LOGINพิธีสู่ขอและบทสนทนาอันน่าอึดอัดในโถงรับรองดำเนินไปจนกระทั่งดวงตะวันคล้อยต่ำ ล่วงเข้าสู่ยามเย็น จ้าวเฟยหลงจึงเอ่ยปากขอตัวกลับ ทันทีที่ขบวนเสด็จอันเกริกไกรของชินอ๋องเคลื่อนพ้นประตูหน้าจวน บรรยากาศที่เคยตึงเครียดก็ผ่อนคลายลง เสนาบดีหลินสะบัดมือไล่กลุ่มลูกอนุที่ยืนเป็นฉากหลังให้แยกย้ายกลับเรือนตนเองอย่างไม่ไยดี
ซูเหมยเดินลัดเลาะไปตามทางเดินแคบอันมืดสลัวมุ่งหน้าสู่เรือนท้ายจวนเพียงลำพัง นางเพิ่งสั่งให้ชิงชิงแยกไปรับสำรับที่โรงครัวใหญ่ การอยู่อย่างไร้ตัวตนและหลบเลี่ยงสายตาผู้คนคือหนทางเดียวที่จะช่วยให้นางและมารดารอดพ้นจากอารมณ์ร้ายของฮูหยินใหญ่
ทว่าขณะก้าวผ่านมุมกำแพงทึบ วงแขนแข็งแรงปริศนากลับตวัดรัดร่างของนาง ดึงกระชากเข้าไปในเงามืดอย่างรวดเร็ว
ซูเหมยเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก แต่กลิ่นอายคุ้นเคยทำให้ร่างของนางชาวาบไปทั้งตัว... จ้าวเฟยหลง!
“อื้อ! ปล่อย...”
นางดิ้นรนผลักไสแผงอกกว้างสุดแรงเกิด แต่วงแขนนั้นกลับยิ่งรัดแน่นราวกับปลอกเหล็กบีบจนกระดูกแทบแหลก
“สามปีที่ผ่านมา... เจ้าบอกข้าว่าเป็นเพียงนางรำเร่ร่อนไร้หัวนอนปลายเท้า” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่กระซิบชิดริมหูเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
“แล้วเหตุใดหญิงอุ่นเตียงของข้า ถึงได้มาเสนอหน้าอยู่ในจวนเสนาบดีหลินได้! เจ้าคิดจะเล่นตุกติกอะไร หรือจงใจเข้าหาข้าเพื่อเป็นสายให้พ่อเจ้า!”
คำใส่ร้ายไร้หัวใจและสายตาดูแคลนที่มองนางเป็นตัวอันตราย ทำให้ความอดทนที่สะกดกลั้นไว้พังทลาย ซูเหมยเงยหน้าสบตาดุดันคู่นั้น สวนกลับด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าแต่เด็ดเดี่ยว
“หม่อมฉันไม่เคยคิดหลอกลวงหรือเป็นสายให้ใคร! และที่สำคัญ... เรื่องระหว่างเราจบสิ้นลงตั้งแต่ท่านอ๋องโยนเงินถุงนั้นให้แล้ว ปล่อยหม่อมฉันเดี๋ยวนี้ เราไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกันอีก!”
คำว่า ‘จบสิ้นแล้ว’ และ ‘ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน’ ราวกับน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟ ฝ่ามือหนาบีบปลายคางมนแน่นจนปวดร้าว บังคับให้นางแหงนรับ ก่อนริมฝีปากหยักลึกจะบดขยี้ลงมาอย่างดุดัน รสจูบเต็มไปด้วยการลงโทษและอารมณ์เดือดดาล ลิ้นร้อนสอดแทรกช่วงชิงลมหายใจอย่างไร้ความปรานีจนนางแทบสำลัก
เมื่อร่างบางเริ่มหมดแรง เขาก็ตวัดอุ้มนางขึ้นแนบอก ก้าวยาวๆ ตรงไปยังรถม้าคันใหญ่ที่จอดซุ่มอยู่ตรงซอกกำแพงลับตา
ทันทีที่เห็นรถม้า สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดของซูเหมยร้องเตือนขึ้นมาทันที หากมีใครในจวนมาพบว่านางแอบมีความสัมพันธ์กับว่าที่สามีของน้องสาว... นางและมารดาที่นอนป่วยจะถูกลากไปเฆี่ยนจนตายสถานเดียว!
“ปล่อย! ปล่อยข้านะ!” ซูเหมยดิ้นรนสุดชีวิต สองเท้าถีบสะเปะสะปะ สองมือระดมทุบตีแผงอกกว้าง ครั้นถูกอุ้มมาถึงหน้ารถม้า นางก็คว้ากรอบประตูเอาไว้แน่น ขืนตัวไม่ยอมก้าวเข้าไปข้างใน
“ท่านอ๋อง ที่นี่คือจวนตระกูลหลิน! ท่านเสียสติไปแล้วหรือ!”
“มีสิ่งใดที่ข้าทำไม่ได้!” จ้าวเฟยหลงแค่นเสียงเหี้ยม แขนแกร่งกระชากเอวบางเพียงครั้งเดียว มือเล็กก็หลุดออกจากกรอบประตู เขาเหวี่ยงร่างของนางเข้าไปด้านในอย่างไม่ออมแรง ก่อนจะแทรกตัวตามขึ้นมาแล้วกระชากประตูปิดสนิท
แผ่นหลังกระแทกเข้ากับเบาะรองนั่ง ซูเหมยพยายามตะเกียกตะกายหนีไปที่มุมรถ ทว่าร่างสูงใหญ่กลับทาบทับลงมากักขังนางไว้จนไร้ทางหนี ลมหายใจร้อนผ่าวปะปนกับกลิ่นอายดิบเถื่อน ฝ่ามือหนาฉีกทึ้งเสื้อผ้าของนางออกอย่างไร้ความปรานี
“ท่านอ๋อง อย่านะ... อ๊ะ!”
ริมฝีปากร้อนซุกไซ้ลงบนซอกคอขาวเนียน ขบกัดอย่างแรงจนเลือดซึม ฝากรอยรักสีเข้มทับซ้อนรอยเดิมเมื่อเช้าราวกับจงใจตีตราจองและทำลายนางให้ย่อยยับ
ซูเหมยกัดริมฝีปากจนห้อเลือดเพื่อกลั้นเสียงร้อง รอยช้ำเด่นชัดบนคอเปรียบเสมือนโทษตาย หากใครพบเห็นในวันพรุ่งนี้... นางไม่มีทางรอดชีวิตแน่ เขากำลังผลักนางลงเหวลึกอย่างเลือดเย็น ปากบอกให้ไสหัวไป แต่กลับตามมารังแกและย่ำยีศักดิ์ศรีซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หยาดน้ำตาไหลรินอาบสองแก้มอย่างเงียบงัน ซูเหมยหยุดดิ้นรน ร่างกายแข็งทื่อเย็นเยียบ ปล่อยให้เขากระทำย่ำยีตามใจชอบราวกับร่างนี้เป็นเพียงตุ๊กตาไร้ชีวิต
ความรัก ความผูกพันตลอดสามปี... มอดดับลงจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน ดวงตาที่เคยมองเขาด้วยความเทิดทูน บัดนี้ว่างเปล่าและเย็นชาจนน่าใจหาย หากเขาอยากได้แค่ร่างกาย นางก็จะให้เขาเอาไป แต่หัวใจและวิญญาณของนาง... จะไม่มีวันก้มหัวให้ผู้ชายคนนี้อีกเป็นอันขาด
บทที่ 15เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาในเรือนใหญ่ ซูเหมยยังคงกอดกระชับร่างกลมป้อมของเป่าอันที่ร้องไห้จนผล็อยหลับคาอกไว้แน่น ชิงชิงที่เดินก้มหน้าตามหลังมาติดๆ มีสีหน้าหวาดกลัวไม่แพ้กันจ้าวเฟยหลงมองเด็กชายที่หลับสนิทด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนจะหันไปสั่งสาวใช้ด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด“พานายน้อยไปนอนพักที่ห้องปีกซ้าย แล้วออกไปให้หมด ห้ามใครเข้ามารบกวนจนกว่าข้าจะสั่ง”“อย่านะ...” ซูเหมยกอดลูกแน่นขึ้นทันทีด้วยความหวาดระแวง“เขาเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ให้ลูกไปนอนพักบนเตียงดีๆ เสีย” น้ำเสียงทุ้มต่ำกดลึกเชิงบังคับเมื่อก้มมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ซูเหมยจำต้องข่มความกังวล ส่งเป่าอันให้ชิงชิงช่วยอุ้มออกไปอย่างระวังทันทีที่ประตูห้องปิดลง ความเงียบอันน่าอึดอัดก็เข้าปกคลุม ซูเหมยยืนประจันหน้ากับเขาตามลำพัง“ท่านโกหกคนทั้งจวนทำไม” นางเค้นเสียงถาม แววตาสั่นไหวเมื่อนึกถึงคำประกาศที่หน้าจวนจ้าวเฟยหลงหันกลับมาสบตานางช้าๆ “ทำไม คิดว่าข้าโกหกเรื่องอะไร”“หึ...” ซูเหมยแค่นยิ้มทั้งน้ำตา “ท่านคงไม่ได้คิดจะบอกหรอกนะ ว่าท่านหลงรักสตรีต่ำต้อยอย่างข้าเข้าจริงๆ”แววตาคมกริบของเขามองสบนิ่งงัน ก่อนจะยก
บทที่ 14หยดเลือดสองหยดในชามกระเบื้องค่อยๆ เคลื่อนเข้าหากัน ก่อนจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว สีแดงสดกระจายตัวทั่วผิวน้ำใส เป็นหลักฐานชัดเจนที่ไม่มีผู้ใดโต้แย้งได้อีกต่อไป“ไม่จริง... เป็นไปไม่ได้!” หลินอวี้เหยากรีดร้องเสียงหลง ใบหน้างดงามบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น นางชี้นิ้วใส่จ้าวเฟยหลงอย่างลืมตัว“ท่านหลอกข้า! ท่านเหยียบย่ำข้าและทำให้ตระกูลหลินกลายเป็นตัวตลก!”“หลอกลวงงั้นหรือ?” จ้าวเฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ แววตาคมกริบเย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง“การหมั้นหมายระหว่างข้ากับเจ้าเป็นเพียงหมากทางการเมืองที่ไร้ค่า แต่กับซูเหมย... นางคือสตรีเพียงผู้เดียวที่ข้ารักและโปรดปรานมาโดยตลอด”คำโกหกหน้าตายที่หลุดออกมาทำเอาซูเหมยตกตะลึงจนตาค้าง... รักและโปรดปรานงั้นหรือ? สตรีที่ถูกเรียกไปปรนนิบัติบนเตียงยามค่ำคืน แล้วถูกเขี่ยทิ้งให้กลับเรือนซอมซ่อก่อนรุ่งสางอย่างนางน่ะหรือคือคนที่เขารัก!“แม้จะขัดต่อธรรมเนียมที่ข้ารับนางไว้ข้างกายก่อนแต่งงาน” เขาเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่สะทกสะท้าน“แต่เราอยู่ด้วยกันมาตั้งสามปี การที่นางจะตั้งครรภ์สายเลือดของข้า มันน่าแปลกตรงไหน”“หากเป็นเช่นนั้น แล้วเหตุใดจู่ๆ ท่านอ๋องถึงไม่
บทที่ 13สายตาของไท่เฟยมองซูเหมยตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความชิงชัง แต่เมื่อก้มลงเห็นใบหน้าของเด็กชายในอ้อมกอด ร่างของหญิงสูงศักดิ์พลันแข็งทื่อ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงขณะเดียวกัน หลินอวี้เหยาที่เดินเชิดหน้าเข้ามาเตรียมจะหาเรื่อง ก็ต้องชะงักกึก รอยยิ้มเยาะแข็งค้างบนใบหน้าทันทีที่เห็นชัดว่าคนที่ก้าวลงมาจากรถม้าคือใคร“ซูเหมย!” หลินอวี้เหยาแผดเสียงแหลม ลืมกิริยาคุณหนูผู้สูงศักดิ์ไปจนหมด “นังลูกอนุชั้นต่ำ! เจ้า... หายหัวไปตั้งสี่ปี ยังกล้าเสนอหน้ากลับมาที่นี่อีกหรือ!”“ใครสั่งให้คนนอกอย่างเจ้ามาส่งเสียงเห่าหอนหน้าจวนของข้า”น้ำเสียงเยือกเย็นของจ้าวเฟยหลงดังขัดขึ้น ทำเอาหลินอวี้เหยาสะดุ้งสุดตัว สีหน้าซีดเผือดลงทันตา“ทะ... ท่านอ๋อง หม่อมฉันไม่ใช่คนนอก หม่อมฉันเป็น...”“ข้ากับเจ้าไม่ได้แต่งงานกัน หลินอวี้เหยา เจียมตัวไว้บ้างว่าเจ้าไม่มีฐานะใดในจวนนี้!”คำพูดเชือดเฉือนนั้นไม่ได้ตอกหน้าแค่หลินอวี้เหยาคนเดียว แต่มันทำให้ซูเหมยตกใจจนดวงตาเบิกกว้าง หัวใจเต้นผิดจังหวะ... สี่ปีที่ผ่านมา เขาไม่ได้แต่งงานกับหลินอวี้เหยาหรอกหรือ!“ฟะ... เฟยหลง” ไท่เฟยที่เพิ่งได้สติรีบก้าวเข้ามา สองมือสั่นเทาด้วยคว
บทที่ 12เสื้อผ้าถูกกระชากจนหลุดลุ่ยร่วงลงไปกองกับพื้นความเจ็บแล่นวาบขึ้นมาเมื่อร่างกายที่ห่างหายเรื่องเช่นนี้ไปถึงสี่ปีถูกรุกล้ำอย่างดุดัน ซูเหมยนิ่วหน้า กัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือดเพื่อกลั้นเสียงร้อง แต่จ้าวเฟยหลงกลับไม่ยอมปล่อยให้นางเงียบเสียง“ข้าบอกให้ส่งเสียงออกมา... ซูเหมย”เขาขยับกายหนักหน่วงและดุดัน ใบหน้าคมคายก้มลงขบเม้มยอดอกจนขึ้นรอยแดง ปลุกเร้าความร้อนผ่าวจนสติของนางแตกกระเจิง เสียงหอบหายใจและเสียงสะอื้นดังก้องไปทั่วห้องตลอดคืน ร่างกายไม่รักดีเผลอตอบรับสัมผัสอย่างไม่อาจต้านทาน แม้ในใจจะชิงชังความอับอายนี้เพียงใด แต่นางกลับถูกเขารังแกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งหมดสติไปแสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่าง ซูเหมยลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกปวดร้าวไปทั้งตัวพอยันกายลุกขึ้น นางก็เห็นจ้าวเฟยหลงสวมใส่เสื้อผ้าหรูหราเรียบร้อยแล้ว เขายืนไพล่หลังมองนางจากปลายเตียง ท่าทางสง่างามไร้ที่ติ ช่างตัดกับสภาพยับเยินของนางอย่างสิ้นเชิง“ใส่เสื้อผ้าเสีย ขบวนรถม้าจะออกเดินทางแล้ว” น้ำเสียงของเขาราบเรียบและเย็นชา“เป่าอันร้องหาเจ้าตั้งแต่เช้าตรู่ หากชักช้า... ข้าจะให้ทหารพาเขาเดินทางล่วงหน้าไปก่อน”“
บทที่ 11ขบวนรถม้าเร่งเดินทางตลอดทั้งวันจนกระทั่งค่ำ จึงแวะพักค้างคืนที่โรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ในเมืองทางผ่านภายในห้องพัก เป่าอันร้องไห้ด้วยความตกใจกลัวจนเหนื่อยอ่อนและหลับไปในที่สุด ชิงชิงที่ถูกคุมตัวตามมาด้วย กำลังใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นคอยเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าของเด็กน้อยเบาๆ“คุณหนู... พวกเราจะทำอย่างไรกันดีเจ้าคะ ท่านอ๋องดูน่ากลัวเหลือเกิน” ชิงชิงกระซิบถามเสียงสั่น พลางมองซูเหมยที่นั่งกอดเข่าหน้าซีดอยู่ข้างเตียง“ข้าไม่รู้...” ซูเหมยตอบเสียงแผ่ว สองมือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ “แต่ตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจ ข้าจะไม่ยอมให้เขาพรากเป่าอันไปเด็ดขาด”ปัง!บานประตูห้องถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจนชนผนัง!ร่างสูงใหญ่ของจ้าวเฟยหลงก้าวเข้ามา ท่าทางคุกคามทำให้บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนน่ากลัว ชิงชิงสะดุ้งสุดตัว รีบถอยกรูดไปยืนตัวสั่นอยู่ที่มุมห้องสายตาคมกริบมองร่างเล็กที่หลับสนิทเพียงครู่เดียว ก่อนจะหันกลับมาจ้องซูเหมยอย่างดุดัน“ดูแลนายน้อยของเจ้าให้ดี อย่าให้คลาดสายตา” เขาสั่งสาวใช้ด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “หากลูกของข้าต้องตื่นมาร้องไห้เพราะความประมาทของเจ้า... หัวของเจ้าได้หลุดจากบ่าแน่”สิ้นคำสั่ง เขาก็ก้าวประ
บทที่ 10ภายในห้องรับรองเงียบสนิท สายตาคมดุของจ้าวเฟยหลงจับจ้องใบหน้าของเด็กชายวัยสามขวบไม่วางตาร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้ แรงกดดันอันเยือกเย็นทำให้ซูเหมยต้องรีบดึงตัวเป่าอันเข้ามากอดแนบอก ร่างกายสั่นเทาพลางถอยร่นจนแผ่นหลังชนผนังห้องอย่างไร้ทางหนี“เด็กคนนี้... เป็นลูกของเจ้าอย่างนั้นหรือ” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามช้าๆ สายตาคมกริบจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวบนใบหน้านาง“ชะ... ใช่!” ซูเหมยตอบเสียงสั่น หลบสายตาอันตรายคู่นั้นอย่างลนลาน “เขาเป็นลูกของข้า... ของข้าคนเดียว!”ท่าทีตื่นตระหนกและพิรุธที่ปิดไม่มิดทำให้ริมฝีปากของเขากระตุกยิ้มเยาะ“ลูกของเจ้าคนเดียวงั้นหรือ...” เขาก้าวประชิดตัวนาง โน้มตัวลงมากระซิบเสียงเย็น“ช่างน่าขันนัก ที่ใบหน้าลูกของหญิงรับจ้างคัดตำราเช่นเจ้า กลับถอดแบบเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงมาไม่มีผิดเพี้ยน”“ท่านอ๋องพูดเรื่องอะไร หม่อมฉันไม่เข้าใจ!”“ในเมื่อเจ้ายืนกรานปฏิเสธ ข้าก็จะให้ความเป็นธรรม” จ้าวเฟยหลงยืดตัวขึ้น เอ่ยสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด“ทหาร! ไปตามหมอและเตรียมชามน้ำสะอาดมา ข้าจะหยดเลือดพิสูจน์สายเลือดให้เห็นกันชัดๆ ว่าเด็กคนนี้เป็นลูกชาวบ้าน... หรือเป็นสายเลือดตระกูลจ้าวที







