านแม่ทัพ...ข้าน้อยนำเสบียงมาสมทบเพิ่มพ่ะย่ะค่ะ” เสียงนั้นสั่นพร่า มือหนึ่งกำผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา“ใจข้าน้อยแทบขาดที่เห็นทหารต้องทนหิว เหลียนเฉิงยามนี้ขัดสนยิ่งนัก แม้แต่ข้าน้อยเองก็ลดอาหารเหลือเพียงมื้อเดียว…”หลงเจิ้งหยางนิ่งมิได้ขยับ เพียงทอดสายตามองนิ้วมืออวบอ้วนที่กำผ้าเช็ดหน้าแน่น กลิ่นเครื่องเทศชั้นดีลอยกรุ่นออกมาจากอาภรณ์ขุนนางไหมราคาแพง กลิ่นที่ไม่ควรอยู่บนร่างของผู้ที่อดอยากมานาน “เจ้าเมืองหู ช่างมีความลำบากที่น่าเลื่อมใสนัก” เขาเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าต้องขอบคุณแทนทหารทั้งกอง บุญคุณครั้งนี้… ข้าจะตอบแทนให้สาสมในเร็ววัน” แม้ท่านแม่ทัพจะเอ่ยราบเรียบ ทว่าซูเหวินที่ยืนด้านข้างกลับสัมผัสได้ถึงไอสังหารที่แผ่ออกมา รับรู้ได้ทันทีว่า คำว่า ตอบแทน นั้นเย็นยิ่งกว่าลมหนาวหูเฉิงชะงักไปครู่หนึ่ง รู้สึกเย็นสันหลังวาบ ก่อนรีบก้มศีรษะต่ำกว่าเดิม แล้วพ
เสียงกรีดร้องสั้น ๆ ดับลงท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของพายุหิมะที่ยังโหมกระหน่ำ หน่วยเงาพยัคฆ์ ทะยานลงมาจากยอดผาประดุจภูตพรายที่ก้าวออกมาจากม่านหิมะ หัวหน้าหน่วยลงมาด้วยใบหน้าที่มีคราบเลือดกระเซ็นเปื้อน เขาคุกเข่าลงต่อหน้าหลงเจิ้งหยางพลางยื่นวัตถุสำคัญให้ท่ามกลางม่านควันสลัว“ท่านแม่ทัพ... คนบนนั้นไม่ใช่ทหารชิงโจว หรือกลุ่มโจรชายแดนพ่ะย่ะค่ะ”หลงเจิ้งหยางรับวัตถุชิ้นแรกมา มันคือ ป้ายหยกดำสลักลายวิหคเพลิง ของกองกำลังหน่วยเขี้ยวอัคคีที่ขึ้นตรงต่อกรมอาญาในวังหลวง แววตาของเขาวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เย็นเยียบลงจนน่าขนลุก ทว่าสิ่งที่ทำให้มือของเขาสั่นสะท้านกลับเป็นวัตถุชิ้นที่สอง... ลูกธนูเหล็กกล้า ที่หน่วยเงาพยัคฆ์ยึดมาจากซากศพเบื้องบนเขาพลิกโคนธนูขึ้นดูช้า ๆ แสงไฟจากสัมภาระที่ยังมอดไหม้สะท้อนให้เห็นรอยประทับเล็ก ๆ ที่สลักลงในเนื้อเหล็กอย่างประณีต... รอยตราโรงหล่อหลวงอาวุธที่มีอานุภาพทะลุทะลวงเกราะชั้นดีเช่นนี้ มีเพียงองครักษ์หรือกองกำลังพิเศษที่ได้รับงบอนุญาตจากราชสำนักเท่านั้นที่จะมีไว้ในครอบครองหลงเจิ้งหยางไม่เอ่ยคำใดออกมา เขาเพียงแต่กำลูกธนูและป้ายหยกนั้นไว้ในฝ่ามือ







