INICIAR SESIÓN
ลลิสาไม่มีเวลาให้อึ้งนาน ตอนนี้ชีวิตของเธออยู่ในขั้นตอนของการเปลี่ยนที่จะเกิดได้ทุกเมื่อ ตามผู้นำของเธอ คือคานโลซึ่งรับคำสั่งมาจากนายเขาอีกที
มาถึงตอนนี้เธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำเขานั้นเป็นใคร ชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร รู้แค่เป็นคนที่ลึกลับและมีอิทธิพลมาก ไม่อย่างนั้นการเดินทางของพวกเขาคงทำไม่ได้ถึงขนาดนี้
หลังจากทานมื้อเที่ยง และรอจนมืดค่ำ เธอก็ถูกเปลี่ยนที่อยู่อาศัยจากราชวังเก่าเป็นเรือเร็วที่ทำจากไม้ฮอกกานีขัดเงาวับและกันกระสุนทั้งเรือ แล่นออกจากประตูลับมุ่งหน้าสู่เรือส่วนตัวที่อยู่นอกเขตตรวจการณ์ของตำรวจน้ำ แน่นอนว่าเธอถูกซ่อน ไม่มีโอกาสได้คิดหาวิธีหนีรอด
ต่อมาคือการเดินทางไกล รู้เพียงว่าเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวนี้กำลังมุ่งหน้าไปยังที่ไหนสั่งแห่งที่เธอยิ่งไม่รู้จัก อีกทั้งเป็นช่วงกลางดึกซึ่งเธอมองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากไฟดวงเล็กจากบ้านพลเรือนและตึกสูงหลายชั้นทว่าที่เธอนั่งอยู่นั้นสูงกว่า
ใช้เวลานานพอสมควรก็ถึงจุดจอด คือบนภูเขาลานลับในเขตที่ดินส่วนตัว ซึ่งอาณาเขตตรงจุดยืนคาบเกี่ยวอยู่สองประเทศ โดยหากต้องการจะข้ามพรมแดนนี้ไปอีกพรมแดนใช้การเดินรถเพียงไม่กี่อึดใจ
และตอนนี้เธออยู่ในรถกับใครคนหนึ่งที่ไม่ใช่คานโล เขาคนนั้นนั่งอยู่คันที่สาม หากให้เดาคงเป็นคันเดียวกันกับผู้เป็นนาย ส่วนเธอนั้นนั่งเกือบคันสุดท้ายก่อนคันขนอาวุธสงครามและเสบียง
เธอมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร คงมีแต่เธอและเขาเท่านั้นที่ตอบได้ และไม่ค่อยจะเข้าใจว่าทำไมเขาไม่ฆ่ากัน แต่เลือกที่จะเก็บไว้ใช้งานคือนางนกต่อแทน และอาจมีอีกสิ่งที่เธอไม่รู้ หรือรู้แต่ไม่กล้าคิด คือการเสี่ยงตกเป็นอาหารจานโปรดให้กับเหล่าลูกน้องตอนมีอารมณ์กำหนัด หรือไม่ก็นายของมันเองที่เธอเองก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร
รู้แค่ว่าความกลัวที่หายไปบ้างก่อนหน้านั้นได้กลับมารุมสุมอีกแล้ว หลังพบว่าขบวนรถห้าคันในตอนนี้เป็นรถ Mercedes-Maybach G 650 Landaulet ทั้งหมด
ซึ่งก่อนหน้าที่จะข้ามชายแดนมานั้น เธอเห็นพวกเขายื่นสมุดอะไรสักอย่างและเงินปึกหนึ่งโดยไม่จำเป็นต้องลง ราวกับซื้อเจ้าหน้าที่และไม้กั้นเอาไว้ก่อนแล้ว
มีอิทธิพลถึงขนาดนี้ หากเธอช่วยงานพวกมัน ก็เท่ากับรู้ความลับ ดังนั้นการปล่อยให้คลาดสายตาคงจะเป็นไปไม่ได้เลย และถ้าคิดจะหนีอีกเกิดถูกจับได้ขึ้นมาก็มีแต่ตายกับตาย
เวรกรรมอะไรของเธอ
นี่คงเป็นที่มาของประโยคที่ว่าคิดผิดชีวิตเปลี่ยนจริงๆสินะ
หลายชั่วโมงที่เธอนั่งอยู่ในรถหลับตื่นสลับกันอยู่หลายรอบ ท้ายที่สุดก็ถึงที่หมาย ขบวนรถค่อยๆ ชะลอเลี้ยวเข้าไปยังตรอกซอยทุรกันดาร ที่สองข้างทางเป็นต้นไม้ใหญ่เรียงรายกันเป็นพรวน เบียดเสียดกันเหมือนกำแพงหนาแน่นจนแสงอาทิตย์ส่องเข้าไม่ถึง อีกไม่นานสนเข็มจะแบกหิมะหนักอึ้งให้ดูคล้ายกับยักษ์สีขาว แต่ตอนนี้ผลัดใบเหลือแต่กิ่งกลายเป็นสีดำ คล้ายกับมือที่ยื่นออกมาจากนรก และเมื่อลมหนาวพัดผ่าน กิ่งไม้ที่แข็งตัวเสียดสีกันเสียงดังแกรกกรากก็คล้ายกับเสียงโครงกระดูกกระทบ แน่นอนบรรยากาศน่ากลัวนี้สามารถปั่นประสาทให้คนที่กำลังมีความกลัวแบบเธอ จินตนาการไปถึงแม่น้ำสติกซ์ได้ทันทีอย่างง่ายดาย
บอกเธอว่าจะพาไปฆ่าหมกหิมะ ยังเชื่อกว่าพาไปทำงานซะอีก
จบแล้วชีวิตลลิสา สิรินธรานนท์ นางแบบชื่อดัง
รถชะลอช้ามาจอดสนิทท่ามกลางหิมะกำลังโปรย ไฟจากหน้ารถส่องฝ่าหมอกบางๆไปยังสถานที่พำนักเบื้องหน้า ก็เห็นเป็นวิลล่าหินเก่าแก่บนไหล่เขา ที่ภายนอกเหมือนบ้านตากอากาศทั่วไป ถัดไปทางปล่อยร้างด้วยซ้ำ หากแต่ข้างในตกแต่งหรูหราผิดกับข้างนอกโดยสิ้นเชิง
เพราะมันใกล้รุ่งสางความวุ่นวายจึงไม่มีให้เห็น พวกเขาลำเลียงเสบียงและลังอาวุธลงจากรถอย่างเงียบเชียบตามบรรยากาศโดยรอบ ที่แค่กระซิบคุยหรือหายใจแรงยังได้ยิน
พอมาถึงที่นี่ก็ไม่มีใครสนใจเธออีก อาจเป็นเพราะว่าพวกเขารู้ ต่อให้หนียังไงก็คงไปไม่ถึงไหน ไม่ตกเหวตายก็กลายเป็นอาหารเสือซะก่อน เธอจึงได้รับความเป็นส่วนตัวอยู่หน่อยหนึ่ง และนั่นทำให้มีเวลาสังเกตทัศนียภาพ จากการกวาดสายตาไปโดยรอบ
มือบางกระชับเสื้อ ให้กับอากาศที่หนาวเหน็บอบอวลกระทบเนื้อผิว ก่อนจะมาหยุดชะงักตรงรถคันหนึ่งที่มีคานโลกระโดดลงมาจากฝั่งตรงข้ามคนขับ ก่อนจะเดินอ้อมไปตำแหน่งเบาะหลังแล้วเปิดประตูกว้าง เธอรู้ทันทีเขาเปิดให้ใคร
และนั่นสั่งให้ดวงตากลมโตเพ่งเล็งไปยังจุดนั้นอัตโนมัติ ทำหน้าที่แทนกล้องส่องทางไกล พลางหรี่แคบเล็กน้อยเพื่อล็อคเป้า และเหมือนเดิมเธอแทบไม่เห็นอะไร นอกจากร่างสูงที่เดินหายเข้าไปในพำนักนั้น
“ยังไม่แก่เลยแฮะ”
ถึงเธอจะเห็นใบหน้าของเขาไม่ชัด แต่ความสง่างามแม้กระทั่งท่าทางการเดินกลับชนะความมืดมิดทุกอย่าง เขาเหมาะจะเป็นเจ้าชายหิมะมากกว่า ไม่เหมาะจะเป็นมาเฟียสักนิด ผิวที่ขาวซีด กับการแต่งตัวที่สะอาดสะอ้าน ทว่าทำไมโหดร้ายถึงเพียงนี้
ก็อก ก็อก ก็อก
หญิงสาวสะดุ้งโหยง เผลอกัดฝีปากจนเจ็บ เธอเอาแต่มองเจ้านายของเขา ไม่ทันเห็นว่าคานโลเดินมาถึงแล้ว และเคาะกระจกบอกให้เธอลง หญิงสาวปลดเข็มขัดเปิดประตูอย่างลนลาน
“หลับเหรอครับ”
“ค่ะ
พลันโกหก ใครเล่าจะกล้าบอกว่ากำลังวิจารณ์เจ้านายของเขา
“ผมจะพาคุณไปที่พักของคุณ ตามมาสิครับ”
หญิงสาวหันไปมองจุดที่เขาคนนั้นเดินหายเข้าไปอีกครั้ง หลังจุดที่ร่างสูงตรงหน้าเดินนำไปไม่ใช่ที่เดียวกัน ดวงตาของเธอไหววูบ ใจของเธอเริ่มสั่น
“มะ ไม่ใช่..เอ่อไป”
เพราะความกลัวทำให้เธอกล้าชี้นิ้ว แต่ไม่กล้าถาม คานโลปรายตามองตามถึงได้รู้เธอต้องการจะถามอะไร
“ในนั้นเป็นที่พักนายครับ”
จากนั้นเขาจึงเดินต่อ ไม่สนใจเธออีก
เธอเดินตามไปเรื่อยๆ ผ่านความมืดสลับกับแสงสว่างจากดวงไฟสีเหลืองนวล ก่อนชะลอช้าก็ตอนคนที่เดินนำอยู่หยุดยืนนิ่ง
เบื้องหน้าของเธอคือห้องหนึ่งที่ถูกปิดกั้นด้วยประตูไม้ เมื่อมันถูกเปิดเข้าไปถึงได้รู้ว่านั้นคือห้องเก็บของ
“ให้ฉันอยู่ที่นี่เหรอ”
หญิงสาวชี้หัวแม่มือเข้าไปในห้อง หลังเดินอ้อมมายืนประจันหน้า คานโลพยักหน้าไม่ได้แสดงความรู้สึก ในขณะเธอตอนนี้หน้าซีดไปแล้ว
“ฉันแพ้ฝุ่น”
เป็นเรื่องจริง ลลิสาแพ้ฝุ่น เป็นมาตั้งแต่เด็กซึ่งถ้าสูดเข้าไปเยอะจะทำให้เป็นหอบหืดได้
“ผมไม่ได้ถูกสั่งมาให้รองรับเรื่องนี้ครับ นายแค่ให้หาห้องให้คุณ เอาห่างไกลจากพวกนั้น ไม่ใกล้นาย แต่ให้อยู่ในตึก ตอนนี้ที่ดีที่สุดก็คือห้องนี้แล้วครับ”
“นี่คือ..ดีที่สุดแล้วเหรอ”
ร่างเล็กมองไปรอบๆ ก็เห็นมีแต่หยากไย่ และฝุ่นหนาเต็มพื้นไปหมด ถึงจะมีเตียงนอนขนาดห้าฟุตที่คลุมผ้าไว้ หากเปิดออกมาแล้วใช้ฝ่ามือตบก็คงไม่ต่างกัน แน่นอนฝุ่นฟุ้งกระจาย
“ครับ ดีที่สุดแล้ว ถ้าคุณไม่อยากนอนอยู่แบบนี้ทั้งหนึ่งสัปดาห์ ผมแนะนำให้คุณทำความสะอาดก่อน”
“หนึ่งอาทิตย์!”
“ครับ”
พูดจบร่างสูงก็หมุนตัวเตรียมเดิน ทว่ามือเธอไว เพราะยังมีเรื่องค้างคาอีกเยอะ จึงดึงเสื้อเขาเอาไว้
“เดี๋ยวก่อน”
“ครับ?”
คานโลหยุดเดินเหลียวหลังมองข้ามไหล่ จุดที่น่าหมั่นไส้ที่สุดคงหนีไม่พ้นการเลิกคิ้วสูงของเขาตอนนี้ เพราะมันกวนตีน
“ไม่มีแม่บ้านมาด้วยเหรอ แบบว่า..”
“ไม่ครับ ไม่มี ตอนนี้คุณคือผู้หญิงคนเดียว และคิดว่าเช้ามาจะต้องกลายเป็นแม่บ้านครับ เพราะนายสั่งผมพาคุณไปเจอ”
“ห๊ะ..” ดวงตาคู่สวยเบิกขึง ลืมเรื่องฝุ่นไปเลยทันที ภาพตอนเขาถือดาบยังติดตาไม่หาย “เจอเขาเหรอ”
“ครับ พรุ่งนี้นายจะป้อนงานให้คุณ นอนเถอะครับ อย่างน้อยก็ได้อีกสองชั่วโมง แล้วผมจะกลับมา”
ดูท่าจะคุยไม่รู้เรื่อง คนตรงหน้าเย็นชาชะมัด ลลิสาปั้นหน้าบึ้ง ปล่อยมือจากชายเสื้อสูทที่ดึงอยู่ พลางกอดอก ซึ่งนั่นเป็นท่าทางประจำตัวตอนเธองอแง
“ก็ได้.. ถ้าอย่างนั้นมีแมสไหม ขออันนึง”
“ครับ?”
“แมสไง หน้ากากอนามัยอ่ะ”
ซึ่งมีมากจนต้องแยกเขี้ยวขึงตาใส่คนตรงหน้าอย่างไม่นึกกลัว เอาสิ ด่ากันตอนนี้มีสวนนะ หญิงสาวโกรธขึ้นมาจริงๆแล้ว เวลาเธอโกรธเอาจริงไม่กลัวตายนะ
ขณะที่กำลังก่นด่าคานโลอยู่ในใจ สมองเกิดนึกไปถึงดาบที่ปักทะลุอก และมีเสียงฉึก
เออ กลัวนิดนึงก็ได้
“ถ้าอย่างนั้นสาขอถามหน่อยได้ไหมคะ”“ครับ”“สาผิดอะไร”ความเงียบเข้ามาปกคลุมเหมือนทุกที แต่ครั้งนี้ไม่นาน เขาแค่นหัวเราะ จ้องนิ่งเข้ามาในม่านตาเธอ ถึงขนาดสะท้อนหน้าของเธออยู่ในม่านตาเขา “คุณไม่ได้ผิด แต่คุณพลาด” จ้องเขม็งมองมา ตาไม่กะพริบ “พลาดที่เลือกเชื่อใจคนผิด”“คุณหมายถึงผู้จัดการสาเหรอ เรื่องนั้นยอมรับว่าช็อคอยู่เหมือนกัน แต่คิดอีกทีมันก็คือการกระทำของคนเลว สาไม่สามารถโกรธคนเลวได้ เพราะมันเสียเวลา อีกอย่างสาอยู่ที่นี่กับคุณ จะทำอะไรเขาได้”“ผมยังไม่ได้จ่ายเงินคุณ”หญิงสาวพยักหน้า“ค่ะ สาทราบ จะต้องขอบคุณด้วยหรือเปล่า”“ก็แล้วแต่สะดวกครับ”จ้า!“ว่าแต่จะมีโอกาสได้ใช้มันไหม”“ได้ครับ ทำไมจะไม่ได้” เธอเกือบจะยิ้มอยู่แล้วเชียว ติดตรงที่ว่ามันยังมีต่อ “ถึงไม่ได้ใช้ที่นี่ก็ได้ใช้ที่อื่น เรายังต้องไปอีกหลายที่ อีกหลายประเทศ”“สรุปว่า ฉันจะต้องตายไปพร้อมกับคุณสินะคะ”“ไม่ครับ คุณอาจตายก่อน ถ้าเกิดตุกติก ขึ้นอยู่ที่คุณจะหาเรื่องใส่ตัวอีกไหม”หญิงสาวคว่ำปาก เสมองไปทางอื่น เริ่มจะเกลียดขี้หน้าไอ้หมอนี่ขึ้นมาจริงๆแล้วแต่พอฉุกใจคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงจำเป็นต้องหันมาอีกครั้ง ก่อนจะชะงักเ
ลลิสานิ่วหน้า สำหรับเธอนี่ไม่ใช่เรื่องตลก คนตรงหน้าดูเคร่งขรึมจนเธอประหม่า“คือ..”เธอจะตอบได้ยังไงในเมื่อใจของเธอตอนนี้อยากขอให้เขาปล่อยเพราะมัวแต่อ้ำอึ้ง เขาก็เลยขมวดคิ้ว หากแต่ยืนมองนิ่งไม่ถามไถ่ แน่นอนว่ามันยิ่งทำให้เธออึดอัดสายตาของเขาตอนนี้น่ากลัวมากๆ“ถ้าอยากจะให้ปล่อยกันไป คงเป็นไปไม่ได้หรอกนะ”ไม่รู้เป็นเพราะสีหน้าของเธอที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน หรือว่าเขากันแน่ที่ฉลาดหลักแหลมถึงได้อ่านใจออก หากเป็นอย่างหลังก็สมแล้วที่เขาเป็นมาเฟีย ถือว่าเก่งกาจในเรื่องของการมองคน ทว่าการพูดออกมาตรงๆด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแบบนั้น ราวกับไม่ได้ทุกข์ร้อน ทั้งที่กำลังทำเรื่องไร้มนุษยธรรม กักขังหน่วงเหนี่ยวผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ และทำเธอเสี่ยงหัวใจวายตายฟังแล้วหดหู่ฉิบหายเขาเอาจริงดิ?“แบบนี้ก็ใจร้ายกันเกินไปนะ”“หรือว่าจะตาย ผมว่ามันก็ง่ายดี”ง่ายกับผีน่ะสิร่างเล็กชะงัก นึกไม่ถึงขนาดพึมพำเสียงเบา ต้องการให้ได้ยินแค่ตัวเอง เขายังได้ยิน ทำเอาเธอหน้าร้อนวูบวาบ ไปไม่ถูกเลยทีนี้แต่ไหนๆก็ไหนแล้ว เธอออยากลอง“คุณ..ฉันจะไม่บอกใครจริงๆนะ”ทว่า กลายเป็นการสร้างแรงประหม่าเพิ่ม เมื่อความเงียบเข้า
สองชั่วโมงผ่านไปไวมาก เธอในสภาพเหลือแต่ดวงตาเพราะใส่แมส นั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง คานโลสั่งให้เธอหลับแต่ใครมันจะหลับลง ตอนเข้ามาแล้วเปิดไฟสีขาวที่สว่างไปทั้งห้อง มันคงจะดีมากและห้องคงน่าอยู่มากหากมันสะอาดสะอ้าน ไม่ใช่เธอที่กำลังนั่งสบตากับแมงมุมอยู่แบบนี้ แถมความว่างปนเหงาเพราะไม่มีโทรศัพท์การนั่งจ้องมองสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวของเธอในปัจจุบัน จนเห็นวิวัฒนาการของมันทั้งหมดจนจะกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่รอมร่อ จนกระทั่ง.. ก็อก ก๊อก ก๊อก บานประตูห้องของเธอถูกเคาะ เพราะมั่นใจว่าไม่ใช่ใครอื่นแน่ เธอจึงลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจแล้วไปเปิดอย่างว่าง่าย ภาพที่เห็นคือคานโลเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่ไปแล้ว ส่วนเธอยังคงสวมชุดเดิม แถมมอมแมม “เขาให้มาตามแล้วเหรอ” “ครับ ตามผมมา” ลลิสาพยักหน้าเดินตามแผ่นหลังกว้างนั่นแต่โดยดี ระหว่างเธอแวะชมบรรยากาศข้างทางไปด้วย ตอนนี้รอบนอกคือหิมะเบาบาง และมีโปรยลงมาเล็กน้อย โชคดีที่ชุดของเธอเนื้อผ้าหนา จึงไม่รู้สึกว่าหนาวเท่าไหร่ หากจะรู้สึกก็คงเป็นใจขอ
ลลิสาไม่มีเวลาให้อึ้งนาน ตอนนี้ชีวิตของเธออยู่ในขั้นตอนของการเปลี่ยนที่จะเกิดได้ทุกเมื่อ ตามผู้นำของเธอ คือคานโลซึ่งรับคำสั่งมาจากนายเขาอีกทีมาถึงตอนนี้เธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำเขานั้นเป็นใคร ชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร รู้แค่เป็นคนที่ลึกลับและมีอิทธิพลมาก ไม่อย่างนั้นการเดินทางของพวกเขาคงทำไม่ได้ถึงขนาดนี้หลังจากทานมื้อเที่ยง และรอจนมืดค่ำ เธอก็ถูกเปลี่ยนที่อยู่อาศัยจากราชวังเก่าเป็นเรือเร็วที่ทำจากไม้ฮอกกานีขัดเงาวับและกันกระสุนทั้งเรือ แล่นออกจากประตูลับมุ่งหน้าสู่เรือส่วนตัวที่อยู่นอกเขตตรวจการณ์ของตำรวจน้ำ แน่นอนว่าเธอถูกซ่อน ไม่มีโอกาสได้คิดหาวิธีหนีรอดต่อมาคือการเดินทางไกล รู้เพียงว่าเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวนี้กำลังมุ่งหน้าไปยังที่ไหนสั่งแห่งที่เธอยิ่งไม่รู้จัก อีกทั้งเป็นช่วงกลางดึกซึ่งเธอมองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากไฟดวงเล็กจากบ้านพลเรือนและตึกสูงหลายชั้นทว่าที่เธอนั่งอยู่นั้นสูงกว่าใช้เวลานานพอสมควรก็ถึงจุดจอด คือบนภูเขาลานลับในเขตที่ดินส่วนตัว ซึ่งอาณาเขตตรงจุดยืนคาบเกี่ยวอยู่สองประเทศ โดยหากต้องการจะข้ามพรมแดนนี้ไปอีกพรมแดนใช้การเดินรถเพียงไม่กี่อึดใจและตอนนี้เธออยู่ในรถกับใครคนหนึ่งที
เพราะเอาแต่ตะโกนทั้งที่ลำคอแห้งผาก ลลิสาจึงเกิดอาการไอจนตัวงอ เธอหมดแรงส่งเสียงตั้งแต่ครั้งที่สาม เพราะร่างกายอ่อนแรงเกินจะไหว ก่อนทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ในเวลาต่อมา แอด..ผ่านไปครึ่งค่อนวัน ประตูห้องนั้นถูกเปิดออก ปล่อยลำแสงภายนอกเข้ามาเจิดจ้ากระทบผิวเนียนถัดไปทางขาวซีดลลิสาผงกศีรษะขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นคานโลจึงหายจากอาการงัวเงียเป็นปลิดทิ้ง “คุณคานโล..”เสียงแหบพร่าผลจากการขาดน้ำมานานเกินไปเรียกชื่อ ร่างสูงตรงหน้าไม่ได้ตอบสนอง ทว่าคลี่ยิ้มบางๆ ประหนึ่งมาพบเจอใครคนหนึ่งที่นัดหมายกันเอาไว้ ไม่ใช่ถูกมัดหลังติดเก้าอี้อยู่แบบนี้ ท่าทางนั้นเลือดเย็นซะจนน่ากลัว“นายส่งผมมาเจรจา”ไม่พอเสียงพูดก็เย็นชาอีกด้วย “นายของคุณคือคนที่ถือดาบคนนั้นใช่ไหม”แต่แล้ว..เพียงแค่เธอเอ่ยประโยคนี้ ราวกับว่าแสงที่เจิดจ้าบ่งบอกช่วงเวลาเที่ยงวันดับวูบหายไป สายตาตวัดมองมา ไม่เหมือนเขาคนเมื่อวาน“ปกติคุณเป็นคนปากพล่อยแบบนี้เหรอครับ”เมื่อรู้ว่าพลาดไปแล้ว เธอไม่ควรถามเขาตรงๆจึงเม้มปากแน่น และรู้ทันทีว่านี่คือสาเหตุทำให้เธอถูกมัดแบบนี้“มะ ไม่ ปกติไม่ปากพล่อย ฉันไม่ค่อยยุ่งเรื่องชาวบ้าน และถ้ามีคนสั่งว่าไม่ให้พู
เปลือกตาสีอ่อนที่ปิดสนิทมาทั้งคืนผลจากความเหนื่อยล้า ค่อยๆเปิดขึ้นในช่วงเช้าของอีกวัน หากเป็นความฝันที่ไม่ว่าจะเลวร้ายแค่ไหน ก็ควรจะจบลงเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา แต่นี่..กึก!จากตาปรือที่งัวเงียจะต้องสู้รบกับแสงแดดสาดส่องผ่านช่องลมประตูเข้ามา คือค่อยๆเปิดตาขึ้นก่อนจึงจะถูก บัดนี้ข้ามขั้นตอนนั้นเป็นเบิกกว้างชนวนเหตุเพราะเสียงไม่เป็นมิตร และความอึดอัดจากการถูกพันธนาการแทน ในดวงตาสีน้ำตาลเข้มโดดเด่นความแพรวพราวจากน้ำหล่อเลี้ยงคล้ายตาแมวที่ใครต่างเห็นเป็นต้องตกภวังค์ ยามนี้ได้เปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก หลังเห็นทุกอย่างชัดเจนขึ้นหลังกวาดมองไปรอบ แล้วก้มลงมองตัวเอง ชุดราตรีกำมะหยี่ที่ยับเยินไม่ต่างจากผิวหน้า เครื่องตกแต่งประทินโฉมเมื่อคืนหมดอายุการใช้งานไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างไหลมากองรวมกัน โดยเฉพาะที่เขียนตา มาสคาร่า และอายไลเนอร์ ทำเธอเป็นผีบ้าดีๆนี่เอง และเรื่องที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ยังไม่ได้ทำให้ใจหายวาบเท่ากับโซ่ตรวน ใช่ เธอถูกมัด!ในห้องที่เคยหรูหรา ทว่าปัจจุบันเก่ากึก ลำคอระหงของเธอแห้งผาก ขยับเขยื้อนเป็นระยะเนื่องจากการกลืนของก้อนเจ็บ เธอรู้สึกกระหายน้ำขั้นรุนแรง ไอ้ที่หิวข้าวก่อนหน้านี้ไม่ม







