Mag-log inจี้หานอีจะกินได้ดีขึ้นก็เฉพาะช่วงค่ำเท่านั้น เสิ่นซื่อรู้ดีว่านางชอบอะไร อาหารบนโต๊ะจึงเป็นของที่นางชอบกินแทบทั้งหมดจี้หานอีกินอย่างอิ่มเอมใจ ช่วงเช้านางแทบไม่ได้กินอะไร มีเพียงตอนค่ำจึงจะกินได้เต็มที่สักหน่อยคืนนั้นก่อนเข้านอน จี้หานอีก็มานั่งเลือกผ้าอยู่บนตั่งหลัวฮั่นหลังอาบน้ำเสร็จช่วงหลายวันนี้นางค่อนข้างว่าง ด้วยเรื่องในครัวมีนางชุยดูแล เรื่องไปมาหาสู่กับจวนอื่นมีบ่าวอาวุโสจางจัดการ ส่วนเรื่องไร่นาก็ยังมีเฉินฝูเป็นผู้ช่วยที่ไว้ใจได้อีกทั้งเวลานี้พ้นช่วงส่งผลผลิตประจำปีแล้ว งานทางไร่นาจึงมีไม่มากนักก่อนหน้านี้ตอนงานยุ่ง นางก็อยากมีเวลาว่างมากหน่อย แต่พอว่างขึ้นมาจริง ๆ กลับรู้สึกว่าอยู่นิ่งไม่ได้ จึงคิดเย็บเสื้อตัวเล็ก ๆ ให้ลูกสักสองสามตัวหรือไม่ก็รองเท้าคู่เล็ก ๆ สักสองสามคู่จี้หานอีไม่เคยทำของชิ้นเล็กเช่นนี้มาก่อน ตั้งใจว่าจะค่อย ๆ เรียนจากแม่นมฟาง ยามนี้กำลังเลือกอยู่ว่าจะใช้ผ้าชนิดใด ประจวบกับเสิ่นซื่ออยู่ด้วยพอดี จึงถือโอกาสถามเขาว่าสีใดสวยบ้างเสิ่นซื่อนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามจี้หานอี ครั้นนางถาม เขาก็ชี้ไปที่ผ้าสีน้ำเงินส่ง ๆ ผืนหนึ่งจี้หานอีรู้สึกว่าสีนี้ไม่สวย
“พูดเช่นนั้นได้อย่างไร เขาถึงกับถือสาเด็กคนหนึ่งเชียวหรือ”“ความทุกข์ใจเหล่านี้ข้าจะไประบายกับผู้ใด ครั้นบอกแม่สามีสุดท้ายก็มีแต่จะถูกตำหนิว่าข้าไม่ได้เรื่องเองเท่านั้น”เมื่อนางชุยกล่าวจบ ก็ก้มหน้าร้องไห้อีกครั้งนับตั้งแต่จี้หานอีรับฟังนางชุยร้องไห้ปรับทุกข์เมื่อคราวก่อน อีกฝ่ายก็มักมาร้องไห้กับนางอยู่บ่อย ๆ กล่าวตามตรง เสิ่นฉางชินทำไม่ถูกจริง ๆ นางชุยหาได้น้อยใจอย่างไร้เหตุผลไม่ต้นตอของเรื่องอยู่ที่นางไป๋ ทั้งภาระหน้าที่ที่นางไป๋ในฐานะแม่สามีควรรับผิดชอบ และการไม่ยอมจัดการเรื่องราวของเสิ่นฉางชิน ทั้งหมดจึงตกหนักอยู่บนบ่าของนางชุย ทำให้ชีวิตนางยิ่งลำบากนักจี้หานอีเองก็ไม่อาจแนะนำให้นางชุยหย่าร้าง กล่าวตามตรง หากนางชุยตัดสินใจเช่นนั้นจริง จี้หานอีย่อมสนับสนุนเต็มที่ แต่ถ้อยคำนี้ไม่ควรออกจากปากนางตอนเสิ่นซื่อเข้ามา เขาเห็นนางชุยกำลังร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดจี้หานอี เสียงฝีเท้าที่เดินเข้าไปทำให้นางชุยสะดุ้งโหยง รีบผละจากอ้อมกอดจี้หานอี ด้วยรู้สึกอับอายจึงรีบร้อนกล่าวขอตัวเสิ่นซื่อโอบจี้หานอีเข้ามาในอ้อมกอดอย่างเป็นธรรมชาติ จากนั้นจึงสั่งให้ผู้ติดตามนำกล่องที่ถือมาวางบนโต๊ะแล้วเปิ
ในช่วงหลายวันหลังจากนั้น จี้หานอีก็พักผ่อนเพื่อบำรุงครรภ์อย่างสงบใจ เรื่องจิปาถะทั้งหลายล้วนจัดการอยู่ภายในห้องแม่นมฟางเป็นคนมีความสามารถยิ่ง เรื่องที่จี้หานอีสั่งการลงไป นางล้วนจัดการได้เรียบร้อยดี บางครั้งนางชุยก็แวะมาที่ห้องของจี้หานอีเพื่อสอบถามเรื่องในครัวนางไป๋เองก็ไม่เข้ามาก้าวก่ายจริง ๆ มอบให้นางชุยจัดการทั้งหมด และทุกครั้งที่นางชุยมาสอบถาม จี้หานอีก็คอยสอนงานให้ด้วยความตั้งใจนางชุยมองจี้หานอีอย่างนับถือยิ่งก่อนกล่าวว่า “ในอดีตท่านอาสะใภ้ห้าไม่เคยดูแลจวนมาก่อน แต่กลับจัดการได้ดีถึงเพียงนี้ เทียบกับท่านแล้ว ข้าย่อมละอายใจนักเจ้าค่ะ”จี้หานอีตอบกลับไป “ความจริงเจ้าก็ทำได้ดีเช่นกัน เพียงแต่ข้าเป็นคนวางกฎระเบียบในครัว หลายอย่างเจ้ายังไม่เข้าใจ จึงรู้สึกว่าไม่คุ้นมือ ทำให้ตัดสินใจไม่ถูกในหลายเรื่อง”“หากเจ้าเป็นผู้ดูแลครัวมาตั้งแต่แรก เจ้าก็ต้องทำได้ดีแน่นอน”นางชุยมองจี้หานอีด้วยความซาบซึ้ง เวลาอยู่ต่อหน้านางไป๋ ขอเพียงมีเรื่องใดทำได้ไม่ดี แม่สามีก็จะดุด่านางอย่างไม่ไว้หน้า เห็นว่าเป็นเพราะนางไม่ได้เรื่องแต่ท่านอาสะใภ้ห้ากลับไม่เป็นเช่นนั้น แม้เพิ่งเข้ามาดูแลได้ไม่กี่วัน
ความจริงนางปรารถนาให้จวนหย่งชิงโหวถูกตัดสินโทษยิ่งกว่าผู้ใดปรารถนาให้เฉิงฉงตกตายยิ่งกว่าผู้ใดที่นางแสร้งคล้อยตามไทเฮา คอยถ่วงเวลาด้วยการกราบทูลว่ากำลังหาหนทาง ก็เพราะอยากให้ไทเฮาฝากความหวังทั้งหมดไว้กับนาง ด้วยเกรงว่าไทเฮาจะข้ามนางไปหาวิธีอื่นเล่นงานสกุลเสิ่น ทำให้คดีของจวนหย่งชิงโหวยืดเยื้อออกไปบัดนี้นางจึงโล่งใจ เฉิงฉงทำลายชีวิตนาง และในที่สุด นางก็ได้แก้แค้นแล้วต่อให้ไทเฮาข่มขู่นางอีก ไม่ว่าอย่างไรนางก็แก้แค้นสำเร็จแล้วยามนั้นสายลมระลอกหนึ่งพัดผ่านมา กลีบดอกท้อร่วงโรย ซุนเป่าฉยงยื่นมือรับไว้ดอกหนึ่ง ขอบตาพลันแดงเรื่อขึ้นเล็กน้อยนางไม่ได้หันกลับไป ไม่ได้มองเสิ่นหยวนฮั่นสักครั้ง นางเข้าใจเรื่องราวกระจ่างเสมอมา การเอาอกเอาใจที่ผ่านมา ก็เป็นเพียงสิ่งที่นางแสดงให้คนของไทเฮาซึ่งอยู่ข้างกายเห็นเท่านั้นยามนี้ นางไม่รู้ว่าตนยังจะเป็นตัวของตัวเองอีกหรือไม่สิ่งที่นางปรารถนาก็เพียงชีวิตสมรสอันผาสุก อยากอยู่กับสามีอย่างรักใคร่ให้เกียรติกัน ไม่เคยคิดอยากเป็นหมากของผู้ใดเสิ่นหยวนฮั่นเห็นซุนเป่าฉยงยืนนิ่งอยู่นาน สุดท้ายก็อดเดินเข้าไปหาไม่ได้พอเดินมาถึงข้างกาย เสิ่นหยวนฮั่นก็ขมวด
ฮูหยินเว่ยผู้เป็นฮูหยินใหญ่แห่งสกุลฉินพานางซูกับฉินฝูอวี้มาเยี่ยมพร้อมกันยามนี้อาการบาดเจ็บที่ขาของฉินฝูอวี้หายดีแล้ว นางจึงกระโดดโลดเต้นเข้ามาข้างกายจี้หานอี เอาแต่จ้องมองท้องของท่านอาหญิงขณะถาม “เมื่อใดจะคลอดออกมาให้ข้าเล่นด้วยเสียทีเจ้าคะ?”ฮูหยินเว่ยตีมือฉินฝูอวี้ที่ยื่นไปแตะท้องจี้หานอีด้วยความขุ่นเคือง “พูดเหลวไหลอันใดของเจ้า”ฉินฝูอวี้ถูกตีหลังมือไปหนึ่งที ก็รู้สึกน้อยใจนักจี้หานอียิ้มพลางดึงนางมานั่งข้างกาย ก่อนกล่าว “นับดูแล้วก็คงราวปลายปีนี้กระมัง”ฉินฝูอวี้จึงกล่าวด้วยความเป็นกังวล “ตอนนั้นพี่สะใภ้ใหญ่ใช้เวลาคลอดตั้งหนึ่งวันหนึ่งคืน ทำเอาข้าตกใจแทบแย่ แล้วท่านอาหญิงจี้จะต้องใช้เวลานานถึงเพียงนั้นด้วยหรือไม่?”ฮูหยินเว่ยแทบอยากจะตีปากฉินฝูอวี้เสียเหลือเกิน “เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใดอีก”ฉินฝูอวี้ตกใจกับท่าทีของมารดา รีบหลบไปอยู่ด้านหลังจี้หานอีทันทีฮูหยินเว่ยรีบหันไปกล่าวกับจี้หานอีว่า “สตรีล้วนต้องผ่านเรื่องเช่นนี้ เจ้าอย่ากลัวไปเลย มีบางคนก็คลอดเร็วเช่นกัน”ความจริงจี้หานอีก็หวาดกลัวอยู่ในใจ แต่นางย่อมไม่อาจหลีกหนีจึงยิ้มพลางพยักหน้ารับคำหลายวันให้หลัง คดีของจวน
ภายในห้องกลับสู่ความสงบ เสิ่นซื่อรับถ้วยจากมือจี้หานอีไปวางไว้ด้านข้าง ก่อนถามนางว่า “กินยาแล้วหรือ?”จี้หานอีพยักหน้า กล่าวว่า “แต่ก็ไม่ได้ผลเจ้าค่ะ”เสิ่นซื่อปวดใจนัก เพิ่งรู้ว่าสตรีตั้งครรภ์ต้องทรมานถึงเพียงนี้เขาโน้มตัวลงโอบจี้หานอีเข้าสู่อ้อมกอด ลูบแผ่นหลังนางเบา ๆ ทำได้เพียงปลอบประโลมว่า “อีกสักพักก็จะดีขึ้น อีกไม่นานก็จะดีขึ้นแล้ว”จี้หานอีพยักหน้าแผ่วเบา ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดเสิ่นซื่อพร้อมกระซิบ “ความจริงท่านแม่ก็พูดไม่ผิดเจ้าค่ะ หากปล่อยให้ท้องว่าง ข้าจะยิ่งทรมาน ฝืนกินสักหน่อยกลับพอรู้สึกดีขึ้นบ้าง”“ท่านแม่กับพวกพี่สะใภ้ล้วนหวังดีต่อข้าทั้งสิ้น”เสิ่นซื่อกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น แม้เพิ่งตั้งครรภ์ได้ไม่นาน แต่เขากลับรู้สึกว่านางผ่ายผอมลงแล้ว จึงกล่าว “คนของข้าผู้หนึ่งนำผักกาดกับแตงกวาดองมาให้หนึ่งไห ได้ยินว่าแต่ก่อนภรรยาของเขากินได้เพียงสิ่งนี้ เจ้าจะลองชิมดูหรือไม่?”แม้จี้หานอีจะกินอะไรไม่ลง แต่ความจริงหิวจนท้องกิ่วแล้ว พอได้ยินเช่นนั้นก็รีบพยักหน้าบอกว่าอยากกินทันทีเสิ่นซื่อยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เขาเองก็ได้ยินเสียงท้องจี้หานอีร้องโครกคราก จึงสั่งให้แม่นมฟางตักใส่จานเล็







