LOGIN“ถ้าเขาไม่กลับมาหาข้าล่ะมะลิ”“เจ้าเคยบอกข้าว่าอย่าคิดร้ายไม่ใช่เหรอจำปี แล้วทำไมเจ้าถึงคิดเสียเองล่ะ”“เพราะก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยรักใครไงล่ะ” หญิงสาวตอบพร้อมกับน้ำตาที่ไหลริน“เจ้าจะไปไหน” มะลิถามอย่างสงสัยเมื่อเห็นเพื่อนรักเอาตะกร้าคล้องไหล่“ข้าจะเอาซาลาเปาไปบริจาคที่โรงทาน แล้วจะไปนั่งสวดมนต์ที่วัด”“ให้ข้าไปเป็นเพื่อนไหม” มะลิไม่ห้าม นางไปวัดก็ดีกว่าไปเมืองผิงหยวน“ไม่เป็นไร” จำปีจับมือเพื่อนรัก “ถ้าได้ข่าวของท่านอ๋องน้อยต้องรีบไปบอกข้านะ..ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย..รับปากสิมะลิ”มือที่นุ่มนิ่มกว่ากุมทับมือที่แห้งกร้านของเพื่อน “เจ้าก็ต้องรับปากข้าด้วยว่าจะไม่ทำอะไรบ้า ๆ เกินตัว”“อือ ข้าจะไปสวดมนต์ไหว้พระที่วัดหนานผู่ถัว ถ้ามีข่าวคืบหน้าอย่างไรเจ้าไปหาข้าที่นั่นนะ”“อือ ถ้าข้าขอแม่ได้ ข้าจะตามไปถือศีลเป็นเพื่อนเจ้านะ”“อย่าตามข้าไป เจ้าอยู่รอฟังข่าวทางนี้ดีกว่า เผื่ออ๋องน้อยหรือเจี้ยนคังกลับมาจะได้เจอเจ้า”“ก็ได้ ข้าจะรอฟังข่าวจากทางนี้ให้เจ้าก็แล้วกัน”“ขอบใจมาก ข้าไปก่อนนะ” แล้วปาดน้ำตาด้วยแขนเสื้อก่อนจะเดินจากไป……………….คฤหาสน์ประมุขฉีผู้เฒ่าฉีมองหลานสาวที่เดินวนไปวนมาอยู่
เมืองผิงหยวน“นางเป็นอย่างไรบ้าง” อ๋องน้อยกุ้ยหย่งเฟิงถามองครักษ์คู่ใจทันทีที่เสร็จภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากฮ่องเต้“นางสบายดี”“แน่ใจนะ”“ข้าเห็นกับตา”“นางถามถึงข้าบ้างไหม”“ไม่ได้ถาม เพราะนางไม่เห็นข้า ส่วนเรื่องข่าวลือที่ท่านให้ข้าสืบ ข้ารู้แล้วว่าเริ่มต้นมาจากใคร”“พูดมา” ใบหน้าหล่อเหลาเริ่มแสดงออกอย่างไม่พอใจมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อฟังคำรายงานของเจี้ยนคัง “จู่โจมได้ว่องไวนัก สมแล้วที่เกิดมาในตระกูลการค้า แต่ใช้กับข้าไม่ได้หรอก”“แล้วท่านอ๋องน้อยจะทำอย่างไรต่อ”“ปล่อยให้นางได้ใจไปก่อน แต่อย่าปล่อยให้คลาดสายตาเด็ดขาด ระวังอย่าให้นางลอบทำร้ายจำปี ส่งคนของเราคอยติดตามดูแลนางแล้วใช่ไหม”“ขอรับ”“ดี เจ้าไปพักผ่อนก่อนเถิด คืนนี้เราต้องไปทำงานอีก” คืนนี้เขาต้องแฝงตัวไปรับข่าวในหอคณิกา เพื่อสืบเรื่องที่จะมีชนกลุ่มน้อยจากนอกเขตชายแดนเตรียมการก่อกบฏ“ขอรับ” เจี้ยนคังคารวะก่อนจะเดินจากไป....................ห้าวันผ่านไปตลาดนานาชาติ“จำปี ๆ ๆ” มะลิวิ่งไปหาเพื่อนรักที่ยังเดินมาไม่ถึงร้าน จับมือนางไว้มั่น“เป็นอะไร ทำไมหน้าตาตื่นแบบนี้ล่ะ” จำปีจับตอบมือที่เย็นเยียบของเพื่อนรัก รู้สึกไม่ดีตามสีห
“ข้าก็เคยเห็นคุณหนูไป๋ไปที่คฤหาสน์กุ้ยอ๋องอยู่บ่อย ๆ ข้าจำรถม้าของนางได้ ผ่านทีไรก็เห็นจอดอยู่ที่หน้าคฤหาสน์ทุกที”“ข้ายิ่งมั่นใจมากขึ้นก็ตอนที่ได้ยินชาวบ้านเขาคุยกันนี่แหละ”“ถ้าพวกเจ้าอยากคุยเรื่องคุณหนูไป๋กับอ๋องน้อยมากนักก็เชิญไปคุยกันที่อื่น พวกข้าจะขายของ อย่ามายืนบังหน้าร้านแบบนี้” มะลิหมดความอดทนที่จะฟังคำพูดบาดหู จึงขึ้นเสียงใส่บุรุษวัยกลางคนทั้งสาม“เจ้าจะมาอารมณ์เสียกับเรื่องที่น่ายินดีนี้ไม่ได้นะแม่หนู”“แล้วยังไง จะให้ข้าดีใจจนเอาไปพูดต่อเลยไหม”“ดีสิ เรื่องน่ายินดีแบบนี้ต้องรีบเล่าสู่ให้คนอื่นฟัง พวกเขาจะได้แสดงความยินดีกับอ๋องน้อยและคุณหนูไป๋ เพราะถ้าพวกเขาแต่งงานกันจริง ๆ คนที่ดีใจที่สุดก็คงไม่พ้นเจ้าของตลาดแห่งนี้ เพราะพวกเขาก็คงอยากมีหลานไว้สืบสกุลเหมือนกัน”“พวกท่านแน่ใจนะว่าสองตระกูลนั้นจะดองกัน”“แน่ใจสิ”“ท่านเห็นกับตาเลยใช่ไหมว่าพวกเขาอยู่ด้วยกันเมื่อคืนก่อน”“ใช่ ๆ”“พวกท่านคงเข้าใจผิดแล้ว” จำปีเอ่ยปากพูดขึ้นหลังจากเป็นฝ่ายฟังเงียบ ๆ มาตลอด เพราะไม่สามารถทนเก็บความหึงหวงเอาไว้ได้อีกแล้ว เขากับนางรักกัน ส่วนคุณหนูไป๋คือมือที่สามที่แทรกเข้ามา นางจะไม่ยอมเสียเขาไป
“ข้าไปดูแม่ของอาเส้ากับอาซันมา”“อาเส้า อาซัน.. เด็กสองคนเมื่อวานน่ะเหรอ”“เจ้าค่ะ”“นางเป็นอย่างไรบ้าง”“ท่านหมอบอกว่าอีกประมาณเจ็ดวันก็น่าจะแข็งแรงขึ้น พักฟื้นต่ออีกสักหน่อยก็กลับมาเป็นปกติเจ้าค่ะ”“ได้ยินแบบนี้ก็สบายใจ” คนตัวใหญ่โน้มตัวลงสบตา ใบหน้าห่างแค่คืบกับหญิงคนรัก “แต่ตอนนี้ข้าหิวมากเลย”“หิวก็รีบกลับคฤหาสน์ของท่านสิเจ้าคะ ข้าไม่มีเวลาทำอะไรให้ท่านกินหรอก”“เจ้ายังไม่หายน้อยใจข้าอีกเหรอ”“ข้าต้องรีบทำซาลาเปา ป้าเย็นแม่ของมะลิสั่งซาลาเปาข้าห้าสิบลูก ท่านจะเอาไปฝากญาติสามีแต่เช้า” นางยังมีอีกหลายเรื่องที่อยากคุยกับเขา แต่วันนี้เวลาไม่เป็นใจจึงไม่อยากเอ่ยขึ้นมา“ถ้าอย่างนั้นข้าอยู่ช่วยนะ”“อย่าเลยเจ้าค่ะ อยู่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ กลับไปพักผ่อนที่คฤหาสน์ของท่านเถิด”กุ้ยหย่งเฟิงเริ่มรู้สึกแปลกใจกับอาการไม่ยินดียินร้ายของนาง “เจ้าแปลกไปนะจำปี มีอะไรอยากพูดกับข้าหรือเปล่า”“ข้าเหนื่อยเจ้าค่ะ อยากทำซาลาเปาให้เสร็จเร็ว ๆ จะได้พักผ่อนบ้าง”“ถ้าไม่อยากบอกตอนนี้ก็ไม่เป็นไร ข้าจะยอมกลับไปก่อนก็ได้ แต่พรุ่งนี้ข้าต้องเดินทางไปต่างเมือง อีกสามวันถึงจะกลับ ข้าคงมาหาเจ้าไม่ได้”“เจ้าค่ะ” พูดจบหญิ
“ข้าได้ยินข่าวลือแปลก ๆ มา”“ข่าวลืออะไรเจ้าคะ” หญิงสาวสงสัย“ข้าเคยได้ยินมะลิพูดให้ฟังว่าเจ้ามีคนรักแล้ว”“เจ้าค่ะ” หญิงสาวยอมรับอย่างหวั่นใจ ไม่ได้รู้สึกกระดากอายแต่รู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก“คนรักของเจ้าเป็นใครมาจากไหน เจ้าพอจะบอกให้ข้ารู้ได้ไหม”“ป้า ที่ข้าไม่ได้บอกเล่าให้ป้าฟังตั้งแต่แรกก็เพราะข้ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นบอกอย่างไร และยังไม่มั่นใจพอ เห็นว่ามันยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมก็เท่านั้น ไม่ใช่ว่าไม่อยากบอกป้าหรอกเจ้าค่ะ” จำปีรีบแก้ตัวเมื่อรู้สึกเหมือนว่ากำลังถูกอีกฝ่ายตัดพ้อ“ได้รู้ความคิดของเจ้าแล้วข้าก็สบายใจ ข้านึกว่าความรักจะทำให้เจ้ากลายเป็นคนบ้าไร้สติไปแล้ว”“ไม่หรอกเจ้าค่ะ มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น และข้ากับเขาก็ต่างกันมาก ตอนที่ข้าตัดสินใจรับรักเขาข้าก็ได้เผื่อใจเอาไว้แล้วเหมือนกันเจ้าค่ะ”เย็นมองหญิงสาวผู้อาภัพด้วยสายตาเห็นใจ ไม่เคยคิดกีดกันความรักของหนุ่มสาว แต่เมื่อรู้ว่าบุรุษที่นางรักนั้นเป็นชนชั้นสูงนางก็กลัวมาตลอด เพราะหลายคู่ที่นางรู้จักมักจะจบไม่สวย และยังไม่เคยเห็นใครได้เป็นเมียเอกสักราย ต้องกลายเป็นแค่อนุที่ตรอมตรมเพราะฐานะอันต่ำต้อยแล้ววันนี้สิ่งที่นางได้ยินม
“จะซื้อไปทำไม ถ้าอยากกินก็กินสิ”“ท้องข้าจะแตกแล้ว”“แล้วจะซื้อไปทำไม”“จะซื้อให้เด็กสองคนนั้น” แล้วนิ้วเรียวยาวก็ดีดดังเปรี้ยะ ทำให้เด็กสองคนที่แต่งตัวมอมแมม กำลังเดินขอเศษเงินจากผู้คนที่เดินผ่านหันมามอง “มานี่..หิวไหม”“หิว” เด็กชายวัยประมาณเจ็ดขวบและแปดขวบตอบพร้อมกัน“เอาซาลาเปาไปกินนะ” หย่งเฟิงยื่นซาลาเปาให้พวกเขาคนละลูก “อิ่มไหม”“อิ่ม แต่ข้าขออีกสองลูกได้ไหม” เด็กชายคนที่โตกว่าไม่ยอมกัดซาลาเปาที่ได้รับแต่ยัดใส่เอาไว้ในอกแทน“ขอไปทำไม”“ข้าจะเอาไปให้ท่านแม่ที่ป่วยกับน้องสาว”“แม่เจ้าป่วยเป็นอะไร”“ไม่รู้ แต่แม่ป่วยมาหลายวันแล้ว แม่ก็เลยไม่ได้พาเราไปขออาหารที่โรงทาน ข้ากับน้องอยากได้เงินไปรักษาแม่ ก็เลยชวนกันออกมาขอทาน”“น่าสงสารนัก แล้วตอนนี้แม่เจ้าอยู่ที่ไหนเล่า”น้ำเสียงหดหู่ที่ดังแทรกขึ้นมาทำให้กุ้ยหย่งเฟิงและจำปีที่มัวแต่ให้ความสนใจอยู่กับเด็กชายหันไปมองทันทีที่ได้เห็นหน้ากันและกัน สตรีทั้งสองต่างก็จำอีกฝ่ายได้ทันที ไป๋หลานนั้นตกใจมากแต่ก็แสร้งเก็บอาการทำเหมือนไม่รู้จักอีกฝ่าย นึกก่นด่าสาวใช้ที่ไม่ยอมบอกให้รู้ก่อนว่าศัตรูหัวใจก็คือนาง“อ๋องน้อย!” ไป๋หลานแสร้งทำเป็นตกใจที่ได้
เรือนหลักพุทธิญาเปิดประตูเข้าห้องอย่างเบามือเพราะคิดว่าคนรักหลับแล้ว แต่เธอคิดผิด เพราะเขายังนั่งอยู่ที่เดิม แต่เปลี่ยนจากสำรับอาหารเป็นกาน้ำเมาแทน เขามองเธอเพียงแวบเดียว แล้วหันไปสนใจกับกาน้ำเมาที่ถือค้างไว้ในมือต่อเธอยืนมองเขาอยู่ช
“ท่านอ๋องอย่าทำแบบนั้น อย่าเพิ่งเอานางไป” ยิปซีห้ามเสียงหลงต่อให้หญิงสาวคนนี้ร้ายกับเธอมากแค่ไหน แต่เธอก็ไม่เห็นด้วยกับการฆ่าคนเพราะเรื่องแค่นี้ เธอเขย่าแขนชายหนุ่มแล้วอ้อนวอนขอ และห้ามองครักษ์ฉีที่ยื้อยุดร่างอวี่หมิ่งฟู่กับสาวใช้ของนาง“
“ขอบใจนะหลัน เจ้าจะไปไหนน่ะซิง” เห็นสาวใช้อีกคนเปิดประตูห้องก็รีบถามด้วยความสงสัย“ข้าจะไปเอาน้ำสมุนไพร ท่านหญิงรอสักครู่นะเจ้าคะ” จบคำก็รีบวิ่งออกไป ไม่สนใจเสียงห้ามที่ตามหลังมาสักนิด“ท่านหญิงมีธุระกับพวกข้าทำไมไม่ใช้ให้ใครมาตามเจ้าคะ จะเดินมาเองทำไม&
“ข้าหิวข้าวแทบแย่ แต่ไม่ยอมกินเพราะหวังจะมากินกับเจ้า แต่ตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ขอกินเจ้ารองท้องก่อนแล้วค่อยไปกินข้าวดีกว่า” พูดจบก็จัดการปิดปากที่กำลังเปิดขึ้นหญิงสาวดิ้นไม่เลิกเพราะน้อยใจในคำพูดของเขา ที่บอกว่าไปหาอนุมาช่วยแบ่งเบาภาระของเธอ แต่ด้วยฝีมือระดับเขากับคนที่ประสบก







