Masuk
“ข้าไม่ต้องการสิ่งใดแล้ว ขอเพียงได้อยู่เคียงข้างเขา ข้าก็พอใจแล้ว”
“ข้ากำลังจะแต่งงานกับเขา ข้ากำลังจะได้เป็นพระชายาขององค์ชายสาม”
สองข้างทางของถนนหลวง เต็มไปด้วยผู้คนที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีอันยิ่งใหญ่ รถม้าแกะสลักลวดลายงดงามวิจิตรตระการตา แล่นผ่านท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของประชาชน
เสียงกลองมงคลดังสนั่นกึกก้องทั่วพระราชวัง ประกาศให้ทุกผู้คนทั่วแผ่นดินรับรู้ถึงพิธีสมรสพระราชทานอันยิ่งใหญ่ ระหว่าง หลงเจิ้งหยาง องค์ชายสามแห่งแคว้นต้าเฉิน และไป๋ลี่เยว่ ธิดาของเสนาบดีไป๋
ไป๋ลี่เยว่ในอาภรณ์เจ้าสาวสีแดงสดงดงามปักลายดอกเหมย ก้าวลงจากรถม้าอย่างระมัดระวัง มือของนางเย็นเฉียบ แต่นางรู้ดีว่าไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะความตื่นเต้นยินดี ดวงตาของนางเปล่งประกายด้วยความดีใจ วันนี้ นางกำลังจะได้สมรสกับบุรุษที่เฝ้าหลงรักมาเนิ่นนาน
ตั้งแต่วันที่ช่วยชีวิตเขาไว้ วันที่หัวใจของนางตกเป็นของเขาโดยสมบูรณ์
แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าองค์ชายสามมิได้รักนาง แต่นางยังมีความหวัง นางยังเชื่อมั่นว่าสักวันหนึ่งเขาจะมองเห็นความจริงใจของนาง เมื่อนั้นนางจะสามารถอยู่เคียงข้างเขาได้อย่างแท้จริง
“เพียงแค่ได้อยู่ข้างกายท่าน ข้าก็ไม่ต้องการสิ่งใดอีก”
พระราชวังถูกประดับประดาด้วยผ้าแพรแดงสดปักลายมังกรหงส์อย่างวิจิตร กลิ่นกำยานหอมจรุงลอยคลุ้งอ้อยอิ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งสิริมงคล ทว่าท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่น ขุนนางและเหล่าสตรีในวังต่างมาร่วมเป็นสักขีพยาน
แต่ภายใต้ความโอ่อ่าหรูหรานี้ บรรดาแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน ล้วนมิใช่มาเพราะความปีติยินดีเสมอไป หากแต่เป็นเพราะหลายคนอยากรู้อยากเห็น และมาด้วยความเย้ยหยัน ในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดไม่รู้ว่าการแต่งงานครั้งนี้มิใช่เพราะความรัก แต่มันคือผลลัพธ์จากการร้องขอสมรสพระราชทานของสตรีผู้หนึ่ง สตรี ที่ไม่มีผู้ใดคิดว่านางคู่ควร
“เจ้าสาวขององค์ชายสามงั้นหรือ ช่างเป็นเรื่องน่าขันนัก”
“แม้ไป๋ลี่เยว่จะมีใบหน้าที่งดงาม แต่นางก็อ้วนเกินไป เจ้าสาวที่รูปร่างเช่นนั้น คงเป็นเพียงตัวตลกในงานแต่งเท่านั้น”
“ถูกต้อง องค์ชายสามคือวีรบุรุษแห่งแผ่นดิน รูปร่างสง่างามราวกับเทพเซียน แล้วดูเจ้าสาวของพระองค์สิ ข้าละอายแทนจริงๆ”
เสียงกระซิบกระซาบดังไปทั่ว เหล่าสตรีสูงศักดิ์ในงานต่างปิดปากหัวเราะเบาๆ ซ่อนรอยยิ้มเยาะไว้ใต้แขนเสื้อ ไม่มีใครคิดว่าสตรีที่มีรูปร่างเช่นนี้จะคู่ควรกับองค์ชายสาม
“พระชายาไป๋ผู้นี้ช่างโชคดีนัก ได้สมรสพระราชทานกับองค์ชายสาม”
“โชคดีหรือ หึ ถ้านางไม่ไร้ยางอายขอสมรสพระราชทาน คนอย่างนางก็เป็นได้แค่หมูอ้วนไร้ยางอาย”
“ใช่แล้ว รูปร่างเช่นนั้นจะคู่ควรกับองค์ชายสามได้อย่างไร”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากกลุ่มขุนนางสตรี สายตาของพวกนางเต็มไปด้วยความเหยียดหยันเจ้าสาวของงาน
“ข้าได้ยินมาว่า นางเป็นคนขอสมรสพระราชทานเองด้วยใช่หรือไม่”
“ไป๋ลี่เยว่ผู้นี้ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก บีบบังคับให้องค์ชายต้องแต่งงานกับสตรีอัปลักษณ์ นี่มิใช่เป็นการดูหมิ่นพระองค์หรอกหรือ”
ไม่มีใครคิดว่าหญิงที่ “อ้วนและไร้เสน่ห์” เช่นไป๋ลี่เยว่ จะสามารถยืนอยู่เคียงข้างองค์ชายสามได้อย่างแท้จริง
เมื่อเสียงกลองมงคลดังขึ้น ขบวนเสด็จขององค์ชายสามเคลื่อนเข้าสู่ท้องพระโรง
องค์ชายหลงเจิ้งหยาง เจ้าบ่าวของงาน ปรากฏกายในอาภรณ์สีแดงปักดิ้นทองสง่างาม ร่างสูงสมบูรณ์แบบราวกับรูปสลัก สายตาเย็นชาราวคมดาบ แผ่รังสีของแม่ทัพผู้เกรียงไกร รัศมีของเขาเป็นบุรุษผู้ที่ไม่มีสตรีใดกล้าต้านทาน
เขาเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าคมคายดุดัน สายตาเย็นชา เปี่ยมไปด้วยอำนาจของแม่ทัพผู้ไร้พ่ายที่เคยผ่านสมรภูมิรบมาแล้วนับไม่ถ้วน แม้เหล่าสตรีในงานจะรู้ดีว่า เขาเย็นชาและไร้เยื่อใย แต่ไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้ว่าเขาคือบุรุษที่น่าหลงใหลที่สุดในแผ่นดิน
“หากข้าได้เป็นเจ้าสาวของพระองค์ก็คงดี”
“น่าเสียดาย ที่เจ้าสาวของพระองค์ เป็นเพียงสตรีอ้วนที่ไม่มีผู้ใดต้องการ”
ร่างสูงยืนเด่นเป็นสง่ากลางท้องพระโรง รัศมีแห่งแม่ทัพทำให้เขาดูน่าเกรงขามราวเทพสงคราม เสียงกระซิบยังคงดังไม่หยุด แต่สิ่งที่เรียกเสียงกระซิบกระซาบได้มากกว่าคือสายตาขององค์ชายสามที่มีต่อเจ้าสาวของพระองค์ เขามองไป๋ลี่เยว่เพียงแวบเดียว ก่อนเมินหน้าหนีอย่างไม่ใยดี ราวกับว่า นางมิได้มีค่าพอให้เขาเสียเวลามอง และนี่ กลับทำให้เสียงนินทาดังขึ้นยิ่งกว่าเดิม
“ดูสิ องค์ชายสามแม้แต่มองยังไม่อยากมองเลยด้วยซ้ำ”
“ข้าล่ะอยากรู้จริงๆ ว่า คืนเข้าหอจะเป็นเช่นไร”
“สมรสพระราชทาน” หลงเจิ้งหยางแค่นเสียงในใจ สีหน้าและหัวใจของเขากลับเย็นชา องค์ชายสาม แม่ทัพผู้เกรียงไกร ผู้เป็นดั่งเสาหลักของแผ่นดินอย่างเขา กำลังเข้าพิธีสมรสกับ ไป๋ลี่เยว่ บุตรสาวขุนนางผู้มีความดีความชอบเพียงเพราะนางเคยช่วยชีวิตเขาไว้ตอนที่เขาโดนทำร้ายร่างกายจนเกือบเขาชีวิตไม่รอด ใครจะไปคิดว่านางจะถือโอกาสนี้ขอสมรสพระราชทานต่อฮ่องเต้
“ข้ามิใช่บุรุษที่จะถูกบังคับให้แต่งงานกับสตรีที่ข้ามิได้เลือก ผ่านพ้นคืนนี้ไปก่อนเถอะ”
เขามิได้หันไปมองด้วยซ้ำว่าข้างกายมีสตรีผู้หนึ่งกำลังเฝ้ามองเขาด้วยความหวัง
เขายืนอยู่ท่ามกลางเหล่าขุนนางและราชวงศ์ แต่เพียงแค่ปรายตามอง ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา
“ข้าต้องแต่งงานกับสตรีที่ข้าไม่ได้เลือก เรื่องเช่นนี้ช่างน่าขันนัก”
ใต้ผ้าคลุมหน้า ไป๋ลี่เยว่รับรู้และได้ยินทุกคำพูด แต่หัวใจของนางยังคงหนักแน่น ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในท้องพระโรงนี้ ทุกสายตาที่จับจ้องมาที่นางล้วนเต็มไปด้วยการดูถูก
“ข้าไม่คู่ควรหรือ”
“ข้าอาจมิใช่เจ้าสาวที่ผู้คนคาดหวัง”
“แต่ข้าก็เป็นพระชายาของเขา และไม่ว่าใครจะพูดเช่นไร ข้าก็จะทำหน้าที่ของข้าให้ดีที่สุด”
“แม้ข้าจะมิใช่หญิงที่งดงามที่สุด แต่ข้าก็จะทำให้เขามองข้าให้ได้”
หัวใจของนางยังคงมีความหวัง แม้เขาจะเย็นชา แม้ผู้คนจะดูถูก แต่นางเชื่อว่าหากนางตั้งใจ เขาจะยอมรับนางเข้าสักวัน
ไป๋ลี่เยว่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบตากับองค์ชายสามเพียงชั่วครู่ แต่เขากลับมิแม้แต่จะปรายตามองนาง
และพิธีสมรสพระราชทาน ก็ยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบที่ไม่เคยหยุดลง จนกระทั่งเสียงบรรเลงขลุ่ยและพิณดังขึ้น ก้องไปทั่วพระราชวัง
“คารวะฟ้าดิน”
ไป๋ลี่เยว่คุกเข่าลงทำพิธีอย่างศรัทธา หวังว่าวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ที่ดี ทว่าข้างกายนาง องค์ชายสามกลับทำตามพิธีอย่างไร้หัวใจ
“คารวะบรรพบุรุษ” นางก้มศีรษะ เสียงหัวเราะเยาะรอบข้างดังขึ้น เพราะนางก้มได้เพียงเล็กน้อยจากอุปสรรครูปร่างของนาง แต่นางก็มิได้หวั่นไหว
“สามีภรรยาคารวะกัน”
ไป๋ลี่เยว่เงยหน้าขึ้น มุมปากประดับรอยยิ้มบางๆ นางมีเพียงความสุข แต่เมื่อสบตากับองค์ชายสาม นางกลับพบเพียงความเย็นชาไร้ความรู้สึกของบุรุษตรงหน้า
สิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของเขามิใช่เพียงความเมินเฉย แต่เป็นความรังเกียจที่เด่นชัด
“…”
“ข้าทนแตะต้องนางมิได้จริงๆ”
“นี่คือผู้หญิงที่ข้าต้องแต่งงานด้วยอย่างนั้นหรือ”
แม้เขาจะมิได้พูดออกมา แต่นางก็อ่านออกได้จากสายตาของเขา
“องค์ชายสามรังเกียจนางถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
“หึ เป็นข้า ก็คงรับมิได้เช่นกัน”
เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง แต่มันไม่สำคัญอีกต่อไป
ในขณะที่ไป๋ลี่เยว่ยินดี บุรุษที่นางรักสุดหัวใจกลับไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความสุข เขาเพียงปรายตามองนางอย่างเย็นชา
“นางเป็นเพียงภาระ เป็นเพียงสตรีที่ข้าถูกบังคับให้แต่งด้วยเท่านั้น”
“วันนี้เป็นวันมงคล” ฮ่องเต้ตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยพระเมตตา
“ข้าหวังว่าเจ้าทั้งสองจะครองคู่กันอย่างมีความสุข และร่วมกันดูแลแผ่นดินนี้ต่อไป”
“หลงเจิ้งหยาง เจ้าต้องปกป้องและดูแลพระชายาของเจ้าให้ดี”
หลงเจิ้งหยางคุกเข่าลงอย่างสง่างาม แม้ภายในใจจะมิได้ยินดี แต่เขาก็ไม่อาจขัดรับสั่งได้
“พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ”
ไป๋ลี่เยว่คุกเข่าลงตาม นางยิ้มอ่อนโยน ดวงตาส่องประกายแห่งความสุข
“หม่อมฉันจะดูแลพระสวามีอย่างดีที่สุดเพคะ”
“ดีมาก”
ฮองเฮาทรงยิ้มอ่อนโยน พระนางทอดพระเนตรไปยังไป๋ลี่เยว่ ด้วยสายพระเนตรที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู
“ไป๋ลี่เยว่ ตั้งแต่เล็กจนโตเจ้าก็เป็นเด็กดีและเฉลียวฉลาด บัดนี้ เจ้าได้กลายเป็นพระชายาแล้ว ข้าหวังว่าเจ้าจะมีความสุขและนำพาสิ่งดีๆ มาสู่องค์ชายสาม”
ไป๋ลี่เยว่ก้มศีรษะ ซ่อนรอยยิ้มแห่งความปลาบปลื้มเอาไว้
“ขอบพระทัยเพคะ เสด็จแม่”
ณ ศาลาเร้นเมฆา ตั้งอยู่ท่ามกลางหมู่แมกไม้หนาทึบ บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงหยดน้ำที่ไหลจากชายคาตกกระทบลงสู่รางหิน... ติ่ง... ติ่ง... แสงโคมสลัวรางพาดผ่านม่านโปร่งบาง พลิ้วไหวตามแรงลมราวมือของปีศาจที่กำลังกรีดกรายเริงระบำในความมืดบนโต๊ะไม้กฤษณาหอม ปรากฏปลายนิ้วเรียวยาวขาวจัดราวกระเบื้องเคลือบ กำลังบรรจงปักด้ายไหมสีเทาหม่นลงบนผืนผ้าสีนิลอย่างเชื่องช้า เข็มเงินวาววับแทงทะลุเนื้อผ้า ให้เส้นไหมสีเทาหม่นสอดประสานกันเป็นรูปลักษณ์ซับซ้อน ปมพิรุณนิรันดร์ ที่พันเกี่ยวจนหาจุดสิ้นสุดมิได้เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้น ก่อนที่เงาร่างหนึ่งในชุดดำสนิทจะทรุดกายลงคุกเข่าที่มุมมืดด้านหลังศาลา“นายท่าน... ข่าวด่วนจากนกพิราบสื่อสาร” เสียงบุรุษสั่นพร่า“หน่วยพิรุณที่ส่งไปชิงขบวนเสบียง ทำงานพลาด เว่ยหลางนำหน่วยม้าเร็วเข้าแทรกแซงได้ทันเวลา พร้อมนำกำลังเข้าตอบโต้ คนของเรา... กลืนยาพิษปลิดชีพตนเองเพื่อรักษาความลับจนสิ้น บัดนี้เสบียงเข้าสู่ค่ายของหลงเจิ้งหยางแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“บัดนี้เสบียง…ถึงค่ายแล้ว”มือที่กำลังปักผ้าชะงักเพียงชั่วครู่ ทว่ามิได้สั่นไหว ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามปมผ้าที่เพิ่งปักเสร็จอย่างแผ่วเบา“
“นั่น... ขบวนเสบียง ขบวนเสบียงหลวงมาถึงแล้ว” ทหารยามบนป้อมค่ายแผดเสียงตะโกนฝ่าลมหนาวและม่านหิมะดังไปทั่วค่าย เสียงฝีเท้านับพันและล้อเกวียนบดอัดแผ่นหิมะดังสนั่นกึกก้องจากทิศตะวันออก เสียงโห่ร้องปะทุขึ้นแทบพร้อมกัน ขวัญกำลังใจที่เคยร่วงหล่นถูกร้อยกลับคืนมาแน่นหนายิ่งกว่าเดิมนชั่วพริบตา หลงเจิ้งหยางเดินออกมาจากกระโจมบัญชาการด้วยท่วงท่าสงบสง่า เขาไม่ได้ดูประหลาดใจแม้แต่น้อย แววตาคมปลาบจ้องมองไปยังเงาตะคุ่มของขบวนเกวียนนับร้อยที่ค่อยๆ เคลื่อนฝ่าม่านหมอกเข้ามา โดยมีเว่ยหลางควบม้านำหน้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนฝุ่นแต่ดวงตามีประกายแห่งชัยชนะ เว่ยหลางกระโดดลงจากหลังม้าแล้วคุกเข่าลงเบื้องหน้าแม่ทัพใหญ่ทันที“รายงานท่านแม่ทัพ... กระหม่อมนำขบวนเสบียงหลวงกลับมาถึงค่ายโดยสวัสดิภาพแล้วพ่ะย่ะค่ะ เป็นดังที่พระองค์ทรงคาดการณ์… พวกมันสลับป้ายลวงขบวนเกวียนให้วนเวียนอยู่ในหุบเขาฉิงหลัวจนเกือบสิ้นแรง” ด้านหลังของเว่ยหลาง นายกองลำเลียงที่สภาพอิดโรยและใบหน้าเต็มไปด้วยความละอายใจ รีบคลานเข้าหมอบกราบลงกับพื้น ตัวสั่นเทา หน้าซีดเผือด “ท่านแม่ทัพ... ข้าน้อยผิดไปแล้ว ข้าน้อยโง่เขลานักที่เชื่อคำคนนำทางและแผนที่อัปมงค
ท่ามกลางหิมะที่เริ่มจับตัวหนาขึ้นอย่างเชื่องช้า ลานค่ายพักทัพกลับเงียบงันผิดวิสัย ความเงียบนั้นไม่ใช่ความสงบ หากเป็นความเงียบแบบเดียวกับก่อนคมดาบจะฟาดฟันความเงียบที่คนผ่านศึกมาโชกโชนอย่างหลงเจิ้งหยางไม่เคยไว้วางใจเขาก้าวไปหยุดที่กองกระสอบข้าวซึ่งยึดมาได้จากโรงเตี้ยมในเมือง มือหนาล้วงลงไปในกระสอบ หยิบเมล็ดข้าวขึ้นมาปล่อยให้ไหลผ่านนิ้วช้า ๆ เมล็ดข้าวขาวสะอาด แห้งสนิท ลื่นมือ ไร้กลิ่นอับชื้นแม้แต่น้อย“ข้าวพวกนี้…” หลงเจิ้งหยางเอ่ยเสียงต่ำเยือกเย็น “ใหม่เกินกว่าจะเป็นเสบียงสำรองยามขัดสนอย่างที่หูเฉิงอ้าง”เขาหยุดนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนเอ่ยต่ออย่างเย็นเยียบ “ปริมาณเท่านี้... ต่อให้ประหยัด ก็เลี้ยงทหารได้ไม่ถึงสิบวัน” หานเจี้ยนรองแม่ทัพคู่กายขมวดคิ้วจนเป็นปมสีหน้าเคร่งเครียด ใบหน้าคร่ำเครียดกว่าที่เคยเป็น “พ่ะย่ะค่ะท่านแม่ทัพ... ทว่าเสบียงหลวงชุดหลักจากวังหลวง กลับเงียบหายไปนานถึงห้าวันแล้ว… ตามกำหนดการควรมาถึงตั้งแต่ห้าวันก่อนแล้ว นี่ราวกับระเหยกลายเป็นไอท่ามกลางพายุหิมะ”หลงเจิ้งหยางไม่ตอบ เขาเพียงสะบัดมือให้ทหารรอบข้างถอยออก ก่อนเดินตรงเข้าสู่กระโจมบัญชาการ แสงตะเกียงส่องให้เงาร่างสูง
เช้าวันรุ่งขึ้น หูเฉิงเดินทางมาที่ค่ายพักทัพด้วยใบหน้าแสยะยิ้มแกมดูแคลน ที่พยายามปกปิดไว้ เขาตั้งใจจะมาดูภาพกองทัพที่ใกล้พินาศ ทหารที่นอนซมด้วยความอดอยาก และเสียงคร่ำครวญของทหารที่หมดแรงสู้ หลงเจิ้งหยางที่ต้องก้มหัวขอร้องเขาประดุจขอทาน เขาจะใช้โอกาสนี้เห็นอกเห็นใจและถ่วงเวลาต่อไปทว่าเมื่อก้าวเข้าสู่เขตค่าย... หูเฉิงกลับต้องยืนตะลึงจนพัดในมือแทบหล่นภาพที่เห็นไม่ใช่กองทัพที่ใกล้ตาย แต่เป็นเหล่านักรบที่กำลังฝึกซ้อมอาวุธด้วยพละกำลังมหาศาล เสียงโห่ร้องก้องกังวานไปทั่วค่ายใบหน้าของทหารแต่ละนายดูอิ่มเอิบ ผิวพรรณมีเลือดฝาดจากการพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวหุงใหม่และเนื้อย่างลอยมาจากโรงครัวในค่าย จนหูเฉิงแทบไม่อยากเชื่อสายตา‘นี่มัน... เป็นไปได้อย่างไร’ หูเฉิงพึมพำ ตัวสั่นเทาด้วยความสับสน‘ข้าส่งไปเพียงข้าวฟ่างเน่าไม่กี่กระสอบ พวกมันควรจะนอนรอความตายมิใช่หรือ’ หลงเจิ้งหยางเดินออกมาจากกระโจมที่พักด้วยท่าทางสง่างาม แววตาคมปลาบดุจพยัคฆ์จ้องตรงมาที่เจ้าเมืองหูเฉิงที่กำลังยืนหน้าซีดเผือด“ท่านหู มาแต่เช้าเชียวหรือ” หลงเจิ้งหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยแรงกดดัน หูเฉิงรีบป
ภายในกระโจมพักทัพอันหนาวเหน็บ แสงเทียนวูบไหวสะท้อนเงาของหลงเจิ้งหยางที่พาดผ่านผนังผ้าใบราวกับอสูรยืนเด่นกลางหิมะ หูเฉิงเดินเข้ามาพร้อมกับขบวนผู้ติดตามที่แบกข้าวฟ่างมาสามกระสอบ เขาคุกเข่าลงอย่างแรงจนหิมะฟุ้งกระจาย แล้วไอโขลกขลักอย่างผู้ทุกข์ยาก “ท่านแม่ทัพ...ข้าน้อยนำเสบียงมาสมทบเพิ่มพ่ะย่ะค่ะ” เสียงนั้นสั่นพร่า มือหนึ่งกำผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา“ใจข้าน้อยแทบขาดที่เห็นทหารต้องทนหิว เหลียนเฉิงยามนี้ขัดสนยิ่งนัก แม้แต่ข้าน้อยเองก็ลดอาหารเหลือเพียงมื้อเดียว…”หลงเจิ้งหยางนิ่งมิได้ขยับ เพียงทอดสายตามองนิ้วมืออวบอ้วนที่กำผ้าเช็ดหน้าแน่น กลิ่นเครื่องเทศชั้นดีลอยกรุ่นออกมาจากอาภรณ์ขุนนางไหมราคาแพง กลิ่นที่ไม่ควรอยู่บนร่างของผู้ที่อดอยากมานาน “เจ้าเมืองหู ช่างมีความลำบากที่น่าเลื่อมใสนัก” เขาเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าต้องขอบคุณแทนทหารทั้งกอง บุญคุณครั้งนี้… ข้าจะตอบแทนให้สาสมในเร็ววัน” แม้ท่านแม่ทัพจะเอ่ยราบเรียบ ทว่าซูเหวินที่ยืนด้านข้างกลับสัมผัสได้ถึงไอสังหารที่แผ่ออกมา รับรู้ได้ทันทีว่า คำว่า ตอบแทน นั้นเย็นยิ่งกว่าลมหนาวหูเฉิงชะงักไปครู่หนึ่ง รู้สึกเย็นสันหลังวาบ ก่อนรีบก้มศีรษะต่ำกว่าเดิม แล้วพ
เสียงกรีดร้องสั้น ๆ ดับลงท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของพายุหิมะที่ยังโหมกระหน่ำ หน่วยเงาพยัคฆ์ ทะยานลงมาจากยอดผาประดุจภูตพรายที่ก้าวออกมาจากม่านหิมะ หัวหน้าหน่วยลงมาด้วยใบหน้าที่มีคราบเลือดกระเซ็นเปื้อน เขาคุกเข่าลงต่อหน้าหลงเจิ้งหยางพลางยื่นวัตถุสำคัญให้ท่ามกลางม่านควันสลัว“ท่านแม่ทัพ... คนบนนั้นไม่ใช่ทหารชิงโจว หรือกลุ่มโจรชายแดนพ่ะย่ะค่ะ”หลงเจิ้งหยางรับวัตถุชิ้นแรกมา มันคือ ป้ายหยกดำสลักลายวิหคเพลิง ของกองกำลังหน่วยเขี้ยวอัคคีที่ขึ้นตรงต่อกรมอาญาในวังหลวง แววตาของเขาวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เย็นเยียบลงจนน่าขนลุก ทว่าสิ่งที่ทำให้มือของเขาสั่นสะท้านกลับเป็นวัตถุชิ้นที่สอง... ลูกธนูเหล็กกล้า ที่หน่วยเงาพยัคฆ์ยึดมาจากซากศพเบื้องบนเขาพลิกโคนธนูขึ้นดูช้า ๆ แสงไฟจากสัมภาระที่ยังมอดไหม้สะท้อนให้เห็นรอยประทับเล็ก ๆ ที่สลักลงในเนื้อเหล็กอย่างประณีต... รอยตราโรงหล่อหลวงอาวุธที่มีอานุภาพทะลุทะลวงเกราะชั้นดีเช่นนี้ มีเพียงองครักษ์หรือกองกำลังพิเศษที่ได้รับงบอนุญาตจากราชสำนักเท่านั้นที่จะมีไว้ในครอบครองหลงเจิ้งหยางไม่เอ่ยคำใดออกมา เขาเพียงแต่กำลูกธนูและป้ายหยกนั้นไว้ในฝ่ามือ







