Masukสามวันผ่านไป...... ตอนนี้เป็นยามซวี(19.00-21.00) แสงตะเกียงริบหรี่ ส่องสะท้อนบ้านเรือน ราวกับแสงหิ่งห้อยระยิบระยับ หรงหรงเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูเรือน ยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบปรับลมหายใจให้เป็นปกติที่สุด หลังจากนางขึ้นเขาหายตัวไปเกือบสามวันเต็ม..... "หรงเอ๋อร์....!!! หญิงชรารู้สึกโมโหราวกับภูเขาไฟปะทุ แต่พอเห็นว่าบุตรสาวกลับมาได้อย่างปลอดภัย ภายในใจก็รู้สึกโล่งอก "ท...ท่านแม่....ล....ลูกกลับมาแล้วเจ้าคะ" หรงหรงหันไปคลี่ยิ้มเจื่อนๆให้มารดา ในใจก็รู้สึกผิดขึ้นมาอยู่ไม่น้อย "หึ...แม่ก็นึกว่าลูกถูกเสือในป่าจับกินไปแล้วเสียอีก หายหัวไปตั้งสามวัน คิดได้ด้วยหรือว่ายังมียายแก่คนนี้รออยู่ที่เรือน....? น้ำเสียงประชดประชันเอ่ยขึ้น "ท่านแม่ก็พูดเกินไป แค่นี้ลูกก็สำนึกผิดแทบไม่ทัน พอดีว่าลูกหลงป่าหาทางออกไม่เจอ ทำให้ต้องเดินทางกลับล่าช้าไป เอ่อ....นิดหน่อย นิดหน่อยก็เท่านั้นเอง..." หรงหรงกระพริบตาปริบๆ แสร้งแก้ตั
ลุงเหลียงกระแอ๋มออกมาเป็นนัย เหงื่อเม็ดเล็กๆ เริ่มฝุดขึ้นมาบนใบหน้าของชายชราผู้นี้ ทั้งที่บรรยากาศยามนี้กำลังเย็นสบาย "ในเมื่อท่านป้าได้ยินชัดเจน แต่ก่อนสามีท่านกินข้าวที่บ้านมื้อละหนึ่งถ้วย และกินแต่ผักใบเขียวมาโดยตลอด พอเริ่มไปทำงานที่เรือนของข้า ท่านลุงเพิ่มมื้ออาหารเป็นสามเท่า และกินเนื้อสัตว์เกินปริมาณ นี้จึงเป็นสาเหตุหลัก..." "หึ..." ภรรยาลุงเหลียงหึเสียงในลำคอ แต่ทำให้คนฟังสั่นสะท้านไปถึงทรวง โดยเฉพาะสามีนาง หรงหรงอธิบายเพิ่มเติมต่อ... "สรุปก็คือ ท่านลุงกินอาหารมากกว่าปกติ จึงทำให้แน่นกระเพาะในท้อง หากเร่งการกิน ในกระเพาะอาหารก็จะยิ่งขยายตัวเร็ว และทำให้ระบบเผาผลาญทำงานผิดปกติ ร่างกายท่านลุงจึงปรับสภาพไม่ทัน ทำให้ปวดท้องกะทันหันขึ้นมาอย่างที่เห็น..." "แล้วต้องทำอย่างไร...? "นี้เป็นยาต้มสำหรับลดกรดในกระเพาะอ
"ท่านแม่ เลิกจ้องลูกได้แล้ว ธัญพืชพวกนี้ลูกได้มาอย่างบริสุทธิ์จริงๆ... " "หากเป็นเช่นนั้นจริง..ก็ดี" เมื่อได้ยินคำพูดบุตรสาวดูหนักแน่น หญิงชราจึงเชื่อว่าบุตรสาวไม่ได้โกหก "ตอนนี้เราก็มียุ้งฉางให้กักเก็บธัญพืชแล้ว ต่อไปท่านแม่จะได้ไม่ต้องพลอยกังวลเรื่องอาหารการกินอีก..." หรงหรงเอื้อมมือไปกอดมารดาด้วยความอบอุ่น "หรงเอ๋อร์ของแม่โตแล้ว ต่อไปนี้แม่ก็จะไม่ต้องมาคอยเป็นกังวล จะห่วงก็แต่เรื่องออกเรือน..." หญิงชรากล่าวจบ พร้อมใช้สายตามองไปทางโม่เฉิน ฉากสองแม่ลูกโอบกอดกันอยู่ฝั่งตรงข้าม ช่างเป็นภาพที่ซาบซึ้งกินใจเป็นอย่างมาก โม่เฉินเผยรอยยิ้มขึ้นมาอย่างยินดี พลันนึกย้อนกลับไปถึงมารดาผู้ให้กำเนิด ด้วยแววตาคนึงหา "เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเขาด้วยเล่า....? "ลูกนี้นะ.....ตอนนี้แม่ก็แก่ชรามากแล้ว ไม่รู้จะอยู่เป็นเพื่อนลูกได้นานแค่ไหน....หากว่าเสี่ยวเฉินเป็นคนดี ลูกก็ยอมตกลงปลงใจแต่งงานกับเขาไปเถิด แม่จะได้ช่วยอุ้มหลาน...." นางเมิงมองหน้าบุตรสาวสลับกับโม่เฉิน "แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องแต่งงาน ท่านแม่ยังต้องอยู่กับลูกไปอีกนานแสนนานนะเจ้าคะ..." "แม่ก็แค่เป็นห่วง ลูกเป็นเพียงหญิงสาวตัวคน
"ท่านป้าสะใภ้ใหญ่....ข้าพึ่งจะบอกไปหยกๆ หรือว่าท่านไม่เข้าใจในสิ่งที่ข้าพูดไปเมื่อครู่....? หรงหรงจ้องมองป้าสะใภ้ใหญ่ตรงหน้า แสดงแววตาเบื่อหน่ายเต็มทน "ก็เจ้าบอกว่ามาเอาธัญพืชมิใช่หรอกรึ นี้ไงธัญพืชของเจ้าในเดือนนี้..." สะใภ้ใหญ่ยังคงทำสีหน้ามึนงง "ฟังให้ดีดีอีกครั้งนะเจ้าคะ ที่ข้ามาวันนี้ ข้าจะมาเอาธัญพืชในส่วนของท่านแม่ กลับคืนไปทัังหมด..." หรงหรงกวาดสายตามองไปทางแม่เฒ่าอิ๋นและทุกคนภายในเรือน เพื่อให้ได้ยินกันทั่วถึง *....* "เหลวไหล คนในตระกูลข้าต้องลงแรงกันไปตั้งกี่คน กว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตทั้งปีให้พวกเจ้าสองแม่ลูกได้มีกินมีใช้จนมาถึงทุกวันนี้ อีกทั้งในยุ้งฉางธัญพืชก็เหลือไม่มาก ยังต้องใช้กินกันอย่างประหยัดในหน้าหนาวที่จะมาถึง...เจ้าบอกจะเอาไปทั้งหมด มันใช้ได้ที่ไหน....? "แล้วมันเกี่ยวอันใดกับข้า....? หรงหรงไม่เข้าใจความหมายที่หญิงแก่หน้าด่านสื่อออกมา "จะไม่เกี่ยวได้อย่างไร ข้าเป็นคนจัดแจงเรื่องธัญพืชมาทุกปี...นี้ยังไม่ถึงเวลาเบิกจ่ายเลยด้วยซ้ำ อย่าได้คิดที่จะมาเอาเปรียบคนในตระกูลเชียว...." แม่เฒ่าอิ๋นตะโกนออกมาจนเนื้อตัวสั่นเทา "เอาเปรียบ.....พูดถึงเรื่องนี้ข้าก็น
หนึ่งเดือนผ่านไป.... เรือนไม้หลังใหม่ต้องรอทรัพยากรสั่งซื้อมาอย่างล่าช้า ทำให้ต้องขยายเวลาในการก่อสร้างเพิ่ม ตอนนี้ตัวเรือนทั้งด้านนอกและด้านใน ถูกสร้างเสร็จเป็นที่เรียบร้อย มีห้องครัว ห้องกินข้าว ห้องรับรอง รวมไปอีกสามนอน แต่ละห้องล้วนถูกสร้างสรรค์ออกมา ได้อย่างปราณีตและลงตัว หรงหรงรู้สึกพอใจกับผลงานชิ้นเอกที่ออกแบบเป็นอย่างมาก แต่ละโครงสร้างที่นางตั้งใจลงลายเส้นไปในกระดาษ ถูกสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้เกินความคาดหมาย เหลือเพียงแค่ตกแต่งและลงพื้นสีเพิ่มก็สมบูรณ์แบบ หรงหรงยอมทุ่มตำลึงไปไม่อั้น หวังให้เรือนออกมาแข็งแรงและทนทาน ทนต่อแดดและลมฝน ถึงจะใช้เวลาในการก่อสร้างเพิ่มขึ้น นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับนาง ช่วงระยะเวลาที่รอวัสดุขนส่งมา หรงหรงได้เริ่มสั่งให้ช่างไม้ฉู่ทำเตียงนอนและสิ่งของต่างๆเพิ่มเติมอย่างไม่รีรอ ก่อนจะเริ่มทะยอยขนข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น จัดการตกแต่งภายในตัวเรือนไปพลางๆ ก่อน ผ้าม่านที่ซื้อมา ล้วนเป็นสีเขียวอ่อนดูทันสมัยไม่ตกรุ่น สีสันสบายตา ดูมีรสนิยม บ่งบอกได้ถึงนิสัยของคนออกแบบเป็นที่สุด โดยนิสัยส่วนตัว หรงหรงชอบอะไรที่เรียบง่ายแต่ดูคลาสสิค วันนี้ช่างไม้ฉู่กั
หรงหรงใช้แรงเพียงน้อยนิด กระชากเส้นผมบังคับให้ลั่วลั่วเงยหน้าขึ้น ทุกสายตาต่างตกตะลึง ยืนอ้าปากค้างกับภาพที่เห็นตรงหน้า หนังศรีษะลั่วลั่วถูกดึงกระชากจนนางน้ำตาเล็ด ลิ้มรสถึงความเจ็บปวดเป็นครั้งแรก "หรงหรง นี้เจ้าเป็นบ้าไปแล้วรึ...รีบปล่อยมือออกเดี๋ยวนี้นะ...? แม่เฒ่าอิ๋นกัดฟันกรอดเอ่ยอย่างโมโห เมื่อเห็นว่าหลานสาวสุดที่รักกำลังถูกกระทำอย่างทารุณต่อหน้า "ไอ๋หย่า....ดูท่านทำหน้าเข้าสิ นี้ข้ายังมิทันจะออกแรงเลยด้วยซ้ำ...จะรีบร้อนไปใยเล่า..." "หากว่าเจ้าแค้นเคือง ก็จงมาลงที่ข้า ลั่วลั่วนางไม่ผิด...ขอร้องละ ปล่อยหลานสาวข้าไปเถอะ..." แม่เฒ่าอิ๋นกล่าวทั้งน้ำตา "อ่อ...แล้วข้ามิใช่หลานสาวท่านหรอกหรือ เหตุใด...ตอนนี้ถึงลืมข้าอีกคนไปเสียแล้ว....? หากเป็นเจ้าของร่างเดิม เห็นทีคงจะใจอ่อนไปแล้ว แต่ไม่ใช่หรงหรงในร่างใหม่ ภาพย่าหลานรักใคร่กลมเกลียว ยิ่งทำให้หรงหรงรู้สึกสะอิดสะเอียนจนคลื่นไส้ "นี้เจ้า...." แม่เฒ่าอิ๋นยืนกำมือแน่นอย่างแค้นใจ ปลายเล็บจิกไปบนฝ่ามือตนเองจนเลือดไหล แต่ไม่มีความรู้สึกเจ็บ กลับรู้สึกเจ็บที่ใจแทน "ไอ๋หย่า....จากที่ข้าสัมผัส เหมือนว่าหนังศรีษะของหญิงสาวคนนี้







