Share

บทที่ 4

last update publish date: 2026-09-17 14:42:51

บทที่ 4

ความร้อนผ่าวในรถม้าอันคับแคบค่อยๆ มอดดับ หลงเหลือเพียงสายลมหนาวที่เล็ดลอดผ่านรอยแยกของม่านหน้าต่าง

ซูเหมยนอนหมดแรง หายใจหอบถี่อยู่บนเบาะรองนั่ง ผิวขาวผ่องเปรอะเปื้อนรอยกัดสีแดงช้ำที่เขาจงใจฝากไว้ทั่วลาดไหล่และเนินอก ร่างกายปวดร้าวแทบแตกเป็นเสี่ยง แต่หัวใจกลับด้านชาสนิท ยามเห็นบุรุษที่เพิ่งตักตวงจากร่างกายนางจนพอใจ ผละตัวออกห่างอย่างเยือกเย็น

จ้าวเฟยหลงยันกายลุกขึ้น แผ่นหลังเหยียดตรง เขาจัดแจงแต่งกายอย่างสุขุม ท่วงท่าหมดจดไร้ที่ติสมฐานะชินอ๋องผู้สูงศักดิ์ ผิดกับสภาพน่าสมเพชของนางในยามนี้

สายตาคมกริบปรายมองมา คิ้วเข้มขมวดมุ่นด้วยความหงุดหงิดปนขัดใจ ก่อนจะปลดถุงเงินปักดิ้นทองใบใหญ่ออกมาโยนกระแทกตักนางอย่างไร้เยื่อใย

“รับไปเสีย ถือเป็นค่าตอบแทนที่เจ้าเหนื่อยปรนนิบัติข้าในค่ำคืนนี้” น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบไร้ร่องรอยความผูกพัน

“และจงจำใส่หัวไว้ อย่าคิดสำคัญตัวผิด นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าลดตัวลงมาแตะต้องเจ้า... นับแต่บัดนี้ เราไม่มีสิ่งใดข้องเกี่ยวกันอีก”

คำพูดเชือดเฉือนไม่อาจเรียกน้ำตาจากดวงตาของซูเหมยได้แม้แต่หยดเดียว

นางแค่นยิ้มบางเบาในอก... เมื่อเช้าเขาก็เพิ่งพูดคำนี้มิใช่หรือไร

หญิงสาวฝืนพยุงกายลุกขึ้นนั่ง ไม่ฟูมฟาย ไม่ตัดพ้อ และไม่คิดเผยความอ่อนแอให้เขาเห็นอีก มือบางหยิบถุงเงินบนตักขึ้นมาสอดเก็บไว้ในอกเสื้อ... แนบชิดกับถุงเงินอีกใบที่เขาโยนให้เมื่อเช้าตรู่

เงินสองถุงนี้แลกมาด้วยศักดิ์ศรีที่แหลกเหลว แต่มันคือสิ่งที่จะใช้ซื้อชีวิตและปูทางพามารดาหนีไปให้พ้นจากที่นี่

มือบางดึงคอเสื้อที่ฉีกขาดขึ้นสูงเพื่อบดบังรอยแผล ก่อนจะสบตาคมดุคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว

“ขอบพระทัยสำหรับความเมตตาเพคะ” น้ำเสียงของนางนิ่งสนิท ห่างเหินประหนึ่งคนแปลกหน้า

“หม่อมฉันจะจำใส่ใจไว้ ว่านี่คือครั้งสุดท้าย”

จ้าวเฟยหลงขบกรามแน่น ท่าทียอมรับง่ายๆ และความเย็นชาของนางยิ่งสร้างความหงุดหงิดให้เขา แต่ซูเหมยไม่คิดจะใส่ใจอีกแล้ว

นางผลักบานประตูแล้วก้าวลงจากรถม้าสู่ความมืดมิดโดยไม่หันกลับไปมองแม้แต่น้อย

ลมหนาวพัดกรรโชกปะทะผิวจนแสบ ซูเหมยกอดอกแน่นเพื่อรั้งเศษผ้าปิดบังรอยบนคอ ขาทั้งสองข้างก้าวแทบไม่ออกด้วยความระบม แต่สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดสั่งให้นางหยุดไม่ได้ เมื่อเห็นแสงคบเพลิงของเวรยามเริ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้ทางเดินหลัก หญิงสาวจึงต้องกัดฟันอาศัยเงามืดลัดเลาะผ่านดงไผ่และแนวกำแพงทรุดโทรม

กระทั่งผลักบานประตูไม้ผุๆ ของเรือนท้ายจวนเข้าไปได้สำเร็จ

“คุณหนู!”

ชิงชิงที่นั่งเฝ้ามารดาอยู่รีบถลาเข้ามาหา ครั้นแสงตะเกียงสาดส่องให้เห็นสภาพของนายหญิง สาวใช้ก็ยกมือปิดปาก น้ำตาเอ่อคลอด้วยความตกใจ ทั้งใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากแตกช้ำ และรอยแผลที่โผล่พ้นรอยขาดของเสื้อผ้า

“คุณหนู... เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ! ใครทำร้ายท่านเช่นนี้!”

“ชิงชิง เบาเสียงลง...” ซูเหมยปรามเสียงแหบแห้ง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียงมารดาที่ยังหลับใหล

สายตาของซูเหมยนิ่งเฉย ไร้ความรู้สึก นางล้วงเอาถุงเงินทั้งสองใบออกมาวางลงบนโต๊ะ เสียงตำลึงทองกระทบกันดังก้องในห้องที่เงียบกริบ

ชิงชิงมองถุงเงินสลับกับสภาพยับเยินของเจ้านาย ขยับปากหมายจะซักไซ้ แต่ซูเหมยกลับยกมือขึ้นห้าม

“นำเงินพวกนี้ไปซ่อนไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด ห้ามให้ใครในจวนรู้เด็ดขาด”

“เจ้าค่ะคุณหนู...” ชิงชิงพยักหน้าทั้งน้ำตา รีบเก็บถุงเงินแล้วก้าวออกไปจัดการตามสั่ง

เมื่อความเงียบสงบกลับคืนมา ซูเหมยจึงเอนกายลงเคียงข้างมารดา กุมฝ่ามือที่ผอมแห้งจนเหลือแต่กระดูกไว้แน่น เปลือกตาอันหนักอึ้งปิดลงท่ามกลางความมืดมิด มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของคนเป็นมารดาที่คอยย้ำเตือนว่า นางจะต้องสู้ต่อ

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ลูกอนุเช่นข้า ขอตัดใจ   บทที่ 15

    บทที่ 15เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาในเรือนใหญ่ ซูเหมยยังคงกอดกระชับร่างกลมป้อมของเป่าอันที่ร้องไห้จนผล็อยหลับคาอกไว้แน่น ชิงชิงที่เดินก้มหน้าตามหลังมาติดๆ มีสีหน้าหวาดกลัวไม่แพ้กันจ้าวเฟยหลงมองเด็กชายที่หลับสนิทด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนจะหันไปสั่งสาวใช้ด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด“พานายน้อยไปนอนพักที่ห้องปีกซ้าย แล้วออกไปให้หมด ห้ามใครเข้ามารบกวนจนกว่าข้าจะสั่ง”“อย่านะ...” ซูเหมยกอดลูกแน่นขึ้นทันทีด้วยความหวาดระแวง“เขาเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ให้ลูกไปนอนพักบนเตียงดีๆ เสีย” น้ำเสียงทุ้มต่ำกดลึกเชิงบังคับเมื่อก้มมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ซูเหมยจำต้องข่มความกังวล ส่งเป่าอันให้ชิงชิงช่วยอุ้มออกไปอย่างระวังทันทีที่ประตูห้องปิดลง ความเงียบอันน่าอึดอัดก็เข้าปกคลุม ซูเหมยยืนประจันหน้ากับเขาตามลำพัง“ท่านโกหกคนทั้งจวนทำไม” นางเค้นเสียงถาม แววตาสั่นไหวเมื่อนึกถึงคำประกาศที่หน้าจวนจ้าวเฟยหลงหันกลับมาสบตานางช้าๆ “ทำไม คิดว่าข้าโกหกเรื่องอะไร”“หึ...” ซูเหมยแค่นยิ้มทั้งน้ำตา “ท่านคงไม่ได้คิดจะบอกหรอกนะ ว่าท่านหลงรักสตรีต่ำต้อยอย่างข้าเข้าจริงๆ”แววตาคมกริบของเขามองสบนิ่งงัน ก่อนจะยก

  • ลูกอนุเช่นข้า ขอตัดใจ   บทที่ 14

    บทที่ 14หยดเลือดสองหยดในชามกระเบื้องค่อยๆ เคลื่อนเข้าหากัน ก่อนจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว สีแดงสดกระจายตัวทั่วผิวน้ำใส เป็นหลักฐานชัดเจนที่ไม่มีผู้ใดโต้แย้งได้อีกต่อไป“ไม่จริง... เป็นไปไม่ได้!” หลินอวี้เหยากรีดร้องเสียงหลง ใบหน้างดงามบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น นางชี้นิ้วใส่จ้าวเฟยหลงอย่างลืมตัว“ท่านหลอกข้า! ท่านเหยียบย่ำข้าและทำให้ตระกูลหลินกลายเป็นตัวตลก!”“หลอกลวงงั้นหรือ?” จ้าวเฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ แววตาคมกริบเย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง“การหมั้นหมายระหว่างข้ากับเจ้าเป็นเพียงหมากทางการเมืองที่ไร้ค่า แต่กับซูเหมย... นางคือสตรีเพียงผู้เดียวที่ข้ารักและโปรดปรานมาโดยตลอด”คำโกหกหน้าตายที่หลุดออกมาทำเอาซูเหมยตกตะลึงจนตาค้าง... รักและโปรดปรานงั้นหรือ? สตรีที่ถูกเรียกไปปรนนิบัติบนเตียงยามค่ำคืน แล้วถูกเขี่ยทิ้งให้กลับเรือนซอมซ่อก่อนรุ่งสางอย่างนางน่ะหรือคือคนที่เขารัก!“แม้จะขัดต่อธรรมเนียมที่ข้ารับนางไว้ข้างกายก่อนแต่งงาน” เขาเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่สะทกสะท้าน“แต่เราอยู่ด้วยกันมาตั้งสามปี การที่นางจะตั้งครรภ์สายเลือดของข้า มันน่าแปลกตรงไหน”“หากเป็นเช่นนั้น แล้วเหตุใดจู่ๆ ท่านอ๋องถึงไม่

  • ลูกอนุเช่นข้า ขอตัดใจ   บทที่ 13

    บทที่ 13สายตาของไท่เฟยมองซูเหมยตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความชิงชัง แต่เมื่อก้มลงเห็นใบหน้าของเด็กชายในอ้อมกอด ร่างของหญิงสูงศักดิ์พลันแข็งทื่อ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงขณะเดียวกัน หลินอวี้เหยาที่เดินเชิดหน้าเข้ามาเตรียมจะหาเรื่อง ก็ต้องชะงักกึก รอยยิ้มเยาะแข็งค้างบนใบหน้าทันทีที่เห็นชัดว่าคนที่ก้าวลงมาจากรถม้าคือใคร“ซูเหมย!” หลินอวี้เหยาแผดเสียงแหลม ลืมกิริยาคุณหนูผู้สูงศักดิ์ไปจนหมด “นังลูกอนุชั้นต่ำ! เจ้า... หายหัวไปตั้งสี่ปี ยังกล้าเสนอหน้ากลับมาที่นี่อีกหรือ!”“ใครสั่งให้คนนอกอย่างเจ้ามาส่งเสียงเห่าหอนหน้าจวนของข้า”น้ำเสียงเยือกเย็นของจ้าวเฟยหลงดังขัดขึ้น ทำเอาหลินอวี้เหยาสะดุ้งสุดตัว สีหน้าซีดเผือดลงทันตา“ทะ... ท่านอ๋อง หม่อมฉันไม่ใช่คนนอก หม่อมฉันเป็น...”“ข้ากับเจ้าไม่ได้แต่งงานกัน หลินอวี้เหยา เจียมตัวไว้บ้างว่าเจ้าไม่มีฐานะใดในจวนนี้!”คำพูดเชือดเฉือนนั้นไม่ได้ตอกหน้าแค่หลินอวี้เหยาคนเดียว แต่มันทำให้ซูเหมยตกใจจนดวงตาเบิกกว้าง หัวใจเต้นผิดจังหวะ... สี่ปีที่ผ่านมา เขาไม่ได้แต่งงานกับหลินอวี้เหยาหรอกหรือ!“ฟะ... เฟยหลง” ไท่เฟยที่เพิ่งได้สติรีบก้าวเข้ามา สองมือสั่นเทาด้วยคว

  • ลูกอนุเช่นข้า ขอตัดใจ   บทที่ 12

    บทที่ 12เสื้อผ้าถูกกระชากจนหลุดลุ่ยร่วงลงไปกองกับพื้นความเจ็บแล่นวาบขึ้นมาเมื่อร่างกายที่ห่างหายเรื่องเช่นนี้ไปถึงสี่ปีถูกรุกล้ำอย่างดุดัน ซูเหมยนิ่วหน้า กัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือดเพื่อกลั้นเสียงร้อง แต่จ้าวเฟยหลงกลับไม่ยอมปล่อยให้นางเงียบเสียง“ข้าบอกให้ส่งเสียงออกมา... ซูเหมย”เขาขยับกายหนักหน่วงและดุดัน ใบหน้าคมคายก้มลงขบเม้มยอดอกจนขึ้นรอยแดง ปลุกเร้าความร้อนผ่าวจนสติของนางแตกกระเจิง เสียงหอบหายใจและเสียงสะอื้นดังก้องไปทั่วห้องตลอดคืน ร่างกายไม่รักดีเผลอตอบรับสัมผัสอย่างไม่อาจต้านทาน แม้ในใจจะชิงชังความอับอายนี้เพียงใด แต่นางกลับถูกเขารังแกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งหมดสติไปแสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่าง ซูเหมยลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกปวดร้าวไปทั้งตัวพอยันกายลุกขึ้น นางก็เห็นจ้าวเฟยหลงสวมใส่เสื้อผ้าหรูหราเรียบร้อยแล้ว เขายืนไพล่หลังมองนางจากปลายเตียง ท่าทางสง่างามไร้ที่ติ ช่างตัดกับสภาพยับเยินของนางอย่างสิ้นเชิง“ใส่เสื้อผ้าเสีย ขบวนรถม้าจะออกเดินทางแล้ว” น้ำเสียงของเขาราบเรียบและเย็นชา“เป่าอันร้องหาเจ้าตั้งแต่เช้าตรู่ หากชักช้า... ข้าจะให้ทหารพาเขาเดินทางล่วงหน้าไปก่อน”“

  • ลูกอนุเช่นข้า ขอตัดใจ   บทที่ 11

    บทที่ 11ขบวนรถม้าเร่งเดินทางตลอดทั้งวันจนกระทั่งค่ำ จึงแวะพักค้างคืนที่โรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ในเมืองทางผ่านภายในห้องพัก เป่าอันร้องไห้ด้วยความตกใจกลัวจนเหนื่อยอ่อนและหลับไปในที่สุด ชิงชิงที่ถูกคุมตัวตามมาด้วย กำลังใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นคอยเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าของเด็กน้อยเบาๆ“คุณหนู... พวกเราจะทำอย่างไรกันดีเจ้าคะ ท่านอ๋องดูน่ากลัวเหลือเกิน” ชิงชิงกระซิบถามเสียงสั่น พลางมองซูเหมยที่นั่งกอดเข่าหน้าซีดอยู่ข้างเตียง“ข้าไม่รู้...” ซูเหมยตอบเสียงแผ่ว สองมือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ “แต่ตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจ ข้าจะไม่ยอมให้เขาพรากเป่าอันไปเด็ดขาด”ปัง!บานประตูห้องถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจนชนผนัง!ร่างสูงใหญ่ของจ้าวเฟยหลงก้าวเข้ามา ท่าทางคุกคามทำให้บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนน่ากลัว ชิงชิงสะดุ้งสุดตัว รีบถอยกรูดไปยืนตัวสั่นอยู่ที่มุมห้องสายตาคมกริบมองร่างเล็กที่หลับสนิทเพียงครู่เดียว ก่อนจะหันกลับมาจ้องซูเหมยอย่างดุดัน“ดูแลนายน้อยของเจ้าให้ดี อย่าให้คลาดสายตา” เขาสั่งสาวใช้ด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “หากลูกของข้าต้องตื่นมาร้องไห้เพราะความประมาทของเจ้า... หัวของเจ้าได้หลุดจากบ่าแน่”สิ้นคำสั่ง เขาก็ก้าวประ

  • ลูกอนุเช่นข้า ขอตัดใจ   บทที่ 10

    บทที่ 10ภายในห้องรับรองเงียบสนิท สายตาคมดุของจ้าวเฟยหลงจับจ้องใบหน้าของเด็กชายวัยสามขวบไม่วางตาร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้ แรงกดดันอันเยือกเย็นทำให้ซูเหมยต้องรีบดึงตัวเป่าอันเข้ามากอดแนบอก ร่างกายสั่นเทาพลางถอยร่นจนแผ่นหลังชนผนังห้องอย่างไร้ทางหนี“เด็กคนนี้... เป็นลูกของเจ้าอย่างนั้นหรือ” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามช้าๆ สายตาคมกริบจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวบนใบหน้านาง“ชะ... ใช่!” ซูเหมยตอบเสียงสั่น หลบสายตาอันตรายคู่นั้นอย่างลนลาน “เขาเป็นลูกของข้า... ของข้าคนเดียว!”ท่าทีตื่นตระหนกและพิรุธที่ปิดไม่มิดทำให้ริมฝีปากของเขากระตุกยิ้มเยาะ“ลูกของเจ้าคนเดียวงั้นหรือ...” เขาก้าวประชิดตัวนาง โน้มตัวลงมากระซิบเสียงเย็น“ช่างน่าขันนัก ที่ใบหน้าลูกของหญิงรับจ้างคัดตำราเช่นเจ้า กลับถอดแบบเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงมาไม่มีผิดเพี้ยน”“ท่านอ๋องพูดเรื่องอะไร หม่อมฉันไม่เข้าใจ!”“ในเมื่อเจ้ายืนกรานปฏิเสธ ข้าก็จะให้ความเป็นธรรม” จ้าวเฟยหลงยืดตัวขึ้น เอ่ยสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด“ทหาร! ไปตามหมอและเตรียมชามน้ำสะอาดมา ข้าจะหยดเลือดพิสูจน์สายเลือดให้เห็นกันชัดๆ ว่าเด็กคนนี้เป็นลูกชาวบ้าน... หรือเป็นสายเลือดตระกูลจ้าวที

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status