INICIAR SESIÓNติ๊ง!
บานประตูลิฟต์เปิดออกพร้อมกับร่างอรชรในชุดนักศึกษารัดรูปเดินสะพายกระเป๋าออกมา สิ่งหนึ่งที่สโรชาสัมผัสได้คือบรรยากาศในชั้นยังเงียบสงบเหมือนเดิม ส่วนสิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือวันนี้ไม่มีใครเอาปืนมาจ่อหัวเธอ
เสียงรองเท้าส้นเข็มสีดำดังกระทบพื้นมันวาวตามจังหวะเยื้องย่าง ร่างน้อยเดินผ่านหน้าบอดี้การ์ดหนวดเฟิ้มนับสิบที่ยืนนิ่งไม่กระดิก และไม่สนใจเธอนับตั้งแต่ก้าวขาออกจากลิฟต์ เหลือบมองแต่ละคนที่เดินผ่านหากบอกว่าเป็นหุ่นขี้ผึ้งเอามาตั้งไว้ก็คงเชื่อ
“ก็นะ เจ้าชายลำดับที่สองแห่งราชวงศ์บ่อน้ำมันที่รั้งตำแหน่งเจ้าผู้ครองรัฐ คงไม่จ้างคนธรรมดามาเป็นบอดี้การ์ดหรอก” เสียงแผ่วพึมพำก่อนจะเดินไปหยุดอยู่หน้าประตูห้องที่เคยเข้าไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ยังไม่ทันจะยกมือเคาะ บานประตูที่ปิดอยู่ก็เปิดออกราวกับรู้ว่าเธอมาถึงแล้ว
“ท่านอาซิซบอกให้รีบเข้าไปครับ” บอดี้การ์ดหนุ่มที่เปิดประตูออกเอ่ยขึ้นพร้อมผายมือเข้าไปด้านใน ขณะที่สโรชาเดินเข้าไป เขาและเพื่อนอีกคนที่เคยยืนประจำอยู่ก็ออกมาและปิดประตูลง
“สวัสดีค่ะ กลับมาเร็วจังเลยนะคะ” เรียวปากสวยเอ่ยทักทายร่างกำยำที่มีเพียงผ้าเช็ดตัวสีขาวพันรอบเอวไว้ เจ้าของห้องนั่งอ้าขาโชว์หน้าแข้งอยู่โซฟา ดูจากหยดน้ำที่ไหลลงมาตามกรอบหน้าและกลิ่นสบู่ที่ยังฟุ้งอยู่ก็พอจะรู้ว่าเขาเพิ่งอาบน้ำเสร็จ
“อยากให้ฉันมาช้ากว่านี้หรือไง” ดวงตาคมหันไปมองร่างน้อยที่เสตามองไปทางอื่นเมื่อถูกจับได้ “ต่อไปที่ประจำของเธอคือตรงนั้น” ใบหน้าคมพยักพเยิดไปทางมุมหนึ่งของห้องที่มีโต๊ะทำงานตัวใหม่ตั้งอยู่
“แล้วให้ฉันมาทำอะไรที่นี่เหรอคะ เท่าที่รู้มา ท่านประธานเป็นคนทำงานแทนคุณทุกอย่าง คุณไม่น่าจะมีอะไรให้ฉันช่วยนะ” หนึ่งสัปดาห์ที่เขาไม่อยู่ หลังจากเธอรับรู้ถึงตัวตนของเขาก็ได้เริ่มค้นหาข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ เลยได้รู้ว่าคาริบคือร่างอวตารของอาซิซ ท่านประธานคนนั้นทำหน้าที่แทนท่านชีคคนนี้ทุกอย่าง
“มีอยู่อย่างหนึ่งที่คาริบทำแทนฉันไม่ได้” เสียงทุ้มว่าพลางตบหน้าขาตัวเองแล้วกระตุกยิ้มเบา ๆ “มานี่สิ ฉันจะบอกว่าอะไร”
“…” ดวงหน้าน้อยร้อนผ่าว เนื้อตัวชาวาบเมื่อจู่ ๆ ภาพจำเมื่อครั้งที่เขารุกล้ำพื้นที่สงวนผุดขึ้นมาในหัว ทั้งความรู้สึกวาบหวามวันนั้นก็ยากจะลืมเลือน
“เร็วสิ ทำให้ฉันรู้ว่าการเทคโอเวอร์ครั้งนี้มันได้กำไรไม่ใช่ขาดทุน” ชีคหนุ่มโน้มไปเปิดกล่องไม้สีดำที่หุ้มด้วยหนังตัดราคาแพงบนโต๊ะกระจกตรงหน้า หยิบซิการ์มวนใหญ่มีโลโก้สีทองติดอยู่ตรงปลายออกมาจุดแล้วคาบเอาไว้ ก่อนจะไล่ตามองร่างอรชรเบื้องหน้าที่ค่อย ๆ วางกระเป๋าลงบนโต๊ะแล้วก้าวเข้ามาหาอย่างช้า ๆ สีหน้าเป็นกังวลของสโรชาในเวลานี้กระตุ้นต่อมปรารถนาของปีศาจกลางหว่างขาจนเริ่มปวดตุบ ๆ
ฟู่วว~
กลีบปากหนาพ่นควันสีขาวออกมาจนคนที่เพิ่งหย่อนก้นลงบนหน้าขาแกร่งต้องย่นคิ้วเพราะไม่ชอบกลิ่น
“แล้วชั่วโมงฝึกงานกับเอกสารรับรองล่ะคะ ฝ่ายบุคคลของที่นี่จะเขียนให้ยังไงคะ” เสียงแผ่วเอ่ยถามขณะจ้องมองกลีบปากหนาที่พ่นควันซิการ์ออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า
“คาริบจะจัดการให้ เธอแค่ทำตามสัญญาก็พอ” มือข้างหนึ่งดึงซิการ์ออกจากปาก ส่วนมืออีกข้างรั้งท้ายทอยบางเข้าไปหาพร้อมกับทาบจูบหนัก ๆ ลงโดยไม่ให้เวลาคนบนตักตั้งตัว
“อื้อ!” มือเรียวดันแผงอกเปลือยเปล่าเอาไว้ด้วยความตกใจ รสจูบหนัก ๆ ที่กระแทกริมฝีปากเธอมาพร้อมกับกลิ่นฉุนของซิการ์ทำให้หายใจไม่ออก แรงขบเม้มของกลีบปากร้อนเอาแต่ใจจนสโรชาต้องเผยอปากออกอย่างเลี่ยงไม่ได้ และต้องก็สะดุ้งเมื่อลิ้นสากหยาบโลนดุนดันเข้ามาในโพรงปาก กลิ่นซิการ์ราคาที่ได้จากเขาทำสาวน้อยใจสั่นราวกับว่าเธอเป็นคนสูบมันเอง
“อืมม” เสียงคลอเบา ๆ ดังขึ้นในลำคอหนา ลูกกระเดือกก้อนใหญ่เคลื่อนขึ้นลงตามจังหวะกลืนน้ำลาย เมื่อกลีบปากหนาดูดดึงลิ้นเรียวครั้งแล้วครั้งเล่า ความหอมหวานจากโพรงปากสาวทำให้อารมณ์กระสันของชีคหนุ่มเพิ่มมากขึ้น มือใหญ่วางซิการ์ไว้บนแท่นหินอ่อนขนาดเล็กข้างกล่อง แล้วบีบเคล้นเนินเนื้ออวบอิ่มที่ล้นทะลักจนกระดุมเสื้อนักศึกษาปริ ขณะเดียวกันมืออีกข้างก็รั้งท้ายทอยไว้แน่นไม่ยอมให้ดวงหน้าน้อยหันหนี
“อื้อ!” เสียงร้องท้วงดังขึ้นในลำคอบางเมื่อรสจูบหนักหน่วงกำลังช่วงชิงลมหายใจไป สโรชากลั้นใจแล้วกัดเข้าที่กลีบปากหนาแรง ๆ จนร่างใหญ่ผงะ
“หะ หายใจไม่ออก” เสียงหอบดังขึ้นทันทีที่ชีคหนุ่มผละออกจากจูบ หากไม่ทำแบบนี้คนที่ตายคงเป็นเธอ
“มันเจ็บนะ” เสียงดุเอ่ยพร้อมจ้องมองดวงหน้าน้อยตาเขม็ง
“ก็คุณไม่ให้ฉันพักหายใจนี่คะ” ว่าเขาพลางเม้มปากตัวเองแน่น พลันนั้นเอง กลิ่นคาวคลุ้งก็โชยเข้าจมูก พอเห็นคนตรงหน้าเลียริมฝีปากตัวเองเท่านั้นแหละ ดวงตากลมก็เบิกกว้างขึ้นทันที “เลือด…”
อือ เขาปากแตก!
“เธอเห็นเลือดฉันแล้ว คราวนี้ให้ฉันเห็นเลือดเธอบ้างสิ สโรชา”
“...”
กลับมาที่ปัจจุบัน…“อัสซาน! กลับมาแล้วเหรอ” เสียงใสขององค์หญิงตัวน้อยดังขึ้นทันทีที่รู้ว่าใครบางคนกลับจากโรงเรียนแล้ว แม้จะเป็นช่วงปิดเทอมฤดูร้อนแต่อัสซานซึ่งเป็นลูกบุญธรรมของคาริบกับโยธกาก็ยังไปเรียนอยู่ตลอด และเป็นโรงเรียนประจำที่กลับบ้านได้เฉพาะเสาร์อาทิตย์เท่านั้นจึงทำให้เด็กชายไม่รู้เลยว่าตอนนี้ที่บ้านมีแขก“องค์หญิง…” ดวงตากลมเบิกกว้างขึ้นเมื่อได้ยินเสียงสดใสของใครบางคน ร่างร้อยในชุดกระโปรงสีชมพูฟูฟ่องวิ่งลงจากบันไดมาด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะพุ่งเข้าไปกอดคนตรงหน้าที่ยังงงอยู่“ได้ยังไงพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงอยู่ที่นี่ได้ยังไง...” เด็กชายวัยสิบขวบมองเด็กน้อยตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพราะทุกครั้งที่เขาได้เจอเธอคือตอนไปคฤหาสน์ฟูไจราห์กับบิดา“อัสซานกลับมาแล้วเหรอลูก” คาริบเดินลงมาจากบันไดเอ่ยกับลูกชาย แม้จะจับปืนมาทั้งชีวิต แต่พอรับอัสซานมาเป็นลูกเขาก็อ่อนโยนขึ้นและทำหน้าที่ของพ่อได้อย่า
“เฮ้ย! ห้องนั้นเข้าไปไม่ได้นะคุณ”“ทามมาย” ศีรษะทุยหันมาถามคนที่รั้งแขนเอาไว้ทัน แต่มืออีกข้างของเธอก็เกาะขอบประตูไว้แน่น“โอเค ถ้าจะนอนก็นอนเงียบ ๆ เดี๋ยวผมจะไปนอนห้องคุณโอเคไหม แต่ห้ามรื้อค้นอะไรทั้งนั้น”“อู้หูววว” เหมือนคนเมาจะไม่ฟังอะไร สายตาหยาดเยิ้มจ้องมองมาที่แผ่งอกแกร่งแล้วทาบฝ่ามือร้อน ๆ ลง “ผู้ชายอะไรนมโต๊โต”“คุณโยธกา” มือใหญ่รีบคว้าข้อมือเล็กไว้พร้อมเค้นเสียงลอดไรฟัน ถลึงตาใส่คนตรงหน้าด้วยแววตาดุ ๆ ทว่าคนเมาจะไปรู้อะไร เธอไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเขาจะทำหน้าแบบไหน“เรียกทำไมจ๊ะคนหล่อ”“เอามือออกจากหน้าอกผม”“อ๋อ หวงเหรอจ๊ะ ขอจับหน่อยหนึ่งก็ไม่ได้”“คุณนี่แปลกตั้งแต่วันแรกที่เจอยังไง วันนี้ก็แปลกอย่างนั้นนะครับ”“แปลกแต่แซ่บนะจ๊ะ ถ้าลองแล้วจะติดใจ”“คุณโยธกา”
หลังงานแต่งงานของเชคอาซิซกับเชคคาห์สโรชาจบลง ไม่นานงานหมั้นของคาริบกับโยธกาก็ถูกจัดขึ้น แน่นอนว่าหลังหมั้นกันแล้วทั้งคู่ก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ได้ติดต่ออะไรกันราวกับว่าการหมั้นหมายไม่เคยเกิดขึ้น โยธกาอยู่ที่เมืองไทยเพราะยังติดเรื่องฝึกงานและวางแผนไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ส่วนเพื่อนซี้เธอนั้นเพราะฝึกงานในบริษัทฯ ของสามีตัวเองจึงไม่มีปัญหาเรื่องชั่วโมงฝึก และเพราะมีเบบี๋แล้วเลยต้องยกเลิกแพลนเรียนต่อไปก่อน คาริบเองก็ไป ๆ มา ๆ ระหว่างเมืองไทยกับฟูไจราห์ แต่หลังจากเจ้านายแต่งงานเขาก็มาอยู่เมืองไทยเป็นหลักเพราะเชคคาห์ตั้งท้อง คนเป็นสามีเลยต้องอยู่ดูแลอย่างใกล้ชิด ทำให้งานทุกอย่างในเมืองไทยและประเทศใกล้เคียงตกอยู่ที่เขา“อีกห้าวันก็ได้ถอนหมั้นแล้วสินะ” คนที่หยิบเสื้อคลุมมาสวมเอ่ยกับเงาตัวเองที่สะท้อนในกระจก แม้โยธกาจะยังไม่ได้ไปเรียนต่อแต่เธอก็รักษาระยะห่างจากเขาและแสดงให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเข้าใจไปเองว่าทั้งคู่กำลังห่างเหินกัน คาริบซึ่งยุ่งกับงานอยู่แล้วจึงไม่ต้องแสดงละครเพราะเขายุ่งจริง ๆ ทำให้ความสมจริงเ
แปดปีก่อน…ทันทีที่กลับเข้ามาในคฤหาสน์หลังใหญ่ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานแสนคุ้นเคย ชายหนุ่มผู้ที่เป็นทั้งหัวหน้าหน่วยอารักขาและเลขาคนสนิทของผู้นำรัฐก็ต้องตกใจ เมื่อสายเรียกเข้าจากพ่อบังเกิดเกล้าทำให้เขาได้ยินเรื่องประหลาดเข้า“ผมไปมีแฟนตั้งแต่ตอนไหนครับ? ไม่เห็นจะรู้เลย” หลังโวยวายไปแบบนั้น เรื่องยาวยืดน่าปวดหัวก็ทำให้เขารีบนั่งเครื่องบินส่วนตัวของเจ้านายจากฟูไจราห์ตรงไปอาบูดาบีบ้านเกิดทันทีเมื่อจัดการเรื่องวุ่นวายที่บ้านเสร็จแล้วเขาก็รีบกลับมายังฟูไจราห์เพื่อรอคอยเจ้านายทั้งสองอย่างใจจดใจจ่อ นี่เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มมากความสามารถรู้สึกเหมือนคอตัวเองวางอยู่บนแท่นประหาร รอวันที่เจ้านายจะมาช่วยเหลือ“หัวหน้า ท่านเชคกับท่านเชคคาห์กลับมาแล้วครับ” คาริบถอนหายใจหนัก ๆ ออกมาด้วยความโล่งอก เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์กว่า ๆ ที่เจ้านายทั้งสองของเขาทิ้งงานหลายอย่างไว้ให้โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ยิ่งไปกว่านั้นยังให้เขาไปออกงานแทนจนมีคนเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็
เสียงกรีดร้องของเชคคาห์สาวทำให้ภายในกองเกิดความโกลาหลไปชั่วขณะ แต่ก็จบลงด้วยการที่เชคอาซิซออกมาบอกว่ามีงูทะเลทรายเข้าไปในกระโจม แต่เขาจัดการมันเรียบร้อยแล้ว ทุกคนจึงแยกย้ายกันไปทำหน้าที่เฝ้ายามและบางส่วนก็แยกย้ายกันไปนอนต่อ“เกือบเป็นเรื่องแล้วไหมคะ” พอกลับเข้าไปในกระโจมร่างน้อยก็หันไปดุคนข้าง ๆ การที่เขาพลิกตัวกะทันหัน ทำให้เธอที่กลายเป็นฝ่ายอยู่ใต้ร่างเผลอกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ แถมแสงไฟจากตะเกียงที่กระทบใบหน้าของเขาก็ทำให้คนที่อยู่ใต้ร่างรู้สึกไม่ปลอดภัย หากข้ารับใช้ไม่ร้องถามและไม่เกิดความโกลาหลขึ้นเสียก่อน เธอคงได้นอนหอบอยู่ใต้ร่างเขาไปแล้ว“ก็ใครเป็นคนเริ่มก่อนล่ะ” เสียงทุ้มเถียงกลับขณะมองภรรยาล้มตัวนอนลงบนฟูกผืนหนา ร่างกำยำรีบกระตุกเชือกเสื้อคลุมออกอย่างรวดเร็วทำเอาคนที่เพิ่งเอนกายลงรีบร้องท้วง“จะทำอะไรคะ”“มาต่อให้จบเถอะ ไม่งั้นคืนนี้ฉันหลับไม่ลงแน่ ๆ” ก็เธอยั่วให้อยากแล้วจากไปอย่างนั้น เขาทนได้จนถึงตอนนี้ก็ดีแค่ไหนแล้ว
ผ่านมาสองวันแล้วที่กองคาราวานของเชคอาซิซยังปักหลักอยู่ที่โอเอซิสแห่งใหม่ เพื่อให้ความร่วมมือกับทางโอมานที่ส่งคนเข้ามาวัดระดับของน้ำเพื่อติดป้ายเตือนความลึกตื้น และปักธงของประเทศรวมถึงป้ายถือครองกรรมสิทธิ์ ทำให้แนวชายแดนระหว่างโอมานกับเอมิเรสต์มีทหารติดอาวุธของสองประเทศคอยลาดตระเวนอยู่ ทั้งที่ปกติแล้วในทะเลทรายไม่จำเป็นต้องมีทหารลาดตระเวน และสองวันที่ผ่านมาการอารักขาบริเวณกระโจมของฟูไจราห์ก็แน่นหนาขึ้น อีกทั้งเหนือน่านฟ้าของสองประเทศยังมีเฮลิคอปเตอร์ของสองกองทัพบินวนอยู่แทบจะทั้งวัน“ผมกลับแล้วนะท่านพี่ ไว้พบกันใหม่นะครับพี่สะใภ้” เชคอาคิมบอกลาพี่ชายและพี่สะใภ้ก่อนจะบังคับอูฐให้เดินออกไปกับขบวน“น้องชายของคุณจะแต่งงานจริง ๆ เหรอคะ ดูไม่เหมือนคนที่กำลังจะแต่งงานเลย” เสียงหวานหันไปถามสามีขณะเดินกลับเข้ามาในกระโจม สีหน้าของอีกฝ่ายดูกลัดกลุ้มอยู่ตลอด ทำให้ตลอดเวลาของการพบกันเชคคาห์สาวไม่กล้าเอ่ยถึงผู้ที่จะมาเป็นน้องสะใภ้“ถูกคลุมถุงชน คงไม่ดีใจหรอก” คนตอบแค่นยิ้ม







