LOGINเสียงดนตรีบรรเลงดังสะท้อนก้องทั่ววังหลวง แสงโคมไฟสว่างไสวแต่งแต้มทั่วตำหนักองค์ชายสาม ผู้คนต่างเฉลิมฉลองให้กับพิธีสมรสขององค์ชายสาม หลงเจิ้งหยาง กับบุตรสาวของเสนาบดีไป๋เหวินเทียน
ทว่าภายในเรือนหอ บรรยากาศกลับเย็นเยียบราวกับหลุมศพ
ไป๋ลี่เยว่นั่งอยู่บนเตียงบุปผา อาภรณ์เจ้าสาวสีแดงสดปักดิ้นทองขับผิวงามให้ขาวผ่อง แต่หลังจากเจ้าบ่าวได้ปลดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออกกลับเผยใบหน้าอวบดูซีดเซียว ร่างกายอวบอ้วนทำให้อาภรณ์ที่ควรจะสง่างามกลับดูรัดแน่นจนน่าอึดอัด
นางเอื้อมมือไปลูบชายผ้าของตัวเอง รู้สึกถึงเหงื่อที่ซึมออกมาผสมกับฝ่ามือเย็นเฉียบ เมื่อนางได้รู้ว่าบุรุษที่อยู่ตรงหน้าเกลียดชังนางเพียงใด
“สมความปรารถนาของเจ้าแล้ว หมดหน้าที่ของข้าแล้ว” น้ำเสียงเย็นชาและกดข่มดังขึ้นจากด้านหน้า หลังปลดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว
ไป๋ลี่เยว่เงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษที่ถูกขนานนามว่าเป็นเทพสงครามแห่งแคว้นต้าเฉิง
หลงเจิ้งหยาง องค์ชายสามแห่งต้าเฉิง ยืนกอดอกมองนางด้วยสายตาเย็นชา เขาสวมอาภรณ์ชุดเจ้าบ่าวเต็มยศ ขับให้ใบหน้าคมคายดูดุดันราวกับเทพสงครามของแคว้น
“องค์ชายสาม ต่อจากนี้ หม่อมฉันได้ใช้ชีวิตร่วมกับท่านแล้ว แม้ท่านยังไม่รักหม่อมฉัน แต่หม่อมฉันจะใช้ชีวิตข้างกายท่านให้ดีที่สุดเพคะ”
“เจ้าไม่คู่ควรกับตำแหน่งพระชายาของข้าด้วยซ้ำ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงกดต่ำ
“เจ้าใช้ความดีความชอบที่ช่วยชีวิตข้า มาแลกกับการเป็นพระชายาสามของข้า ฝันใฝ่ถึงข้าถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”
ไป๋ลี่เยว่ชะงักงัน ราวกับถูกกรีดกลางหัวใจ
“หม่อมฉัน” นางอ้าปากจะพูด แต่กลับไม่มีคำใดเปล่งออกมา
“เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเจ้าสมควรยืนอยู่ข้างกายข้า” ร่างสูงสูดหายใจลึกเพื่อระงับความโกรธ
“คิดจริงๆ หรือว่าเจ้าคู่ควรกับตำแหน่งพระชายาขององค์ชายสาม”
ไป๋ลี่เยว่กำมือแน่น มือของนางสั่นเล็กน้อย
“หม่อมฉัน”
“เจ้าเป็นสตรีที่โง่เขลาและเห็นแก่ตัวนัก ไป๋ลี่เยว่ ” หลงเจิ้งหยางกล่าวเสียงเย็น
“เจ้าอ้วน หน้าตาธรรมดา ไร้เสน่ห์ มีดีเพียงฐานะบุตรสาวขุนนางผู้มีความดีความชอบเท่านั้น”
“เช่นนี้แล้ว เจ้าคิดจริงหรือว่าข้าจะยินดีแต่งงานกับเจ้า”
ไป๋ลี่เยว่รู้สึกเหมือนโลกของนางกำลังพังทลาย บุรุษที่นางรัก พูดกับนางเช่นนี้
ใช่ นางรักเขา
เมื่อสามปีก่อน องค์ชายสามได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกลอบสังหาร บังเอิญว่านางไปพบเข้า และช่วยเหลือเขาไว้ แม้ในตอนนั้นเขาจะหมดสติ แต่นางก็ทุ่มเททุกสิ่งเพื่อรักษาชีวิตเขาเป็นเวลาหลายเดือนกว่าเขาจะฟื้น
ตอนนั้นนางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่นางช่วยชีวิตไว้เป็นใคร นางรู้เพียงว่ารักเขาตั้งแต่แรกพบ
เมื่อได้รับโอกาสให้ขอรางวัลจากฮ่องเต้ นางจึงขอเพียงแค่ ‘การแต่งงาน’ กับเขา คิดว่า บางทีเขาอาจจะมองนางในแง่ดีขึ้นบ้าง
ทว่า นางคิดผิด
“เจ้ามัน ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง” หลงเจิ้งหยางแค่นเสียงเย็นชา ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความรังเกียจ
“เจ้าคิดจริงหรือว่าการช่วยชีวิตข้าจะทำให้ข้ารักเจ้า”
ไป๋ลี่เยว่ก้มหน้าลง น้ำตาที่เอ่อล้นถูกกลืนกลับไปในลำคอ
“หม่อมฉันมิได้หวังให้ท่านรักหม่อมฉันตอนนี้” นางกล่าวแผ่วเบา
“หม่อมฉันเพียงหวังว่า ท่านจะไม่รังเกียจหม่อมฉันเพียงนี้”
หลงเจิ้งหยางหัวเราะเยาะ “แต่ข้าก็รังเกียจเจ้าอยู่ดี”
“ไปให้พ้นจากสายตาข้า”
เสียงทรงอำนาจขององค์ชายสามดังขึ้นราวกับสายฟ้าฟาดกลางใจ ไป๋ลี่เยว่ที่อยู่ในชุดเจ้าสาวสีแดงสดยังไม่ทันตั้งตัวดี ก็ถูกผลักไสให้ล้มลงไปกับพื้นเย็นเยียบ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเดียดฉันท์ ราวกับว่าการแต่งงานครั้งนี้เป็นตราบาปของชีวิต นางกำมือแน่น พยายามสะกดกลั้นความเจ็บปวด แต่หยาดน้ำตากลับหยดลงมาบนอาภรณ์สีแดงสด
“องค์ชาย” นางพยายามยกมืออวบขึ้นคว้าแขนเสื้อของเขาไว้ แต่กลับถูกสะบัดออกอย่างไร้เยื่อใย
“อย่ามาแตะต้องข้า อ้วนเหมือนหมูเช่นเจ้า คิดหรือว่าจะคู่ควรกับข้า”
ไป๋ลี่เยว่กำมือแน่น ฝืนกล้ำกลืนก้อนสะอื้นในลำคอ
“แต่” นางเรียกเขาอย่างแผ่วเบา เสียงสั่นเครือ
“คืนนี้เป็นคืนเข้าหอของเรา”
“เข้าหอ น่าขันสิ้นดี” หลงเจิ้งหยางหัวเราะเย็นชา ดวงตาสีดำสนิทกวาดมองนางจากศีรษะจรดปลายเท้าอย่างเย้ยหยัน
“เจ้าคิดว่าข้าจะหลับนอนกับสตรีอัปลักษณ์เช่นเจ้าจริงหรือ”
หัวใจของไป๋ลี่เยว่บีบรัดแน่นจนแทบหายใจไม่ออก นางรับรู้ถึงความเกลียดชังที่เขามีต่อนาง แต่ไม่คิดว่ามันจะรุนแรงถึงเพียงนี้
“แต่หม่อมฉันเป็นพระชายาของพระองค์” นางพยายามเอ่ยออกมา แม้จะรู้ดีว่าคำพูดของนางไร้ความหมาย
หลงเจิ้งหยางก้าวเข้ามาใกล้ คุกเข่าลงตรงหน้าเตียงแล้วบีบคางของนางแน่นจนรู้สึกเจ็บ
“จำไว้ให้ดีไป๋ลี่เยว่ ข้าแต่งงานกับเจ้าก็เพราะราชโองการ หาใช่เพราะข้าเต็มใจ”
แววตาของเขามีแต่ความเย็นชา ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยเพลิงแค้นที่นางไม่เข้าใจ
“หากไม่ใช่เพราะเจ้าเป็นนางจิ้งจอกไปขอสมรสพระราชทานจากเสด็จพ่อมาบังคับข้า เจ้าคิดจริงหรือว่าข้าจะลดตัวมาแต่งกับเจ้าที่อัปลักษณ์เช่นนี้”
ไป๋ลี่เยว่เงยหน้าขึ้น ดวงตาของนางมีแววปวดร้าว
“หม่อมฉันรู้ ว่าท่านมิได้รักหม่อมฉัน”
“แต่หม่อมฉันก็เพียงหวังว่า จะได้ดูแลท่าน ได้อยู่เคียงข้างท่าน เพียงเท่านั้นก็พอใจแล้ว” นางกลั้นน้ำตาไว้ก่อนจะกล่าวต่อ
“แต่ดูเหมือนว่า หม่อมฉันจะคิดผิด”
หลงเจิ้งหยางจ้องมองนาง หัวเราะเยาะอีกครั้ง
“ดีที่เจ้ารู้ตัว เช่นนั้น เจ้าจงอยู่ในตำหนักไปเงียบๆ และอย่าได้หวังว่าจะได้รับความรักจากข้า เพราะข้าจะไม่มีวันรักเจ้า”
“ไม่มีวัน” หลงเจิ้งหยางย้ำเสียงดัง
เขากำลังจะออกจากห้องหอนี้โดยไม่ต้องแตะต้องนาง แต่ทันใดนั้นเอง ร่างกายของเขาก็เริ่มร้อนผ่าว
“นี่มัน”
ความร้อนวาบพุ่งพล่านไปทั่วร่างกาย ความรู้สึกกระหายที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน กำลังถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง
“องค์ชาย ท่านเป็นอะไรไป” ไป๋ลี่เยว่มองเขาด้วยความตกใจ
“ข้า ข้าถูกวางยา” หลงเจิ้งหยางกัดฟันแน่น เขาถูกวางยาปลุกกำหนัดและรู้ทันทีว่านี่เป็นฝีมือของผู้ใด
“เสด็จแม่”
และมีเพียงนาง ที่อยู่ตรงหน้าเขาในยามนี้
“องค์ชาย”
ไป๋ลี่เยว่ยังคงนิ่ง แม้จะรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น แต่นางก็ยังคงอ่อนโยน และมิได้ผลักไสเขาออกไป
หลงเจิ้งหยางกำหมัดแน่น เขาโกรธตัวเอง โกรธเสด็จแม่ โกรธไป๋ลี่เยว่ และโกรธโชคชะตาที่บีบบังคับเขา
แต่ในค่ำคืนนี้ เขาไม่มีทางเลือกอีกแล้ว
“เจ้าต้องการเป็นพระชายาของข้านักใช่หรือไม่” หลงเจิ้งหยางก้าวเข้ามาใกล้ ดวงตาเย็นเยียบของเขาเต็มไปด้วยความเหยียดหยัน
“เช่นนั้น ข้าจะทำให้เจ้าสมปรารถนา”
ไป๋ลี่เยว่เงยหน้าขึ้นมองเขา ก่อนที่ร่างของนางจะถูกกระชากเข้าสู่อ้อมแขนของบุรุษที่นางรักสุดหัวใจ
“ฮือ... นายท่าน โปรดเมตตาด้วย”เสียงร้องไห้โฮที่ดังแทรกขึ้นจากหัวมุมถนนเบื้องหน้า ทำให้จังหวะที่เงียบสงบในรถม้าพลันชะงักลงทันที หลงจิ่นอวิ๋นเปิดม่านหน้าต่างมองด้วยความฉงน แววตาสดใสพลันเปลี่ยนเป็นความสับสน “ท่านแม่... เหตุใดชายผู้นั้น เขาต้องรังแกน้าสาวผู้นั้นด้วยขอรับ”ไป๋ลี่เยว่ขมวดคิ้ว สายตาจ้องเขม็งภาพเบื้องหน้า มือหนึ่งโอบไหล่พระโอรสไว้ อีกมือจับแขนเสื้อพระสวามี “ท่านพี่... ดูนั่นสิเพคะ”ชายฉกรรจ์หน้าตาเหี้ยมเกรียมกำลังกระชากคอเสื้อสตรีในชุดขาวมอมแมมจนนางล้มกลิ้งไปบนพื้น “เอาเงินมา แม่เจ้าติดหนี้พนันพวกข้าไว้สิบตำลึงทอง ในเมื่อนางตายแล้ว เจ้าเป็นลูกก็ต้องชดใช้”“ฮือ... นายท่าน ข้าเพิ่งเสียท่านแม่ไป เงินทำศพยังแทบไม่มี ข้าจะเอาที่ไหนมาคืนท่าน” นางคร่ำครวญพลางกอดห่อผ้าเก่าๆ และป้ายวิญญาณไม้สองอันไว้แนบอก ทว่าเมื่อถูกกระชากไหล่จนร่างเซถลา ป้ายไม้ที่นางหวงแหนก็หลุดกระเด็น กระแทกพื้น อันหนึ่งเก่าโทรมจนสีซีดจางมีรอยปลวกแทะสลักชื่อ ‘หลี่เทียน’ ส่วนอีกอันยังดูใหม่ทว่าทำจากไม้ราคาถูกสลักชื่อ ‘จางซื่อ’ เคร้ง!เสียงโลหะกระทบพื้นดังกังวานผิดจากของมีค่าทั่วไป หลงเจิ้งหยางชะงักกึก ดวงตาคมป
ภายในห้องรับรองชั้นสองของร้านเยว่ซ่างถัง ม่านแพรสีอ่อนไหวแผ่วตามแรงลม กลิ่นสมุนไพรอุ่นจางลอยคลอไปกับไอชาร้อน บรรยากาศอันสงบอบอวลไปด้วยความอบอุ่นนี้ ช่างแตกต่างจากกำแพงวังหลวงที่เต็มไปด้วยสายตาและเล่ห์กลอย่างสิ้นเชิงบนตั่งไม้ใกล้หน้าต่าง หลงจิ่นอวิ๋นในยามนี้มิได้มีเค้าลางของหวงไท่ซุนผู้สูงศักดิ์แม้แต่น้อย เด็กน้อยขลุกตัวอยู่บนตักของฮูหยินไป๋ แก้มอิ่มพองด้วยขนมโก๋ถั่วเหลืองที่เจ้าตัวกำลังเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย“ท่านยายขอรับ...” เสียงใสเอ่ยออดอ้อนพลางซบศีรษะเข้ากับอกอุ่นของท่านยายอย่างน่ารัก“ขนมของท่านยายอร่อยที่สุดในเมืองหลวงเลยขอรับ อวิ๋นเอ๋อร์อยากกินทุกวันเลยขอรับ”ฮูหยินไป๋หัวเราะแผ่วเบา มือที่เริ่มเหี่ยวย่นลูบเส้นผมหลานชายด้วยความทะนุถนอม “ถ้าเจ้าชอบถึงเพียงนี้ ยายจะให้ลุงซุนเต๋อ ส่งเข้าวังไปให้ทุกเช้าดีหรือไม่เจ้าตัวแสบ” นางเอ่ยพลางสบตาเสนาบดีไป๋ที่นั่งลูบเคราช้าๆ มองภาพตรงหน้าด้วยแววตาเปี่ยมสุข ราวกับความเหนื่อยล้าทั้งชีวิต ถูกปลดเปลื้องลงเพียงเพราะเสียงหัวเราะของหลานรักไป๋ลี่เยว่นั่งมองภาพนั้นเงียบๆ รอยยิ้มอิ่มเอมใจคลี่ประดับอยู่บนริมฝีปาก นางวางมือลงบนครรภ์ที่นูนเด่นขึ้
ตลาดตะวันตก เมืองหลวง...ยามสาย ณ ตลาดตะวันตกแห่งเมืองหลวงคึกคักไปด้วยผู้คน เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้าดังประสานกัน เคล้าไปกับกลิ่นหอมหวานของขนมถังหูลู่และหมั่นโถวนึ่งสุกใหม่ๆ ที่ลอยปะปนกับกลิ่นสมุนไพรแห้งและกลิ่นชาจางๆ จากโรงน้ำชาเบื้องหน้าหลงเจิ้งหยาง ในชุดลำลองสีครามเรียบง่าย ดูองอาจต่างจากยามประทับในวังหลวง แม้จะพยายามแต่งกายให้กลมกลืนกับคุณชายตระกูลใหญ่ ทว่ารัศมีของผู้ผ่านศึกและกลิ่นอายสูงศักดิ์ ยังคงทำให้ผู้คนรอบข้างรู้สึกเกรงขามโดยไม่รู้ตัว ข้างกายของเขาคือไป๋ลี่เยว่ ไท่จื่อเฟยผู้งดงามเดินทอดน่องอย่างช้าๆ มือหนึ่งประคองหน้าท้องที่เริ่มนูนเด่น อีกมือถูกเกาะกุมไว้แน่นด้วยมือน้อยๆ ของหวงไท่ซุนน้อยในชุดผ้าไหมสีฟ้าครามที่ดูน่ารักน่าเอ็นดู มืออีกข้างของเด็กน้อยชี้ชวนให้ผู้เป็นมารดา ดูนั่นดูนี่ไม่หยุดปาก จนผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมองด้วยความเอ็นดู“ท่านแม่ ดูนั่นสิขอรับ ขนมงา” หลงจิ่นอวิ๋น ชี้ไปยังแผงขนม พลางทำตาเป็นประกายอ้อนวอน ด้วยท่าทางที่ใครเห็นก็ยากจะปฏิเสธ“อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าเพิ่งกินหมั่นโถวไปเองนะลูก” ไป๋ลี่เยว่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ทว่าเด็กน้อยกลับทำหน้าครุ่นคิดจริงจั
ท่ามกลางลมเหมันต์ที่พัดหวีดหวิวเสียดแทงผิวบนยอดเขาสูง หลงจิ้นหรงนั่งสงบนิ่งทอดนัยน์ตาเย็นเยียบมองลงไปยังเส้นทางเบื้องล่าง ราวกับสัตว์ร้ายที่เร้นกายเฝ้าเหยื่อในความมืด แสงจากกองไฟเล็กๆ เต้นระริกสะท้อนลายปักปมพิรุณนิรันดร์บนสาบเสื้อของเขาให้เด่นชัด คล้ายดวงตาปีศาจนับร้อยที่กำลังจับจ้องโลกในจังหวะนั้นเอง เงาร่างสายหนึ่งพุ่งทะยานผ่านม่านหมอกก้าวเข้ามาหยุดที่หน้าประตู บุรุษในชุดคลุมดำสนิทคุกเข่าลงอย่างเงียบเชียบ ประหนึ่งเงามืดที่ไร้ตัวตน“คารวะนายท่าน...” เสียงนั้นต่ำพร่าและเต็มไปด้วยความระแวดระวังหลงจิ้นหรงมิได้เงยหน้าขึ้นมอง เขายังคงเอนกายอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างเกียจคร้าน นิ้วเรียวยาวคีบหมากสีดำขึ้นมาช้าๆ ก่อนจะวางลงบนกระดานไม้จันทน์อย่างแผ่วเบาตั๊ก! เสียงหมากกระทบไม้ดังสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบงันประดุจเสียงกระดูกที่หักสะบั้น “พูดมา...” กระแสเสียงนั้นเย็นจัดราวน้ำแข็ง “หลงเจิ้งหยางกับพระชายาของมัน... ยามนี้ยังมีความสุขกันถ้วนหน้าใช่หรือไม่”บุรุษชุดดำก้มศีรษะลงจนชิดอกด้วยความยำเกรง “พ่ะย่ะค่ะ วันนี้หวงไท่จื่อเสด็จไปวัดกานลู่พร้อมฮองเฮาและไท่จื่อเฟย” “วัดกานลู่รึ…” มุมปากขอ
“เยว่เอ๋อร์ ความสงบใจที่เจ้าได้รับในวันนี้ จงเก็บมันไว้เป็นโล่กำบังใจ เพราะเมื่อเราก้าวลงจากเขาแห่งนี้... สงครามที่ไร้คมดาบกำลังรอพวกเจ้าอยู่” พระสุรเสียงของพระองค์นุ่มนวล หากแฝงน้ำหนักของผู้ผ่านพายุการเมืองมานับครั้งไม่ถ้วนไป๋ลี่เยว่ก้มศีรษะรับคำตรัสนั้นอย่างสงบ แววตานางนิ่งลึกดุจผิวน้ำในยามไร้ลม แม้ตอนนี้ลานวัดจะเงียบสงบและงดงามเพียงใด นางก็รู้ดีว่าใต้ความสงบนั้นมรสุมลูกใหญ่กำลังตั้งเค้า และนางจะมิยอมให้ใครมาทำลายความสุขของครอบครัวนางได้เป็นอันขาด แต่เมื่อนางหันมองไปยังพระสวามีซึ่งยืนอยู่ข้างกาย ความหนักอึ้งในใจกลับคลายลงอย่างประหลาด“แต่เอาเถิด... อากาศบริสุทธิ์บนภูเขาเช่นนี้ จิตใจย่อมแจ่มใสกว่าอยู่อุดอู้อยู่ในตำหนักเป็นไหนๆ” ฮองเฮาทรงสรวลเบา ๆ ก่อนจะยื่นพระหัตถ์ไปกุมมือสะใภ้หลวงไป๋ลี่เยว่พยักหน้ารับอย่างนอบน้อม “จริงเพคะเสด็จแม่... ที่นี่สงบเงียบและงดงามยิ่งนัก หม่อมฉันรู้สึกว่าลูกในครรภ์ก็คงจะชื่นชอบอากาศบริสุทธิ์เช่นนี้มิต่างกัน” ฮองเฮาทรงทอดพระเนตรหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นของนางด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา “ทายาทมังกรน้อยในครรภ์เจ้า คงอยากจะออกมาชมดอกไม้งามพวกนี้ใจจะขาดแล้วกระมัง”
แสงอรุณยามเช้าอาบท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงด้วยสีทองอ่อน ขบวนเสด็จจากวังหลวงเคลื่อนออกจากประตูอู่เหมินอย่างสง่างาม ธงมังกรทองโบกสะบัดเหนือรถม้าหลวง เสียงกีบม้าของกองทหารพยัคฆ์คำรณดังก้องเป็นจังหวะหนักแน่น ชาวบ้านสองข้างทางต่างคุกเข่าก้มศีรษะถวายบังคมด้วยความเคารพภายในรถม้าหลวงไป๋ลี่เยว่นั่งเอนกายพิงไหล่กว้างของพระสวามีอย่างผ่อนคลาย มือหนึ่งวางทาบบนหน้าท้องที่เริ่มนูนเด่นขึ้น นางลูบไล้อย่างทะนุถนอมประดุจกำลังปลอบประโลมมังกรน้อยในครรภ์ แสงแดดเช้าส่องลอดม่านแพรบางเข้ามาแตะผิวหน้าอ่อนโยนของนาง หลงเจิ้งหยางนั่งอยู่ข้างกายมองความงามนั้นอย่างหลงใหล นัยน์ตาคมกริบของแม่ทัพผู้ผ่านศึกนับร้อยครั้ง บัดนี้กลับอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาด วงแขนที่โอบไหล่นางไว้กระชับให้แน่นขึ้น“เยว่เอ๋อร์… เจ้าเหนื่อยหรือไม่” “ไม่เพคะท่านพี่ ข้างนอกอากาศดีนัก หม่อมฉันรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก” นางยิ้มบาง“มังกรน้อยในนี้ย่อมต้องชอบเช่นกัน” มือใหญ่ของเขาเลื่อนลงแตะหน้าท้องนางอย่างแผ่วเบา สื่อถึงความผูกพันที่เริ่มก่อตัว“ท่านแม่ ท่านพ่อ” หลงจิ่นอวิ๋น ดวงตากลมใสเป็นประกายเอ่ยขึ้น“ข้าจะได้เห็นพระพุทธรูปทองคำองค์ใหญ่จริงหรือขอ
เสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังสะท้อนเข้ามาจากหน้าตำหนัก ท่ามกลางความโกลาหลนั้น ไม่นานนักร่างสูงสง่าของ ฮ่องเต้ ในอาภรณ์มังกรสีทอง ปรากฏขึ้นพร้อมด้วย ฮองเฮา และ องค์ชายสามหลงเจิ้งหยาง นางกำนัลและขันทีทั้งหลายต่างพากันหมอบราบด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้ากระดิกกาย“เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่” สุรเสียงทรงอำนาจของฮ่อง
ซิวหรงถูกกดอยู่กลางท้องโถง ใต้แรงกดดันมหาศาล ใบหน้านางซีดเผือดดุจไร้โลหิต มือสั่นระริกไร้เรี่ยวแรง สุดท้ายก็ทรุดฮวบลงกับพื้น ร้องไห้น้ำตาร่วงพรูไม่ขาดสาย“หม่อมฉัน…ผิดไปแล้วเพคะ หม่อมฉันเพียง…เพียงต้องการใส่ร้ายพระชายา หาได้คิดปลงพระชนม์ไทเฮาไม่” นางพร่ำทั้งเสียงสะอื้นขื่นขม“เรื่องแก้พระอาการแพ้ ห
ไป๋ลี่เยว่ก้าวตรงไปยังพระแท่นบรรทมรีบเร่ง ทันทีที่หลงเจิ้งหยางปล่อยนางเป็นอิสระ แม้จะรู้ดีว่าสายตาหลายคู่กำลังจับจ้อง แต่นางกลับหาได้แยแสไม่ นางคุกเข่าลงเคียงพระวรกายไทเฮา เอื้อมปลายนิ้วเรียวแตะชีพจรตรงข้อมืออันเย็นเฉียบอย่างแผ่วเบา ก่อนจะใช้นิ้วอีกข้างลูบตรงปลายพระหัตถ์เบา ๆ คล้ายปลุกลมปราณที่กำลั
ภายในตำหนักฉือหนิง ไทเฮาประทับอยู่บนบัลลังก์กลางห้อง พระพักตร์เปี่ยมความสุข รายล้อมด้วยนางกำนัลและขันทีผู้ภักดีคอยรับใช้ ในอ้อมกอดมีองค์ชายตัวน้อยซุกตัวแอบอิงอยู่อย่างออดอ้อน บรรยากาศภายในห้องอบอวลด้วยกลิ่นหอมของชาดอกบัว เสริมให้บรรยากาศอบอุ่นชวนรื่นรมย์คล้ายห้วงเวลาแห่งความสงบสุข ฮองเฮาและพระชาย







