Masukจี้หานอีมักเป็นคนอ่อนโยนและไม่เคยแสดงท่าทีแข็งกร้าวกับผู้คนมาแต่ไหนแต่ไร ทว่านางกลับส่ายหน้าปฏิเสธนางจาง “ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ”นางจางถึงกับซวนเซไปเล็กน้อยทันทีที่นางจางและกู้หว่านอวิ๋นเดินออกไป หรงชุนก็อดพูดขึ้นมาไม่ได้ว่า “ฮูหยินกู้เปลี่ยนไปแล้วหรือไรกัน นี่เป็นครั้งแรกเลยนะเจ้าคะที่บ่าวเห็นนางร้องไห้”“อีกทั้งเมื่อครู่นี้จู่ ๆ นางก็คุกเข่า ทำเอาบ่าวเองตกใจแทบแย่”จี้หานอีก้มหน้าลงจิบน้ำชา ความหอมของชาชุ่มชื่นรื่นคอ นางกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา “ก่อนหน้านี้นางคิดว่าที่จวนหรงกั๋วกงหมายตากู้หว่านอวิ๋น ย่อมเป็นเพราะพวกเขาถูกใจกู้หว่านอวิ๋นจริง ๆ นางจึงรู้สึกภาคภูมิใจ”“แต่ตอนนี้นางเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่พวกเขาหมายตาไว้คืออะไรกันแน่”อีกด้านหนึ่ง กู้หว่านอวิ๋นและนางจางเพิ่งเดินออกมาจากเรือนของจี้หานอีได้ไม่นาน ระหว่างทางก็บังเอิญพบเข้ากับนางไป๋พอดีไม่ต้องสงสัยเลยว่า นางไป๋ทราบดีว่านางจางมาเยือน จึงจงใจมาดักรออยู่บริเวณทางแยกนางไป๋ส่งยิ้มพลางบอกให้สาวใช้ข้างกายจี้หานอีที่เดินมาส่งกลับไปก่อน นางกล่าวกับสาวใช้ผู้นั้นอย่างเปิดเผยว่าจะขอสนทนากับนางจางสักครู่ จากนั้นจึงชวนนางจางให้แวะไปนั่งพ
การคุกเข่าของนางจางในครั้งนี้ช่างกะทันหันเสียจริง จี้หานอีเองก็คาดไม่ถึงว่าอยู่ดี ๆ นางจางจะคุกเข่าลงมาเช่นนี้กู้หว่านอวิ๋นที่ยืนอยู่ด้านข้างยิ่งเบิกตาโตจ้องมองมารดาผู้คุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยความตกตะลึง รู้สึกเพียงว่านี่เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อยิ่งนักจี้หานอีย่อมไม่อาจรับการคุกเข่าเช่นนี้ได้ ยามนี้ชื่อเสียงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะถูกหรือผิด ถึงอย่างไรนางก็เป็นเพียงผู้น้อย หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปคงทำให้ชื่อเสียงของนางต้องมัวหมองเป็นแน่ยังนับว่าโชคดีที่นางสั่งให้บรรดาสาวใช้ภายในห้องถอยออกไปก่อนแล้ว จึงช่วยลดทอนเรื่องยุ่งยากไปได้บ้างจี้หานอีโน้มกายลงประคองท่อนแขนของนางจาง ขณะจ้องมองดวงตาอันรื้นด้วยหยดน้ำตาของอีกฝ่าย นางไม่ได้คิดอยู่แล้วว่านางจางจะสำนึกผิดจริง ๆ เนื่องจากคนเห็นแก่ตัวย่อมไม่มีวันสำนึกผิดนี่เป็นเพียงการกระทำที่ไตร่ตรองมาอย่างดีแล้วก็เท่านั้นหากนางจางไม่โง่เขลา ย่อมต้องรู้ดีว่าเหตุใดจวนหรงกั๋วกงถึงได้อยากจัดงานมงคลครั้งนี้นางกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา "ยิ่งท่านป้าสะใภ้ทำเช่นนี้ วันหน้าข้าก็ยิ่งไม่อยากพบหน้าท่านป้าสะใภ้อีกนะเจ้าคะ""หากวันหน้าท่านป้าสะใภ้ยังทำเช่นนี้อ
จี้หานอีพยักหน้า “ป้าสะใภ้ใหญ่กล่าวได้ถูกต้องแล้ว เรื่องในอดีตก็ปล่อยผ่านไปเถิด เรามาพูดถึงเรื่องในยามนี้กันดีกว่า”“เรื่องการแต่งงานในครั้งนี้ ข้าเคยบอกไปนานแล้วว่าจวนหรงกั๋วกงไม่ได้หวังดี แต่ป้าสะใภ้ใหญ่กลับหาว่าข้าทนเห็นหว่านอวิ๋นได้ดีไม่ได้”“บัดนี้หว่านอวิ๋นหมั้นหมายเรียบร้อยแล้ว ข้าย่อมต้องแสดงความยินดี แต่หากจวนหรงกั๋วกงปรารถนาจะสู่ขอโดยไม่มีเจตนาแอบแฝง และฮูหยินใหญ่สกุลไป๋ก็ชื่นชอบหว่านอวิ๋นจากใจจริง ต่อให้นายท่านสามสกุลไป๋ไม่ถูกปล่อยตัวออกมา มันก็ไม่ได้เกี่ยวอันใดกับน้องหญิงเลย หรือพวกเขายังคิดจะข่มเหงรังแกน้องหญิงเพราะเหตุนี้?”สีหน้าของนางจางพลันแข็งค้างอยู่อย่างนั้น ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้ดึงกู้หว่านอวิ๋นให้ลุกขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความผิดหวัง “ต่อให้เมื่อก่อนข้าจะเคยทำเรื่องที่ไม่ถูกต้องไปบ้าง แต่ตอนเจ้ายังเด็ก ไม่ทราบข้าดีต่อเจ้าเช่นไร?”จี้หานอีเงยหน้าขึ้นมองนางจางผู้ลุกขึ้นยืน “หากท่านพ่อเกิดเรื่องตั้งแต่ตอนที่ข้ายังเด็ก ป้าสะใภ้ใหญ่ยังจะดีต่อข้าอยู่หรือไม่?”ใบหน้าของนางจางซีดเผือดลง สายตาของจี้หานอีทั้งเย็นชาและห่างเหิน ภายในแววตาอันเรียบเฉยนั้นราวกับมีความสงบนิ่งท
นางจางมองปฏิกิริยาของจี้หานอีด้วยความเหม่อลอย พินิจรอยยิ้มตามมารยาทแต่ก็บอกถึงความห่างเหินบนใบหน้าของอีกฝ่ายรอยยิ้มเช่นนี้กลับทำให้นางจางรู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาในใจ ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ตนเองเคยกระทำต่อจี้หานอีพลันฉายชัดขึ้นมาในความทรงจำในชั่วขณะนี้ นางตระหนักอย่างชัดเจนยิ่งกว่าครั้งใดว่าจี้หานอีไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป บัดนี้อีกฝ่ายคือผู้สูงศักดิ์ ตัวนางและสกุลกู้ล้วนต้องอาศัยบารมีนาง ทว่าในอดีตความสัมพันธ์ระหว่างพวกนางทั้งสองกลับไม่สู้ดีนักนางจางพลันรู้สึกกระดากอายพูดอะไรไม่ออกกู้หว่านอวิ๋นที่นั่งอยู่ข้างนางจางเห็นมารดาอึกอักไม่ยอมเอ่ยปากเสียที ก็ทนรอไม่ไหวชิงพูดขึ้นก่อนว่า "งานแต่งของข้ากำหนดวันแน่นอนแล้วเจ้าค่ะ เป็นเดือนหน้า วันนี้พวกเราจึงตั้งใจมาบอกกล่าวให้พี่หญิงทราบไว้"จี้หานอีหันไปมองกู้หว่านอวิ๋น เห็นนัยน์ตาของอีกฝ่ายทอประกายระยิบระยับ แฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจราวกับได้เชิดหน้าชูตาเสียทีแต่ชาติตระกูลของจวนหรงกั๋วกงนั้นไม่ธรรมดาจริง ๆ บุรุษที่กู้หว่านอวิ๋นจะแต่งงานด้วยนับว่าเป็นผู้มีความสามารถโดดเด่น การที่นางจะมีสีหน้าเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดจี้หานอีเพียงพยักห
เสิ่นซื่อมองนางอีกครั้ง “ตอนที่บิดาเจ้ายังมีชีวิต เขาลงมืออย่างเด็ดขาดเฉียบคม ทั้งยังมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ไม่เคยเห็นแก่พวกพ้องหรือรับสินบน คอยจัดระเบียบขุนนางให้อยู่ในกรอบ ทุกคดีที่เขาเคยสะสางในศาลต้าหลี่ล้วนต้องล่วงเกินผู้คน แต่คนผู้หนึ่งที่ไร้ซึ่งภูมิหลังและมีชาติกำเนิดต่ำต้อย กลับสามารถจัดการคดีเหล่านั้นสำเร็จลุล่วง เช่นนั้นแล้ว เขาถือเป็นขุนนางผู้มากความสามารถ หรือขุนนางผู้ภักดีกันแน่?”จี้หานอีครุ่นคิดโดยละเอียด “น่าจะเป็นขุนนางผู้มากความสามารถกระมัง”เสิ่นซื่อหลุบตาลง “แต่ตอนที่เขาเกิดเรื่อง กลับไม่มีผู้ใดออกหน้าช่วยเหลือสักคน เช่นนั้นเขาโดดเดี่ยวหรือไม่?”จี้หานอีรู้สึกราวกับได้เผชิญด้วยตนเอง “โดดเดี่ยวเจ้าค่ะ”เสิ่นซื่อกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ “การที่บิดาเจ้าเป็นขุนนางผู้โดดเดี่ยวนั้น เป็นเพราะเขาเต็มใจ หรือถูกบีบบังคับให้เป็น? หากยอมคล้อยตามพวกกังฉิน ก็ย่อมเป็นขุนนางผู้ภักดีไม่ได้”“ขุนนางผู้มากความสามารถเมื่อถึงคราวต้องกระทำการ ก็จำต้องสร้างเส้นสาย ขุนนางผู้ภักดีเมื่อถึงคราวต้องปกป้องผู้คน ก็จำต้องรู้จักพลิกแพลงตามสถานการณ์ ขุนนางผู้โดดเดี่ยวเมื่อถึงคราวต้องรักษาชีวิต ก็จ
ตอนที่หารือกัน ฮูหยินผู้เฒ่าก็กล่าวว่าเรื่องนี้ไม่มีทางให้แก้ไขอีกแล้ว การที่ไทเฮาสามารถออกพระราชเสาวนีย์นี้ได้ ย่อมเป็นประสงค์ของฮ่องเต้เช่นกันและฮองเฮาก็เสด็จมาแจ้งข่าวว่า ฮ่องเต้มีรับสั่งว่าการแต่งงานครั้งนี้เหมาะสมกันดั่งกิ่งทองใบหยก การที่ไทเฮาทรงเป็นผู้จัดแจงก็เพื่อผูกไมตรีระหว่างสองตระกูล ฮองเฮาตั้งใจไปขอร้อง แต่ฮ่องเต้กลับไม่ยอมให้เข้าเฝ้าฮ่องเต้นับว่าเป็นปราชญ์กษัตริย์ หลายปีนี้ทรงรักษาสมดุลในราชสำนัก การปกครองดูแลราษฎรก็ล้วนมีผลงานประจักษ์ชัด ทั้งยังขยันขันแข็งในราชกิจ ไม่ลุ่มหลงสตรีในวังหลัง ทว่าฮ่องเต้ก็ต้องทรงให้ความสำคัญกับความสมดุล เมื่ออำนาจของสกุลเสิ่นเริ่มมากขึ้น ต่อให้ฮ่องเต้จะทรงไว้วางพระทัยเพียงใดก็ย่อมเกิดความระแวงเป็นธรรมดา การให้คนจากฝั่งไทเฮาแต่งเข้ามา จึงเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็วเดิมทีเรื่องนี้สมควรตกเป็นของเสิ่นฉางหลิงอย่างเลี่ยงไม่ได้ เขาเป็นถึงหลานชายสายตรงสกุลเสิ่น ซ้ำยังเพิ่งสร้างความดีความชอบ หากให้จับคู่กับซุนเป่าฉยงก็นับว่าเหมาะสมทุกประการแต่บัดนี้ เสิ่นฉางหลิงหมั้นหมายไปแล้ว ในบรรดาลูกหลานสายตรงสกุลเสิ่น ผู้ที่เกิดจากภรรยาเอกและมีอ







