LOGINชาติก่อนนางถูกถอนหมั้นอย่างน่าอับอาย พอมีบุรุษที่ดีมาขอแต่งงานนางจึงตอบตกลงอย่างไม่ลังเล สุดท้ายสามีที่นางคิดว่าเป็นคนดีทำให้นางต้องตายอย่างไร้ที่ฝัง คนที่ฝังศพให้นางกลับกลายเป็นอดีตคู่หมั้นที่เคยถอนหมั้นนางอย่างไม่ไยดี เขาหลั่งน้ำตาให้นาง แก้แค้นให้นาง และเฝ้าหลุมศพของนางจวบจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตเขา เมื่อนางได้ย้อนกลับมาเกิดใหม่ สิ่งแรกที่นางทำก็คือไม่ยอมให้เขาถอนหมั้นกับนาง เพราะนางตั้งใจแล้วว่าชาตินี้ของนางจะต้องแต่งกับเขาเพียงเท่านั้น
View Moreณ.เรือนร้างอันห่างไกลผู้คนของจวนจิ้งอันโหวตระกูลเจียง เว่ยจิ่นซูนอนสิ้นไร้เรี่ยวแรงอยู่บนเตียงไม้เก่าคร่ำคร่า ยามนี้ร่างกายของนางไร้ความรู้สึกไปนานแล้ว ทำได้แค่เพียงรอวันที่จะสิ้นใจเพียงเท่านั้น
เสียงประตูไม้ค่อยๆ เปิดออก ผู้ที่เดินเข้ามาคือเจียงจื่อเหยียนผู้เป็นสามีของนาง สตรีที่เดินเคียงข้างกายของเขาคือเวินหลัน อนุโฉมงามที่เจียงจื่อเหยียนโปรดปรานมากที่สุด
“ยังไม่ตายอีกหรือ ทั้งที่ไม่ได้กินน้ำและอาหารมาหลายวันแล้ว ถูกวางยาสลายกำลังแถมยังถูกตัดเส้นเอ็นมือและเท้าไปหมดแล้ว ข้ายังหลงคิดว่านางจะตายไปแล้วเสียอีก”
เสียงของเวินหลันเต็มไปด้วยความรังเกียจ สายตาของนางยามที่จ้องมองเว่ยจิ่นซูเต็มไปด้วยความริษยาและความเกลียดชัง หากไม่มีเว่ยจิ่นซูยามนี้คนที่จะได้ครอบครองตำแหน่งฮูหยินผู้เป็นภรรยาเอกของเจียงจื่อเหยียนก็ควรจะเป็นนาง แต่เพราะเว่ยจิ่นซูผู้นี้จึงทำให้นางต้องลดตัวลงมากลายเป็นอนุของเจียงจื่อเหยียนเช่นนี้
“จิ่นซู ข้านับถือความอดทนของเจ้าจริงๆ แต่น่าเสียดายที่ข้ารอให้เจ้าตายเองไม่ไหวแล้ว ยามนี้ท่านผู้สำเร็จราชการกำลังจะมาเคารพศพเจ้า หากเขาพบว่าไม่มีศพของเจ้าอยู่ในโลงคงได้เกิดเรื่องใหญ่เป็นแน่”
เมื่อเจียงจื่อเหยียนพูดจบก็ส่งสัญญาณให้คนของเขานำชามใบหนึ่งเข้ามา ยามที่เวินหลันเห็นชามที่บรรจุน้ำยาสีดำจนเต็มชามพลันยิ้มออกมา แล้วเอ่ยออกมาว่า
“ท่านพี่! ยาชามนี้ข้าขอลงมือป้อนพี่หญิงเองนะเจ้าคะ”
เมื่อเอ่ยจบนางก็แย่งชามในมือของบ่าวผู้นั้นมาแล้วถือชามยาตรงไปยังร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงของเว่ยจิ่นซู
“พี่หญิง! ก่อนหน้านี้เป็นเพราะท่านมากแผนการทำให้ข้าต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงและสูญเสียลูกในท้องไป ยามนี้ขอให้ข้าได้เป็นคนส่งท่านไปยังปรโลกเถิดนะ”
เวินหลันเอ่ยพลางส่งสายตาให้สาวใช้ของนางบีบปากของเว่ยจิ่นซูให้เปิดออก ส่วนตนเองกรอกยาชามนั้นลงไปจนหมดชาม ยามที่ได้เห็นเว่ยจิ่นซูสำลักยาแล้วไอออกมาด้วยความทรมานนางก็อดหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้
“คุณหนูตระกูลเว่ยผู้สูงส่ง สุดท้ายก็ต้องมีจุดจบเช่นนี้ ต้องโทษเจ้าที่ไม่ยอมมอบทรัพย์สินให้ท่านพี่แต่โดยดี แถมยังกล้าวางแผนทำร้ายข้า ท่านพี่จึงไม่คิดจะปล่อยเจ้าไป”
คำพูดของเวินหลันทำให้เว่ยจิ่นซูที่เริ่มจะรับรู้ความเจ็บปวดจากฤทธิ์ยาหัวเราะหึหึ พลางเอ่ยออกมาเสียงเบา
“เหตุใดจึงได้กลายเป็นข้าที่เป็นคนผิดเล่า หากไม่ใช่เพราะเขาไปขอแต่งงานกับข้า แสร้งทำดีต่อข้า แสร้งทำเป็นรักข้า ข้าจะยอมแต่งงานกับเขาหรือ”
เว่ยจิ่นซูเอ่ยพลางจ้องมองเจียงจื่อเหยียนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บช้ำ
“ส่วนเจ้า หากไม่ใช่เพราะเจ้าอยากจะผูกมัดเขาเอาไว้ ลักลอบมีความสัมพันธ์กันจนเจ้าตั้งครรภ์เจ้าจะต้องลดเกียรติมาเป็นอนุของเขาหรือ ส่วนเรื่องที่เจ้าแท้งลูก ไม่ใช่เพราะเจ้าจงใจแสร้งแท้งเพื่อใส่ร้ายข้าจนทำให้ข้าต้องได้รับโทษตามกฎของตระกูลหรอกหรือ สุดท้ายเพราะความโง่เขลาของเจ้าจึงทำให้เจ้าแท้งจริงๆ ขึ้น เรื่องนี้เจ้าจะมาโทษข้าไม่ได้นะ”
เว่ยจิ่นซูเอ่ยพลางกระอักโลหิตออกมา นางจ้องมองเจียงจื่อเหยียนแล้วจึงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“เจ้าคิดว่าเจียงจื่อเหยียนไม่รู้แผนการของเจ้าหรือ คนที่ทำให้เจ้าแท้งจริงๆ ก็คือเขา เขายอมสละลูกของเจ้าเพื่อเล่นงานข้า เจ้ายังไม่รู้อีกหรือ”
คำพูดของเว่ยจิ่นซูทำให้เวินหลันนิ่งงันไป นางเหลือบไปมองสีหน้าของสามีแล้วก็อดจิตใจสั่นสะท้านด้วยความหวาดหวั่นไม่ได้ หากเป็นอย่างที่เว่ยจิ่นซูเอ่ยออกมาคนที่ข้าลูกของนางก็คือเขา
“หลันเอ๋อร์ เจ้าอย่าไปฟังนาง ฮูหยินของข้าผู้นี้ช่างมากแผนการยิ่งนัก ตนเองกำลังจะตายอยู่แล้วยังกล้าพูดจายุแยงให้พวกเราผิดใจกันอีก”
คำพูดของเจียงจื่อเหยียนทำให้เว่ยจิ่นซูหัวเราะออกมา เพียงแต่ภายในช่องท้องของนางกำลังถูกยาพิษกัดกร่อน เสียงหัวเราะที่หลุดรอดอกมาจากริมฝีปากของนางจึงได้แผ่วเบายิ่งนัก โลหิตสีดำไหลทะลักออกมาจากริมฝีปาก ดวงตาของนางมีโลหิตไหลออกมา เว่ยจิ่นซูข่มกลั้นความเจ็บปวดแล้วเอ่ยกับเจียงจื่อเหยียนด้วยน้ำเสียงอาฆาต
“เจียงจื่อเหยียนข้าขอสาปแช่งเจ้า ขอให้เจ้าไม่ได้ตายดี ทรัพย์สินทั้งหมดของข้านอกจากเจ้าจะไม่ได้ครอบครองแล้ว เจ้ายังรักษาทรัพย์สินของเจ้าและรักษาจวนโหวแห่งนี้ไม่ได้ ขอให้เจ้าย่อยยับอับปางไร้ซึ่งลูกหลานสืบสกุล”
เมื่อเอ่ยจบนางก็ยกยิ้มที่มุมปากก่อนจะสิ้นใจไปด้วยสภาพเช่นนั้น เจียงจื่อเหยียนจ้องมองเว่ยจิ่นซูด้วยความเกลียดชัง ก่อนหน้านี้เขาเคยหลงใหลนาง รักใคร่ในตัวนางอย่างแท้จริง แต่เป็นเพราะนางเฉลียวฉลาดเกินไป รู้ทันความละโมบในใจเขา รู้ทันแผนการในใจเขา สุดท้ายเขาจึงจำเป็นต้องกำจัดนางทิ้งเช่นนี้
“จัดการทำความสะอาดร่างของนาง นำร่างของนางไปใส่ในโลงที่โถงพิธีศพ”
คำสั่งของเขาทำให้ดวงวิญญาณที่เพิ่งจะหลุดลอยออกจากร่างของเว่ยจิ่นซูหัวเราะออกมาเบาๆ
‘นำร่างของข้าไปเลย ในเมื่อเจ้ากังวลว่าโลงศพจะถูกเปิดออกเพื่อตรวจสอบ เจ้าไม่คิดบ้างหรือว่าด้วยสภาพร่างกายเช่นนี้ของข้าจะไม่ทำให้ผู้ที่มาตรวจสอบล่วงรู้ว่าข้าไม่ได้ป่วยตาย แต่กลับถูกเจ้าทรมานและวางยาพิษ’
ดวงวิญญาณของนางจ้องมองร่างของตนเองที่ถูกสาวใช้ของเวินหลันเช็ดทำความสะอาดและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยสายตาเย็นชา
นางตายไปแล้ว... ในที่สุดชีวิตที่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับสามีและอนุของเขาก็จบสิ้นลงได้เสียที แถมยังเป็นจุดจบที่เต็มไปด้วยความพ่ายแพ้เสียด้วย
หากฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผยล่วงรู้คงจะต้องอับอายขายหน้าที่อบรมสั่งสอนนางตั้งหลายปี แต่นางกลับพ่ายแพ้ให้แก่คนอย่างเจียงจื่อเหยียนเสียได้ เมื่อคิดได้ดังนั้นนางก็หันไปมองเจียงจื่อเหยียนอีกครั้ง
เขาเป็นชายหนุ่มที่มีรูปโฉมหล่อเหลา ดวงตากระจ่างใส ยามยิ้มออกมาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและความจริงใจ แล้วจะไม่ทำให้นางที่ต้องเติบโตมากับคนเย็นชาดุจน้ำแข็งอย่างเผยหานโจวรู้สึกหวั่นไหวได้อย่างไร
“เดี๋ยวก่อน!”
เสียงของเจียงจื่อเหยียนทำให้สาวใช้ที่เตรียมจะเคลื่อนย้ายร่างของนางหยุดชะงักไป เขาจ้องมองเรือนร่างอันซูบผอมและมีร่องรอยการถูกทำร้ายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสั่นไหว ริมฝีปากเขียวคล้ำของเว่ยจิ่นซูทำให้เขาส่ายหน้าแล้วทอดถอนใจออกมาด้วยความเสียดาย
“นำร่างของนางไปทิ้งชายป่านอกเมืองเถิด หากเปิดโลงมาแล้วเห็นสภาพเช่นนี้ของนางมิสู้ให้พวกเขาพบแค่เพียงโลงศพอันว่างเปล่าเสียยังดีกว่า”
คำพูดของเจียงจื่อเหยียนทำให้เวินหลันเอ่ยถามออกมาในทันที
“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ถ้าหากพบว่าภายในโลงไม่มีศพของเว่ยจิ่นซู คนตระกูลเผยจะไม่เล่นงานท่านหรือ แถมข้ายังได้ยินมาว่าท่านผู้สำเร็จราชการจะเดินทางมาที่นี่ด้วยตนเองอีกด้วย”
คำพูดของนางทำให้เจียงจื่อเหยียนพ่นลมหายใจออกมา
“แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร ด้วยสภาพศพเช่นนี้หากเปิดโลงออกมาเขาก็เล่นงานจวนโหวของพวกเราได้อยู่ดี เรื่องนี้ต้องโทษเจ้า หากไม่ใช่เพราะบ้านเดิมของเจ้ายืมเงินของข้าไปแล้วไม่ใช้คืน ข้าจะต้องรีบประกาศการตายของนางโดยที่นางยังไม่ตายเช่นนี้หรือ ยามนี้ดีเลยนางตายไปแล้วก็จริงแต่หากมีคนเห็นศพนาง ย่อมไม่มีผู้ใดเชื่อว่านางตายเพราะล้มป่วยอย่างแน่นอน”
คำพูดของเจียงจื่อเหยียนทำให้ใบหน้าของเวินหลันซีดเผือด เขาไม่ได้สนใจนางอีกยามนี้สิ่งที่เขาต้องกำจัดทิ้งก็คือสภาพศพที่ฟ้องให้เห็นถึงความผิดของเขากับจวนโหว
“เอาเสื่อเก่าๆ นั่นห่อร่างของนางแล้วนำไปโยนทิ้งเสีย ปกปิดร่องรอยให้ดีอย่าให้ผู้ใดเห็น”
คำพูดของเขาทำให้คนของเขาขานรับ ส่วนดวงวิญญาณของเว่ยจิ่นซูหัวเราะออกมาเบาๆ
‘เสียเวลาฝังศพให้ข้าเสียหน่อยไม่ได้เชียวหรือ พี่จื่อเหยียนความอ่อนโยนที่ท่านเคยมีต่อข้าเป็นแค่ภาพลวงตาทั้งหมดเลยหรือ หลายปีที่แต่งงานกันมาท่านไม่เคยสักนิดที่จะจริงใจต่อข้าบ้างเลยหรือ’
นางถามออกมาทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว เขาไม่ได้เหลือบมองร่างของนางอีกต่อไป เดินออกจากเรือนร้างแห่งนี้ไปโดยไม่หันกลับมามองอีก มีแค่เพียงเวินหลันเพียงเท่านั้นที่ยังคงจ้องมองร่างของนางที่ถูกคนนำเสื่อเก่าๆ มาห่อหุ้มร่างอย่างลวกๆ
“ในที่สุดเจ้าก็ตกมาอยู่ในสภาพนี้ ตายอย่างไร้ที่ฝัง เว่ยจิ่นซูเกิดใหม่ชาติหน้าขอแค่เจ้าอย่ามาเสนอหน้าให้ข้าเห็นอีก เจ้าก็จะสามารถหลีกเลี่ยงชะตากรรมอันเลวร้ายเช่นนี้ได้แล้ว”
เมื่อเอ่ยจบเวินหลันก็เดินออกจากเรือนร้างไป ส่วนร่างของเว่ยจิ่นซูถูกคนลักลอบนำออกจากจวนแล้วนำไปทิ้งบริเวณชายป่าอันรกร้างมีซากศพอนาถาถูกนำมาโยนทิ้งเอาไว้ก่อนหน้าอีกหลายศพ
เสื่อเก่าๆ ที่ห่อหุ้มร่างของนางเอาไว้พอโยนไปท่ามกลางกองศพเหล่านั้นดูกลมกลืนกัน จนยากจะแยกออกว่าศพใดคือซากศพของฮูหยินซื่อจื่อจวนจิ้งอันโหวและศพใดคือซากศพอนาถา ที่ถูกนำมาทิ้งไว้ในที่รกร้างเพื่อรอวันเน่าเปื่อยและรอคอยสัตว์ป่ามากัดกิน
ข่าวเวินหลันคุกเข่าอยู่หน้าจวนตระกูลเวินถูกส่งมาถึงเว่ยจิ่นซูในช่วงเย็นติงเซียงเล่าไปก็อดรู้สึกสะใจไม่ได้“ได้ยินว่านางคุกเข่าอยู่หน้าจวนเกือบสองชั่วยามเจ้าค่ะ คนตระกูลเวินไม่ยอมเปิดประตูแม้แต่น้อย สุดท้ายเป็นสาวใช้ของนางช่วยประคองกลับขึ้นรถม้า”เว่ยจิ่นซูที่กำลังจัดดอกไม้อยู่หยุดมือ“นางตั้งครรภ์แล้วเช่นนั้นหรือ”“เจ้าค่ะ”“กี่เดือนแล้ว”“น่าจะเกือบสามเดือนแล้วเจ้าค่ะ”สามเดือน... เว่ยจิ่นซูหลุบตาลงชาติก่อนเวินหลันเองก็ตั้งครรภ์ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เพียงแต่ตอนนั้นนางเป็นฮูหยินซื่อจื่อของเจียงจื่อเหยียนแล้ว เมื่อเวินหลันตั้งครรภ์ เจียงจื่อเหยียนดีใจมากส่วนเว่ยจิ่นซูในตอนนั้น... กลับต้องนั่งอยู่ในเรือนของตนเอง ฟังคนทั้งจวนพูดถึงข่าวดีของอนุคนโปรด ท้ายที่สุด สตรีผู้นั้นก็เป็นคนยกยาพิษมาให้นางด้วยตนเอง“ขอให้ข้าได้เป็นคนส่งท่านไปยังปรโลกเถิดนะ”เสียงในความทรงจำดังขึ้นอีกครั้ง มือของเว่ยจิ่นซูหยุดนิ่ง ติงเซียงสังเกตเห็นสีหน้านาง“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ”เว่ยจิ่นซูได้สติ“ไม่มีอะไร”นางวางดอกไม้ลง“ส่งคนจับตาดูนางเอาไว้”“ฮูหยินน้อยคิดว่าคุณหนูเวินจะหนีหรือเจ้าคะ”“หากนางฉลาด นางควรหนี”เว่ย
แม้จะรู้สึกหวาดกลัวแต่ความอยากมีชีวิตอยู่ทำให้เจียงจื่อเหยียนกำหมัดแน่นพยายามตั้งสติของตนเองให้มั่นคงแล้วเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงขึ้น“หลักฐานอยู่ที่ใด!”เผยหานโจวกลับไม่ตอบไม่นานนัก ม้าเร็วก็ควบเข้ามาหยุดหน้าจวน“ท่านราชเลขาธิการ!”ทหารกระโดดลงจากหลังม้าแล้วคุกเข่า“ค้นพบคลังอาวุธใต้คฤหาสน์ซานเหอขอรับ! มีดาบ ธนู ชุดเกราะและเสบียงจำนวนมาก นอกจากนี้ยังจับตัวคนได้กว่าสองร้อยคน พบรายชื่อกองกำลังที่กระจายอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ อีกหลายแห่ง!”ใบหน้าของเจียงจื่อเหยียนซีดเผือด จิ้งอันโหวหันขวับไปมองบุตรชาย“จื่อเหยียน!”เพียงสีหน้าของบุตรชายก็ทำให้เขาเข้าใจ เรื่องนี้... เป็นความจริง“เจ้า!”ฝ่ามือของจิ้งอันโหวฟาดลงบนใบหน้าบุตรชายเต็มแรง“เจ้าทำเรื่องบัดซบอะไรลงไป”เจียงจื่อเหยียนเซไปด้านข้าง“ท่านพ่อ ข้า...”“เจ้าลูกชั่ว!”จิ้งอันโหวแทบอยากฆ่าบุตรชายด้วยมือตนเอง การมีกองกำลังลับอาจยังหาคำแก้ตัวได้ แต่การมีทั้งคลังอาวุธ! เสบียง! ชุดเกราะ!เมื่อทุกอย่างรวมอยู่ด้วยกัน ต่อให้จิ้งอันโหวมีสิบปากก็ยากจะอธิบายให้ราชสำนักเชื่อว่าไม่มีเจตนาเป็นกบฏเผยหานโจวมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าไร้อารมณ์“จับเจ
สามวันต่อมา รายงานที่เว่ยจิ่นซูเฝ้ารอก็ถูกส่งกลับมาถึงมือ ฉางอันไม่ได้กลับมาเพียงลำพัง บนโต๊ะตรงหน้าเว่ยจิ่นซูยังมีกล่องไม้ใบหนึ่ง ภายในอัดแน่นไปด้วยสมุดบัญชี จดหมายโต้ตอบ และรายชื่อบุคคลหลายสิบคนเว่ยจิ่นซูเปิดอ่านทีละหน้ายิ่งอ่าน สีหน้าของนางก็ยิ่งเย็นชาทุกอย่างแทบไม่ต่างจากความทรงจำในชาติก่อนเจียงจื่อเหยียนเริ่มซ่องสุมกองกำลังลับมาหลายปีแล้ว เพียงแต่เขาทำอย่างระมัดระวัง กองกำลังเหล่านั้นไม่ได้รวมตัวกันอยู่ในสถานที่เดียว หากกระจัดกระจายอยู่ตามคฤหาสน์นอกเมือง สำนักคุ้มภัย และหมู่บ้านที่อยู่ภายใต้ชื่อของผู้อื่นบางส่วนปลอมตัวเป็นคนงานบางส่วนมีชื่ออยู่ในสำนักคุ้มภัยบางส่วนถูกเลี้ยงดูเอาไว้ในฐานะองครักษ์ประจำคฤหาสน์แต่เมื่อรวมจำนวนเข้าด้วยกันแล้วกลับไม่น้อยเลยที่สำคัญกว่านั้นคือเสบียงตลอดสองปีที่ผ่านมา เจียงจื่อเหยียนใช้ร้านค้าและคนกลางหลายทอดกว้านซื้อธัญพืช ยา ม้า รวมไปถึงเหล็กจำนวนมากเงินที่ใช้ก็ไม่ใช่เงินจากบัญชีของจวนจิ้งอันโหวโดยตรง แต่เป็นเงินที่ผ่านร้านค้าใต้ดินหลายแห่ง หากไม่มีเบาะแสตั้งแต่ต้น ต่อให้ตรวจสอบก็คงต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะสาวมาถึงตัวเขา ฉางอันกล่าวเสียงต่ำ
“เร็วกว่าที่คิดเอาไว้”เว่ยจิ่นซูพึมพำ เผยหานโจวพลันหรี่ตา“อะไรเร็วกว่าที่คิด”หัวใจของนางกระตุก‘แย่แล้ว’นางเผลอพูดออกไป เว่ยจิ่นซูวางกระดาษลงอย่างสงบนิ่ง ก่อนรีบหาเหตุผล“ข้าหมายถึงตระกูลฉินแสดงท่าทีเร็วกว่าที่ข้าคิดเจ้าค่ะ”“เจ้าคิดว่าพวกเขาจะเลือกคังอ๋องอยู่แล้ว”“ไม่ยากจะคาดเดามิใช่หรือ”เว่ยจิ่นซูตอบอย่างเป็นธรรมชาติ“ฉินเยียนหรานกำลังจะเกี่ยวดองกับตระกูลฉู่ ส่วนฉู่ไทเฮาก็สนับสนุนคังอ๋องอย่างเปิดเผยขึ้นทุกวัน หากราชครูฉินไม่คิดจะเลือกข้าง เหตุใดต้องยอมรับการเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้”เผยหานโจวไม่ได้ตอบ เขาเพียงมองนาง สายตาคู่นั้นทำให้เว่ยจิ่นซูรู้สึกเหมือนตนเองกำลังถูกมองทะลุ“จิ่นซู”“เจ้าคะ“ระยะหลังมานี้เจ้ารู้เรื่องในราชสำนักมากขึ้นทุกวัน”“เป็นภรรยาของท่าน หากไม่รู้เรื่องอะไรเลย วันหนึ่งข้าถูกคนขายแล้วยังมัวช่วยเขานับเงินอยู่ แล้วท่านจะทำอย่างไร”มุมปากของเผยหานโจวขยับเล็กน้อย“ผู้ใดจะกล้าขายเจ้า”“ข้าพูดเปรียบเปรยต่างหาก”เว่ยจิ่นซูขยับเข้าไปใกล้“ท่านพี่ ท่านอย่าเปลี่ยนเรื่อง”“เป็นข้าที่เปลี่ยนเรื่องหรือ”“แน่นอนว่าเป็นท่านที่เป็นคนพูดเปลี่ยนเรื่อง”นางใช้นิ้วแตะรายงานตรง

















