เข้าสู่ระบบยามบ่ายแสงแดดเริ่มอ่อนแสงลง เหม่ยอันเดินกลับเรือนผ่านสวนสมุนไพรหลวง ที่แห่งนี้เงียบสงบและร่มรื่น
เหม่ยอันกลับมาที่เรือนด้วยหัวใจที่ร้อนรุ่มนางมี ‘ไพ่ตาย’ อยู่ในมือแล้ว... แต่ปัญหาใหญ่คือ “จะนำตัวเขาเข้ามาได้อย่างไร”โรงเตี๊ยมจันทร์เสี้ยวอยู่นอกเมือง และอีกสองวันก็จะถึงวันอภิปราย... การส่งคนออกไปรับตัวจางซวินผ่านด่านตรวจที่คนของเฉินกั๋วกงคุมอยู่นั้น ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรนางต้องการ ‘อำนาจ’ ที่สามารถแหกด่านตรวจได้และในวังหลังแห่งนี้... มีเพียงสตรีผู้เดียวที่ทำได้ เหม่ยอันตัดสินใจบากหน้าไปที่ตำหนักของ องค์หญิงเจาหยาง อ้างว่านำเครื่องหอมสูตรใหม่ที่ช่วยให้ ‘สมองปลอดโปร่ง’ ไปถวาย องค์หญิงกำลังทรงพระอักษรด้วยท่าทีเบื่อหน่าย เมื่อเห็นเหม่ยอันก็แย้มสรวล“มาได้จังหวะพอดี ข้ากำลังจะเฉาตายอยู่แล้ว”หลังจากสนทนาสัพเพเหระ เหม่ยอันก็เริ่ม ‘หย่อนเบ็ด’นางแสร้งทำเป็นรินชา แล้วเปรยขึ้นมาลอยๆ ด้วยน้ำเสียงใสซื่อ“หม่อมฉันได้ยินเรื่องเล่าประหลาดมาเพคะองค์หญิง... ว่ากันว่าที่โรงเตี๊ยม ‘จันทร์เสี้ยว’ นอกกำแพงเมือง มีบัณฑิตตกยากนาม ‘จางซวิน&rsq
สามวันผ่านไปราวกับสามปี...บรรยากาศในวังหลวงตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ข่าวลือเรื่องการงัดข้อของสองตระกูลใหญ่แพร่สะพัดไปทั่วและสิ่งที่เหม่ยอันกังวลก็เกิดขึ้นจดหมายตอบกลับจากบิดามาถึงด้วยลายมือที่เร่งรีบและหนักใจท่านขอบคุณคำเตือนของนางและได้เริ่มตรวจสอบบัญชีกองลำเลียงแล้ว แต่กลับพบ ‘ทางตัน’ขุนนางในกรมคลังและกรมโยธาฯ ซึ่งล้วนเป็นคนของเฉินกั๋วกง ต่างพร้อมใจกันปิดปากเงียบและขัดขวางการตรวจสอบทุกวิถีทาง หลักฐานที่มี... อ่อนเกินกว่าจะเอาผิด ‘เสือเฒ่า’ อย่างเฉินกั๋วกงได้ สถานการณ์เข้าตาจนนางต้องการ ‘อาวุธ’ ที่ทรงพลังหรือข้อมูลที่ลึกกว่านี้ และในวังหลังแห่งนี้... มีเพียงคนเดียวที่อาจจะรู้เหม่ยอันรีบมุ่งหน้าไปยัง ‘หอตำราหลวง’ สถานที่เดียวที่นางจะพบเขาได้บรรยากาศในหอตำราเงียบสงัด มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษเบาๆ และกลิ่นฝุ่นจางๆ ที่มุมลึกสุดของหมวด ‘โหราศาสตร์’ ร่างสูงโปร่งในชุดสีน้ำเงินเข้มยืนพิงชั้นหนังสืออย่างเกียจคร้าน แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบใบหน้าซีดขาวของเขา ทำให้ดูงดงามราวกับภาพวาดเทพเซียนที่จ
ความสงบสุขหลังชัยชนะช่างแสนสั้นประหนึ่งน้ำค้างยามเช้า เพียงชั่วพริบตาก็ถูกแสงตะวันแผดเผาจนเหือดแห้ง ยามรุ่งสาง ขณะที่ ‘หลี่เหม่ยอัน’ กำลังตรวจดูรายนามนางกำนัลที่นางผูกสัมพันธ์ไว้ ขันทีจากกรมวังก็นำ ‘สำเนาราชโองการ’ มามอบให้ถึงหน้าเรือนไป่เหอ แม้จะเป็นเพียงสำเนา แต่ตราประทับสีชาดนั้นกลับหนักอึ้งดุจขุนเขา... เพราะนี่คือสารที่ส่งตรงถึง ‘เสนาบดีหลี่’ บิดาของนางใจความในราชโองการระบุว่า... องค์ฮ่องเต้ทรงมีพระราชประสงค์ให้จัด ‘การอภิปรายปฏิรูปการสอบขุนนาง’ ขึ้นในท้องพระโรง อีกห้าวันข้างหน้า โดยมี เสนาบดีหลี่ บิดาของนาง เป็นแกนนำฝ่ายเสนอ...และผู้ที่เป็นแกนนำฝ่ายค้าน... คือ ‘เฉินกั๋วกง’ บิดาผู้ทรงอำนาจของพระสนมฮุ่ย เหม่ยอันวางราชโองการลงบนโต๊ะด้วยมือที่เย็นเฉียบดวงตาคู่สวยหรี่ลงอย่างใช้ความคิด... นี่ไม่ใช่การอภิปรายเพื่อบ้านเมืองตามปกติ แต่มันคือ การประกาศสงคราม พันธมิตรระหว่างองค์ชายจิ้นและพระสนมฮุ่ยเริ่มเคลื่อนไหวแล้วพวกมันรู้ว่าการเล่นงานนางโดยตรงในตอนนี้ที่มีพระพันปีหลวงหนุนหลังนั้นเสี่ยงเกินไป จึงเบนเป้า
ทิ้งทายด้วยคำปริศนาที่น่าหวาดหวั่น ก่อนจะหมุนตัวเดินหายลับไปในเงามืดของชั้นหนังสือ ทิ้งเหม่ยอันให้นั่งนิ่งงันอยู่กับข้อมูลมหาศาล และความร้อนผ่าวที่ยังคงติดตรึงอยู่ข้างขมับยามวิกาลมาเยือนพร้อมกับความหนาวเหน็บที่เสียดแทงกระดูก เหม่ยอันกลับมาถึงเรือนไป่เหอด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น คำเตือนของไป๋อวี้วนเวียนอยู่ในหัว... ‘รากแก้วที่ค้ำจุนชีวิต’“คุณหนูเจ้าคะ!”ชุนเถาวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้อง ท่าทางร้อนรนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในมือถือจดหมายฉบับหนึ่งที่ประทับตราด่วนที่สุดจากจวนสกุลหลี่“จดหมายด่วนจากนายท่านเจ้าค่ะ! คนส่งสารบอกว่าให้ถึงมือคุณหนูโดยเร็วที่สุด!”เหม่ยอันรีบคว้าจดหมายมาเปิดอ่าน มือไม้เริ่มสั่นเทาตัวอักษรหวัดๆ ของบิดาปรากฏแก่สายตา เนื้อความสั้นกระชับแต่เนื้อหาหนักอึ้งดุจภูเขาถล่ม‘อันอัน... วันนี้ในท้องพระโรงมีการเสนอฎีกาปฏิรูปการสอบขุนนาง ขุนนางฝ่ายพระสนมฮุ่ยรวมตัวกันคัดค้านหัวชนฝา ซ้ำยังใส่ร้ายว่าพ่อรับสินบนเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้อง หลักฐานเท็จถูกตระเตรียมมาอย่างแน่นหนา พ่อถูกสั
ในขณะที่เรือนไป่เหอกำลังหอมหวานด้วยกลิ่นลาภยศ บรรยากาศ ณ ตำหนักบูรพาขององค์ชายจิ้นกลับมืดครึ้มประดุจพายุฝนที่กำลังก่อตัวเพล้ง!แจกันลายครามใบงามถูกปาอัดผนังจนแตกละเอียด เศษกระเบื้องบาดกระเด็นไปทั่วพื้น“ข้ากลายเป็นตัวตลกให้คนทั้งวังหลังหัวเราะเยาะ!”ซูเฟยกรีดร้องเสียงแหลม ใบหน้าที่เคยงดงามบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ด้วยโทสะ ร่างกายสั่นเทิ้มดั่งเจ้าเข้า“ย่างกรายไปที่ใดก็มีแต่สายตาเหยียดหยาม! พวกมันนินทาว่าข้าโง่เขลาเบาปัญญาที่ปล่อยให้บ่าวไพร่ก่อเรื่องงามหน้า ทั้งหมดนี้เป็นเพราะนังแพศยาเหม่ยอันเพียงคนเดียว!”องค์ชายจิ้นนั่งสงบนิ่งหลังโต๊ะหนังสือ นิ้วเรียวหมุนแหวนหยกหัวแม่มือเล่นอย่างใจเย็น ทว่าแววตากลับฉายแสงอำมหิตลึกล้ำ“สงบสติอารมณ์ลงเสียบ้างเถิดซูเฟย... โทสะที่มากเกินไป จะทำให้สตรีร่วงโรยก่อนวัยอันควร”“พระองค์จะให้หม่อมฉันใจเย็นได้อย่างไรเพคะ!”ซูเฟยตวาดแว้ด น้ำตาแห่งความคับแค้นไหลพราก“แผนการพังไม่เป็นท่า แถมตอนนี้พระพันปีหลวงกับองค์หญิงเจาหยางยังออกหน้าถือหางมัน เราจะแตะต้องมันได้อย่างไร”“แตะต้องตรงๆ ไม่ได้..
กลิ่นหอมของกำยานชั้นดีตลบอบอวลไปทั่วเรือนไป่เหอ เหตุการณ์ชัยชนะในค่ำคืนวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระพันปีหลวง เปรียบประดุจการโยนก้อนหินลงในบึงน้ำนิ่ง แรงกระเพื่อมของมันแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง เปลี่ยนซิ่วหนวี่ไร้ชื่อให้กลายเป็น ‘หมากตัวสำคัญ’ ที่ทุกขั้วอำนาจในวังหลังต่างจับตามอง“คุณหนูเจ้าคะ นี่เป็นผ้าไหมต่วนจากตำหนักพระสนมลี่ ส่วนทางนั้นเป็นเครื่องประทินผิวจากตำหนักพระสนมเจี๋ยเจ้าค่ะ”ชุนเถารายงานด้วยรอยยิ้มหน้าบาน ขณะลำเลียงกล่องของขวัญกองพะเนินเข้ามาในห้องเหม่ยอันวางถ้วยชาลงอย่างเชื่องช้า ดวงตาหงส์กวาดมองกองสมบัติเหล่านั้นด้วยความว่างเปล่า“รอยยิ้มในวังหลัง... เชื่อถือได้ยากยิ่งกว่าสัจจะของโจรป่า”นางเปรยเสียงเรียบ“คัดแยกของกำนัลจากตำหนักที่เป็นกลางไว้ ส่วนของที่ส่งมาจากขั้วอำนาจสกุลเฉิน จงนำไปเก็บลงหีบ ลั่นกุญแจขังไว้ในโรงเรือนร้าง อย่าได้นำสิ่งอัปมงคลเหล่านั้นมาใช้แม้แต่ชิ้นเดียว”“เจ้าค่ะ” ชุนเถารับคำ ก่อนจะหยิบกล่องไม้ขนาดเล็กใบหนึ่งที่วางแยกออกมาส่งให้“แต่กล่องนี้แปลกนักเจ้าค่ะ... มีคนนำมาวางไว้ที่หน้าเรือนเมื่อครู่ ไม่มีชื







