Masukเลือดสีแดงกายเป็นสีดำในชั่วพริบตาเดียว นางจึงหยิบเข็มเงิน เพื่อพิสูจน์หาพิษให้แน่ชัดอีกครั้ง ผลที่ได้...ปลายเข็มเงินกลายเป็นสีดำสนิท
"พิษ ท่านถูกพิษได้เช่นไรเจ้าคะ...? หรงหรงรีบหันไปถามหญิงชราตรงหน้าอย่างสงสัย "แม่กินยาตามที่ท่านย่าของเจ้าให้มาตลอด นอกจากนั้น...แม่ก็ไม่ได้กินยาที่ไหนอีกเลย...? นางเมิงตอบไปตามความจริง "ท่านย่า นี้ท่านย่าเป็นคนนำยาพวกนี้มาให้ท่านตลอด เลยหรือเจ้าคะ...? "ใช่...ทำไมหรือ....? "อ่อ...เปล่าเจ้าคะ..." "ก็ลำพังบ้านเรา ไม่มีตำลึงซื้อยาที่แพงเช่นนั้นหรอก ท่านย่าเจ้าเป็นคนจิตใจดีมีเมตตา นางช่วยส่งยามาให้แม่ต้มกินในทุกๆเดือน" "ท่านแม่...ขอข้าดูห่อยาที่ท่านย่าส่งมาได้ไหมเจ้าคะ...? "ได้....นั้นไง วางข้างตระกร้าผ้าตรงนั้น แต่ยาน่าจะใกล้หมดแล้วแหละ ย่าเจ้าน่าจะให้คนนำมาส่งให้เพิ่ม" หรงหรงที่ได้ฟังกัดฟันกรอดขึ้นมาอย่างโกรธเคือง นางรีบลุกขึ้นเดินไปหยิบห่อยาขึ้นมาดู เพียงเปิดห่อยาออก นางก็ได้กลิ่นฉุนขึ้นจมูกอย่างรุนแรง ดูก็รู้ว่ามิใช่ยาดี "นี้ถึงกับคิดจะฆ่ากันให้ตายเชียวรึ เห็นทีข้าคงปล่อยนางเอาไว้ไม่ได้เสียแล้ว.." หรงหรงบ่นพึมพำเสียงเบาอย่างฉุนเฉียว "เป็นอย่างไรบ้างหรงเอ๋อร์ แค่ก...แค่ก...? "ยาพวกนี้มีปัญหา" "มีปัญหา....? "ใช่...ต่อไปนี้ข้าจะดูแลเรื่องยาให้ท่านเอง หากท่านย่านำยามาให้ท่านอีก ให้ท่านแม่เก็บยาพวกนั่นเอาไว้ให้ข้าตรวจสอบดูก่อนนะเจ้าคะ....? "เพราะเหตุใด...? นางเมิงถามออกไปอย่างสงสัย "ท่านแม่ลองคิดดูสิ ท่านกินยาพวกนี้อย่างต่อเนื่อง แต่อาการก็ไม่ดีขึ้นเลย อาการมีแต่ทรุดหนักลงไปเรื่อยๆ ท่านแม่ไม่เคยสงสัยบ้างเลยรึเจ้าคะ....? "ที่เจ้าพูดมา ก็มีส่วนถูก...." "ท่านแม่เพียงกินยาที่ข้าต้มก็พอ อีกไม่นานท่านแม่จะกลับมาเดินเหินได้ปกติอีกครั้ง ส่วนยาพวกนี้ ข้าจะเอาไปกำจัดทิ้งเสีย ส่วนเรื่องยาพวกนี้...ท่านแม่จะต้องเก็บไว้เป็นความลับ..." หรงหรงรีบกำชับมารดา "ได้แม่รับปาก.." นางเมิงมองดูบุตรสาวอย่างไม่เชื่อสายตา นี้ใช่บุตรสาวนางจริงๆใช่ไหม เหตุใดนิสัยใจคอบุตรสาว จึงได้เปลี่ยนไปราวกับคนละคน "ตอนนี้เพียงแค่ให้น้ำเกลือบำรุงร่างกายไปก่อน หลังจากนั้นค่อยทยอยขับพิษที่ตกค้างออกมา..." หรงหรงหยิบขวดน้ำเกลือออกมา ยิ่งทำให้นางเมิงสงสัยมากยิ่งขึ้น "ขวดน้ำสีขาวๆนั้นรึ ที่เจ้าเรียกว่าน้ำเกลือ...? "อันนี้คือน้ำเกลือใช้ในการรักษา เวลาหาเส้นเลือดอาจจะเจ็บเหมือนมดกัด ท่านแม่จะรู้สึกอึดอัดชั่วครู่ แต่หลังจากนั้น...ท่านแม่จะรู้สึกดี และมีเรี่ยวแรงมากขึ้นเจ้าคะ.." "วิเศษปานนั้นเชียว...? "ของที่ท่านเซียนให้มาเองกับมือ เหตุใดจะไม่วิเศษละเจ้าคะ" "แล้ว...ท่านเซียนตนนั้นหนุ่มหรือแก่...? หรงหรงแทบจะสำลักน้ำลายตัวเองออกมาในคำถามของมารดา "ท่านแม่...!!!" หรงหรงรู้ว่ามารดากำลังจะสื่อถึงอะไร "เอาเถอะ เอาเถอะ แม่ก็แค่ถามดู..." หลังจากให้น้ำเกลือเริ่มซึมซับเข้าสู่ร่างกาย ใบหน้าหญิงชรากลับมามีเลือดฝาดอีกครั้ง ร่างกายรู้สึกมีชีวิตชีวาอีกครั้ง "หรงเอ๋อร์...ยาของท่านเซียนช่างวิเศษเสียจริง แม่รู้สึกดีขึ้นมากกว่าแต่ก่อน ท่านเซียนอยู่ที่ใด..ถ้าแม่เดินได้คล่อง แม่จะไปขอบคุณท่านเซียนด้วยตัวแม่เอง" "เป็นถึงท่านเซียน เรามิอาจพบเจอได้ง่ายๆ หรอกเจ้าคะ ตอนนี้พิษอาจจะยังมีหลงเหลืออยู่บ้าง ยังขจัดออกไม่หมด ข้าจะรีบขึ้นเขาไปหาสมุนไพร เพื่อกำจัดพิษที่ตกค้างให้หมด ท่านแม่จะได้หายขาดจากโรคนี้เสียทีน่ะเจ้าคะ.." "แม่คิดน้อยไป หรงเอ๋อร์...ถ้าเจ้าพบท่านเซียนอีกครั้ง เจ้าต้องรีบขอบคุณท่านเซียนแทนแม่ เจ้าอย่าลืมเชียว....? "ได้ๆๆๆ ท่านเเม่...นี้ท่านฟังข้าพูดเมื่อครู่อยู่หรือเปล่าเจ้าคะ....? "อือ...เจ้าบอกจะขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพร ตอนนี้แม่รู้สึกดีขึ้นกว่าแต่ก่อน เจ้ามิต้องห่วงแม่ แต่ยังไงก็อย่าลืมรีบไปขอบคุณท่านเซียนให้แม่อีกครั้งเชียวนะ ได้ยินหรือไม่....? "เจ้าคะ เจ้าคะ .." หรงหรงเพียงคิดในใจ นางนี้แหละเทพเซียน จะให้นางไปขอบคุณใครได้อีก คิก....คิก หรงหรงลืมเรื่องโม่เฉินไปอย่างสิ้นเชิง ค่อยบอกมารดาเรื่องเขาก็ยังไม่สาย หากบอกตอนนี้ เกรงว่านางเมิงจะเป็นลมล้มพับไป เนื่องด้วยร่างกายที่ยังไม่ฟื้นตัวดี รอให้ร่างกายนางเมิงฟื้นตัวแข็งแรงดีขึ้นอีกหน่อย หรงหรงค่อยบอกหญิงชราในภายหลังก็ยังไม่สาย แต่โชคดีที่นางแอบฉีดยาถอนพิษให้โม่เฉินไปแล้ว อาการเขาจึงไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่ก็ต้องพึ่งสมุนไพรล้างพิษด้วย นางจึงข้ออ้างเรื่องนี้บอกมารดา "ท่านแม่ ตอนนี้ท่านนอนพักผ่อนก่อนเถิด ข้าว่าจะออกไปเก็บสมุนไพรบนเขามาเพิ่มอีกสักหน่อย..." "ได้ ระวังตัวด้วยละ.....? "เจ้าคะ..." หรงหรงเดินออกมาพร้อมกับข้าวต้มหนึ่งถ้วย นางเดินมาหาโม่เฉินที่ลานข้างบ้าน อย่างรู้หน้าที่ "อาเฉิน...เลยเวลากินข้าวกินยาแล้ว ท่านคงจะหิวแย่แล้วกระมัง....? "ไม่เป็นไรข้าทนได้ ตอนนี้ข้ากำลังมองดูลูกนกตัวน้อย เหมือนมันกำลังจะหลอกล่อให้แม่นกกินเหยื่อ ลูกนกตัวนี้ช่างซุกซนยิ่งนัก..." หรงหรงรู้ได้ในทันที ว่าโม่เฉินกำลังต่อว่านางอยู่อย่างแน่นอน นางแหงนหน้ามองขึ้นไปบนต้นไม้ ก็ไม่เห็นมีนกอยู่แม้แต่ตัวเดียว ชิ...บุรุษผู้นี้ช่างร้ายกาจยิ่งนัก กล้าต่อว่านางอย่างนั้นหรือ....? "อาเฉิน นี่ท่านแอบฟังเรื่องที่ข้าคุยกันกับท่านแม่ของข้า....? หรงหรงมองไปที่โม่เฉินเป็นเชิงตำหนิ "จะแอบฟังได้อย่างไร เรือนเจ้ามิได้เก็บเสียง ข้าก็แค่ได้ยิน...มิได้ตั้งใจแอบฟังเสียหน่อย คิดไม่ถึงว่าหรงเอ๋อร์ไม่ใช่แค่เก่งเรื่องการแพทย์เพียงอย่างเดียว เจ้ายังมีความสามารถในการพูดจาเกลี้ยกล่อมคนป่วยได้อีกด้วย หากเพียงเเค่มองผิวเผิน เจ้าก็เป็นเพียงแค่หญิงสาวชาวบ้านธรรมดาทั่วไป หาไม่...ข้าคงคิดว่าหรงเอ๋อร์เป็นสตรีสูงศักดิ์แอบปลอมตัวมา เพื่อมาสืบดูความเป็นอยู่ของราษฎร....? "อาเฉินช่างมองข้าสูงส่งเกินไปแล้ว ข้ามิกล้ารับไว้ มิกล้า มิกล้า นี้มันเป็นความสามารถส่วนตัวของข้าโดยเฉพาะ ผู้อื่นไม่สามารถลอกเลียนแบบได้..." "อืม...นับถือ นับถือ" "แน่นอน คิก...คิก..." หรงหรงยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะ "อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย รีบกินข้าวได้แล้ว จะได้กินยาตาม วันนี้ข้ายังมีธุระต้องไปทำ จะต้องรีบล้างแผลให้ท่านก่อน.." "พักผ่อนไม่เต็มที่ ยังต้องไปที่ใดอีก...? "ข้าจะขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพร ไปไม่นานหรอก จะรีบกลับมาให้ทันมื้อเย็น ท่านอย่าได้ห่วงไปเลย.." "ข้ารู้ว่าหรงเอ๋อร์เก่ง ดูแลตัวเองได้ แต่ก็ต้องระวังตัวทุกฝีก้าวด้วยเช่นกัน เข้าใจหรือไม่...? โม่เฉินสัมผัสได้ว่าสตรีตรงหน้ามีวรยุทธ เขาถึงกลับตกตะลึงไม่น้อย ได้แต่ครุ่นคิดอยู่ในใจเงียบๆ "ข้าเข้าใจแล้ว ฝากท่านดูแลเรือนและท่านแม่ข้าด้วย....." หรงหรงเดินมาจับที่แก้มของโม่เฉินเบาๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป พร้อมมุ่งหน้าตรงไปบนเขา โม่เฉินได้แต่มองตามหลังสตรีร่างบางที่กำลังเดินจากไปอย่างช้าๆ สายตาเขายังคงจดจ่อมองนางจนสุดสายตา"ปัง!!! เสียงเปิดประตูถูกถีบออกอย่างสุดแรง "ที่เจ้าพูดเมื่อครู่ หมายความว่าอย่างไรกันแน่...? หนานเฟิงกัดฟันกรอดถามออกไป ภายในใจราวกับภูเขาไฟที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ "ข้าไม่รู้..." โม่เฉินเอ่ยเสียงสั่น ภายในใจกลับทุกข์ทรมาน "ให้ตายเถอะ...หากหรงเอ๋อร์เป็นอะไรไป ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่.." หนานเฟิงสบถออกมาอย่างหัวเสีย ก่อนจะรีบหันหลังเดินจากไป แล้วใช้วิชาตัวเบามุ่งไปที่สนามรบอย่างร้อนใจ โม่เฉินก็รีบตามหลังไปด้วยเช่นกัน.... ภายในสนามรบ....... เสียงระเบิดดังตูมตามจนเกิดเป็นประกายไฟ เพียงแค่คนธรรมดามิอาจเข้าไปใกล้ได้ การต่อสู้ของผู้มีวรยุทธ์สูงส่ง ทำให้รอบข้างถึงกับสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน เมื่อเหลือบมองไปบนท้องฟ้า เกิดแสงประกายไฟไปทั่วท้องนภา ราวกับจุดดอกไม้ไฟลูกใหญ่ ทำให้บริเวณรอบข้างส่องสว่างไปทั่วผืนธรณี จักรพรรดิ์แคว้นเป้ยยืนหอบหายใจอย่างเหนื่อยล่า ร่างกายเขาเปียกชุ่มไปด้วยเลือด เพราะได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้ ส่วนหรงหรงก็ไม่ต่างกันมาก เนื่องจากชุดเกราะสีดำที่หรงหรงสวมใส่อำพรางบาดแผล ต่อให้ได้รับบาดแผลฉกรรจ์มากมาย ก็มองไม่ออกว่านางกำลังบาดเจ็บสาหัสอยู่ สนามรบตอนนี้เจิ่ง
ทหารแคว้นเป้ยต่างมองดูภาพสยดสยองตรงหน้ากันอย่างอกสั่นขวัญแขวน ฝูงหมาป่ากระโจนยื้อแย่งรุมทึ้งกัดกินเนื้อสดๆไปทีละคนสองคน ตามมาด้วยเสียงร้องขอชีวิต และเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ยามที่หรงหรงออกกระบวนท่า คิดไม่ถึงว่าจักรพรรดิ์แคว้นเป้ยจะมีวรยุทธ์ซ่อนเร้น เขาหลบหลีกการโจมตีไปได้อย่างหวุดหวิด แต่ละกระบวนท่าของหรงหรง ล้วนมุ่งเน้นไปที่จุดสำคัญอย่างไม่ออมแรง การต่อสู้เริ่มยืดเยื้อไปเรื้อยๆ ดูเหมือนตอนนี้จักรพรรดิ์แคว้นเป้ยจะเปลี่ยนเป้าหมายไปที่ถังจวิ๋นแทน เมื่อเริ่มมองเห็นจุดอ่อน..... "พี่ใหญ่ระวัง...!!! หรงหรงรีบพุ่งตัวเข้าไปรับกระบวนท่าแทนพี่ชาย จึงทำให้นางกระอักเลือดออกมา แล้วล้มลงไปท่ามกลางซากศพนับหมื่น กลิ่นคาวเลือดชวนให้สะอิดสะเอียนเป็นอย่างมาก "น้องหญิง...เจ้ายังไหวหรือไม่....? ถังจวิ๋นรีบวิ่งเข้าไปพยุงน้องสาวให้ลุกขึ้นยืน "ข้าไม่เป็นไร ตาแก่นี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของท่าน ท่านรีบไปช่วยเสี่ยวไป่ทางโน้นเถอะ ส่วนทางนี้ข้าจะรับมือเอง..." หรงหรงรีบเอามือเช็ดเลือดที่มุมปาก ตอนนี้กำลังภายในนางเริ่มถดถอยลงเรื่อยๆ จนเป็นที่น่าตกใจ มีเพียงนางที่รู้ดีกว่าใคร เพื่อไม่ให้กลายเป็นจ
คลื่นพายุซัดโหมกระหน่ำ เสียงเม็ดฝนสาดกระเซ็นมิรู้วันรู้คืน คล้ายกำลังร่ำไห้บอกลาความเศร้าโศกเสียใจไม่มีสิ้นสุด จนแสงอรุณนอกหน้าต่างค่อยๆสว่างไสวขึ้น หลังจากพายุฝนที่บ้าคลั่งสงบลง "ฟางเอ๋อร์...แม่มาช่วยแล้ว..." น้ำเสียงที่คุ้นเคยเอ่ยขึ้น สตรีร่างอรชรสวมชุดแม่ทัพหญิงเดินแหวกทหารเกาะเหล็กเข้าไปจนถึงแนวหน้า แววตาอ่อนโยนหันไปมองแก้วตาดวงใจ ก่อนจะหันไปเผยรัศมีอำมหิต จ้องมองทัพกบฏนับแสนอยู่เบื้องหน้าอย่างไม่เกรงกลัว "เสด็จแม่...!!! รัชทายาทน้อยรีบหันไปมองน้ำเสียงที่คุ้นเคย ดวงตาเริ่มคลอเบ้า นึกว่าชาตินี้จะไม่ได้เห็นมารดาผู้ให้กำเนิดอีกแล้ว ทหารเกาะเหล็กเริ่มอ่อนกำลังลง หลังจากต้านทานทัพของศัตรูติดต่อกันไปหลายวันจนไม่ได้พัก แต่ละคนต่างมีสีหน้าอิดโรย "ฟางเอ๋อร์...รีบสั่งให้ทหารแนวหน้าถอนกำลังออกไปให้หมด ที่เหลือแม่จะจัดการเอง..." รัชทายาทน้อยทำตามที่มารดาบอก เขารีบหันไปออกคำสั่งถอนกำลังทหารออกไปจนหมด ตอนนี้ภายในสนามรบ เหลือเพียงแค่เสี่ยวไป่กับแม่ทัพหญิงยืนคู่กัน "เสี่ยวไป่...รีบเรียกกำลังเสริมออกมาช่วยข้า วันนี้ข้าจะกำจัดกองทัพศัตรูให้สิ้นซากไปพร้อมกับเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย...."
"ในที่สุดท่านก็มาได้สักที ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านจะไม่ทอดทิ้งฝ่าบาท ฝ่าบาทก็ทรงรอคอยท่านเหมือนกัน..." จ้าวหมิงเอ่ยน้ำตาคลอเบ้า เมื่อเห็นสตรีปริศนาเดินเข้ามายืนอยู่เบื้องหน้าเขา "ข้าไม่มีเวลาแล้ว ศัตรูบุกประชิดเมืองหลวงเอาไว้ทุกด้าน ข้าจะรีบไปช่วยฟางเอ๋อร์ บอกพวกเขาทุกคนให้รีบออกไปให้หมด..." หรงหรงหันไปบอกจ้าวหมิง จ้าวหมิงก็หันไปออกคำสั่งให้หมอหลวงทุกคน รวมถึงนางกำนัลทุกคนให้รีบออกไปให้หมด ฮองเฮารีบเดินเข้าไปยืนขวางทางหรงหรงเอาไว้ พร้อมกับใช้สายตาเหยียดหยาม มองสตรีตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า แสยะยิ้มอย่างสมเพช "ฮองเฮา...พระนางจะทรงทำสิ่งใดพะย่ะค่ะ...? จ้าวหมิงรีบหันไปถาม เมื่อเห็นการกระทำของฮองเฮา "นางนะหรือคิดจะช่วยฝ่าบาท ช่างน่าขันยิ่งนัก หญิงบ้านนอกไร้มารยาทเช่นนี้ จะเอาปัญญาที่ไหนมาช่วยเหลือชีวิตฝ่าบาท ขนาดหมอหลวงที่ว่าเก่งกาจหลายคนยังจนปัญญา ไร้ซึ่งหนทาง เจ้าคงจะถูกนางหลอกให้แล้วละจ้าวหมิง.." ฮองเฮาพรางหัวเราะเยาะเย้ย "เพลี้ยะ..." ฝ่ามือเรียวบางตบไปที่ใบหน้าฮองเฮาไปหนึ่งฉาดอย่างไม่เบาแรง ทำให้ฮองเฮาถึงกับล้มลงไปนั่งอยู่ที่พื้น มุมปากยังมีเลือดออก "นี้เจ้าบังอาจกล้าตบข้า น
ยามซื่อ(09.00-11.00) ช่วงสายท่านเจ้าสำนักหญิงตื่นขึ้นมาก็ได้รับพิราบสื่อสารด่วน หลังจากเปิดอ่านข้อความในจดหมาย ก็รีบทำลายหลักฐานทิ้งทันที โดยไม่ทันสังเกตุเห็นบุตรชาย ว่ากำลังจ้องมองนางอยู่ "ใครส่งจดหมายด่วนมาหรือท่านแม่....? ฟงเอ๋อร์เอ่ยถามมารดาอย่างใคร่รู้ "น้องชายเจ้าส่งมา..." มารดารีบหันไปบอกความจริง พร้อมทั้งแสดงสีหน้าเป็นกังวล "หรือว่าที่แคว้นฉีจะเกิดเรื่องขึ้น....? ฟงเอ๋อร์พอจะคาดเดาสถานการณ์จากสีหน้ามารดา "อืม...สถานการณ์ตอนนี้ที่แคว้นฉีไม่สู้ดีนัก แม่จะไม่อยู่ที่สำนักศึกษาสักระยะ ส่วนจิ่วเอ๋อร์...แม่จะฝากให้พ่อบุญธรรมดูแลนางแทน ลูกอยู่ทางนี้แม่ฝากดูแลสำนักศึกษาและน้องสาวแทนแม่ด้วย มีลูกอยู่ที่นี่แม่ถึงจะวางใจ..." คำพูดนี้มีหรือฟงเอ๋อร์จะฟังไม่ออก ว่ามารดาไม่อยากให้เขาเดินทางตามไปด้วย "ได้ แต่ท่านแม่ต้องระวังตัวด้วย..." ฟงเอ๋อร์เดินเข้าไปจับมือมารดา เขาจ้องมองใบหน้ามารดา เหมือนกับว่าจะไม่ได้เห็นใบหน้าที่งดงามเช่นนี้อีกแล้ว ภายในใจกับรู้สึกใจหวิวๆ "ฟงเอ๋อร์... เรื่องที่ลูกเป็นฝาแฝด ห้ามให้แคว้นฉีรู้เป็นอันขาด ทางที่ดีลูกควรต้องสวมหมวกปิดบังใบหน้าเอาไว้ ห้ามเปิดเผยใบห
หลายวันที่ผ่านไป.... ซุนอ๋องขบคิดเรื่องวิวาทที่เกิดขึ้น ทุกอย่างล้วนไม่ใช่ความผิดของสหาย ต่างฝ่ายต่างพึ่งรู้ความจริง อีกทั่งทั้งสองคนยังมีโซ่ทองคล้องใจด้วยกัน เข้ามิอาจไปแทรกกลางระหว่างสองสามีภรรยาได้ จึงทำให้ซุนอ๋องเข้าใจในจุดนี้ แต่ถึงอย่างนั้นซุนอ๋องก็ยังก็อดเศร้าใจไม่น้อย วันนี้ที่สำนักศึกษาได้จัดงานเลี้ยงขึ้นมา จึงเชิญท่านเจ้าเมืองให้มาร่วมงานเบี้ยงในครั้งนี้ ท่านเจ้าเมืองจึงไม่อาจจะหลบหน้าหนีได้อีกต่อไป วันนี้จึงถึงเวลาเผชิญหน้า เพื่อเคลียร์ความเข้าใจผิดของทั้งสองฝ่ายให้กระจ่าง.... "วันนั้น...ข้าผิดเอง ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วยนะหนานเฟิง" ซุนอ๋องเอ่ยขึ้นอย่างเก้ๆกังๆ "ข้าเองก็เหมือนกัน....วันนั้นข้าก็มีส่วนผิด ข้าก็ต้องขอโทษเจ้าด้วยนะหยางซุน.." "คิดไม่ถึงว่ารักแรกของข้า นางจะกลายเป็นภรรยาของเพื่อนสนิทไปได้...ข้าช่างน่าสมเพชยิ่งนัก.." ซุนอ๋องยกสุราขึ้นมาดื่มอย่างรวดเร็ว "ในอนาคตเจ้าอาจจะเจอคนที่ใช่อีกก็ได้ ใครจะไปรู้....?"สตรีที่เพียบพร้อมอย่างเช่นภรรยาเจ้า ในโลกนี้คงหาไม่ได้อีกแล้ว หนานเฟิง...เจ้าช่างมีวาสนายิ่งนัก...หากวันใดเจ้าทอดทิ้งนาง ข้านี่แหละจะเป็นคนดามใจให้นาง







