LOGINทางด้านฝั่งอี้ฟู........
หลังจากหมดสติไปหลายชั่วยาม ชาวบ้านที่เข้าไปหาของป่าได้พบพวกเขาเข้าโดยบังเอิญ พวกเขาทุกคนจึงได้ถูกชาวบ้านกลุ่มนั้น พาตัวกลับมารักษาในเวลาต่อมา บิดาอี้ฟู เมื่อได้รู้ว่าบุตรชายของตัวเองถูกทำร้ายจนอาการสาหัสปางตาย ใบหน้าเปลี่ยนสีด้วยความโกรธแค้น เขาบันดาลโทสะกับข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านเป็นจำนวนมาก แล้วยังสั่งลูกน้องให้รีบไปเชิญหมอจางในหมู่บ้าน เพื่อมารักษาอาการบุตรชายเป็นการเร่งด่วน หมอจางเรียกได้ว่าเป็นหมอหน้าเลือดคนหนึ่งในหมู่บ้าน แค่รักษาไปตามอาการเบื้องต้น เพราะไม่ได้ร่ำเรียนวิชาแพทย์มาโดยตรง เพียงแค่ครูพักลักจำ รู้เพียงวิธีรักษาขั้นพื้นฐานเท่านั้น ทำตนว่าเป็นคนใจบุญชอบช่วยเหลือผู้อื่น แต่ลับหลังกลับฉกฉวยผลประโยชน์ใส่ตน แต่ถึงอย่างนั้น ชาวบ้านก็ต้องจำยอม เพราะไม่อยากเสียค่ารักษาที่แสนแพงเพื่อเข้าไปรักษาในตัวเมือง ไหนจะค่าเกวียนไปกลับอีกหลายกิโล จึงไม่มีหนทางอื่น "ท่านหมอจาง ลูกชายข้าเป็นอย่างไรบ้าง...? มารดาอี้ฟูรีบซักถามอาการอย่างกังวล "กระดูกหักไปหลายส่วน อวัยวะภายในร่างกายบอบช้ำจนเกินเยียวยา.....เอ่อ..แล้วก็..." หมอจางส่ายหัวพูดจาตะกุกตะกัก "แล้วอะไร....ลูกชายข้าเป็นอะไรอีกท่านหมอ...? บิดาอี้ฟูกล่าวเสริมอย่างร้อนใจ "เห็นทีชาตินี้ลูกชายของเจ้า คงไม่สามารถมีทายาทสืบสกุลได้อีกแล้ว ถ้าจะให้ข้ารักษา พวกเจ้าต้องจ่ายเพิ่มอีกหลายเท่า แต่ข้าไม่อาจรับปาก ว่าเขาจะกลับมาเป็นปกติได้เช่นเดิมอีกหรือเปล่านี้สิ.." "ห้ะ...ท่านว่าอย่างไรนะ...? มารดาอี้ฟูแทบจะเป็นลมล้มลงไป หากไม่มีทายาทสืบสกุล ก็เท่ากับว่าบุตรชายของตนกลายเป็นคนที่ไร้ประโยชน์เข้าแล้ว "มันผู้ใด...บังอาจกล้าทำร้ายลูกชายข้าได้ถึงเพียงนี้...? บิดาอี้ฟูกล่าวขึ้นมาด้วยความโมโห "ท่านพี่อย่าได้โมโหไปเลยเจ้าคะ รอเสี่ยวฟูฟื้นขึ้นมาก่อน เราค่อยซักถามเรื่องราวจะดีกว่า ข้าเองก็ร้อนใจพอๆกับท่านพี่" มารดาอี้ฟูพอได้สติขึ้นมา จึงรีบเอ่ยปรามสามีออกไป ก่อนจะหันไปมองดูบุตรชายเพียงคนเดียวที่กำลังนอนไม่ได้สติ "ข้าจะไม่ยอมอยู่เฉยแน่...คอยดูสิ ลูกชายข้าบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้ ข้าจะต้องหาคนผิดมารับผิดชอบเรื่องนี้ให้จงได้..." บิดาของอี้ฟูหันไปมองภรรยาด้วยใบหน้าที่ดุดัน พ่อเป็นอย่างไร ลูกก็เป็นอย่างนั้น ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น นิสัยอันธพาลของสองพ่อลูกช่างเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน บิดาอี้ฟูยังคงโวยวายอยู่เช่นนั้น เขาจะต้องตามหาคนผิดมาลงโทษให้จงได้ แววตาที่แสดงออกมา ทำให้คนมองถึงกลับขนหัวลุกขึ้นมา "ข้าก็ไม่ยอมเช่นกันเจ้าคะท่านพี่" มารดาอี้ฟูเอ่ยสมทบด้วยใบหน้าที่โกรธเกรี้ยว ............................... "ฮัดชิ้ว...." หรงหรงจามออกมา ราวกับว่ามีคนกำลังนินทานาง แต่ก็ไม่ได้สนใจ นางเดินขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรต่ออย่างอารมณ์ดี เดินสำรวจไปซ้ายทีขวาที ก็ได้เก็บสมุนไพรมาจำนวนไม่น้อย ในกล่องยามีแต่ยาสมัยใหม่ ไม่มียาสมุนไพรต้มกินเพื่อขับพิษภายในร่างกาย นางได้แต่ต้องขึ้นเขาไปหาสมุนไพรที่สามารถนำมาต้มล้างพิษจากภายในขับออก จึงจะสามาถเริ่มขั้นตอนการรักษาอื่นต่อได้.... โชคดีโลกที่นางจากมา นางได้ร่ำเรียนวิชาการแพทย์เกี่ยวกับยาสมุนไพรจีนโบราณ หรงหรงจึงรู้จักสมุนไพรแทบจะทุกชนิด ตามที่นางได้ศึกษามาในตำรา "นั้นมันกำเช่า...สามารถดูดซับสารพิษ และขับสารพิษออกทางตับ อีกทั้งยังสามารถถอนพิษได้อีกด้วย เหมาะกับอาเฉินและท่านแม่ยิ่งนัก ส่วนนี้ก็สมุนไพรรักษาบาดแผล อืม..ถือว่าวันนี้ข้ามาไม่เสียเที่ยวจริงๆ" เมื่อหรงหรงได้สมุนไพรตามที่ต้องการครบแล้ว ไม่คิดว่าบนหุบเขาแห่งนี้จะมีสมุนไพรล้ำค่าขึ้นเองตามธรรมชาติอีกมากมาย นางจึงรีบกลับเรือนโดยเร็ว ไม่อาจละทิ้งทั้งสองคนไว้ได้นาน เพราะเกรงว่าจะเกิดเรื่องขึ้น.... พอเดินทางกลับมาถึงเรือน หรงหรงก็ไม่รอช้า นางรีบก่อไฟต้มยาสมุนไพรให้นางเมิงกับโม่เฉินในทันที ข้างลานบ้านมีกลิ่นหอมฟุ้งตลบอบอวนไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพรทั่วทั้งลานบ้าน ช่วงเวลาที่นางนั่งรอยาต้มสุก หรงหรงก็ทุบสมุนไพร เพื่อไปประคบบาดแผลภายนอกให้โม่เฉิน เพื่อได้สมานหายเร็วยิ่งขึ้น หรงหรงไม่อาจทิ้งเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ นางรีบล้างแผลให้โม่เฉินอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็นำสมุนไพรที่ได้มา ประคบลงไปบนแผลทั้งหมด เพื่อดูดซับความเปียกชื่นให้บาดแผลแห้งเร็วยิ่งขึ้น ไม่นานหรงหรงก็รีบยกยาที่ต้มเสร็จมาให้เขาดื่ม และยกอีกชามไปให้มารดาดื่มในทันที หญิงชราดื่มยาสมุนไพรเข้าไป เพียงเวลาไม่นานนางก็รู้สึกอยากจะอาเจียนออกมา หรงหรงรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น นางจึงตั้งใจนำชามใบใหญ่เข้ามาด้วย ของเหลวที่อาเจียนออกมาล้วนเป็นสีดำ ส่งกลิ่นเหม็นจนน่าสะอิดสะเอียน พิษที่ตกค้างอยู่ในร่างกายของหญิงชรา ได้ถูกบุตรสาวกำจัดออกมาจนหมดสิ้น สามวันต่อมา..... หญิงชรารู้สึกดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เป็นครั้งแรกที่นางเมิงรู้สึกว่าร่างกายกระปรี้กระเปร่ามีเรี่ยวแรงขึ้นมาเป็นอย่างมาก หรงหรงรีบประคองมารดาลุกขึ้นยืน นางค่อยๆพยุงมารดาเดินออกมายังประตูเรือนอย่างระมัดระวัง นี้เป็นครั้งแรกที่นางเมิงได้กลับมาเดินเหินสะดวกได้อีกครั้ง หญิงชรายิ้มออกมาด้วยความดีใจเป็นครั้งแรกตั้งแต่นางเจ็บป่วย แต่แล้วความสุขมักอยู่คู่กันได้ไม่นาน ทุกอย่างก็ได้มลายหายสิ้นไปชั่วในพริบตาเดียว เมื่อหางตาหญิงชรามองออกไปที่ลานหน้าบ้าน ปรากฎเห็นร่างชายหนุ่มปริศนากำลังนอนอยู่บนเปล และจ้องมองมาที่สองแม่ลูก นางเมิงถึงกับตกตะลึงอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความโมโหสุดขีด "หรง...เอ๋อร์...!!!" เสียงนางเมิงตะโกนเสียงดังจนแสบแก้วหู บุตรสาวที่กำลังประคองอยู่ข้างๆ ต้องรีบเอามือปิดหูทั้งสองข้างอย่างรวดเร็ว สายตาพิฆาต มองไปที่บุตรสาวเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ บุตรสาวได้แต่ฝืนยิ้มจืนๆ หรงหรงพึ่งจะนึกขึ้นมาได้ ว่าลืมบอกอะไรกับมารดา เธอรับรู้ได้ถึงลางร้ายที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ในทันที "รีบตามแม่เข้ามาในห้องประเดี่ยวนี้ แม่ต้องการคำอธิบาย...? นางเมิงทำหน้าตาขึงขังไม่พอใจเป็นอย่างมาก แววตานางลุกโชนราวกับเปลวไฟที่กำลังร้อนระอุ พร้อมที่จะปะทุได้ทุกเมื่อ "โอ้ยยยย...ท่านแม่ เบาๆ...เจ็บๆๆ ท่านรีบปล่อยมือท่านออกจากใบหูข้าก่อนเถิด โอ้ยยยย...." หรงหรงรู้สึกถึงใบหูที่กำลังถูกอีกฝ่ายลงแรงหยิกจนสุดกำลัง "เจ็บสิดี จะได้รู้จักจำ....." "โอ้ยยย...ท่านแม่ ลูกสำนึกผิดแล้ว ท่านรีบปล่อยมือออกก่อนเถอะ ลูกสาวท่าน...เจ็บจะตายอยู่แล้วเนี้ย..." "ไม่ปล่อย หากคุยไม่รู้เรื่อง แม่จะดึงให้ขาดคามือแม่เลยเชียว ไม่เชื่อเจ้าก็คอยดูสิ...." "โอ้ยยย ท่านแม่ ลูกผิดไปแล้ว ลูกสำนึกผิดแล้วจริงๆ ท่านรีบปล่อยมือท่านออกก่อนเถอะนะ อ่ะๆๆหู..ข้า เจ็บๆๆ.." หรงหรงรีบเอามือลูบใบหูอย่างเจ็บปวด เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยอมปล่อยมือออก โม่เฉินนอนหลับตาฟังเสียงสองแม่ลูก ถกเถียงกันไปมาอย่างขบขัน เมื่อหญิงชราตั้งคำถามขึ้นมา บุตรสาวก็โต้ตอบออกไปอย่างมีเหตุผลไร้ข้อกังขา โม่เฉินราวกับกำลังฟังหัวข้อปราศรัยที่เข้มข้น...."น....น้ำ...." เสียงเซี่ยจิ่งหลงเอ่ยขึ้น หลังจากฟื้นคืนสติ ไม่รู้ว่าตัวเขาขึ้นมานอนอยู่บนเตียงนอนของท่านอาจารย์ใหญ่ได้อย่างไร "คุณชายเซี่ยช่างดวงแข็งเสียจริง...นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะยังมีชีวิตรอดมาได้ ถือว่าเรามีวาสนาระหว่างศิษย์กับอาจารย์...." เฟิงจิ่วเอ่ยขึ้น พร้อมกับหยิบยาลูกกลอนยัดใส่เข้าไปในปากให้เซี่ยจิ่งหลง ตามไปด้วยน้ำชาหนึ่งจอก "แค่ก...แค่ก...ท่านเอาอะไรให้ข้ากิน..แค่ก..แค่ก..." "โง่เขลา ได้ของดีไปครอบครองอย่างไม่รู้ตัว ยังไม่รีบขอบคุณท่านอาจารย์ใหญ่อีก...ศิษย์โง่เขลาคนนี้ ท่านตั้งใจจะรับเขาให้เป็นศิษย์คนสุดท้ายจริงๆนะหรือ....? เสียงอาจารย์น้อยเอ่ยตำหนิเซี่ยจิงหลง พร้อมกับหันไปถามย้ำท่านอาจารย์ใหญ่ แสดงสีหน้าไม่พอใจ "ในเมื่อเขายังไม่ตาย นั้นก็เป็นคำตอบแล้วมิใช่รึไง.." "ทีข้ากลับให้แค่ยาขั้นหก ท่านช่างลำเอียงเกินไปแล้ว ข้าจะรีบกลับไปหาเจ้าตุ๊กตาน้อยของข้าเพื่อเยีย
ณ จวนท่านหญิง... ตลอดระยะเวลาหนึ่งปี ชินอ๋องยังคงออกตามหาพระชายาและลูกๆอย่างไม่ย่อท้อ แต่ก็ไร้วี่แวว ภายในจวนนอกจากตั๋วมามาเพียงคนเดียว ที่เหลือล้วนเป็นบุรุษและทหารใต้อาณัติคอยปรนนิบัติรับใช้ และอารักขาภายในจวน ชินอ๋องปล่อยตัวจนหนวดเคราเริ่มรกรุงรัง หลังจากพระชายาหนีไปอย่างไร้ร่องรอย เขาก็ไม่เคยเผยรอยยิ้มออกมาอีกเลย จึงถูกขนามนามว่า มัจจุราชหน้านิ่ง "ท่านอ๋อง ทรงอ่านตำราเล่มนี้มาสิบกว่ารอบแล้วนะพะยะค่ะ....? ตงฟางเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง "ยังไม่ได้ข่าวพระชายาอีกหรือ....? ชินอ๋องวางตำราในมือลงก่อนจะหันไปถามตงฟาง "เรียนท่านอ๋อง ทิศทางทั้งสาม...ล้วนกระจายกำลังออกตามหาตามทุกหัวเมืองสำคัญต่างๆ ล้วนแล้วแต่ไร้เบาะแสพะยะค่ะ.." ตงฟางรีบกลางแผนที่ผืนใหญ่ออกมาวางขนาบบนโต๊ะ ในนั้นมีรายชื่อแต่ละหัวเมือง ทำตำแหน่งเครื่องหมายสีแดงเอาไว้ แต่ละทิศทั้งสาม เหนือ ออก ตก ล้วนแล้วแต่มีเครื่องหมายสีแดง บ่งบอกว่าค้นหาทุกหัวเมืองจนหมดสิ้น "เช่นนั้น ก็เหลือเพียงทางทิศใต้ เป็นทิศสุดท้ายที่ยังไม่ได้ตามหา..." ชินอ๋องชี้นิ้วไปที่ตำแหน่งทางทิศใต้ในแผนที่"ถูกต้องแล้วพะพะย่ะค่ะ..." ตงฟางรู้ดีว่าเจ้าน
ณ...เมืองคัง เหยียนหรงเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองคังทางตอนใต้ นางนึกทบทวนอยู่หลายเมือง มีทั้งจุดเด่นและจุดด้อยของแต่ละเมืองพลางนำมาเปรียบเทียบกัน เมืองคังอยู่ในเขตปกครองของซุนอ๋อง เป็นหัวเมืองที่มีความมั่นคง ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านการค้าและส่งออก พืชพรรณธัญญาหารล้วนอุดมสมบูรณ์ อยู่กึ่งกลางอาณาจักรโดยมีเมืองเล็กเมืองน้อยรายล้อมเอาไว้ หากเกิดสงครามขึ้นย่อมมีทางหนีทีไล่ ผลสุดท้ายนางจึงตัดสินใจเลือกที่จะลงหลักปักฐานอยู่ที่เมืองคัง "เมืองคังนี้แหละ ฟงเอ๋อร์ต่อไปเราจะลงหลักปักฐานกันที่นี่ ส่วนที่เหลือก็เพียงแค่ไปหาซื้อเรือนพักที่มีทำเลดีสักหลัง..." "ลูกล้วนฟังท่านแม่..." เมื่อได้คำแนะนำจากนายหน้าขายบ้าน มีทำเลดีอยู่สามหลังตามที่นางต้องการ แต่ละหลังล้วนถูกแบ่งแยกออกเป็นสัดส่วน และมีรั้วกั้นมีความเป็นส่วนตัวสูงมาก หลังที่หนึ่งดูหรูหราอลังการนั้นไม่เหมาะกับนาง ส่วนหลังที่สองก็ดูใหญ่โตมหึมาจนเกินไปนั้นก็ไม่เหมาะ พอไปดูหลังที่สาม เมื่อย่างเท้าก้าวเข้าไป นางก็รู้สึกร่มรื่นเย็นสบาย บริเวณรั้วบ้านโดยรอบปลูกไปด้วยพืชพรรณดอกไม้นานาชนิดดูเป็นธรรมชาติ และมีอากาศถ่ายเทสะดวก เหมาะสำหรับให้ทารกน้อยพ
อาจารย์น้อยฟงหยิบกระต่ายขึ้นมาหนึ่งตัว เขาเริ่มอธิบายขั้นตอนที่ละขั้นอย่างละเอียด ซึ่งลูกศิษย์หลายคนก็ล้วนแต่ตั้งใจฟังและจดลงในสมุดตามความเข้าใจของแต่ละคน ถึงจะเป็นขั้นตอนที่ดูโหดร้าย แต่หากไม่ได้เห็นด้วยตา ทุกคนก็จะไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นผิดพลาดมาจากตรงไหน อาจารย์น้อยฟงนำกระต่ายขี้โรคออกมาวินิจฉัย และเริ่มทำการฝังเข็มเพื่อให้ยาชาออกฤทธิ์ จากนั้นจึงเริ่มผ่าท้องกระต่ายเปิดออก อธิบายถึงรายละเอียดภายในทุกขั้นตอน เมื่อผ่าท้องเข้าไปก็พบสิ่งผิดปกติ ในท้องของกระต่าย มีเนื้องอกโผล่ออกมาให้เห็น อาจารย์น้อยฟงได้ทำการตัดเอาเนื้อร้ายออกมา หลังจากนั้นจึงรีบเย็บแผลอย่างชำนาญในเวลาอันสั้น เสียงปรบมือดังสนั่นไปทั่วชั้นเรียน ถึงอาจารย์น้อยฟงจะอายุยังน้อย แต่มีความสามารถรอบด้าน ฉายาหมอเทวดาน้อย ทั่วทั้งเมืองคัง มีใครบ้างจะไม่รู้จัก เฟิงจิ๋วมองดูบุตรชายอย่างภาคภูมิใจ ไม่เสียแรงที่นางเป็นคนถ่ายทอดวิชาแพทย์ส่งต่อให้บุตรชายด้วยตัวนางเอง ผ่านมาแล้วหนึ่งปี สำนักศึกษาแทบจะมีชื่อเสียงโด่งดัง จนปีนี้ถึงกลับต้องจำกัดอัตรารับนักเรีนนใหม่ที่เข้ามาสมัคร เพราะพื้นที่มีไม่เพียงพอกับอัตราของจำนวนนักเรียน
ณ...ลานด้านหน้าของท้องพระโรง ฮ่องเต้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน จึงสิ้นพระชนม์ไปในที่สุด ในพินัยกรรมทรงระบุให้องค์รัชทายาทสืบทอดพระราชบังลังก์ต่อ และยังมีรับสั่งให้คัดชื่อองค์ชายสี่ออกจากทำเนียบวงค์ตระกูล ปลดให้เป็นสามัญชน และสั่งประหารองค์ชายสี่กับผู้สมรู้ร่วมคิดทั้งหมดเพื่อให้เป็นอุทาหรณ์สอนใจ การเป็นกบฎ ลอบสมคบคิดกับฝ่ายศัตรู ทรยศขายชาติบ้านเมืองจนมิอาจให้อภัย จึงต้องถูกประหารชีวิต พร้อมกับเสียบประจานจวบจนชั่วลูกชั่วหลาน... พิธีพระราชเพลิงศพของอดีตฮ่องเต้ ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และสมพระเกียรติ หลังจากองค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์ ทรงได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง และจัดระบบกฏหมายใหม่ทั้งหมด พร้อมทั้งกำจัดขุนนางตงชินจนสิ้นซาก สงครามทางแดนเหนือยุติลง เพราะได้ทำสัญญาแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรี ระหว่างองค์หญิงสิบแปดกับองค์ชายห้าต่างแคว้น ราษฏร์จึงอยู่ร่มเย็นเป็นสุขนับตั้งแต่นั้นมา "แย่แล้วท่านอ๋อง พระชายาทรงหนีไปแล้ว...!!! ตงฟางพอได้รับจดหมายด่วน ก็รีบวิ่งแจ้นเข้ามารายงานเจ้านาย แสดงสีหน้าแตกตื่น "ตงฟาง...เมื่อครู่เจ้าบอกข้าว่ากระไรนะ ใครหนีไปไหน....? "พระชายา...พระชายาทรงหนีไปแล้วพะย่ะ
ภานในกระโจมพักท่านแม่ทัพใหญ่.... ถังจวิ๋นค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมา หางตาพลันเหลือบไปเห็นตามร่างกาย ถูกพันไปด้วยผ้าสีขาว คล้ายกับมัมมี่ในอียิปต์ "ข้ามาอยู่ในกระโจมพักได้อย่างไร....." ถังจวิ๋นรู้สึกปวดศีรษะ ตามบาดแผลปวดจนร้าวระบมไปทั้งตัว "ท่านโง่หรืออย่างไร หากข้ามาช่วยไม่ทัน ท่านคงจะกลายไปเป็นผีอยู่ในปรโลกเป็นเพื่อนกับท่านแม่ไปแล้ว คิดจะโชว์หล่อให้ใครดู...สมองท่านมีปัญหาหรืออย่างไรห้ะถังจวิ๋น....? เหยียนหรงรีบด่ากร้านพี่ชายอย่างโมโห "ข้าขอโทษ....ข้าโง่เขลาจริงๆนั้นแหละ คิดไม่ถึงว่าจะถูกศัตรูแอบลอบวางยาพิษในเสบียงอาหาร...ข้าประมาทไปจริงๆ ไร้ความสามารถสมควรตาย...ไม่สมควรจะเป็นผู้นำของกองทัพ.." "ตบเมื่อครู่...ข้ายังทำให้ท่านตาสว่างไม่พอใช่หรือไม่ หากอยากตายจริงๆ ข้าจะตบท่านให้ตายคามือข้าเดี๋ยวนี้..." เหยียนหรงเตรียมจะปรี่ตัวเข้าไปตบพี่ใหญ่ แต่ถูกเด็กน้อยรีบห้ามปรามเอาไว้ก่อน "ท่านแม่อย่านะ...ประเดี๋ยวท่านลุงก็ได้ตายจริงๆขึ้นมาห
เพียงเวลาไม่นาน บรรยากาศทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง.... "พวกเขากลับไปหมดแล้ว เริ่มลงมือทำงานกันต่อเถอะท่านลุงฉู่...." โม่เฉินหันไปบอกช่างไม้ฉู่และลูกมือทุกคน เมื่อได้ยินโม่เฉินกล่าวออกมาเช่นนั้น ช่างไม้ทุกคนก็ค่อยๆโผล่หัวออกมาจากการหลบซ่อนทีละคน ทุกสายตายังคงมองไปรอบๆบริเวณลานบ้านอย่างหวาด
เช้าวันต่อมา.... นางเมิงตื่นนอนก่อนทุกคน ยามนี้กำลังวุ้นวายอยู่คนเดียวในครัว เพื่อเตรียมอาหารให้กับคนงาน จนหัวหมุน โม่เฉินนอนไม่หลับทั้งคืน กว่าจะข่มตาหลับก็เกือบสว่าง หากสังเกตุมองดีๆ ใต้ขอบตาเขามีรอยคล้ำขึ้นมาเล็กน้อย หญิงชรามองสังเกตุการณ์จากระยะไกล บุรุษคนนี้เหตุใดถึงได้ดูเหม่อลอยต่างจากท
เวลาล่วงเลยไปเกือบสามชั่วยาม(=6ชั่วโมง) หรงหรงถอนหายใจออกมาด้วยเรี่ยวแรงที่ถดถอย ไม่คิดว่าการจัดกระดูกขา จะใช้พละกำลังไปมหาศาล หากมีเครื่องมือผ่าตัดไฟฟ้าคงจะช่วยเบาแรงไม่น้อย แต่ก็ได้แค่คิด สมัยนี้นางจะไปเอาไฟฟ้ามาจากที่ไหน ได้แค่นี้..ก็นับว่าบุญแล้ว เสียงลมหายใจเริ่มถี่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนโ
สองวันต่อมา.... ช่างไม้ฉู่นำเก้าอี้รถเข็นที่สั่งทำมาส่งตั้งแต่เช้าตรู่ โดยมีลูกน้องติดตามมาด้วยอีกสองคน หลังจากช่างไม้ฉู่วัดขนาดบ้านเสร็จตามแบบร่าง เขาก็ได้ขอตัวลา เพื่อกลับไปเตรียมตัวตัดไม้บนเขาพร้อมกับลูกน้องอย่างไม่รั้งรอ แสงแดดกำลังเริ่มอบอุ่น หรงหรงจึงได้ไปติดต่อกับคนในหมู่บ้าน หากมีผู้ใดเข







