Se connecterซุนเป่าฉยงย่อมสังเกตเห็นสีหน้าของเสิ่นซื่อได้ไม่ยาก และยิ่งเห็นชัดถึงความเมินเฉยรำคาญใจที่เขามีต่อนางทว่าหัวใจนางกลับเต้นระรัว ด้วยว่าในอดีตไม่เคยมีโอกาสเข้าใกล้เสิ่นซื่อมาก่อน บัดนี้เมื่อก้าวมาอยู่ตรงหน้าเขา จึงสัมผัสได้อย่างแท้จริงถึงแรงกดดันอันหนักอึ้งที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของอีกฝ่ายนี่คือแรงกดดันของผู้สูงส่งที่แฝงไว้ด้วยความหยิ่งทะนงและดูแคลนผู้คน หลังจากทำงานอยู่ในสำนักตรวจการมาสามปี แววตาของเขาจึงดุดันดุจพญาเหยี่ยว สายตาที่จ้องมองผู้คนสว่างวาบดั่งคบเพลิง เดิมทีนางมักคิดเสมอว่าตนเองย่อมรับมือได้ทุกสถานการณ์ และเผชิญหน้าทุกสิ่งด้วยความสงบนิ่งแต่ในลมหายใจนี้ ชั่วขณะที่ได้เข้าใกล้เสิ่นซื่อ ยามทอดสายตามองลวดลายบนหน้าอกและเข็มขัดนอแรดบนเอวของชายหนุ่ม นางกลับรู้สึกยำเกรงเขาขึ้นมาจับใจราวกับว่าเขาเกิดมาเพื่อทำให้ผู้คนหวาดกลัวโดยแท้พร้อมกันนั้นก็อดคิดไม่ได้ว่าต่อให้นางได้แต่งงานกับเสิ่นซื่อสมดั่งปรารถนา แต่นางก็คงไม่อาจควบคุมบุรุษผู้นี้ได้อยู่ดีทว่าวันนี้ซุนเป่าฉยงกลับรู้สึกโชคดีนักที่เสิ่นซื่อกระทำเช่นนี้ โชคดีที่เสิ่นซื่อต้องการสืบสาวเอาความเฉิงฉงให้ถึงที่สุด เพราะนางปราร
นางควรใกล้ชิดกับสกุลเสิ่น ควรตีสนิทกับจี้หานอีนางเข้าใจกระจ่างแล้ว จี้หานอีคือยอดดวงใจของท่านโหวเสิ่นโดยไม่ต้องสงสัย การตีสนิทกับจี้หานอีมีแต่ข้อดี ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้จี้หานอียังเป็นถึงบุตรบุญธรรมของจวนองค์หญิงใหญ่อีกด้วยซุนเป่าฉยงส่ายหน้าพลางกล่าว “ข้าเองก็เพิ่งไปถึง จึงไม่ได้ยินสิ่งใด”ภายในตำหนัก ไทเฮาจับจ้องเสิ่นซื่อเขม็ง “เจ้าจะไม่ยอมถอยสักก้าวเลยหรือ?”เสิ่นซื่อเม้มริมฝีปาก ก่อนค้อมกายลงด้วยความนอบน้อม “หากไทเฮาทรงพระเมตตาอนุญาตให้กระหม่อมพาฮูหยินกลับไป กระหม่อมย่อมยินดีปรึกษากับไทเฮาพ่ะย่ะค่ะ”แววตาของไทเฮาผ่อนคลายลง ก่อนตรัสเสียงแผ่ว “ข้าให้นางกลับไปวันนี้ได้เลยด้วยซ้ำ แต่ข้อแลกเปลี่ยนคือเจ้าต้องเลิกสืบสวนหย่งชิงโหว ให้เรื่องนี้เลิกรากันไปเพียงเท่านี้เถิด”เสิ่นซื่อชะงักเล็กน้อย ก่อนเงยหน้าขึ้นมอง “กระหม่อมทำไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”ไทเฮาทรงแค่นหัวเราะเย็นชา ขณะจ้องมองเสิ่นซื่ออย่างเรียบเฉย “เสิ่นซื่อ เจ้ากลับไปไตร่ตรองดูให้ดีก่อน”“ข้ารู้ดีว่าเจ้าเพิ่งแต่งงานไม่นาน ทั้งยังรักใคร่ผูกพันกับฮูหยินลึกซึ้ง ข้าย่อมต้องการคืนฮูหยินให้เจ้าอย่างปลอดภัย แต่ในเมื่อหลานชายข้ายังคงถูกค
เมื่อเสียงของเสิ่นซื่อเงียบลง ภายในตำหนักก็พลันตกอยู่ในความเงียบงันไทเฮาทรงรับฟังถ้อยคำของเสิ่นซื่อจนจบทุกประโยค ดวงตาค่อย ๆ เบิกโต ก่อนยกมือชี้ไปทางเสิ่นซื่อโดยไม่รู้ตัว กระทั่งปลายนิ้วก็ยังสั่นเทาคาดไม่ถึงเลยว่าเสิ่นซื่อจะลงมือกระทำการถึงขั้นนี้ คิดรื้อฟื้นคดีเก่าเก็บเหล่านั้นกลับขึ้นมาทีละคดีเสียงของพระองค์สั่นเครือ ใบหน้าเขียวคล้ำ “ประเสริฐแท้ เสิ่นซื่อ เจ้าในฐานะหัวหน้าสำนักตรวจการ สมควรให้ความสำคัญกับราชกิจบ้านเมืองในปัจจุบันเป็นหลัก ทว่ากลับมาวุ่นวายกับคดีเก่าเก็บโดยใช่เหตุ ในเมื่อเจ้ามีหน้าที่คอยตรวจสอบเอาผิดขุนนางบุ๋นบู๊ เช่นนั้นข้าขอถามเจ้า ฉงเอ๋อร์เคยดำรงตำแหน่งขุนนางแม้เพียงครึ่งขั้นหรือไม่?”“ทางใดเว้นให้กันได้ก็ควรเว้น หากเจ้ายังดึงดันจะยื้อยุดกับข้าต่อไปเช่นนี้ ตัวเจ้าอาจได้ชื่อเสียงอันดีงาม แต่สำหรับฮูหยินเจ้าคงไม่แน่”“ไม่ว่าข้าต้องการรั้งตัวให้นางอยู่ในวังนานเท่าใด นางก็จำเป็นต้องอยู่”เสิ่นซื่อช้อนสายตาขึ้น แววตาคมกริบดุจคมมีด “กระหม่อมขอบังอาจทูลถามไทเฮา การให้ความสำคัญกับราชกิจบ้านเมือง จะสำคัญไปกว่ากฎหมายและระเบียบแบบแผนหรือพ่ะย่ะค่ะ? แล้วมันจะสำคัญไปกว่า
เสิ่นซื่อเข้าใจจุดประสงค์ของฮ่องเต้ดี ตลอดหลายปีนี้ ด้วยความที่จวนหย่งชิงโหวอันเป็นตระกูลเดิมของไทเฮาไร้ซึ่งตำแหน่งขุนนางและอำนาจแท้จริง จึงมักแอบอ้างพระนามของไทเฮาไปกอบโกยผลประโยชน์ตามสถานที่ต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้ทรงยอมหลับตาข้างหนึ่ง ไม่ได้เอาความให้ถึงที่สุดแต่บัดนี้ ความเหิมเกริมของจวนหย่งชิงโหวกลับยิ่งไร้กฎเกณฑ์ กระทั่งเริ่มล่วงล้ำถึงรากฐานของราชสำนัก จึงไม่อาจอดกลั้นอีกต่อไป เหตุการณ์ทำนบกั้นแม่น้ำหย่งติ้งพังทลายในฤดูใบไม้ผลิปีนี้ก็เป็นเพียงชนวนเหตุเท่านั้นความจริง หย่งชิงโหวก็เป็นเพียงบุคคลที่ไร้ความสามารถ แล้วจะไปเข้าใจเบื้องลึกเบื้องหลังอันซับซ้อนของงบประมาณกรมชลประทานได้อย่างไร เขาไม่ได้ยักยอกไปมากมายหรอก เป็นเสิ่นซื่อต่างหากที่สั่งให้คนถวายฎีกาฟ้องร้อง โดยจงใจกล่าวขยายความเรื่องทำนบกั้นแม่น้ำหย่งติ้งเกินจริง เพื่อให้ฮ่องเต้ทรงตัดสินพระทัยจัดการกับหย่งชิงโหวขั้นเด็ดขาดเสิ่นซื่อมุ่งหน้าไปยังตำหนักของไทเฮาโดยตรงฝ่ายไทเฮาเองก็ทรงรอคอยการมาเยือนของเสิ่นซื่ออยู่ก่อนแล้วเช่นกันเมื่อเห็นเสิ่นซื่อก้าวเข้ามา พระองค์ก็รับสั่งให้เหล่าข้ารับใช้ข้างกายถอยออกไปจนหมด ก่อนจะประท
ไทเฮาตรัสจบก็ประคองมือนางกำนัลคนสนิทเสด็จจากไป โดยไม่สนใจฮองเฮาแม้แต่น้อย ฮองเฮาประทับอยู่ที่เดิม เมื่อพิจารณาท่าทีของไทเฮา ก็ทราบดีว่าไทเฮาย่อมไม่ยอมปล่อยคนโดยง่ายแน่นางจึงให้นางกำนัลช่วยประคองลุกขึ้น ก่อนขมวดคิ้วมุ่น และตวัดสายตาอันเย็นชาไปทางพระชายารัชทายาทผู้ยืนก้มหน้าอยู่ข้างกายพระชายารัชทายาทยืนอยู่เคียงข้างฮองเฮา ใบหน้าซีดขาว ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงด้วยซ้ำด้วยความที่เฉิงฉงเป็นน้องชายผู้คลานตามกันมา นางจึงหวังให้เขาปลอดภัยไร้เรื่องราว แต่ในเมื่อด้านหนึ่งคือฮองเฮา ส่วนอีกด้านหนึ่งก็น้องชายแท้ ๆ ของตนเอง นางที่ถูกบีบอยู่ตรงกลางจึงไม่กล้าทำสิ่งใด ด้วยเกรงว่าหากขยับเขยื้อนเพียงนิดก็จะกลายเป็นล่วงเกินทั้งสองฝ่ายเอาได้ยามนี้เมื่อต้องทนรับสายตาอันแฝงด้วยความรังเกียจของฮองเฮา แม้ในใจจะลอบเคียดแค้นน้องชายตนที่ทำงานไม่รอบคอบ และยิ่งชิงชังฮองเฮาที่เข้มงวดกับนางจนเกินไป ทำให้ตำแหน่งพระชายารัชทายาทของนางช่างน่าอึดอัดใจนักเมื่อฮองเฮารวบฉลองพระองค์ก่อนเสด็จออกไปอย่างแช่มช้า พระชายารัชทายาทเฉิงหยวนซวงจึงรีบก้าวตามไปด้วยความระมัดระวังแต่หลังจากเดินกันไปได้ครึ่งทาง ฮองเฮาก็ชะงักฝีเท้
ซุนเป่าฉยงจูงมือจี้หานอีไปนั่งลงบนเก้าอี้ ก่อนกระซิบ “ประเดี๋ยวข้าจะกลับมาอยู่เป็นเพื่อนพี่หญิงนะเจ้าคะ”เมื่อซุนเป่าฉยงกล่าวจบ นางก็หมุนตัวเดินออกจากตำหนักไปเมื่อซุนเป่าฉยงกลับไปแล้ว จี้หานอีก็ได้แต่ทอดสายตามองกระดาษขาวที่แผ่กางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า ในมือถือพู่กันค้างไว้ ทว่ากลับชะงักงันไม่ได้ลงหมึกเสียทีหากสิ่งที่ซุนเป่าฉยงกล่าวมาเป็นความจริง ไม่ว่านางจะวาดภาพพระโพธิสัตว์นำทางหรือไม่ ในสายตาของไทเฮาย่อมไม่ใช่เรื่องสำคัญอยู่แล้วว่าไปแล้วจี้หานอีก็ค่อนข้างเชื่อคำพูดของซุนเป่าฉยงอยู่หลายส่วน เมื่อนำข้อมูลมาปะติดปะต่อกับสิ่งที่ตนเองเคยคาดเดา ปลายพู่กันของนางที่ลอยอยู่เหนือแผ่นกระดาษครู่ใหญ่ สุดท้ายก็ตัดสินใจแสร้งทำทีเป็นไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอันใด ค่อย ๆ จรดปลายพู่กันลงไปอย่างเชื่องช้าจวบจนใกล้เที่ยง ฮองเฮาถึงได้นำชายารัชทายาทมายังตำหนักของไทเฮาไทเฮาทรงประทับรอฮองเฮาอยู่ก่อนแล้ว พระองค์นั่งหลับตาอยู่ภายในตำหนักอุ่นฝั่งตะวันออก ครั้นฮองเฮาเสด็จเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน พระองค์ก็เพียงปรือตาขึ้นมองอย่างราบเรียบเท่านั้นเมื่อฮองเฮาเห็นท่าทีเช่นนั้นของไทเฮา ก็ย่อกายทำความเคารพก่อนเป็นอันดับ







