เข้าสู่ระบบงานเลี้ยงล่วงเลยมาจนถึงเที่ยงคืน แต่ละฝ่ายต่างไม่มีมีท่าว่าจะยอมรามือไปง่ายๆ สภาพแต่ละคนเมาปริ้นแ
"อึก...เสี่ยวเป่า....ร่างกายข้าเริ่มไม่ไหวแล้ว.." ถังหรงหรงพยายามประคองสติ หลังจากหนีออกมาได้จากค่ายทหารศัตรู นางฝืนใช้วิชาตัวเบา ในขณะที่ร่างกายเริ่มไม่มั่นคง "นายหญิง หากสามีท่านอยู่ด้วยก็คงจะช่วยท่านได้..." เสี่ยวเป่าพูดออกมาโดยไม่คิด "อึก....ให้ตายเถอะ ตอนนี้เจ้าจะพูดถึงเขาไปทำไม วันๆก็เอาแต่ทำตัวลึกลับ คิดว่าข้าโง่หรือไง ที่จริงเขากลับมาเดินได้ตั้งนานแล้ว แต่กลับปิดบังข้า ยามนี้ข้าดื่มสุราไปมาก ยาถอนพิษคงใช้ไม่ได้ผลแล้ว....มีเพียงแต่ต้องกรีดข้อมือ เพื่อให้มีสติ...." ถังหรงหรงรับรู้ได้ถึงร่างกายที่ผิดปกติ สามีคนนั่นมีอะไรให้น่าพูดถึง ตอนนี้นางไม่มีเวลาไปสนใจคนอื่น นอกจากตัวเอง ยิ่งร่างกายต่อต้านฤทธิ์ยา ร่างกายก็ยิ่งร้อนระอุ ทำให้ร่างกายเจ็บปวดทรมานเป็นอย่างมาก สีหน้าเริ่มซีดเซียว ถังหรงหรงกัดปากตัวเองจนเลือดไหล เพื่อให้มีสติอีกครั้ง "อ้ากกก....อึก...." สตรีในคาบบุรุษล่วงหล่นลงไปกลางอากาศ โชคดีที่มีเงาๆหนึ่ง พุ่งตัวออกไปรับร่างนางเอาไว้ได้ทัน เสียงร้องเจ็บปวด ทำให้คนฟังสั่นสะท้าน ร่างกายของคนปริศนากลับทำให้นางรู้สึกดี แต่ความคิดนางกลับตรงกันข้าม "เจ้าเป็นใคร....รีบว
เพียงเวลาไม่นานรถม้าประจำตำแหน่งองค์หญิง ก็เดินทางมาถึงค่ายทหารได้อย่างปลอดภัย เมื่อนายทหารรักษาการณ์มองเห็นรถม้า ก็จำได้ในทันที่ จึงปล่อยให้ผ่านเข้าไปอย่างง่ายดาย "ท่านพี่เย่ ข้าเรียกท่านแบบนี้ได้หรือไม่.....? ถังหรงหรงรู้สึกขนหัวลุกไปทั้งตัวมาเมื่อได้ฟัง องค์หญิงน้อยคนนี้คงไม่ได้กำลังหมายปองนางหรอกนะ ถังหรงรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เสี่ยวเป่าได้แต่แอบขบขันกับเหตุการณ์ตรงหน้า ปฏิกิริยาที่องค์หญิงแสดงออกมา ไม่มีความเหนียมอายเลยสักนิด หากสิงร่างนายหญิงได้ นางคงจะสิงไปแล้วแน่ๆ นายหญิงที่ชนะแทบทุกสิ่งอย่าง กลับแพ้พ่ายให้สตรีเพศเดียวกัน... องค์หญิงน้อยรู้สึกชื่นชมคุณชายเย่ ตอนนี้นางนั่งแนบชิดติดเขา จนอีกฝ่ายขยับเขยื้อนตัวไปไหนไม่ได้.... "กระหม่อมเป็นคนต่ำต้อยไร้การศึกษา จะคู่ควรให้องค์หญิงผู้เลอค่า ลดตัวมาสนิทสนมได้อย่างไร...." ถังหรงหรงกล่าวอย่างถ่อมตน หากขืนทำให้องค์หญิงน้อยคนนี้ขุ่นเคืองใจ เกรงว่าคงจะเสียงานใหญ่ "ไม่เป็นไร หากคุณชายเย่ยอมเป็นคนของข้า รับรองว่าจากนี้ไป ข้าจะมีแต่ท่านในใจเพียงคนเดียว..." "เอ่อ....เรื่องนี้เกรงว่าคงจะเร็วเกินไป ข้าเป็นคนนอนกรนเสียงดัง กินนอ
ภาระกิจครั้งนี้เป็นความลับสุดยอด สองพี่น้องกับหนึ่งคนติดตาม กำลังสุมหัวช่วยกันปลอมตัว เพื่อแฝงเข้าไปในค่ายของศัตรู แต่ละคนแต่งเติมเพิ่มหนวดเคราให้สมเป็นชายชาตรี และดูน่าเกรงขาม.... "น้องหญิง.... ไหมสิ ข้าต้องฝึกเรียกเจ้าว่าน้องชาย... ว่าแต่เจ้าจะให้พี่ใหญ่เรียกเจ้าว่าอะไรดี....? ถังจวิ๋นหันไปถามน้องสาว "พี่ใหญ่เรียกข้าว่า..ลู่เย่ ส่วนพี่ใหญ่ชื่อลู่เสียว แล้วก็ท่านพี่เย่ฟานชื่อลู่ไ่ป่...พวกท่านสองคนเห็นด้วยหรือไม่....? "ได้...ตกลงตามนี้... " ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกัน "เช่นนั้นเราก็รีบออกเดินทางกันเถอะ ภายในสามวัน....กองทัพข้าศึกจะต้องพังพินาศเป็นหน้ากลอง...ด้วยน้ำมือของพวกเราสามคน..." ถังหรงหรงหันไปบอกบุรุษทั้งสอง เอ่ยวาจาหนักแน่น ในขณะนี้ ท่านแม่ทัพหนุ่มแอบซุ่มดูอยู่คนเดียวจากระยะไกล เขาเว้นระยะห่าง แอบสะกดรอยตามไปเงียบๆ เพื่อไม่ให้ถูกจับได้ว่าหนีออกมาจากค่ายทหาร จึงได้สั่งให้ผู้ติดตามแอบปลอมตัวเป็นเขาในช่วงเวลาที่เขาไม่อยู่ แสร้งทำทีว่าเกิดเจ็บป่วย พักอยู่แต่ในกระโจม และไม่อนุญาติให้ผู้ใดเข้าพบในช่วงนี้... จ้าวหมิงเห็นทุกอย่างจากระยะไกล มีบุรุษชุดดำคนหนึ่งปกปิดใบหน้า ทำตั
ความอัปยศที่ได้รับวันนี้ ท่านแม่ทัพผู้หยิ่งทะนงจะต้องเอาคืนให้สาสมในภายหน้าอย่างมิลืมเลือน ยามที่หมอหญิงคนนี้เย็บบาดแผลให้เขา นางจงใจที่จะไม่ใส่ยาชา และบรรจงเย็บแผลอย่างเชื่องช้า เพื่อเป็นการแก้แค้นเขาทางอ้อม ท่านแม่ทัพผู้ยิ่งทะนง ได้แต่ก้นด่าหมอหญิงคนนี้อยู่ภายใจ หมอหญิงคนนี้มีช่างจิตใจอำมหิตเลือดเย็นต่อเขาจริงๆ หากใครได้นางเป็นภรรยา ถือว่าเกิดมาซวยแล้ว.... กลิ่นกายจากตัวหมอหญิง ยามเมื่อนางโน้มตัวลงมาใกล้ ท่านแม่ทัพกลับได้กลิ่นสมุนไพรที่คุ้นเคยออกมาจากตัวนาง เขาพยายามนึกคิด กลิ่นสมุนไพรชนิดนี้ เหมือนว่าเขาเคยได้กลิ่นมาจากหญิงสาวคนหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้... หรือว่าเขาจะคิดมากไป.... หญิงสาวคนนั้นเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดา แต่หญิงสาวคนนี้กลับเป็นถึงหลานสาวเพียงคนเดียวของท่านกั๋วกง ความคล้ายเพียงอย่างเดียว คือพวกนางสองคนเป็นหมอเหมือนกัน "จ้องข้าแบบนี้ คงไม่ได้คิดจะเอาคืนสตรีตัวเล็กๆเช่นข้าหรอกนะ....? คำพูดเหน็บแนมเช่นนี้ มีเพียงหมอหญิงที่กล้าพูดออกมา ท่านแม่ทัพพอถูกหมอหญิงตรงหน้าเอ่ยจี้จุด เขาก็ยิ่งแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปอีกทาง เพื่อระงับความโกรธ... ทหารทุ
ยามอิ๋น (03.00 – 04.59) ถังหรงหรงยังคงตรวจรักษาบาดแผลให้ทหารที่ได้รับบาดเจ็บ หลังจากทำความสะอาดบาดแผล และเปลี่ยนผ้าพันแผลให้เหล่าทหารกล้าเสร็จ ก็เดินออกมาจากกระโจมผู้ป่วย แต่ละโซนคัดแยกผู้ป่วยตามอากการ จากหนักไปเบา ยามแหงนหน้าขึ้นมองไปดูท้องฟ้า เห็นเพียงพระจันทร์กลมโตส่องสว่างลงมา กลับไม่เห็นดวงดาวปรากฏอยู่ ยิ่งทำให้ดูอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวหัวใจเกินจะพรรณนา "นานแค่ไหนแล้วนะ ที่ข้าไม่ได้มองดูพระจันทร์เต็มดวงเช่นนี้..." เมื่อเห็นหมอหญิงกำลังยืนมองพระจันทร์ เย่ฟานจึงรีบเดินเข้าไปหา แสดงสีหน้าร้อนใจขึ้น "คุณหนู...." "ในค่ายทหารเช่นนี้ เรียกข้าว่าท่านหมอแทนเถอะ ว่าแต่....ดึกดื่นยามนี้ เจ้าตื่นมาทำอะไรที่กระโจมพักผู้ป่วย อ่อ...มาก็ดีเลย ข้ามีเรื่องอยากจะถาม พอจะมีกระโจมพักว่างสักหลังหรือไม่ ข้าขอไปงีบเอาแรงเสียหน่อย ตอนนี้แทบจะลืมตาไม่ขึ้น รู้สึกง่วงสุดๆไปเลย...ห้าว..." ถ
ในใจถังหรงหรงครุ่นคิด หากว่านางใช้วิชาตัวเบา คงน่าจะเดินทางได้เร็วกว่านี้ คาดว่าน่าจะไปถึงยามพลบค่ำแล้วแท้ๆ แต่ก็ได้แต่คิด หากเผยความสามารถให้คนอื่นรู้มากเกินไป เกรงว่าจะไม่เป็นผลดีต่อตระกูล และต่อตัวนางเอง มีคนรัก ย่อมต้องมีคนเกลียด ถ่อมตนไว้บ้าง เพื่อจะได้มีชีวิตต่อยืนยาว นี้เป็นสัจธรรมในชีวิต ถังหรงหรงนึกถึงข้อนี้... "พักให้ม้ากินน้ำกันก่อนเถอะคุณหนู ตอนนี้ม้าเร็วน่าจะเหนื่อยเต็มที่แล้ว....? "เอางั้นก็ได้..." หลังจากที่ทุกคนพักเอาแรง กว่าจะเดินทางไปถึงค่ายทหารชายแดน ก็ปาไปเกือบเที่ยงคืน แต่ละคนต่างมีสีหน้าอิดโรย ตอนนี้ฐานที่มั่นกลายเป็นสมรภูมิรบ จึงได้ถอนกำลังรบชั่วคราวเพื่อพักรักษาตัว แววตากลมโตมองเห็นซากศพนอนตายเกลื่อนกลาดตลอดเส้นทาง ภายในใจรู้สึกจุกอยู่ที่อก ตอนนี้นางไม่มีเวลามาคิดเรื่องซากศพพวกนี้ เมื่อเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง ถังหรงหรงจึงตั้งสติให้มั่น แล้วถามออกไป "ท่านนายพลถังจวิ๋นพักอยู่กระโจมหลังไหน....? เมื่อมองไปเห็นกระโจมมากมายตั้งอยู่ มีทหารเฝ้ารักษาเวรยามอย่างแน่นหนา ถังหรงหรงก็รู้สึกอุ่นใจ ดูท่า...พี่ชายนางน่าจะปลอดภัยดี "ข้าน้อยจะพาคุณหนูไปเอง เชิญตา







