로그인
“ข้าไม่ต้องการสิ่งใดแล้ว ขอเพียงได้อยู่เคียงข้างเขา ข้าก็พอใจแล้ว”
“ข้ากำลังจะแต่งงานกับเขา ข้ากำลังจะได้เป็นพระชายาขององค์ชายสาม”
สองข้างทางของถนนหลวง เต็มไปด้วยผู้คนที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีอันยิ่งใหญ่ รถม้าแกะสลักลวดลายงดงามวิจิตรตระการตา แล่นผ่านท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของประชาชน
เสียงกลองมงคลดังสนั่นกึกก้องทั่วพระราชวัง ประกาศให้ทุกผู้คนทั่วแผ่นดินรับรู้ถึงพิธีสมรสพระราชทานอันยิ่งใหญ่ ระหว่าง หลงเจิ้งหยาง องค์ชายสามแห่งแคว้นต้าเฉิน และไป๋ลี่เยว่ ธิดาของเสนาบดีไป๋
ไป๋ลี่เยว่ในอาภรณ์เจ้าสาวสีแดงสดงดงามปักลายดอกเหมย ก้าวลงจากรถม้าอย่างระมัดระวัง มือของนางเย็นเฉียบ แต่นางรู้ดีว่าไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะความตื่นเต้นยินดี ดวงตาของนางเปล่งประกายด้วยความดีใจ วันนี้ นางกำลังจะได้สมรสกับบุรุษที่เฝ้าหลงรักมาเนิ่นนาน
ตั้งแต่วันที่ช่วยชีวิตเขาไว้ วันที่หัวใจของนางตกเป็นของเขาโดยสมบูรณ์
แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าองค์ชายสามมิได้รักนาง แต่นางยังมีความหวัง นางยังเชื่อมั่นว่าสักวันหนึ่งเขาจะมองเห็นความจริงใจของนาง เมื่อนั้นนางจะสามารถอยู่เคียงข้างเขาได้อย่างแท้จริง
“เพียงแค่ได้อยู่ข้างกายท่าน ข้าก็ไม่ต้องการสิ่งใดอีก”
พระราชวังถูกประดับประดาด้วยผ้าแพรแดงสดปักลายมังกรหงส์อย่างวิจิตร กลิ่นกำยานหอมจรุงลอยคลุ้งอ้อยอิ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งสิริมงคล ทว่าท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่น ขุนนางและเหล่าสตรีในวังต่างมาร่วมเป็นสักขีพยาน
แต่ภายใต้ความโอ่อ่าหรูหรานี้ บรรดาแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน ล้วนมิใช่มาเพราะความปีติยินดีเสมอไป หากแต่เป็นเพราะหลายคนอยากรู้อยากเห็น และมาด้วยความเย้ยหยัน ในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดไม่รู้ว่าการแต่งงานครั้งนี้มิใช่เพราะความรัก แต่มันคือผลลัพธ์จากการร้องขอสมรสพระราชทานของสตรีผู้หนึ่ง สตรี ที่ไม่มีผู้ใดคิดว่านางคู่ควร
“เจ้าสาวขององค์ชายสามงั้นหรือ ช่างเป็นเรื่องน่าขันนัก”
“แม้ไป๋ลี่เยว่จะมีใบหน้าที่งดงาม แต่นางก็อ้วนเกินไป เจ้าสาวที่รูปร่างเช่นนั้น คงเป็นเพียงตัวตลกในงานแต่งเท่านั้น”
“ถูกต้อง องค์ชายสามคือวีรบุรุษแห่งแผ่นดิน รูปร่างสง่างามราวกับเทพเซียน แล้วดูเจ้าสาวของพระองค์สิ ข้าละอายแทนจริงๆ”
เสียงกระซิบกระซาบดังไปทั่ว เหล่าสตรีสูงศักดิ์ในงานต่างปิดปากหัวเราะเบาๆ ซ่อนรอยยิ้มเยาะไว้ใต้แขนเสื้อ ไม่มีใครคิดว่าสตรีที่มีรูปร่างเช่นนี้จะคู่ควรกับองค์ชายสาม
“พระชายาไป๋ผู้นี้ช่างโชคดีนัก ได้สมรสพระราชทานกับองค์ชายสาม”
“โชคดีหรือ หึ ถ้านางไม่ไร้ยางอายขอสมรสพระราชทาน คนอย่างนางก็เป็นได้แค่หมูอ้วนไร้ยางอาย”
“ใช่แล้ว รูปร่างเช่นนั้นจะคู่ควรกับองค์ชายสามได้อย่างไร”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากกลุ่มขุนนางสตรี สายตาของพวกนางเต็มไปด้วยความเหยียดหยันเจ้าสาวของงาน
“ข้าได้ยินมาว่า นางเป็นคนขอสมรสพระราชทานเองด้วยใช่หรือไม่”
“ไป๋ลี่เยว่ผู้นี้ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก บีบบังคับให้องค์ชายต้องแต่งงานกับสตรีอัปลักษณ์ นี่มิใช่เป็นการดูหมิ่นพระองค์หรอกหรือ”
ไม่มีใครคิดว่าหญิงที่ “อ้วนและไร้เสน่ห์” เช่นไป๋ลี่เยว่ จะสามารถยืนอยู่เคียงข้างองค์ชายสามได้อย่างแท้จริง
เมื่อเสียงกลองมงคลดังขึ้น ขบวนเสด็จขององค์ชายสามเคลื่อนเข้าสู่ท้องพระโรง
องค์ชายหลงเจิ้งหยาง เจ้าบ่าวของงาน ปรากฏกายในอาภรณ์สีแดงปักดิ้นทองสง่างาม ร่างสูงสมบูรณ์แบบราวกับรูปสลัก สายตาเย็นชาราวคมดาบ แผ่รังสีของแม่ทัพผู้เกรียงไกร รัศมีของเขาเป็นบุรุษผู้ที่ไม่มีสตรีใดกล้าต้านทาน
เขาเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าคมคายดุดัน สายตาเย็นชา เปี่ยมไปด้วยอำนาจของแม่ทัพผู้ไร้พ่ายที่เคยผ่านสมรภูมิรบมาแล้วนับไม่ถ้วน แม้เหล่าสตรีในงานจะรู้ดีว่า เขาเย็นชาและไร้เยื่อใย แต่ไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้ว่าเขาคือบุรุษที่น่าหลงใหลที่สุดในแผ่นดิน
“หากข้าได้เป็นเจ้าสาวของพระองค์ก็คงดี”
“น่าเสียดาย ที่เจ้าสาวของพระองค์ เป็นเพียงสตรีอ้วนที่ไม่มีผู้ใดต้องการ”
ร่างสูงยืนเด่นเป็นสง่ากลางท้องพระโรง รัศมีแห่งแม่ทัพทำให้เขาดูน่าเกรงขามราวเทพสงคราม เสียงกระซิบยังคงดังไม่หยุด แต่สิ่งที่เรียกเสียงกระซิบกระซาบได้มากกว่าคือสายตาขององค์ชายสามที่มีต่อเจ้าสาวของพระองค์ เขามองไป๋ลี่เยว่เพียงแวบเดียว ก่อนเมินหน้าหนีอย่างไม่ใยดี ราวกับว่า นางมิได้มีค่าพอให้เขาเสียเวลามอง และนี่ กลับทำให้เสียงนินทาดังขึ้นยิ่งกว่าเดิม
“ดูสิ องค์ชายสามแม้แต่มองยังไม่อยากมองเลยด้วยซ้ำ”
“ข้าล่ะอยากรู้จริงๆ ว่า คืนเข้าหอจะเป็นเช่นไร”
“สมรสพระราชทาน” หลงเจิ้งหยางแค่นเสียงในใจ สีหน้าและหัวใจของเขากลับเย็นชา องค์ชายสาม แม่ทัพผู้เกรียงไกร ผู้เป็นดั่งเสาหลักของแผ่นดินอย่างเขา กำลังเข้าพิธีสมรสกับ ไป๋ลี่เยว่ บุตรสาวขุนนางผู้มีความดีความชอบเพียงเพราะนางเคยช่วยชีวิตเขาไว้ตอนที่เขาโดนทำร้ายร่างกายจนเกือบเขาชีวิตไม่รอด ใครจะไปคิดว่านางจะถือโอกาสนี้ขอสมรสพระราชทานต่อฮ่องเต้
“ข้ามิใช่บุรุษที่จะถูกบังคับให้แต่งงานกับสตรีที่ข้ามิได้เลือก ผ่านพ้นคืนนี้ไปก่อนเถอะ”
เขามิได้หันไปมองด้วยซ้ำว่าข้างกายมีสตรีผู้หนึ่งกำลังเฝ้ามองเขาด้วยความหวัง
เขายืนอยู่ท่ามกลางเหล่าขุนนางและราชวงศ์ แต่เพียงแค่ปรายตามอง ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา
“ข้าต้องแต่งงานกับสตรีที่ข้าไม่ได้เลือก เรื่องเช่นนี้ช่างน่าขันนัก”
ใต้ผ้าคลุมหน้า ไป๋ลี่เยว่รับรู้และได้ยินทุกคำพูด แต่หัวใจของนางยังคงหนักแน่น ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในท้องพระโรงนี้ ทุกสายตาที่จับจ้องมาที่นางล้วนเต็มไปด้วยการดูถูก
“ข้าไม่คู่ควรหรือ”
“ข้าอาจมิใช่เจ้าสาวที่ผู้คนคาดหวัง”
“แต่ข้าก็เป็นพระชายาของเขา และไม่ว่าใครจะพูดเช่นไร ข้าก็จะทำหน้าที่ของข้าให้ดีที่สุด”
“แม้ข้าจะมิใช่หญิงที่งดงามที่สุด แต่ข้าก็จะทำให้เขามองข้าให้ได้”
หัวใจของนางยังคงมีความหวัง แม้เขาจะเย็นชา แม้ผู้คนจะดูถูก แต่นางเชื่อว่าหากนางตั้งใจ เขาจะยอมรับนางเข้าสักวัน
ไป๋ลี่เยว่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบตากับองค์ชายสามเพียงชั่วครู่ แต่เขากลับมิแม้แต่จะปรายตามองนาง
และพิธีสมรสพระราชทาน ก็ยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบที่ไม่เคยหยุดลง จนกระทั่งเสียงบรรเลงขลุ่ยและพิณดังขึ้น ก้องไปทั่วพระราชวัง
“คารวะฟ้าดิน”
ไป๋ลี่เยว่คุกเข่าลงทำพิธีอย่างศรัทธา หวังว่าวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ที่ดี ทว่าข้างกายนาง องค์ชายสามกลับทำตามพิธีอย่างไร้หัวใจ
“คารวะบรรพบุรุษ” นางก้มศีรษะ เสียงหัวเราะเยาะรอบข้างดังขึ้น เพราะนางก้มได้เพียงเล็กน้อยจากอุปสรรครูปร่างของนาง แต่นางก็มิได้หวั่นไหว
“สามีภรรยาคารวะกัน”
ไป๋ลี่เยว่เงยหน้าขึ้น มุมปากประดับรอยยิ้มบางๆ นางมีเพียงความสุข แต่เมื่อสบตากับองค์ชายสาม นางกลับพบเพียงความเย็นชาไร้ความรู้สึกของบุรุษตรงหน้า
สิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของเขามิใช่เพียงความเมินเฉย แต่เป็นความรังเกียจที่เด่นชัด
“…”
“ข้าทนแตะต้องนางมิได้จริงๆ”
“นี่คือผู้หญิงที่ข้าต้องแต่งงานด้วยอย่างนั้นหรือ”
แม้เขาจะมิได้พูดออกมา แต่นางก็อ่านออกได้จากสายตาของเขา
“องค์ชายสามรังเกียจนางถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
“หึ เป็นข้า ก็คงรับมิได้เช่นกัน”
เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง แต่มันไม่สำคัญอีกต่อไป
ในขณะที่ไป๋ลี่เยว่ยินดี บุรุษที่นางรักสุดหัวใจกลับไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความสุข เขาเพียงปรายตามองนางอย่างเย็นชา
“นางเป็นเพียงภาระ เป็นเพียงสตรีที่ข้าถูกบังคับให้แต่งด้วยเท่านั้น”
“วันนี้เป็นวันมงคล” ฮ่องเต้ตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยพระเมตตา
“ข้าหวังว่าเจ้าทั้งสองจะครองคู่กันอย่างมีความสุข และร่วมกันดูแลแผ่นดินนี้ต่อไป”
“หลงเจิ้งหยาง เจ้าต้องปกป้องและดูแลพระชายาของเจ้าให้ดี”
หลงเจิ้งหยางคุกเข่าลงอย่างสง่างาม แม้ภายในใจจะมิได้ยินดี แต่เขาก็ไม่อาจขัดรับสั่งได้
“พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ”
ไป๋ลี่เยว่คุกเข่าลงตาม นางยิ้มอ่อนโยน ดวงตาส่องประกายแห่งความสุข
“หม่อมฉันจะดูแลพระสวามีอย่างดีที่สุดเพคะ”
“ดีมาก”
ฮองเฮาทรงยิ้มอ่อนโยน พระนางทอดพระเนตรไปยังไป๋ลี่เยว่ ด้วยสายพระเนตรที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู
“ไป๋ลี่เยว่ ตั้งแต่เล็กจนโตเจ้าก็เป็นเด็กดีและเฉลียวฉลาด บัดนี้ เจ้าได้กลายเป็นพระชายาแล้ว ข้าหวังว่าเจ้าจะมีความสุขและนำพาสิ่งดีๆ มาสู่องค์ชายสาม”
ไป๋ลี่เยว่ก้มศีรษะ ซ่อนรอยยิ้มแห่งความปลาบปลื้มเอาไว้
“ขอบพระทัยเพคะ เสด็จแม่”
ยามไห่ (21.00–23.00 น.) “ยังคิดเรื่องของเสด็จพ่ออยู่อีกหรือ”เสียงทุ้มคุ้นหูและอ้อมแขนอันอบอุ่นคุ้นเคยโอบกอดไป๋ลี่เวย่จากด้านหลังอย่างแผ่วเบาไป๋ลี่เยว่ที่นั่งอยู่หน้าคันฉ่อง ปลายนิ้วเรียวงามของนางกำลังค่อย ๆ สางเส้นเกศายาวดุจแพรไหมช้า ๆ ถึงกับสะดุ้ง รอยแดงระเรื่อบนพวงแก้มปรากฏขึ้น นัยน์ตาคู่งามฉายแววเขินอาย ยามนึกถึงคำตรัสหยอกเย้าของฮ่องเต้ที่ขู่บังคับหลงเจิ้งหยางกลางลานสวนหลวงเมื่อยามสาย นางยิ้มบาง ก่อนเอนกายพิงอกกว้างของเขา“ฝ่าบาททรงรับสั่งแล้วนี่เพคะ... หากเสด็จพี่มิยอมขึ้นครองบัลลังก์ ก็ต้องทำหลานให้พระองค์เพิ่มอีกคน เพียงแต่หม่อมฉันไม่ได้คิดถึงคำตรัสของเสด็จพ่อหรอกเพคะ...” นางเว้นจังหวะ พลางหันกลับไปสบดวงตาคมที่มองนางไม่เคยเปลี่ยน “แต่กำลังคิดถึงสีหน้าของลูก ๆ ต่างหาก ทุกคนดูดีใจ... ราวกับรอคอยน้องคนใหม่มานาน”หลงเจิ้งหยางหัวเราะในลำคอเบา ๆ พลางก้มหน้าซบลงข้างลำคอ สูดกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของพระชายา ก่อนเอ่ยเสียงทุ้มต่ำปนรอยยิ้ม“สามคนนั้นพร้อมใจกันเสียจน ข้าเองยังตั้งตัวไม่ทัน แต่…ในเมื่อเป็นพระบัญชาของฮ่องเต้...” มือหนาประคองใบหน้าเรียวเนียนขึ้นมาสบตา เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะอ
หลายปีผ่านไป…ตำหนักตงกงที่เคยอบอวลไปด้วยเสียงร้องอ้อแอ้ของทารก บัดนี้กลับคึกคักไปด้วยความมีชีวิตชีวา สายลมอ่อนพัดผ่านสวนหลวง หอบเอาความโปร่งเบาและกลิ่นหอมละมุนของดอกบัวในสระมาปะทะผิว ใบไม้สีเขียวขจีพลิ้วไหวตามลม แสงแดดยามสายทอแสงอุ่นส่องลอดกิ่งไม้ออกมาเป็นลำกระทบลงบนลานหินสีขาวสะอาดตา จนเป็นแสงระยิบระยับ ใต้ศาลาริมสระบัว หลงจิ่นอวิ๋น ในวัยเยาว์ที่เริ่มเติบใหญ่ดั่งต้นเหมยสง่างาม สวมอาภรณ์ผ้าไหมสีครามเข้ม ยืนสนทนาราชกิจร่วมกับเสนาบดีและสหายรักอย่างหยวนเป่าและมู่ชิงอีด้วยท่าทีสุขุม สายตามั่นคง สมกับตำแหน่งองค์ชายใหญ่ผู้กำลังเติบโตขึ้นเป็นเสาหลักแห่งแผ่นดินอีกฟากหนึ่งของลานกว้าง หลงจิ่นเซี่ยกำลังกวัดแกว่งกระบี่อย่างคล่องแคล่ว คมกระบี่แหวกอากาศเกิดเสียง ฟึ่บ ฟึ่บ ดังเป็นจังหวะ คมกระบี่สะท้อนแสงแดดวาบวับ ทุกกระบวนท่าหนักแน่น แม่นยำ เปี่ยมด้วยพลัง จนเหล่าองครักษ์ที่เฝ้าดูอยู่ด้านข้าง ต่างพยักหน้าชื่นชม ส่วนอีกมุมหนึ่งของสวนหลวง เสียงหัวเราะใสกังวานของหลงซวงอวิ๋นดังแข่งกับเสียงกระบี่ของแฝดพี่ นางปีนขึ้นไปนั่งแกว่งขาอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ รอยยิ้มสดใสทำให้เหล่านางกำนัลได้แต่ยืนลุ้นอยู่ด้านล่าง ไม
เหล่าคณะทูตและขุนนางน้อยใหญ่ต่างทยอยก้าวออกมาถวายของมงคล พร้อมประสานเสียงถวายพระพรอย่างไม่ขาดสาย ครั้นเครื่องราชบรรณาการและของขวัญมงคลชิ้นสุดท้ายถูกอัญเชิญเข้าจัดวางเรียบร้อย เบื้องหน้าพระแท่นมังกรก็เต็มไปด้วยเครื่องราชบรรณาการล้ำค่าจากทั่วสารทิศ ตั้งแต่ทองคำ หยกล้ำค่า อัญมณีหายาก ผ้าแพรชั้นเลิศ ตลอดจนของหายากจากทุกแคว้น กองเรียงรายสูงดุจภูเขาแห่งมงคล จนลานกว้างแทบไม่เหลือพื้นที่ว่างแทรกเมื่อพระราชพิธีหม่านเยว่ดำเนินมาถึงช่วงสำคัญ เสียงดนตรีมงคลที่บรรเลงครึกครื้นมาตลอดทั้งพิธีก็ค่อย ๆ แผ่วเบาลง บรรยากาศทั่วทั้งท้องพระโรงพลันแปรเปลี่ยนจากความครึกครื้นเป็นความสงบน่าเกรงขาม ราวกับทุกผู้คนต่างรับรู้โดยพร้อมเพรียงว่า ช่วงเวลาสำคัญที่สุดของพระราชพิธีได้มาถึงแล้วขุนนาง คณะทูตจากทุกแคว้น และข้าราชบริพารทั้งปวงต่างยืนตรง ก้มศีรษะลงอย่างพร้อมเพรียง เพื่อรอฟังพระราชดำรัสของโอรสสวรรค์ ผู้กำลังจะตรัสในวาระสำคัญของแผ่นดินฮ่องเต้ผู้ประทับเหนือบัลลังก์มังกรทรงลุกขึ้นช้า ๆ ฉลองพระองค์มังกรทองสะท้อนแสงคบเพลิงทั่วทั้งท้องพระโรง เมื่อโอรสสวรรค์ประทับยืนเต็มพระวรกาย ความสงบน่าเกรงขามก็แผ่ปกคลุมทั่วทั้ง
“ช้าก่อน ท่านราชทูต!”ราชทูตซีเหลียงชะงักกึกที่กำลังจะก้าวเข้าไปชื่นชมจวิ้นจู่น้อยถึงกับชะงักฝีเท้าทันที “เอ่อ... องค์ชายใหญ่ ทรงมีพระประสงค์อันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”“อวิ๋นเอ๋อร์ให้ท่านดูความน่ารักของน้องได้…” เด็กน้อยเว้นจังหวะ ก่อนชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว “แต่ท่านต้องไม่ขยับเข้าใกล้เกินสามก้าว และ” ร่างกลมป้อมในชุดมงคลชูนิ้วที่สองขึ้น“ห้ามจับน้อง!” แล้วจึงชูนิ้วที่สามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แววตาใสซื่อจริงจัง“แล้วก็...ห้ามสูดลมหายใจแรง ๆ ใส่น้องด้วย!”ราชทูตซีเหลียงกะพริบตาปริบ ๆ “เหตุ...เหตุใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”“น้องชายกับน้องสาวของอวิ๋นเอ๋อร์ยังตัวเล็กเท่าก้อนซาลาเปา หากสูดกลิ่นแปลก ๆ เข้าไปแล้วจามขึ้นมา น้องคงเจ็บแย่”ถ้อยคำไร้เดียงสาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยขององค์ชายน้อยนั้นทำเอาทั้งท้องพระโรงเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนเสียงหัวเราะเบา ๆ จะดังขึ้นเป็นระลอก ฮ่องเต้ถึงกับทรงพระสรวล พลางส่ายพระพักตร์อย่างเอ็นดู“ฮ่า ๆ ๆ ๆ! ดูเถิด... นอกจากบิดาจะหวงลูกเสียยิ่งกว่าสิ่งใดแล้ว บัดนี้ยังมีพี่ชายองค์โตคอยเฝ้าถนอมหวงน้องจนไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้เพิ่มมาอีกคน”ฮองเฮาทอดพระเนตรหลานชายด้วยสายตาเปี่ยมรัก “ดูท่ากฎของ
ผ่านไปหนึ่งเดือน ทั่วทั้งวังหลวงแห่งแผ่นดินต้าเฉิงในวันนี้ถูกประดับประดาด้วยผ้าไหมสีมงคลและโคมไฟชาดดวงใหญ่โต บรรยากาศอบอวลไปด้วยความคึกคักและยิ่งใหญ่เกรียงไกร เพื่อเฉลิมฉลองใน ‘พิธีหม่านเยว่’ หรือพิธีเทียบครบหนึ่งเดือนของการประสูติแห่งครรภ์มังกรฟีนิกซ์ หวงไท่ซุน ‘หลงจิ่นเซี่ย’ และจวิ้นจู่ หลงซวงอวิ๋น ขุนนางน้อยใหญ่ แม่ทัพนายกอง ตลอดจนคณะราชทูตจากต่างแคว้นต่างเดินทางมาร่วมถวายพระพรและเครื่องราชบรรณาการอย่างพร้อมเพรียงอีกครั้ง ด้วยทุกคนต่างอยากเห็นพระพักตร์หวงไท่ซุนองค์ใหม่กับจวิ้นจู่ผู้ประสูติในวันพระราชสมภพฮ่องเต้ ซึ่งถือเป็นนิมิตมงคลยิ่งแห่งแผ่นดินทว่าความสนใจของคนทั้งงานกลับไม่ใช่ความหรูหราของท้องพระโรง...หากแต่เป็นภาพเบื้องหน้า บนตงโส่วบ่าวซั่ว (ตั่งประทับทิศบูรพา) ฝั่งซ้ายของพระแท่นมังกร หลงเจิ้งหยาง หวงไท่จื่อผู้เป็นถึงเทพสงครามไร้พ่าย บุรุษผู้เคยสยบทัพนับแสนจนใต้หล้าสยบสยอง บัดนี้ประทับอยู่ในท่าทางเกร็งกังวล มือหนาที่เคยสะบัดทวนสังหารศัตรู บัดนี้กลับประคองหลงซวงอวิ๋น จวิ้นจู่ตัวน้อยไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม สายตาคู่คมที่เคยดุดันกลับหวานเชื่อมและคอยก้มมองพระธิดาในอ้อมแขนเกือบตลอดเว
แสงอรุณอ่อนละมุนสาดลอดบานหน้าต่างไม้ฉลุลายเข้าสู่ห้องบรรทมตำหนักตงกง กลิ่นน้ำแกงบำรุงและสมุนไพรอ่อน ๆ อบอวลไปทั่วห้อง ไป๋ลี่เยว่เอนกายพิงหมอนไหมปักลายหงส์ แม้จะยังอ่อนแรงอยู่บ้าง ทว่าเลือดฝาดได้กลับคืนสู่ใบหน้างามอีกครั้ง ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายอ่อนโยนไม่ต่างจากมารดาทั่วไปตรงหน้าแท่นบรรทม กลับทำให้ผู้มาเยือนต้องขยี้ตาจนแทบหลุด หลงเจิ้งหยางบัดนี้อยู่ในสภาพที่หากขุนนางในราชสำนักมาเห็นคงตกตะลึง ฉลองพระองค์ตัวในสีขาวหลุดลุ่ย ผมเผ้าที่เคยรวบตึงสลวยยุ่งเหยิงเล็กน้อย ร่างสูงสง่ากำลังนั่งตัวตรงเกร็งราวกับกำลังเฝ้าพระราชพิธีสำคัญที่สุดในชีวิต ทว่าสิ่งที่อยู่ในอ้อมแขนมิใช่ฎีกาทหารหรือแผนศึก หากเป็น...‘ซวงซวง’ จวิ้นจู่ตัวน้อยผู้เพิ่งลืมตาดูโลกได้เพียงสามวันร่างสูงใหญ่ของเทพสงครามผู้เคยฟาดฟันกลางสมรภูมิ กลับประคองทารกน้อยอย่างเก้งก้างเสียจนแม่นมหลายคนต้องลอบกลั้นหัวเราะ“เบา ๆ เพคะหวงไท่จื่อ...” แม่นมรีบเตือนเสียงเบา “พระองค์เกร็งพระกรเกินไปแล้วเพคะ”หลงเจิ้งหยางขมวดคิ้วทันที “เกร็งหรือ”“เพคะ...”“หากไม่เกร็งแล้วนางตกลงไปเล่า” เขาค้างท่าอุ้มอยู่อย่างนั้น ใบหน้าคมคายฉายแววถอดสี ก่อนจะค่อย
“ต่อไป ด่านที่สอง ด่านปรุงตำรับยา ขอเชิญท่านหมอหานเซียว หัวหน้าแพทย์หลวง แถลงกติกา” เสียงขันทีประกาศก้องในลานประลองร่างสูงโปร่งของหานเซียว ไท่ยี่หลิ่งวัยชราประจำราชสำนัก ผู้ผ่านร้อนหนาวนับศตวรรษ ลุกขึ้นจากแท่น เขาจัดสมุนไพรหลากชนิดลงบนโต๊ะหินกลางลานด้วยท่วงท่าสงบงาม ก่อนจะวางมือเงยหน้าขึ้นมาเมื่อจ
ภายในตำหนักฉือหนิง ไทเฮาประทับอยู่บนบัลลังก์กลางห้อง พระพักตร์เปี่ยมความสุข รายล้อมด้วยนางกำนัลและขันทีผู้ภักดีคอยรับใช้ ในอ้อมกอดมีองค์ชายตัวน้อยซุกตัวแอบอิงอยู่อย่างออดอ้อน บรรยากาศภายในห้องอบอวลด้วยกลิ่นหอมของชาดอกบัว เสริมให้บรรยากาศอบอุ่นชวนรื่นรมย์คล้ายห้วงเวลาแห่งความสงบสุข ฮองเฮาและพระชาย
“เจ้ากล้าดีอย่างไร โกงการแข่งขันอย่างน่ารังเกียจที่สุด”ฮ่องเต้ทรงเหวี่ยงแส้ในพระหัตถ์ลงบนพื้นดินจนเกิดเสียงดังสนั่น ก่อนที่จะตรัสช้า ๆ“ข้าจะให้โอกาสเจ้าเพียงครั้งเดียว…ใครเป็นคนสั่งให้ใส่เหล็กในคันธนู” ทั้งลานเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมหายใจที่สั่นพร่า จางโป๋ซื่อเริ่มสั่นสะท้าน เหงื่อเย็นผุดไหลท่
ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามราตรี หลังจากแสงโคมในงานเลี้ยงค่อยๆ ดับลงเหลือเพียงแสงนวลตาจากดวงจันทร์ หลงเจิ้งหยางประคองไป๋ลี่เยว่กลับมาถึงตำหนักบูรพา (ตงกง) อย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวของเขามั่นคงทว่ากลับแฝงไปด้วยความตึงเครียดที่ยังไม่คลายลงเมื่อก้าวเข้าสู่ห้องบรรทมที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของกำย







