INICIAR SESIÓNหวงอี้เหลียนเดิมทีเป็นเพียงเซียนบุปผาตกอับ ที่ปลูกดอกไม้ของเทพบุปผาแล้วตาย จึงถูกลงโทษให้ลงมาอยู่ในโลกมนุษย์ ทว่าเมื่อถึงยามเกิดใหม่ นางกลับซุ่มซ่ามไปเกิดผิดที่ผิดทาง ทำให้ชีวิตต้องเข้าไปพัวพันกับองค์ชายผู้สูงส่งที่จะเข้ามาแปรเปลี่ยนชีวิตของนางให้วุ่นวายยิ่งกว่าเดิม
Ver más1
ตื่นขึ้นกลางดงบุปผาโรยรากลิ่นหอมหวานอบอวลของมวลบุปผาที่เคยล่องลอยอยู่ในอากาศบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นจางๆ ของสายลมเย็นและกลิ่นของใบไม้แห้ง
หวงอี้เหลียน ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก เปลือกตาของนางหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยก้อนหิน ร่างกายทุกส่วนปวดร้าวสะบักสะบอมเหมือนเพิ่งผ่านการถูกจับโยนลงมาจากยอดเขาสูงตระหง่าน
นางสูดหายใจเข้าลึกๆ หวังจะเรียกสติของตนเอง แต่แล้วความอบอุ่นของแสงแดดยามเช้าที่กระทบใบหน้าก็ไม่อาจช่วยบรรเทาความหนาวยะเยือกที่เริ่มเกาะกินหัวใจ
นางยันกายลุกขึ้นนั่งบนพื้นดินร่วนซุย ปัดฝุ่นผงออกจากอาภรณ์เนื้อหยาบของสาวใช้ประจำเรือนเพาะเลี้ยงแห่งสำนักบุปผารื่นรมย์ พร้อมกับกวาดสายตาไปรอบๆ เพื่อสำรวจสถานที่ที่นางจำต้องมาอาศัยอยู่เพื่อรับเคราะห์กรรม
แต่แล้วสายตาของนางก็ไปสะดุดเข้ากับกระถางหินอ่อนสีขาวที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า...
ดวงตากลมโตของหวงอี้เหลียนขยายกว้างขึ้น ใบหน้าที่เคยมีสีเลือดฝาดพลันถอดสีจนขาวซีดราวกับกระดาษ
ความอ่อนล้าเมื่อครู่หายไปเป็นปลิดทิ้ง ถูกแทนที่ด้วยความตกใจสุดขีดที่ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น
“ไม่... ไม่จริงใช่ไหม...” นางพึมพำด้วยเสียงสั่นเครือ
พุ่มดอกไม้พันธุ์พิเศษเนตรดารารัตติกาลที่มีกลีบสีเงินงดงามดุจประกายดาวบนท้องฟ้า ซึ่งเป็นดอกไม้โปรดที่องค์ชายหก ผู้แสนเย็นชาสั่งการให้ดูแลเป็นพิเศษ และมีกำหนดจะเดินทางมาตรวจดูในวันนี้
บัดนี้กลีบดอกที่เคยชูช่อชดช้อยกลับแห้งกรอบ ดำคล้ำจนกลายเป็นซากเหี่ยวเฉาคาต้น กิ่งก้านที่เคยอิ่มน้ำกรอบหัก ละอองสีดำคล้ายเถ้าถ่านร่วงกราวลงสู่พื้นดินทันทีที่ถูกสายลมพัดผ่าน
พวกมันตายหมดแล้ว...ตายสนิทแบบไม่เหลือซากแม้แต่กิ่งเดียว
‘ข้าเพิ่งจะมาถึงโลกมนุษย์ได้ไม่ทันไรก็สร้างเรื่องใหญ่แล้วหรือเนี่ย’ หวงอี้เหลียนกุมขมับ ร้องไห้โฮอยู่ในใจโดยไม่มีน้ำตาออกมาสักหยด
หากใครรู้ความจริงว่านางคือใคร คงได้หัวเราะเยาะจนฟันร่วงหมดปาก
หวงอี้เหลียนมิใช่สาวใช้ธรรมดา แต่เดิมนางคือ เซียนบุปผาแห่งสรวงสวรรค์ ผู้มีหน้าที่ดูแลสวนบุปผาทิพย์ให้เจริญงดงาม แต่ความลับอันน่าอัปยศที่นางไม่เคยบอกใคร และไม่มีเซียนองค์ใดเชื่อก็คือ นางมีดวงชะตามือดำมาตั้งแต่กำเนิด
เซียนบุปผาองค์อื่นเพียงแค่ร่ายอาคม รดน้ำด้วยจิตพิสุทธิ์ ดอกไม้นับแสนก็พร้อมใจกันเบ่งบานส่งกลิ่นหอมอบอวล
แต่สำหรับหวงอี้เหลียนแล้วไม่ว่าจะรดน้ำด้วยน้ำทิพย์สวรรค์ หรือใส่ปุ๋ยวิเศษเพียงใด เพียงแค่นางยื่นมือไปสัมผัส ต้นไม้เหล่านั้นก็พร้อมใจกันเฉาตายในทันที
ด้วยเหตุนี้ นางจึงถูกลงโทษหรือจะเรียกว่าโชคดีในความโชคร้ายดีให้ลงมาจุติยังโลกมนุษย์เพื่อผ่านเคราะห์กรรมก็ไม่แน่ใจนัก
แต่ชะตากรรมกลับเล่นตลกอีกครา ส่งนางมาอยู่ในร่างสาวใช้ที่มีหน้าที่ปลูกดอกไม้ให้องค์ชายผู้ทรงอำนาจและโหดเหี้ยมที่สุดในแคว้น
‘ดวงชะตามือดำพิฆาตบุปผาของข้า มันตามมาถึงโลกมนุษย์ด้วยหรือนี่ สวรรค์...ท่านจะกลั่นแกล้งข้าเกินไปแล้ว’ นางได้แต่ตัดพ้อและถอนหายใจยาว
ยังไม่ทันที่หวงอี้เหลียนจะได้คิดหาทางรอด เสียงก้าวเท้าอันหนักแน่น และบรรยากาศอันดุดันก็กดทับลงมาประหนึ่งสายน้ำถาโถม
“องค์ชายหกเสด็จ!” เสียงขานอันทรงพลังของขันทีดังขึ้น ทำลายความเงียบสงบของเรือนเพาะเลี้ยงจนสิ้น
เรือนกายของเหล่าสาวใช้และผู้ดูแลที่อยู่บริเวณใกล้เคียงต่างพากันสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว พวกนางรู้ดีถึงกิตติศัพท์ของ องค์ชายหก โม่ซือจวิ้น รัชทายาทผู้ถือครองอำนาจทหารและขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมเด็ดขาด ใครที่ทำให้เขากริ้ว หรือทำงานผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียว บทลงโทษเดียวที่จะได้รับก็คือการประหารชีวิต
เหล่าสาวใช้ต่างพร้อมใจกันหมอบลงกับพื้น ร่างกายสั่นระริกราวกับใบไม้ต้องลมในฤดูใบไม้ร่วง
หวงอี้เหลียนตั้งสติอย่างรวดเร็ว ในเมื่อวิชาเซียนถูกผนึกเอาไว้ และความสามารถในการปลูกต้นไม้ของนางเข้าขั้นติดลบ สิ่งเดียวที่จะช่วยให้นางรอดพ้นจากลานประหารในตอนนี้ได้ มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นก็คือการเสแสร้งทำเป็นสตรีบอบบางน่าสงสาร
นางทรุดกายลงคุกเข่าก้มหน้าลงกับพื้นดินใกลักับกระถางดอกไม้เหล่านั้น ตัวสั่นงกๆ ประหนึ่งนกตัวน้อยที่กำลังเปียกปอนสายฝน
ร่างกายภายนอกแสดงออกถึงความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา และหวาดกลัวจนจับขั้วหัวใจ แต่ภายในจิตวิญญาณกลับกำลังก่นด่าชะตากรรมของตนอยู่อย่างเผ็ดร้อน
‘เอาเลย อยากลงโทษก็ลงโทษ แต่ถ้าข้าตาย ร่างนี้ดับสูญข้าก็แค่กลับไปเป็นเซียนบุปผาบนสวรรค์เหมือนเดิม เพียงแต่ข้ายังไม่อยากโดนตัดหัวตั้งแต่วันแรกๆ ที่เจอกันแบบนี้นะ’
รองเท้าหนังแท้ปักลายสีทองก้าวเข้ามาหยุดลงตรงหน้าแปลงดอกไม้เนตรดารารัตติกาล กลิ่นอายสังหารและแรงกดดันอันมหาศาลลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ อากาศรอบข้างคล้ายจะเย็นลงจนกลายเป็นน้ำแข็ง
โม่ซือจวิ้นหยุดนิ่ง สายตาคมกริบประดุจคมกระบี่มองต่ำลงไปยังกระถางหินอ่อนตรงหน้า
ซากต้นไม้เหี่ยวแห้ง สีดำคล้ำจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ดูอย่างไรก็น่าหงุดหงิดยิ่งนัก เพราะมันคือพันธุ์ไม้หายากที่เขาเพียรพยายามค้นหามานานหลายปี เพื่อนำมาใช้ปรุงยารักษาอาการป่วยของพระมารดา ทว่าบัดนี้กลับกลายเป็นเพียงเศษขยะไร้ค่า
“นี่มันหมายความว่าอย่างไร”
น้ำเสียงเย็นชาและราบเรียบถูกเอ่ยออกมา แต่มันกลับทรงพลังจนทำให้บรรยากาศรอบข้างเงียบสงบลงราวกับเมืองร้าง
สาวใช้หลายคนถึงกับสะอื้นไห้ด้วยความหวาดกลัว ตัวสั่นงันงก จนเผลอเอาศีรษะโขกกับพื้น
“ใครมีหน้าที่ดูแลแปลงดอกไม้นี้” โม่ซือจวิ้นถามต่อ เสียงของเขาทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยโทสะที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ
หัวหน้าผู้ดูแลประจำเรือนเพาะเลี้ยงก้มศีรษะลงโขกพื้นดังปึก ก่อนจะชี้นิ้วสั่นเทามาทางหวงอี้เหลียน
“ทะ...ทูลองค์ชายหก เป็นนางเจ้าค่ะ หวงอี้เหลียน สาวใช้คนใหม่เป็นผู้รับผิดชอบดูแลแปลงนี้ทั้งหมดตั้งแต่เมื่อวานเจ้าค่ะ”
โม่ซือจวิ้นหมุนกายอย่างช้าๆ หันมามองสตรีร่างบางในชุดสาวใช้ที่กำลังคุกเข่าอยู่
สายตาของเขามีแต่ความเงียบสงบที่น่ากลัว รังสีฆ่าฟันพุ่งตรงเข้าหานางโดยไม่อ้อมค้อม
“ทหาร...” เขาเอ่ยคำสั่งสั้นๆ “ลากนางออกไปตัดหัวเสียบประจานหน้าประตูเรือนเพาะเลี้ยง เพื่อมิให้เป็นแบบอย่าง”
“รับบัญชา” เหล่าทหารองครักษ์ชุดดำก้าวออกมาทันที มือจับด้ามกระบี่พร้อมที่จะเข้ามาพันธนาการตัวนาง
5ข่าวจากม้าเร็ว บรรยากาศภายในห้องทำงานขององค์ชายหก โม่ซือจวิ้น กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้งหลังจากที่นางกำนัลคนใหม่ขอตัวออกไปจัดการกับแผลน้ำร้อนลวก กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษนายังคงอบอวลไปทั่ว ชายหนุ่มทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ทอดสายตามองม้วนเอกสารราชการบนโต๊ะ ทว่าในหัวกลับปรากฏภาพใบหน้าจิ้มลิ้มของหวงอี้เหลียนขึ้นมาอย่างไม่อาจหักห้าม ทว่าความเงียบสงบนั้นคงอยู่ได้เพียงชั่วครู่... เสียงก้าวเท้าอันเร่งร้อนและหนักแน่นของทหารองครักษ์ก็ดังก้องเข้ามาตามระเบียงทางเดิน ทำลายความเงียบลงในทันที “ทูลองค์ชายหก มีรายงานด่วนจากม้าเร็วพ่ะย่ะค่ะ” ทหารองครักษ์นายหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูห้อง พลางค้อมศีรษะทำความเคารพ โม่ซือจวิ้นละสายตาจากเอกสาร ปรับสีหน้ากลับมาเรียบตึงและสุขุมลุ่มลึกดังเดิมอย่างรวดเร็ว “ว่ามา” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งการ “ม้าเร็วแจ้งข่าวว่า องค์ชายเก้า โม่ซื่อซวน บัดนี้ทรงเสร็จสิ้นการประพาสต่างเมือง และกำลังเดินทางกลับคืนสู่วังหลวงแล้วพ่ะย่ะค่ะ คาดว่าขบวนเดินทางจะมาถึงประตูเมืองหลวงภายในเร็ววันนี้
4 นางกำนัลข้างกาย บรรยากาศภายในห้องทำงานขององค์ชายหก โม่ซือจวิ้น เงียบสงบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงสายลมพัดใบไผ่สั่นไหวอยู่ภายนอก กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาอบอวลไปทั่ว ช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย ทว่าสำหรับหวงอี้เหลียนแล้ว บรรยากาศเช่นนี้กลับตึงเครียดไม่ต่างอันใดจากลานประหาร นางกำนัลคนใหม่ค่อยๆ ก้าวเท้าอย่างแผ่วเบาเข้ามาภายในห้อง มือสองข้างประคองถาดไม้แกะสลักที่มีกาน้ำชาดินเผาและถ้วยกระเบื้องเนื้อดีวางอยู่ ‘ตั้งสติไว้ หวงอี้เหลียน บนสวรรค์เจ้าเคยรินน้ำทิพย์ถวายองค์เง็กเซียนมาแล้ว นับประสาอะไรกับกาน้ำชาบนโลกมนุษย์’ นางให้กำลังใจตนเองในใจ ทว่าเรือนกายมนุษย์อันอ่อนแอนี้กลับไม่อาจควบคุมได้ดังใจคิด นางก้าวเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานไม้เนื้อหอมตัวใหญ่ ที่ซึ่งองค์ชายหกกำลังนั่งตรวจงานราชการอย่างเคร่งเครียด สายตาคมกริบของเขายังคงจดจ่ออยู่กับอักษรบนแผ่นกระดาษ แต่สัมผัสอันฉับไวกลับรับรู้ถึงการมาเยือนของสตรีร่างเล็กได้เป็นอย่างดี หวงอี้เหลียนค่อยๆ วางถาดลงบนมุมโต๊ะด้วยความระมัดระวังเป็นที่สุด ทว่ามือเจ้ากรรมกลับสั่นเทาเล็กน้อย จนกาน้ำชาไปกระทบ
3เงาของอดีต หวงอี้เหลียนค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นยืน เข่าสองข้างของนางยังคงอ่อนแรงจากการคุกเข่าเป็นเวลานาน นางปัดฝุ่นออกจากชุดสาวใช้ประจำเรือนเพาะ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเงียบเชียบ ‘เฮ้อ รอดตายจากการถูกตัดหัวมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แต่กลับต้องไปอยู่ใกล้ชิดกับเสือร้ายอย่างองค์ชายหกเนี่ยนะ ชะตากรรมของข้าทำไมมันถึงได้วุ่นวายขนาดนี้’ ขณะที่ก้าวเท้าเดินตามหลังขบวนขององค์ชายหกไปยังตำหนักของเขา สายลมพัดผ่านกระทบใบหน้าเนียน ทำให้ความคิดของหวงอี้เหลียนล่องลอยย้อนกลับไปถึงอดีตชาติที่ไม่อาจลืมเลือน... นางคือเซียนบุปผาผู้มีหน้าที่ดูแลสวนบุปผาทิพย์ให้เบ่งบานงดงาม แต่สวรรค์กลับสร้างนางมาพร้อมกับคำสาปอันน่าอัปยศ นั่นคือดวงชะตามือดำมาตั้งแต่กำเนิด ไม่ว่าเซียนองค์ใดจะสั่งสอนวิชาการเพาะปลูกให้ รดน้ำด้วยน้ำทิพย์สวรรค์พันปี หรือใส่ปุ๋ยวิเศษล้ำค่าเพียงใด เพียงแค่รังสีจากฝ่ามือของนางกระทบเข้ากับกิ่งก้าน พืชพรรณเหล่านั้นก็พร้อมใจกันเหี่ยวเฉา เหี่ยวแห้ง และเฉาตายลงทันที ความลับเรื่องดวงมือฆ่าต้นไม้ถูกนางปกปิดไว้อย่างมิดชิดอยู่นานหลายร้อยปี จนกระ
2ข้ายังไม่อยากตาย ‘หน็อยแน่ะ! ไม่คิดแม้แต่จะไต่สวนเลยหรือไงเจ้าคนใจดำ’ หวงอี้เหลียนกรีดร้องในใจ แต่เบื้องหน้านางกลับทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ หยาดน้ำตาเม็ดโตร่วงตกลงมาจากดวงตากลมโตประดุจหยดน้ำค้างบนกลีบบัว ใบหน้าเนียนใสจิ้มลิ้มสั่นสะท้านอย่างน่าสงสาร ดวงตาคู่สวยที่ฉ่ำชื้นไปด้วยน้ำตาจ้องมองตรงไปยังดวงตาเย็นชาขององค์ชายหก สายตาที่นางส่งไปนั้นเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ ความงุนงง และความอ้อนวอนอันเงียบเชียบ ราวกับลูกหมาตัวน้อยที่กำลังจะถูกเจ้าของทอดทิ้งโดยที่มันไม่ได้ทำความผิดใดๆ ริมฝีปากบางสั่นระริก นางเอ่ยเสียงเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบของสายลม “องค์ชาย...หม่อมฉัน...หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนี้จริงๆ เพคะ” หยาดน้ำตาไหลพรากหยดลงบนแก้มเนียนอย่างเหมาะเจาะ ภาพของสตรีร่างเล็กที่ดูไร้ทางสู้ คุกเข่าอยู่ท่ามกลางซากดอกไม้ที่โรยรา โดยมีดวงตาฉ่ำน้ำจ้องมองเขาด้วยความจงรักภักดีและอ้อนวอนอย่างสุดหัวใจ “องค์ชาย หม่อมฉันสมควรตายเพคะ หม่อมฉันผิดไปแล้ว หม่อมฉัน...” โม่ซือจวิ้นชะงักงันไปครู่หนึ่ง มือของ





