LOGIN
ลลิสาไม่มีเวลาให้อึ้งนาน ตอนนี้ชีวิตของเธออยู่ในขั้นตอนของการเปลี่ยนที่จะเกิดได้ทุกเมื่อ ตามผู้นำของเธอ คือคานโลซึ่งรับคำสั่งมาจากนายเขาอีกที
มาถึงตอนนี้เธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำเขานั้นเป็นใคร ชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร รู้แค่เป็นคนที่ลึกลับและมีอิทธิพลมาก ไม่อย่างนั้นการเดินทางของพวกเขาคงทำไม่ได้ถึงขนาดนี้
หลังจากทานมื้อเที่ยง และรอจนมืดค่ำ เธอก็ถูกเปลี่ยนที่อยู่อาศัยจากราชวังเก่าเป็นเรือเร็วที่ทำจากไม้ฮอกกานีขัดเงาวับและกันกระสุนทั้งเรือ แล่นออกจากประตูลับมุ่งหน้าสู่เรือส่วนตัวที่อยู่นอกเขตตรวจการณ์ของตำรวจน้ำ แน่นอนว่าเธอถูกซ่อน ไม่มีโอกาสได้คิดหาวิธีหนีรอด
ต่อมาคือการเดินทางไกล รู้เพียงว่าเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวนี้กำลังมุ่งหน้าไปยังที่ไหนสั่งแห่งที่เธอยิ่งไม่รู้จัก อีกทั้งเป็นช่วงกลางดึกซึ่งเธอมองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากไฟดวงเล็กจากบ้านพลเรือนและตึกสูงหลายชั้นทว่าที่เธอนั่งอยู่นั้นสูงกว่า
ใช้เวลานานพอสมควรก็ถึงจุดจอด คือบนภูเขาลานลับในเขตที่ดินส่วนตัว ซึ่งอาณาเขตตรงจุดยืนคาบเกี่ยวอยู่สองประเทศ โดยหากต้องการจะข้ามพรมแดนนี้ไปอีกพรมแดนใช้การเดินรถเพียงไม่กี่อึดใจ
และตอนนี้เธออยู่ในรถกับใครคนหนึ่งที่ไม่ใช่คานโล เขาคนนั้นนั่งอยู่คันที่สาม หากให้เดาคงเป็นคันเดียวกันกับผู้เป็นนาย ส่วนเธอนั้นนั่งเกือบคันสุดท้ายก่อนคันขนอาวุธสงครามและเสบียง
เธอมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร คงมีแต่เธอและเขาเท่านั้นที่ตอบได้ และไม่ค่อยจะเข้าใจว่าทำไมเขาไม่ฆ่ากัน แต่เลือกที่จะเก็บไว้ใช้งานคือนางนกต่อแทน และอาจมีอีกสิ่งที่เธอไม่รู้ หรือรู้แต่ไม่กล้าคิด คือการเสี่ยงตกเป็นอาหารจานโปรดให้กับเหล่าลูกน้องตอนมีอารมณ์กำหนัด หรือไม่ก็นายของมันเองที่เธอเองก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร
รู้แค่ว่าความกลัวที่หายไปบ้างก่อนหน้านั้นได้กลับมารุมสุมอีกแล้ว หลังพบว่าขบวนรถห้าคันในตอนนี้เป็นรถ Mercedes-Maybach G 650 Landaulet ทั้งหมด
ซึ่งก่อนหน้าที่จะข้ามชายแดนมานั้น เธอเห็นพวกเขายื่นสมุดอะไรสักอย่างและเงินปึกหนึ่งโดยไม่จำเป็นต้องลง ราวกับซื้อเจ้าหน้าที่และไม้กั้นเอาไว้ก่อนแล้ว
มีอิทธิพลถึงขนาดนี้ หากเธอช่วยงานพวกมัน ก็เท่ากับรู้ความลับ ดังนั้นการปล่อยให้คลาดสายตาคงจะเป็นไปไม่ได้เลย และถ้าคิดจะหนีอีกเกิดถูกจับได้ขึ้นมาก็มีแต่ตายกับตาย
เวรกรรมอะไรของเธอ
นี่คงเป็นที่มาของประโยคที่ว่าคิดผิดชีวิตเปลี่ยนจริงๆสินะ
หลายชั่วโมงที่เธอนั่งอยู่ในรถหลับตื่นสลับกันอยู่หลายรอบ ท้ายที่สุดก็ถึงที่หมาย ขบวนรถค่อยๆ ชะลอเลี้ยวเข้าไปยังตรอกซอยทุรกันดาร ที่สองข้างทางเป็นต้นไม้ใหญ่เรียงรายกันเป็นพรวน เบียดเสียดกันเหมือนกำแพงหนาแน่นจนแสงอาทิตย์ส่องเข้าไม่ถึง อีกไม่นานสนเข็มจะแบกหิมะหนักอึ้งให้ดูคล้ายกับยักษ์สีขาว แต่ตอนนี้ผลัดใบเหลือแต่กิ่งกลายเป็นสีดำ คล้ายกับมือที่ยื่นออกมาจากนรก และเมื่อลมหนาวพัดผ่าน กิ่งไม้ที่แข็งตัวเสียดสีกันเสียงดังแกรกกรากก็คล้ายกับเสียงโครงกระดูกกระทบ แน่นอนบรรยากาศน่ากลัวนี้สามารถปั่นประสาทให้คนที่กำลังมีความกลัวแบบเธอ จินตนาการไปถึงแม่น้ำสติกซ์ได้ทันทีอย่างง่ายดาย
บอกเธอว่าจะพาไปฆ่าหมกหิมะ ยังเชื่อกว่าพาไปทำงานซะอีก
จบแล้วชีวิตลลิสา สิรินธรานนท์ นางแบบชื่อดัง
รถชะลอช้ามาจอดสนิทท่ามกลางหิมะกำลังโปรย ไฟจากหน้ารถส่องฝ่าหมอกบางๆไปยังสถานที่พำนักเบื้องหน้า ก็เห็นเป็นวิลล่าหินเก่าแก่บนไหล่เขา ที่ภายนอกเหมือนบ้านตากอากาศทั่วไป ถัดไปทางปล่อยร้างด้วยซ้ำ หากแต่ข้างในตกแต่งหรูหราผิดกับข้างนอกโดยสิ้นเชิง
เพราะมันใกล้รุ่งสางความวุ่นวายจึงไม่มีให้เห็น พวกเขาลำเลียงเสบียงและลังอาวุธลงจากรถอย่างเงียบเชียบตามบรรยากาศโดยรอบ ที่แค่กระซิบคุยหรือหายใจแรงยังได้ยิน
พอมาถึงที่นี่ก็ไม่มีใครสนใจเธออีก อาจเป็นเพราะว่าพวกเขารู้ ต่อให้หนียังไงก็คงไปไม่ถึงไหน ไม่ตกเหวตายก็กลายเป็นอาหารเสือซะก่อน เธอจึงได้รับความเป็นส่วนตัวอยู่หน่อยหนึ่ง และนั่นทำให้มีเวลาสังเกตทัศนียภาพ จากการกวาดสายตาไปโดยรอบ
มือบางกระชับเสื้อ ให้กับอากาศที่หนาวเหน็บอบอวลกระทบเนื้อผิว ก่อนจะมาหยุดชะงักตรงรถคันหนึ่งที่มีคานโลกระโดดลงมาจากฝั่งตรงข้ามคนขับ ก่อนจะเดินอ้อมไปตำแหน่งเบาะหลังแล้วเปิดประตูกว้าง เธอรู้ทันทีเขาเปิดให้ใคร
และนั่นสั่งให้ดวงตากลมโตเพ่งเล็งไปยังจุดนั้นอัตโนมัติ ทำหน้าที่แทนกล้องส่องทางไกล พลางหรี่แคบเล็กน้อยเพื่อล็อคเป้า และเหมือนเดิมเธอแทบไม่เห็นอะไร นอกจากร่างสูงที่เดินหายเข้าไปในพำนักนั้น
“ยังไม่แก่เลยแฮะ”
ถึงเธอจะเห็นใบหน้าของเขาไม่ชัด แต่ความสง่างามแม้กระทั่งท่าทางการเดินกลับชนะความมืดมิดทุกอย่าง เขาเหมาะจะเป็นเจ้าชายหิมะมากกว่า ไม่เหมาะจะเป็นมาเฟียสักนิด ผิวที่ขาวซีด กับการแต่งตัวที่สะอาดสะอ้าน ทว่าทำไมโหดร้ายถึงเพียงนี้
ก็อก ก็อก ก็อก
หญิงสาวสะดุ้งโหยง เผลอกัดฝีปากจนเจ็บ เธอเอาแต่มองเจ้านายของเขา ไม่ทันเห็นว่าคานโลเดินมาถึงแล้ว และเคาะกระจกบอกให้เธอลง หญิงสาวปลดเข็มขัดเปิดประตูอย่างลนลาน
“หลับเหรอครับ”
“ค่ะ
พลันโกหก ใครเล่าจะกล้าบอกว่ากำลังวิจารณ์เจ้านายของเขา
“ผมจะพาคุณไปที่พักของคุณ ตามมาสิครับ”
หญิงสาวหันไปมองจุดที่เขาคนนั้นเดินหายเข้าไปอีกครั้ง หลังจุดที่ร่างสูงตรงหน้าเดินนำไปไม่ใช่ที่เดียวกัน ดวงตาของเธอไหววูบ ใจของเธอเริ่มสั่น
“มะ ไม่ใช่..เอ่อไป”
เพราะความกลัวทำให้เธอกล้าชี้นิ้ว แต่ไม่กล้าถาม คานโลปรายตามองตามถึงได้รู้เธอต้องการจะถามอะไร
“ในนั้นเป็นที่พักนายครับ”
จากนั้นเขาจึงเดินต่อ ไม่สนใจเธออีก
เธอเดินตามไปเรื่อยๆ ผ่านความมืดสลับกับแสงสว่างจากดวงไฟสีเหลืองนวล ก่อนชะลอช้าก็ตอนคนที่เดินนำอยู่หยุดยืนนิ่ง
เบื้องหน้าของเธอคือห้องหนึ่งที่ถูกปิดกั้นด้วยประตูไม้ เมื่อมันถูกเปิดเข้าไปถึงได้รู้ว่านั้นคือห้องเก็บของ
“ให้ฉันอยู่ที่นี่เหรอ”
หญิงสาวชี้หัวแม่มือเข้าไปในห้อง หลังเดินอ้อมมายืนประจันหน้า คานโลพยักหน้าไม่ได้แสดงความรู้สึก ในขณะเธอตอนนี้หน้าซีดไปแล้ว
“ฉันแพ้ฝุ่น”
เป็นเรื่องจริง ลลิสาแพ้ฝุ่น เป็นมาตั้งแต่เด็กซึ่งถ้าสูดเข้าไปเยอะจะทำให้เป็นหอบหืดได้
“ผมไม่ได้ถูกสั่งมาให้รองรับเรื่องนี้ครับ นายแค่ให้หาห้องให้คุณ เอาห่างไกลจากพวกนั้น ไม่ใกล้นาย แต่ให้อยู่ในตึก ตอนนี้ที่ดีที่สุดก็คือห้องนี้แล้วครับ”
“นี่คือ..ดีที่สุดแล้วเหรอ”
ร่างเล็กมองไปรอบๆ ก็เห็นมีแต่หยากไย่ และฝุ่นหนาเต็มพื้นไปหมด ถึงจะมีเตียงนอนขนาดห้าฟุตที่คลุมผ้าไว้ หากเปิดออกมาแล้วใช้ฝ่ามือตบก็คงไม่ต่างกัน แน่นอนฝุ่นฟุ้งกระจาย
“ครับ ดีที่สุดแล้ว ถ้าคุณไม่อยากนอนอยู่แบบนี้ทั้งหนึ่งสัปดาห์ ผมแนะนำให้คุณทำความสะอาดก่อน”
“หนึ่งอาทิตย์!”
“ครับ”
พูดจบร่างสูงก็หมุนตัวเตรียมเดิน ทว่ามือเธอไว เพราะยังมีเรื่องค้างคาอีกเยอะ จึงดึงเสื้อเขาเอาไว้
“เดี๋ยวก่อน”
“ครับ?”
คานโลหยุดเดินเหลียวหลังมองข้ามไหล่ จุดที่น่าหมั่นไส้ที่สุดคงหนีไม่พ้นการเลิกคิ้วสูงของเขาตอนนี้ เพราะมันกวนตีน
“ไม่มีแม่บ้านมาด้วยเหรอ แบบว่า..”
“ไม่ครับ ไม่มี ตอนนี้คุณคือผู้หญิงคนเดียว และคิดว่าเช้ามาจะต้องกลายเป็นแม่บ้านครับ เพราะนายสั่งผมพาคุณไปเจอ”
“ห๊ะ..” ดวงตาคู่สวยเบิกขึง ลืมเรื่องฝุ่นไปเลยทันที ภาพตอนเขาถือดาบยังติดตาไม่หาย “เจอเขาเหรอ”
“ครับ พรุ่งนี้นายจะป้อนงานให้คุณ นอนเถอะครับ อย่างน้อยก็ได้อีกสองชั่วโมง แล้วผมจะกลับมา”
ดูท่าจะคุยไม่รู้เรื่อง คนตรงหน้าเย็นชาชะมัด ลลิสาปั้นหน้าบึ้ง ปล่อยมือจากชายเสื้อสูทที่ดึงอยู่ พลางกอดอก ซึ่งนั่นเป็นท่าทางประจำตัวตอนเธองอแง
“ก็ได้.. ถ้าอย่างนั้นมีแมสไหม ขออันนึง”
“ครับ?”
“แมสไง หน้ากากอนามัยอ่ะ”
ซึ่งมีมากจนต้องแยกเขี้ยวขึงตาใส่คนตรงหน้าอย่างไม่นึกกลัว เอาสิ ด่ากันตอนนี้มีสวนนะ หญิงสาวโกรธขึ้นมาจริงๆแล้ว เวลาเธอโกรธเอาจริงไม่กลัวตายนะ
ขณะที่กำลังก่นด่าคานโลอยู่ในใจ สมองเกิดนึกไปถึงดาบที่ปักทะลุอก และมีเสียงฉึก
เออ กลัวนิดนึงก็ได้
เช้าวันอาทิตย์ที่ควรจะเงียบสงบ กลับกลายเป็นวันแห่งความตึงเครียดที่สุดของเหมันต์ มาเฟียใหญ่ที่เคยจับดาบนิ่งสนิทลุยสมรภูมิรบมานับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้กำลังเผชิญหน้ากับภารกิจที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิต นั่นคือ "การอาบน้ำให้ลูกสาววัยสองสัปดาห์เป็นครั้งแรก"ภายในห้องน้ำที่เปิดเครื่องทำน้ำอุ่นจนอุณหภูมิกำลังสบาย อ่างอาบน้ำเด็กสีพาสเทลแบรนด์หรูถูกเติมน้ำอุ่นจนได้ระดับ เหมันต์ในชุดเสื้อยืดสีดำพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นรอยสักเต็มท่อนแขน กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนม้านั่งตัวเตี้ย ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งเครียด คิ้วหนาขมวดม้วนแน่นจนแทบจะผูกเป็นโบว์ เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นเต็มกรอบหน้าและแผ่นหลังจนเสื้อเปียกชุ่ม ทั้งที่ชั่วโมงนี้แอร์ในห้องยังเย็นฉ่ำ“เหมันต์คะ ผ่อนคลายหน่อยค่ะ คุณเกร็งจนลูกพลอยลุ้นไปด้วยแล้วนะ”ลลิสาที่นั่งประคองอยู่ข้างๆ หลุดขำออกมาเบาๆ ยามเห็นสามีร่างยักษ์ทำท่าทางราวกับกำลังจะกู้ระเบิดเวลา“คุณดูสิ ไลลาของผมตัวเล็กนิดเดียว ผมกลัวลูกเจ็บ”น้ำเสียงที่เคยทรงอิทธิพลและน่าเกรงขาม บัดนี้กลับสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด“ถ้าอย่างนั้น มาค่ะ..เดี๋ยวสาช่วย”ลลิสาคอยบอกทีละขั้นตอนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเหมันต์สูดหายใจ
ภายในห้องคลอดที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาและเสียงเตือนจากเครื่องมือแพทย์ เหมันต์ในชุดปลอดเชื้อสีเขียวเข้มกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงคนไข้ มือหนาอันสั่นเทากุมมือเรียวบางของลลิสาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ใบหน้าคมคายที่มักจะเรียบเฉยบัดนี้เต็มไปด้วยความกังวล สายตาคมจับจ้องเพียงแค่ใบหน้าซีดเซียวของภรรยาตัวน้อยที่มีหยาดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า“อื้อ... เหมันต์... สาเจ็บ” ลลิสาสูดหายใจเข้าลึก ร่างกายสั่นสะท้านจากแรงบีบรัดของมดลูกที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยน้ำตาจากความเจ็บปวดที่แทบจะทนไม่ไหว“มากไหม มันเจ็บแค่ไหนกันลสิลา...”“เจ็บมากค่ะ แต่ก็มีความสุข..เรากำลังเห็นหน้าลูกของเราแล้วนะคะ”เหมันต์กระซิบเสียงสั่นพร่า เขาใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำคอยซับเหงื่อที่หน้าผากและแก้มใสอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะก้มลงประทับจูบลงบนหลังมือของเธอซ้ำๆ ราวกับต้องการจะรับเอาความเจ็บปวดทั้งหมดนั้นมาไว้ที่ตัวเอง“เอาล่ะครับคุณแม่ มดลูกเปิดเต็มที่แล้วนะครับ เตรียมตัวเบ่งตามจังหวะที่หมอบอกนะ... หนึ่ง สอง สาม เบ่งครับ!” เสียงคุณหมอสูติฯ ดังขึ้นเป็นสัญญาณเริ่มสมรภูมิครั้งสำคัญ“อื้อออออออ!” ลลิสากัดฟันเบ่งสุดแรงเกิ
ลลิสาซบหน้าลงกับอกอุ่น ยิ้มรับคำพูดของสามีด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข สายตาของทั้งคู่ทอดมองไปยังเตียงหลังน้อยที่ถูกสร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงและความรักของคนเป็นพ่ออย่างแท้จริงแสงแดดอุ่นๆ ยามบ่ายส่องผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาวเข้ามาในห้องเนอสเซอรี่ บรรยากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความรักและความตื่นเต้น เหมันต์และลลิสากำลังช่วยกันตกแต่งเตียงเด็กอ่อนไม้โอ๊กที่เพิ่งประกอบเสร็จเมื่อวันก่อนให้สมบูรณ์พร้อมต้อนรับลูกสาวตัวน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก“เหมันต์คะ... ช่วยหยิบกล่องโมบายดนตรีตรงนั้นให้สาหน่อยค่ะ” ลลิสาในชุดเดรสคลุมท้องผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มเอ่ยบอกสามี พลางใช้มือข้างหนึ่งประคองหน้าท้องกลมโตวัยแปดเดือนเศษไว้เหมันต์ขยับกายอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มเอื้อมหยิบกล่องอุปกรณ์แบรนด์หรูมาเปิดออกอย่างระมัดระวัง ภายในมีก้านโมบายสีขาวและตุ๊กตาผ้าทอมือรูปก้อนเมฆ พระจันทร์เสี้ยว และดวงดาวดวงน้อยหลากสีสันพาสเทลห้อยระย้าอยู่ มาเฟียหนุ่มร่างยักษ์บรรจงหยิบชิ้นส่วนเหล่านั้นขึ้นมาเกาะเข้ากับขอบเตียงไม้ด้วยท่าทางตั้งอกตั้งใจ ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดราวกับกำลังกู้ระเบิด แต่สายตาที่จ้องมองของเล่นชิ้นจิ๋วกลับอ่อนโยนอย่างไม่เคยเป็
“เดี๋ยว...” ลลิสาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบดึงแขนเสื้อของสามีไว้“หลังนึงเอาไว้ห้องนอนใหญ่ของเรา อีกหลังเอาไว้ห้องเนอสเซอรี่ ส่วนอีกหลังเอาไว้ที่ห้องทำงานผม... เวลาคุณพาลูกไปหาผม จะได้มีที่นอน” เหมันต์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา ก่อนจะหันไปสั่งพนักงานต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้ลลิสาได้ประท้วง“แล้วก็... โซนเสื้อผ้าเด็กอ่อนตรงนั้น คอลเลกชันเด็กผู้หญิงแรกเกิดจนถึงหนึ่งขวบ ผมเอาทั้งหมด จัดไซส์ละสองชุด”“คะ... คุณคะ!”พนักงานร้านถึงกับมือสั่น ตาโตด้วยความตื่นเต้นตื้นตันที่จะทำยอดทะลุเป้าในวันเดียว“ใช่ ทั้งหมวก ถุงมือ ถุงเท้า อ่างอาบน้ำทองคำขาวตรงนั้นด้วย... อ้อ แล้วก็รถเข็นเด็กคันที่แพงที่สุดและปลอดภัยที่สุดในร้าน เอามาด้วย” เหมันต์สั่งรัวๆ ราวกับกำลังช๊อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป“เหมันต์! พอแล้วค่ะ สาใส่ให้ลูกไม่ทันหรอกนะคะ ของพวกนี้เด็กๆ โตไวจะตายไป” ลลิสารีบเข้ามากอดแขนหนา พยายามจะยื้อบัตรเครดิตคืนมา แต่เหมันต์กลับรวบตัวเธอเข้ามาแนบชิดอกแกร่งอย่างนึกเอ็นดู มือหนาลูบหัวทุยสวยของภรรยาอย่างเบามือ“เงินผมมีให้ลูกกับคุณใช้ไปทั้งชาติก็ไม่หมดหรอก... อะไรที่ทำให้คุณมีค
บรรยากาศภายในร้านเสื้อผ้าและของใช้เด็กอ่อนอบอวลไปด้วยความอบอุ่น แสงไฟสีนวลตาตกกระทบลงบนชุดบอดี้สูทตัวจิ๋วหลากสีสันที่แขวนเรียงรายอยู่เป็นเซ็ท ลลิสาในชุดคลุมท้องสีหวานเดินอมยิ้มพลางลูบหน้าท้องนูนเด่นของตัวเองในวัยเจ็ดเดือน สายตาของเธอเป็นประกายระยับยามที่ได้มองข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อย โดยมีสามีที่น่ารักเดินตามอยู่ไม่ห่าง มือหนาของเขาเข็นรถเข็นคันใหญ่ที่บัดนี้มีทั้งผ้าอ้อมเนื้อนุ่มและขวดนมแบรนด์ดังวางอยู่จนเกือบเต็ม“คุณคะ ดูชุดนี้สิคะ... น่ารักจังเลย”ลลิสาหยิบชุดบอดี้สูทสีชมพูพาสเทลที่มีระบายลูกไม้เล็กๆ ตรงช่วงไหล่ขึ้นมาแนบกับอก ใบหน้าหวานของเธอยิ้มกว้างเหมันต์หยุดรถเข็นแล้วขยับเข้าไปยืนซ้อนหลังร่างบาง มือหนาเอื้อมไปกุมมือเธอที่ถือชุดอยู่ สายตาคมกริบที่เคยดุดันบัดนี้อ่อนแสงลงจนเหลือเพียงความเอ็นดู เขาก้มลงกระซิบชิดใบหูเล็ก“เล็กขนาดนี้ ลูกจะใส่ได้เหรอสา... ใส่อันนี้ได้ก็ตัวเท่าลูกแมวเพิ่งคลอดเลยนะ”“ก็เด็กแรกเกิดตัวเล็กเท่านี้แหละค่ะ คุณพ่อนี่ไม่รู้อะไรเลย” ลลิสาหันมาค้อนขวับเบาๆ แต่แก้มใสของอีกคนกลับขึ้นสีระเรื่อ เมื่อเธอเรียกตัวเองว่าพ่ออย่างเต็มปากเต็มคำ“ถ้างั้นก็ซื้อไปเถอะ อะไรท
“มีลูกให้ผมนะ”“หืม..ลูกเหรอ”ลลิสาอุทานแผ่วเบาพลันหลุดยิ้ม“ใช่ หรือว่าคุณไม่อยากมี” เหมันต์กระซิบเสียงพร่าชิดใบหู ใบหน้าคมคายซุกไซ้ลงกับซอกคอขาวระหงจูบพรมอย่างแผ่วเบาไปทั่ว สัมผัสของเขาใต้หยาดน้ำอุ่นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและนุ่มนวล ทว่าทำเอาหัวใจของลลิสาเต้นไม่เป็นสรรพฝ่ามือหนาช่วยลูบไล้หยาดน้ำสบู่ชำระล้างร่างกายให้เธออย่างสุภาพและเกรงใจ ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลผ่าน ยิ่งหล่อหลอมให้เนื้อแท้ของความสัมพันธ์แนบแน่นจนแทบไร้ช่องว่าง ทั้งคู่สบตากันผ่านม่านน้ำใส ส่งยิ้มให้กันด้วยความรักทั้งหมดที่มี ก่อนที่เหมันต์จะก้มลงมอบจุมพิตแสนหวานรสละมุนรสหวานชื่นใจเป็นการปิดท้ายกิจกรรมยามเช้าหลังจากอาบน้ำเสร็จ ลลิสาช่วยเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขา ตอนนี้ทั้งคู่อยู่ในชุดลำลอง เหมันต์เดินเข้ามาสวมกอดเธอจากทางด้านหลังพลางส่งยิ้มหวานผ่านกระจก“พร้อมไปเดินเล่นในไร่องุ่นหรือยังคะ... ท่านประธานของสา”“พร้อมตั้งนานแล้ว... ”เหมันต์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาพราวระยับเปี่ยมสุข เขาปล่อยอ้อมกอดแล้วเปลี่ยนมาจับมือบางของเธอไว้แน่น พร้อมที่จะออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์และก้าวเดินสู่อนาคตใหม่เคียงข้างเธอด้วยขาที่แข็งแรงคู่น
วันนี้อากาศดี ลลิสาจึงพาตัวเองมาเดินทอดน่องบนชายหาด ก่อนหน้านี้มรสุมเข้าคลื่นลมแรงขึ้นสูงกระทบโขดหินทีน้ำกระเซ็น ถอยลงเหมือนจะลากหินก้อนนั้นลงไปด้วย เธอถึงได้ไม่กล้ามา ทว่าตอนนี้ เขาว่าฟ้าหลังฝนสวยงามเสมอ เธอ..ก็อยากให้มันเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน แม้ในชีวิตของเธอไม่เคยเชื่อเรื
“คราวนี้ไม่เหมือนกัน..” ทั้งที่เธอเอ่ยน้ำเสียงหนักแน่น บ่งบอกถึงความไม่พึงพอใจในการกระทำ เขากลับใช้เสียงแผ่วเบากับเธอ ประหนึ่งคนหมดแรง จากนั้นถึงจะค่อยๆหันกลับมา “ไม่เหมือนกันยังไง..” “ผมทำเพื่อเรา ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองฝ่ายเดียว” ลลิสาถึงกับน
เธอว่าไม่ใช่เพราะเขาอยากเซอร์ไพรส์ คนอย่างเหมันต์มีหลายอย่างที่หากต้องให้ก็ได้หมด แต่ไม่จำเป็นต้องซื้อเกาะที่ห่างไกลเมือง และเป็นเกาะบนแผ่นดินที่ทั้งเธอและเขาไม่คุ้นเคย ถ้านี่ไม่ใช่เพราะมีไว้หนีปัญหา งั้นคงเป็นอย่างอื่นไม่ได้อีก “สถานที่กบดานเหรอคะ” ค
ในรถ บรรยากาศที่โอบล้อมไปด้วยความเงียบ แต่ไม่ได้บึ้งตึงมากมาย ยังมีส่วนผ่อนคลายอยู่บ้าง เสียงลมหายใจของหญิงสาวเข้าออกไม่สุด เธอไม่รู้ว่าคนขับคิดอะไรอยู่ หากแต่สังเกตจากมือขาวเนียน ไม่เหมือนกับคนเป็นมาเฟียเคยจับปืน กลับหักหมุนควงพวงมาลัยด้วยความอ่อนโยน “โกรธสาไหมคะ”







