Masukเมื่อเสิ่นฉางชินได้ยินคำพูดของนางชุยก็ตะลึงงันไปชั่วขณะ ถึงขั้นพูดอะไรไม่ออกความจริงภาพที่ได้เห็นเมื่อครู่ก็สร้างความตื่นตะลึงให้เสิ่นฉางชินอยู่ไม่น้อย ด้วยผู้คนในสำนักตรวจการต่างร่ำลือกันว่าท่านอาห้าเป็นดั่งยมทูตหน้าตาย ไร้ความปรานี ไต่สวนคดีราวตาเห็น ไม่มีกลอุบายต่ำช้าใดจะเล็ดลอดสายตาคู่นั้นไปได้ตัวเขาก็ปรารถนาจะเติบโตเป็นคนเช่นนั้นมาโดยตลอด คนที่สามารถรักษาความสุขุมเยือกเย็นไว้ได้ในทุกสถานการณ์จนผู้คนต่างพากันยำเกรงและหวาดกลัว แต่กลับคิดไม่ถึงเลยว่าท่านอาห้าจะอุ้มสตรีผู้หนึ่งด้วยตนเองเช่นนี้ท่านอาห้าคือผู้ที่สามารถกุมอำนาจพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินในราชสำนัก ส่วนเรื่องในเรือนหลังก็เป็นเพียงเรื่องหยุมหยิมของสตรี แล้วจะมีสิ่งใดคู่ควรให้ท่านอาห้าต้องลงมาใส่ใจในใจของเขาเกิดความสับสนขึ้นมาวูบหนึ่ง โดยไม่ทราบว่าตนเองกำลังคิดสิ่งใด จู่ ๆ เขาก็ช้อนร่างนางชุยขึ้นมาอุ้มในท่าเจ้าสาวแล้วเดินเข้าไปด้านในทันทีนางชุยอุทานออกมาเล็กน้อย ด้วยคาดไม่ถึงว่าอยู่ดี ๆ เสิ่นฉางชินจะกระทำการเช่นนี้ จึงรีบโอบรอบลำคอของเสิ่นฉางชินแน่น หัวใจพลันเต้นระรัวทางด้านจี้หานอีเมื่อถูกเสิ่นซื่ออุ้มกลับมาวางลงบนเตียง
ในอดีตเขาเคยคิดอยู่หลายครั้งว่าจี้หานอีควรรักใคร่ตน นางต้องมีใจให้เขาเพียงผู้เดียว แม้ว่านางจะกลัว แต่นางก็ไม่มีวันได้พบเจอบุรุษที่ดีไปกว่าเขาอีกทว่าภายหลังเขาถึงได้เข้าใจว่า บนโลกใบนี้ยังมีบุรุษอีกมากมาย และนางก็มีสิทธิ์เลือกผู้อื่นเช่นกันช่างน่าขันที่เขาแสร้งทำเป็นเย็นชาไม่ไยดีนาง ทั้งที่ในใจของนางมีผู้อื่นอยู่ก่อนแล้วเวลานั้นเขาเคียดแค้นนางนัก ในเมื่อในใจมีผู้อื่น แล้วเหตุใดถึงยังคอยวนเวียนอยู่ข้างกายเขาเสมอนางหวาดกลัวเขาอย่างเห็นได้ชัด แล้วเหตุใดถึงยังคอยขยับเข้ามาใกล้จี้หานอีคือสตรีเพียงคนเดียวที่ทำให้เขาเกิดความคลางแคลงใจในตนเอง กระทั่งก่อเกิดเป็นความรู้สึกต่ำต้อยในใจหลังนางตกน้ำ เขาก็ต้องจมดิ่งลงไปในห้วงอารมณ์เช่นนี้นับครั้งไม่ถ้วน ราวกับกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดในปลักโคลนตมเสิ่นซื่อยิ่งตระหนักถึงจุดจบนั้นดีว่า สุดท้ายก็ต้องเป็นเขาที่ยอมก้มหัว ตัวเขาที่เคยชินกับความหยิ่งทะนงต่อหน้านาง สุดท้ายก็ไม่มีวันหยิ่งยโสอีกต่อไปบางทีเมื่อวันนั้นมาถึง ตัวเขาในสายตาของจี้หานอีก็คงเป็นเพียงบุรุษธรรมดาคนหนึ่งที่รักใคร่นาง ไม่ได้แตกต่างกับบุรุษอื่นบุคคลที่เคยทำให้นางหวาดหวั่น ควา
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ของเสิ่นซื่อ จี้หานอีเองก็ใจอ่อนลงเช่นกันนางเอนกายพิงไหล่เสิ่นซื่อแผ่วเบา ก่อนกระซิบถามเสียงอ่อย “แล้วหากท่านดุข้าอีกจะทำอย่างไร?”ฝ่ามือของเสิ่นซื่อลูบไล้เรือนผมของจี้หานอีด้วยความทะนุถนอม พลางถามนางกลับไป “เจ้าว่าควรทำอย่างไรเล่า?”เมื่อต้องให้จี้หานอีเป็นฝ่ายคิดเอง นางก็คิดไม่ออกจริง ๆนางจะไปทำอันใดเสิ่นซื่อได้เล่า? จวนสกุลเสิ่นเป็นของเขา ทุกสิ่งที่นางใช้สอยล้วนเป็นของเขา ซ้ำความนึกคิดของเสิ่นซื่อก็ยากหยั่งถึง จะมีสิ่งใดที่ทำให้เสิ่นซื่อยอมก้มหัวให้ได้กันนางทำได้เพียงใช้วิธีโอนอ่อนผ่อนตามเช่นนี้ เพื่อให้ท่าทีของเสิ่นซื่ออ่อนลงบ้าง ความจริงแล้วนางไม่เคยคิดที่จะทำสิ่งใดกับเสิ่นซื่อสักนิดนางเพียงหวังให้นางกับเสิ่นซื่ออยู่ร่วมกันด้วยดี นางปรารถนาจะครองคู่กับเขาไปชั่วชีวิตจี้หานอีกล่าวเสียงแผ่ว “ไว้ข้าคิดออกค่อยบอกท่านแล้วกัน”เสิ่นซื่อหลุบตาลง หลงนึกว่าจี้หานอีจะไม่มีทางปล่อยผ่านโอกาสนี้ไปเสียอีกเขาก้มหน้าลง ดึงตัวนางออกจากหัวไหล่ ท่ามกลางความมืดสลัว เสิ่นซื่อก้มหน้ามองจี้หานอี บนใบหน้างดงามสะคราญตานั้น นับตั้งแต่แต่งงานกับเขา นางก็มักมีท่าทีไม่ใส่ใจ
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา เสิ่นซื่อก็ก้มมองใบหน้าของจี้หานอีนิ้วมือเรียวยาวเชยคางจี้หานอีขึ้น นัยน์ตาจับจ้องไปที่ดวงหน้าจิ้มลิ้มผุดผ่องดุจดอกฝูหรงไม่วางตาใบหน้าหมดจดงดงาม ผิวพรรณขาวผ่อง คิ้วตาสดสวย นัยน์ตาดุจเมล็ดซิ่งที่กำลังช้อนมองเขาคู่นั้นสะท้อนแสงวิบวับภายในรถม้า ไม่ได้หลบสายตาเช่นวันวาน กลับกันเวลานี้ช่างเปิดเผย แฝงไว้ด้วยความขุ่นเคืองสองส่วน และความไม่ยอมจำนนอีกสามส่วนเสิ่นซื่อจ้องมองอยู่ครู่ใหญ่ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าจี้หานอียามนี้งดงามเหลือเกิน รู้สึกราวกับว่าช่วงเวลาที่เขาเฝ้าคะนึงหาและปรารถนามาเนิ่นนาน ในที่สุดก็ใกล้มาถึงแล้วทว่าเรื่องที่จี้หานอีเอาแต่จ้องมองบุรุษอื่นตาไม่กะพริบนั้น ยังถือว่าไม่จบสิ้นเขาบีบแก้มจี้หานอีเบา ๆ โดยไม่ถือสาที่นางถลึงตาใส่ ทั้งยังไม่ถือสาที่นางกล้าต่อปากต่อคำ เสิ่นซื่อเพียงทอดสายตามองนางพลางถาม “เจ้าลองพูดมาสิ เจ้าสมควรจ้องมองบุรุษอื่นหรือไม่?”เมื่อจี้หานอีเห็นสีหน้าอันดุดันของเสิ่นซื่อ ก็ลอบคิดว่าคนผู้นี้ไม่เคยพูดจาดี ๆ สักครั้ง เอาแต่ใช้ท่าทีน่าหวาดกลัวเช่นนี้มาข่มขวัญผู้คนอยู่ร่ำไปจี้หานอีตระหนักดีว่าตนเองย่อมไม่อาจเปลี่ยนนิสัยของเส
ภายในใจของนางรู้สึกกระสับกระส่ายเล็กน้อย จึงลอบเงยหน้าขึ้นมองเสี้ยวหน้าของเสิ่นซื่อ แต่สีหน้าของเขากลับดูเย็นชาจนไม่อาจคาดเดาอารมณ์ใด ๆ ได้เลยจี้หานอีลองใคร่ครวญดูว่าการที่นางออกมาชมงิ้วกับนางชุย ก็ดูคล้ายไม่ได้ทำเรื่องใดผิดเสียหน่อยหลังถูกเสิ่นซื่อจูงมือขึ้นรถม้า รถม้าก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้า เสิ่นซื่อที่นั่งอยู่เคียงข้างเอาแต่นิ่งเงียบ เดิมทีเขาก็มีรูปร่างสูงใหญ่อยู่แล้ว ยามมานั่งอยู่ข้างกายจึงแผ่แรงกดดันที่มองไม่เห็น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงยามที่เขาเอาแต่นิ่งเงียบเช่นนี้จี้หานอีอดเป็นฝ่ายถามขึ้นก่อนไม่ได้ว่า "ท่านโหวไม่อยากให้ข้าไปโรงงิ้วหรือเจ้าคะ?"จี้หานอีคิดว่า หากเสิ่นซื่อไม่อยากให้นางไป ก็เพียงบอกกล่าวกันตามตรง นางย่อมไม่ดึงดันต่อต้าน ถึงอย่างไรนางก็ไม่ได้สนใจชมงิ้วอยู่แล้ว ที่ไปก็เพียงเพื่อคลายความอึดอัดใจเท่านั้นเสิ่นซื่อก้มหน้าลงมองจี้หานอีปราดหนึ่ง ก่อนยื่นมือไปดึงสมุดภาพที่นางยังคงถือไว้ในมือออกมาเมื่อจี้หานอีเห็นสมุดภาพถูกเสิ่นซื่อแย่งไปก็ชะงักงัน นางยังไม่ได้เปิดดูเลยสักหน้า จึงอดมองเสิ่นซื่อด้วยความใคร่รู้ไม่ได้ "ท่านพี่ก็อยากดูด้วยหรือ?"ปลายนิ้วของเสิ่นซื่
นางชุยยังคงลอบยัดสมุดเล่มเล็กใส่มือจี้หานอีด้วยท่าทีมีลับลมคมนัย พลางกระซิบ "นี่เป็นภาพวาดของเขาที่ขายกันอยู่ภายนอก ข้าเคยดูแล้ว หน้าตาคล้ายคลึงตัวจริงอยู่ถึงสี่ห้าส่วน ท่านอาสะใภ้ลองดูสิเจ้าคะ"จี้หานอีรับสมุดภาพวาดไว้ แต่ก็อดเหลียวมองไปด้านหลังไม่ได้ จึงพบเข้ากับเสิ่นซื่อผู้กำลังยืนเอามือไพล่หลังด้วยสีหน้าเย็นเยียบจริง ๆ นัยน์ตาหงส์ที่หลุบต่ำลงมองนางนั้นหรี่ลงเล็กน้อยนางชุยยังคงส่งเสียงเจื้อยแจ้วต่อไปว่ายามฉางเซิงแต่งงิ้วนั้นดูองอาจห้าวหาญ ทว่ายามปกติกลับดูหล่อเหลาหมดจด จี้หานอีจึงรีบบีบมือนางชุย นางชุยสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เมื่อหันขวับไปตามสายตาของจี้หานอี ก็ถึงกับตกใจจนเผลอร้องอุทานออกมาเสียงร้องของนางชุยนั้นไม่เบา เห็นได้ชัดว่านางตกใจจริง ๆเสิ่นซู่อี๋และคุณหนูสี่เดิมทีกำลังชมการแสดงงิ้วอย่างออกรส ครั้นได้ยินเสียงของนางชุยจึงหันหน้ากลับมามอง ก่อนจะสะดุ้งโหยงไปตาม ๆ กันยามปกติพวกนางล้วนให้ความเคารพแต่ก็รักษาระยะห่างจากเสิ่นซื่อมาโดยตลอด แม้พำนักอยู่ในจวนเดียวกัน แต่ตลอดทั้งปีกลับแทบไม่เคยสนทนากันเกินสองสามประโยค กอปรกับเสิ่นซื่อมีฐานะเป็นผู้อาวุโส การได้พบหน้าเขาจึงให้ควา







